ดีว็อก โอรีกี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดีว็อก โอรีกี
Divock Origi Liverpool vs Mainz (cropped).jpg
โอรีกีเล่นให้กับลิเวอร์พูล ใน ค.ศ. 2021
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ดีว็อก ออคอท โอรีกี[1]
วันเกิด 18 เมษายน ค.ศ. 1995 (27 ปี)[2]
สถานที่เกิด โอสเตนเดอ, เบลเยียม
ส่วนสูง 1.85 ม. (6 ฟุต 1 นิ้ว)[3]
ตำแหน่ง กองหน้า
สโมสรเยาวชน
2001–2010 แค็งก์
2010–2012 ลีล
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2012–2013 ลีล เบ 11 (2)
2012–2014 ลีล 40 (6)
2014–2022 ลิเวอร์พูล 107 (22)
2014–2015ลีล (ยืมตัว) 33 (8)
2017–2018เฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์ค (ยืมตัว) 31 (6)
ทีมชาติ
2010 เบลเยียม อายุไม่เกิน 15 ปี 2 (0)
2010–2011 เบลเยียม อายุไม่เกิน 16 ปี 9 (1)
2011 เบลเยียม อายุไม่เกิน 17 ปี 1 (0)
2012–2013 เบลเยียม อายุไม่เกิน 19 ปี 19 (10)
2014– เบลเยียม อายุไม่เกิน 21 ปี 2 (0)
2014– เบลเยียม 32 (3)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2022
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้แก่ทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 29 มีนาคม 2022

ดีว็อก ออคอท โอรีกี (อังกฤษ: Divock Okoth Origi; เกิดวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1995) เป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยียม ปัจจุบันเล่นตำแหน่งกองหน้าในเซเรีย อาให้แก่เอซี มิลานและทีมชาติเบลเยียม

สโมสรอาชีพ[แก้]

ลีล[แก้]

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2015-16[แก้]

ฤดูกาล 2016-17[แก้]

ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2016 อีเอฟแอลคัพ รอบ 2 โอรีกีทำประตูแรกในฤดูกาล 2016-17 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เบอร์ตันอัลเบียน 5-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 3 อีเอฟแอลคัพ ได้สำเร็จ[4] ต่อมา ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2016 อีเอฟแอลคัพ รอบ 3 โอรีกีทำประตูที่ 2 ในอีเอฟแอลคัพ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ดาร์บีเคาน์ตี ที่ไพรด์พาร์ก 3-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 4 อีเอฟแอลคัพ ได้สำเร็จ[5] ต่อมา ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โอรีกีทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016–17 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0[6] ต่อมา ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 อีเอฟแอลคัพ รอบ 5 โอรีกีทำประตูที่ 3 ในอีเอฟแอลคัพ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ลีดส์ยูไนเต็ด 2-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ อีเอฟแอลคัพ ได้สำเร็จ[7] ต่อมา ในวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2016 โอริกียิงประตูให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ บอร์นมัท 2-0 แต่สุดท้ายก็แพ้ไป 3-4[8] ต่อมา ในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 2016 โอริกีทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 2-2[9] ต่อมา ในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2016 โอริกีทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ มิดเดิลส์เบรอ ที่ริเวอร์ไซด์สเตเดียม 3-0[10]

ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2017 เอฟเอคัพ รอบสี่ โอรีกีทำประตูแรกในเอฟเอคัพ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์พ่ายแพ้ วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 1-2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องตกรอบ เอฟเอคัพ ไปในที่สุด[11] ต่อมา ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2017 โอรีกีทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-1[12] ต่อมา ในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2017 โอรีกีทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ บอร์นมัท 2-2[13] ต่อมา ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2017 โอรีกีทำประตูที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด ที่ลอนดอนสเตเดียม 4-0[14] จบฤดูกาล โอรีกียิงประตูในพรีเมียร์ลีก 7 ประตูจาก 34 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 4 และคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2018-19[แก้]

ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2018 โอรีกีลงสนามเป็นตัวสำรองแทน โรแบร์ตู ฟีร์มีนู และทำประตูชัยในนาทีที่ 90+6 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง เอฟเวอร์ตัน 1-0[15] ต่อมา ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2019 เอฟเอคัพ รอบสาม โอรีกีทำประตูแรกในเอฟเอคัพ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล พ่ายแพ้ วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 1-2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องตกรอบ เอฟเอคัพ ไปในที่สุด ต่อมา ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 โอรีกีทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 5-0[16] ต่อมา ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 โอรีกีลงสนามเป็นตัวสำรองแทน มุฮัมมัด เศาะลาห์ และทำประตูชัย นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่เซนต์เจมส์พาร์ก 3-2[17] ต่อมา ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ บาร์เซโลนา จากสเปน โดยนัดแรก ลิเวอร์พูล ไปพ่ายแพ้ 0-3 ในนัดนี้ ลิเวอร์พูล จะต้องชนะ 4-0 ถึงจะผ่านเข้ารอบต่อไป โดย โอรีกียิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาร์เซโลนา 4-0 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาร์เซโลนา 4-3 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ[18]

ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2019 ลิเวอร์พูล เจอกับ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่วันดาเมโตรโปลิตาโน ในมาดริด, ประเทศสเปน โอรีกีลงสนามเป็นตัวสำรองแทน โรแบร์ตู ฟีร์มีนู และทำประตูช่วงท้ายเกมส์ สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 2-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ[19]

ฤดูกาล 2019-20[แก้]

ในวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 โอรีกีตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล[20]

ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2019 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2019–20 โอรีกีทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ นอริชซิตี 4-1[21] ต่อมา ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2019 ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 เจอกับ เชลซี แชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 ที่สนามโวดาโฟนพาร์ก, อิสตันบูล ประเทศตุรกี สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ 5-4 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ สมัยที่ 4 ได้สำเร็จ[22] ต่อมา ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ฟุตบอลลีกคัพ รอบ 4 โอรีกียิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ อาร์เซนอล 5-5 สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะในการดวลจุดโทษ 5-4 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 5 ฟุตบอลลีกคัพ ได้สำเร็จ ต่อมา ในวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2019 โอรีกียิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 5-2[23] ต่อมา ในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2019 ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2019 นัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล เจอกับ ฟลาเม็งกู ตัวแทน คอนเมบอล ในฐานะแชมป์เก่าของ โกปาลิเบร์ตาโดเรส ที่สนามกีฬาแห่งชาติคาลิฟา ในโดฮา, ประเทศกาตาร์ สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟลาเม็งกู ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก สมัยแรกได้สำเร็จ[24]

ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 โอรีกีทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่เซนต์เจมส์พาร์ก 3-1[25] จบฤดูกาล โอรีกีช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ[26]

ฤดูกาล 2020-21[แก้]

ในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2020 ฟุตบอลลีกคัพ รอบ 3 โอรีกียิงประตูปิดท้าย ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ลิงคอล์นซิตี 7-2 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 4 ฟุตบอลลีกคัพ ได้สำเร็จ[27]

ฤดูกาล 2021-22[แก้]

ในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2021 ฟุตบอลลีกคัพ รอบ 3 โอรีกียิงประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นอริชซิตี ที่แคร์โรว์โรด 3-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 4 ฟุตบอลลีกคัพ ได้สำเร็จ[28] ต่อมา ในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2021 ฟุตบอลลีกคัพ รอบ 4 โอรีกียิงประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เพรสตันนอร์ทเอนด์ 2-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 5 ฟุตบอลลีกคัพ ได้สำเร็จ[29] ต่อมา ในวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2021 โอรีกีทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก โดยลงสนามเป็นตัวสำรองและทำประตูชัยในนาทีที่ 90+4 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ ที่สนามกีฬามอลินิว 1-0[30] ต่อมา ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 2021 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2021–22 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม B โอรีกีทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2021–22 นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เอซี มิลาน จากอิตาลี 2-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในฐานะแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ โดยเก็บชัย 6 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่มเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ[31]

