ข้ามไปเนื้อหา

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
长江三角洲城市群
ภาพถ่ายทางอากาศตอนกลางคืน
ภาพถ่ายทางอากาศตอนกลางคืน
แผนที่แสดงที่ตั้งของนครต่าง ๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
แผนที่แสดงที่ตั้งของนครต่าง ๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
พิกัด: 32°10′33″N 119°25′51″E / 32.1759°N 119.4307°E / 32.1759; 119.4307
มณฑล
นครที่สำคัญเซี่ยงไฮ้, หนานจิง, หางโจว, ซูโจว, หนิงปัว, อู๋ซี, หนานทง, เช่าซิง, ฉางโจว, จินฮฺหวา, เจียซิง, ไถโจว, หยางโจว, หยานเฉิง, ไท่โจว, เจิ้นเจียง, หูโจว, ฮฺหวายอาน, โจวชาน, ฉวีโจว, หม่าอานชาน, เหอเฝย์
ประชากร
 (2018)
  ทั้งหมด
c. 105,425,600 คน
เขตเวลาUTC+8 (เวลามาตรฐานจีน)
GDP2018
 - ทั้งหมด¥14.42 ล้านล้าน
$2.18 ล้านล้าน
$4.12 ล้านล้าน (PPP)
 - ต่อหัว¥136,795
$20,673
$38,972 (PPP)
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
จีนตัวย่อ长江三角洲
จีนตัวเต็ม長江三角洲
พินอินChángjiāng sānjiǎozhōu
RomanizationZankaon Saekohtseu

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (อังกฤษ: Yangtze River Delta หรือ YRD, จีน: 长江三角洲 หรือ 长三角) เป็นเขตอภิมหานครที่ประกอบด้วยพื้นที่ที่พูดภาษาอู๋ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ตอนใต้ของมณฑลเจียงซู และตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง พื้นที่นี้ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคเจียงหนาน (แปลว่า "ทางใต้ของแม่น้ำ") เป็นบริเวณที่แม่น้ำแยงซี ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงทิเบตบริเวณมณฑลชิงไห่ ไหลลงสู่ที่ราบในทางทิศตะวันออกและเปิดออกสู่ทะเลจีนตะวันออกที่มณฑลเจียงซู เนื่องจากเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำและตะกอนสูงมาก ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เกิดขึ้นจึงมีขนาดใหญ่มากเช่นกัน และด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีจึงเป็นแหล่งผลิตเมล็ดธัญพืช ฝ้าย ป่าน และชาจำนวนมาก[1] ในปี 2018 สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีมีจีดีพีประมาณ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ[2] ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับอิตาลี

สิ่งก่อสร้างในพื้นที่เขตเมืองนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการกระจุกตัวของเขตมหานครที่อยู่ติดกัน (หรือที่เรียกว่าอภิมหานคร) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครอบคลุมพื้นที่ 99,600 ตารางกิโลเมตร (38,500 ตารางไมล์) และเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่า 115 ล้านคนในปี 2013 ซึ่งประมาณ 83 ล้านคนเป็นคนในเขตเมือง ถ้าหากอิงตามเขตของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีทั้งหมด ภูมิภาคนี้จะมีประชากรมากกว่า 140 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของประชากรจีนและ 1 ใน 5 ของจีดีพีของประเทศ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดและร่ำรวยที่สุดในเอเชียตะวันออกโดยวัดจากความเสมอภาคของอำนาจซื้อ

ลักษณะสภาพพื้นที่บริเวณที่ปากแม่น้ำแยงซีเปิดออกสู่ทะเลจีนตะวันออกนั้น มีลักษณะเป็นร่องเหวลึก (incised valley) แสดงการเปลี่ยนแปลงของการลดลงของระดับความสูงในทันทีทันใด ซึ่งในยุคโฮโลซีนช่วงที่มีระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด เป็นช่วงที่มีตะกอนลงมาตกสะสมในบริเวณนี้ในปริมาณที่มาก จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