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 อีเอฟแอลคัพ 2022 นัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล เจอกับ เชลซี ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ 11-10 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์อีเอฟแอลคัพ สมัยที่ 9 ได้สำเร็จ[32] ต่อมา ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2022 โอรีกีทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0[33]

สถิติอาชีพ[แก้]

สโมสร[แก้]

ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2022.[34]
Appearances and goals by club, season and competition
สโมสร ฤดูกาล ลีก National Cup League Cup ยุโรป อื่นๆ รวม
Division ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ลีล เบ 2012–13 CFA 11 2 11 2
รวม 11 2 0 0 0 0 0 0 11 2
ลีล 2012–13 ลีกเอิง 10 1 0 0 0 0 0 0 10 1
2013–14 ลีกเอิง 30 5 4 1 1 0 35 6
2014–15 ลีกเอิง 33 8 1 0 2 0 8[a] 1 44 9
รวม 73 14 5 1 3 0 8 1 0 0 89 16
ลิเวอร์พูล 2015–16 พรีเมียร์ลีก 16 5 1 0 4 3 12[b] 2 33 10
2016–17 พรีเมียร์ลีก 34 7 3 1 6 3 43 11
2017–18 พรีเมียร์ลีก 1 0 0 0 0 0 0 0 1 0
2018–19 พรีเมียร์ลีก 12 3 1 1 0 0 8[c] 3 21 7
2019–20 พรีเมียร์ลีก 28 4 3 0 1 2 6[c] 0 4[d] 0 42 6
2020–21[35] พรีเมียร์ลีก 9 0 2 0 2 1 4[c] 0 0 0 17 1
2021–22[36] พรีเมียร์ลีก 7 3 1 0 3 2 7[c] 1 18 6
รวม 107 22 11 2 16 11 37 6 4 0 175 41
ว็อลฟส์บวร์ค (ยืมตัว) 2017–18 บุนเดิสลีกา 31 6 3 0 34 6
รวมทั้งหมด 222 44 19 3 19 11 45 7 6 1 311 66
  1. Three appearances in Champions League; five appearances and one goal in Europa League
  2. Appearances in Europa League
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Appearances in UEFA Champions League
  4. One appearance in FA Community Shield, one appearance in UEFA Super Cup, two appearances in FIFA Club World Cup

ทีมชาติ[แก้]

ณ วันที่ 29 มีนาคม 2022.[37][38][nb 1]
Appearances and goals by national team and year
ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
เบลเยียม 2014 12 3
2015 4 0
2016 6 0
2017 2 0
2018 1 0
2019 3 0
2021 2 0
2022 1 0
รวม 32 3
  1. The friendly against Luxembourg on 26 May 2014 is not FIFA-recognised due to an excessive number of substitutions.

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

Updated to match played 22 June 2016. Belgium score listed first, score column indicates score after each Origi goal.[34]
International goals by date, venue, opponent, score, result and competition
No. Date Venue Opponent Score Result Competition
1 22 June 2014 Maracanã Stadium, Rio de Janeiro, Brazil ธงชาติรัสเซีย รัสเซีย 1–0 1–0 2014 FIFA World Cup
2 10 October 2014 King Baudouin Stadium, Brussels, Belgium ธงชาติอันดอร์รา อันดอร์รา 4–0 6–0 UEFA Euro 2016 qualification
3 12 November 2014 King Baudouin Stadium, Brussels, Belgium ธงชาติไอซ์แลนด์ ไอซ์แลนด์ 2–1 3–1 Friendly

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

ลิเวอร์พูล

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์: พฤศจิกายน 2016[40]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Premier League clubs publish 2019/20 retained lists". Premier League. 26 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2020.
  2. "Divock Origi: Overview". ESPN. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2020.
  3. "Divock Origi - Liverpool FC". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2014.
  4. "ลิเวอร์พูลยิง 5 ประตู พร้อมผ่านเข้ารอบต่อไปในถ้วยลีกคัพ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 สิงหาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2016.
  5. "ลิเวอร์พูลตีตั๋วเข้ารอบ หลังถล่มดาร์บีขาดลอย". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กันยายน 2016. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2016.
  6. "ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะซันเดอร์แลนด์ 2-0". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2016. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2016.
  7. "ประตูของโอริกี และวู้ดเบิร์น ช่วยให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบรองฯ อีเอฟแอล คัพ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2016.
  8. "บอร์นมัธพลิกชนะลิเวอร์พูล". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 ธันวาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2016.
  9. เวสต์แฮมบุกมาแบ่งแต้มที่แอนฟิลด์[ลิงก์เสีย]
  10. "ลิเวอร์พูลบุกไปเก็บสามแต้มเหนือมิดเดิลสโบรห์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2016.
  11. ลิเวอร์พูลพ่ายวูล์ฟส์ ตกรอบเอฟเอ คัพ[ลิงก์เสีย]
  12. "ลิเวอร์พูลคว้าชัยในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ที่แอนฟิลด์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2017.
  13. "ลิเวอร์พูลเสมอบอร์นมัธที่แอนฟิลด์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 7 เมษายน 2017.
  14. "ลิเวอร์พูลบุกทุบเวสต์แฮมพร้อมเก็บคลีนชีต". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 พฤษภาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2017.
  15. Match Report: โอริกีโหม่งประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเฉือนเอฟเวอร์ตัน (วิดีโอ)
  16. Match Report: ลิเวอร์พูลถล่มวัตฟอร์ด 5-0 ที่แอนฟิลด์ (วิดีโอ)
  17. "Match Report: ลิเวอร์พูลเฉือนนิวคาสเซิล พร้อมยึดจ่าฝูงก่อนเกมสุดท้ายของฤดูกาล". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2019.
  18. Match Report: ลิเวอร์พูลถล่มบาร์เซโลน่า 4-0 เข้าชิงแชมเปียนส์ลีก
  19. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าถ้วยแชมเปียนส์ลีกหลังชนะสเปอร์ส 2-0
  20. ดิว็อค โอริกี เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล
  21. Match Report: ลิเวอร์พูลประเดิมเก็บ 3 แต้มแรกในเกมเปิดหัวพรีเมียร์ลีก
  22. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ซูเปอร์ คัพ หลังดวลจุดโทษชนะเชลซี
  23. Match Report: ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มเอฟเวอร์ตัน 5-2
  24. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์คลับ เวิลด์ ที่กาตาร์
  25. Match Report: ลิเวอร์พูลแชมป์พรีเมียร์ลีกปิดฤดูกาลอย่างสวยงาม
  26. อัลบั้มภาพ: ทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
  27. Match Report: ลิเวอร์พูลบุกถล่มลินคอล์น ซิตี้ เข้ารอบคาราบาว คัพ
  28. Match Report: ลิเวอร์พูลทะลุเข้ารอบ หลังคว้าชัยเหนือนอริชในคาราบาว คัพ
  29. Match Report: ลิเวอร์พูลชนะเปรสตันผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายคาราบาว คัพ
  30. Match Report: โอริกีทำประตูชัยท้ายเกมให้ลิเวอร์พูลบุกชนะวูล์ฟส์
  31. Match Report: ซาลาห์ และโอริกี ทำประตูให้ลิเวอร์พูลแซงชนะเอซี มิลาน
  32. Match Report: ลิเวอร์พูลดวลจุดโทษชนะเชลซีคว้าแชมป์คาราบาว คัพ
  33. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าชัยในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีที่แอนฟิลด์
  34. 34.0 34.1 "D. Origi". Soccerway. Global Sports Media. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2015.
  35. "Games played by ดีว็อก โอรีกี in 2020/2021". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2020.
  36. "Games played by ดีว็อก โอรีกี in 2021/2022". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2021.
  37. Divock ORIGI, Royal Belgian Football Association. Retrieved 5 February 2013.
  38. "Divock Origi - national football team player". eu-football.info. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2014.
  39. McNulty, Phil (27 กุมภาพันธ์ 2022). "Chelsea 0–0 Liverpool". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2022.
  40. "โอริกีเบียดชนะวู้ดเบิร์นคว้าประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนพฤศจิกายน". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2016.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]