วิวัฒนาการ

[แก้]
ภาพถ่ายทางอากาศดินดอนปากแม่น้ำแยงซี

การพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณ 6000 – 7000 ปีที่แล้ว ในช่วงที่มีการเพิ่มขึ้นของระดับความสูงของน้ำทะเลใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ในช่วง 5000 ปีที่ผ่านมาอัตราการพอกเพิ่มขึ้นของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในบริเวณส่วนหน้าสุดมีค่าประมาณ 50 กิโลเมตรต่อพันปี และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา คือประมาณ 38 – 80 กิโลเมตรต่อพันปี สาเหตุหลักที่เป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของอัตราการพอกของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้ น่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก เช่น การทำการเกษตรเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน ทำให้หน้าดินโดนน้ำชะเอาตะกอนออกมาจากหน้าดินได้มากกว่าปกติ เป็นต้น แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาหลังจากจีนได้มีการสร้างเขื่อนซานเสียต้าป้าขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2537 และเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเขื่อนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่มณฑลหูเป่ย[3] แม่น้ำแยงซีก็มีปริมาณตะกอนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตะกอนส่วนใหญ่ไม่สามารถโดนพัดพาผ่านเขื่อนมาได้ ส่งผลให้อัตราการพอกเพิ่มของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีลดลงอย่างรวดเร็วมาจนถึงขณะนี้[4]

กระบวนการตกสะสมของตะกอน

[แก้]

กระแสน้ำขึ้นน้ำลงมีผลมากในการตกสะสมของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ ทำให้สามารถจัดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำประเภทที่ได้รับอิทธิพลหลักจากกระแสน้ำขึ้นน้ำลง (Tide dominant) ซึ่งดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำชนิดนี้มีลักษณะเด่น คือ มีเกาะสันทรายกลางน้ำที่มีแนวยาวตั้งฉากกับแนวชายฝั่ง

การพัดพาเอาตะกอนมาตกสะสมในบริเวณนี้ มีผลมาจากทิศทางของกระแสน้ำชายฝั่งเป็นตัวควบคุมการตกและทิศทางการงอกของดินดอนสามเหลี่ยมปาแม่น้ำ โดยในฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ได้รับปริมาณตะกอนจากแม่น้ำแยงซีมากที่สุด คือประมาณ 70% ของตะกอนทั้งหมดที่ได้รับในรอบหนึ่งปีนั้น จะเป็นช่วงที่มีมรสุมเกิดขึ้น ซึ่งมรสุมประจำฤดูนี้ส่งผลให้กระแสน้ำชายฝั่งมีทิศขนานชายฝั่งไปทางใต้ และเกิดกระแสแนวดิ่งที่มีทิศทางพุ่งลง (Downstream) ขึ้น ส่วนในฤดูร้อนจะมีมรสุมไต้หวัน ที่ส่งผลให้กระแสน้ำไหลขนานชายฝั่งไปในทางทิศเหนือ เกิดเป็นกระแสแนวดิ่งที่มีทิศพุ่งขึ้น (Upstream) ขึ้น การไหลของทั้งสองกระแสนี้ทำให้ตะกอนที่ถูกพัดพามากับน้ำเคลื่อนที่อยู่ในบริเวณที่จำกัด ในช่วงใกล้ชายฝั่งเท่านั้น ทำให้เกิดการพอกของตะกอนขนานชายฝั่งออกไปเรื่อย ๆ และมีทิศทางการพัฒนาไปในทางทิศใต้ เพราะตะกอนส่วนใหญ่ที่ถูกพามาในฤดูฝนนั้นจะโดนกระแสพัดไปในทางทิศใต้ทั้งหมด ส่วนกระแสที่ไหลไปในทางทิศเหนือในฤดูร้อนนั้นจะไม่ค่อยส่งผลต่อการพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้มากนัก เนื่องจากปริมาณตะกอนในฤดูร้อนมีน้อยและความแรงของกระแสที่ไหลไปในทางทิศเหนือก็ไม่มีความรุนแรง จึงเกิดการพอกของตะกอนไปในทางทิศเหนือเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงสังเกตเห็นการพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ในทางทิศใต้ โดยที่ชายฝั่งจะมีการงอกออกมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน[5]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Yangtze (Yangzi, Changjiang) River Delta". China Today. สืบค้นเมื่อ 27 March 2013.
  2. http://data.stats.gov.cn/english
  3. เขื่อนใหญ่ที่สุดในโลกในประเทศจีน[ลิงก์เสีย]
  4. "Three Gorges Dam เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-12-26. สืบค้นเมื่อ 2011-02-21.
  5. Sedimentary facies and Holocene progradation rates of the Changjiang (Yangtze) delta, China

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]