ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ภาพถ่ายทางอากาศดินดอนปากแม่น้ำแยงซี

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เกิดขึ้นจากแม่น้ำแยงซี ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงทิเบตบริเวณมณฑลชิงไห่ และไหลลงสู่ที่ราบในทางทิศตะวันออกและเปิดออกสู่ทะเลจีนใต้ตะวันออกที่มณฑลเจียงซู ในบริเวณนี้จีงเกิดเป็น "ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี" ขึ้น เนื่องจากเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำและตะกอนสูงมาก ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เกิดขึ้นจึงมีขนาดใหญ่มากเช่นกัน

ลักษณะสภาพพื้นที่บริเวณที่ปากแม่น้ำแยงซีเปิดออกสู่ทะเลจีนตะวันออกนั้น มีลักษณะเป็นร่องเหวลึก (incised valley) แสดงการเปลี่ยนแปลงของการลดลงของระดับความสูงในทันทีทันใด ซึ่งในยุคโฮโลซีนช่วงที่มีระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด เป็นช่วงที่มีตะกอนลงมาตกสะสมในบริเวณนี้ในปริมาณที่มาก จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

วิวัฒนาการ[แก้]

การพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณ 6000 – 7000 ปีที่แล้ว ในช่วงที่มีการเพิ่มขึ้นของระดับความสูงของน้ำทะเลใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ในช่วง 5000 ปีที่ผ่านมาอัตราการพอกเพิ่มขึ้นของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในบริเวณส่วนหน้าสุดมีค่าประมาณ 50 กิโลเมตรต่อพันปี และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา คือประมาณ 38 – 80 กิโลเมตรต่อพันปี สาเหตุหลักที่เป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของอัตราการพอกของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้ น่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก เช่น การทำการเกษตรเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน ทำให้หน้าดินโดนน้ำชะเอาตะกอนออกมาจากหน้าดินได้มากกว่าปกติ เป็นต้น แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาหลังจากจีนได้มีการสร้างเขื่อนซานเสียต้าป้าขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. 2537 และเปิดใช้งานในปีพ.ศ. 2552 ซึ่งเขื่อนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่มณฑลหูเป่ย[1] แม่น้ำแยงซีก็มีปริมาณตะกอนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตะกอนส่วนใหญ่ไม่สามารถโดนพัดพาผ่านเขื่อนมาได้ ส่งผลให้อัตราการพอกเพิ่มของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีลดลงอย่างรวดเร็วมาจนถึงขณะนี้[2]

กระบวนการตกสะสมของตะกอน[แก้]

กระแสน้ำขึ้นน้ำลงมีผลมากในการตกสะสมของตะกอนในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ ทำให้สามารถจัดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำประเภทที่ได้รับอิทธิพลหลักจากกระแสน้ำขึ้นน้ำลง (Tide dominant) ซึ่งดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำชนิดนี้มีลักษณะเด่น คือ มีเกาะสันทรายกลางน้ำที่มีแนวยาวตั้งฉากกับแนวชายฝั่ง

การพัดพาเอาตะกอนมาตกสะสมในบริเวณนี้ มีผลมาจากทิศทางของกระแสน้ำชายฝั่งเป็นตัวควบคุมการตกและทิศทางการงอกของดินดอนสามเหลี่ยมปาแม่น้ำ โดยในฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ได้รับปริมาณตะกอนจากแม่น้ำแยงซีมากที่สุด คือประมาณ 70% ของตะกอนทั้งหมดที่ได้รับในรอบหนึ่งปีนั้น จะเป็นช่วงที่มีมรสุมเกิดขึ้น ซึ่งมรสุมประจำฤดูนี้ส่งผลให้กระแสน้ำชายฝั่งมีทิศขนานชายฝั่งไปทางใต้ และเกิดกระแสแนวดิ่งที่มีทิศทางพุ่งลง( Downstream)ขึ้น ส่วนในฤดูร้อนจะมีมรสุมไต้หวัน ที่ส่งผลให้กระแสน้ำไหลขนานชายฝั่งไปในทางทิศเหนือ เกิดเป็นกระแสแนวดิ่งที่มีทิศพุ่งขึ้น( Upstream)ขึ้น การไหลของทั้งสองกระแสนี้ทำให้ตะกอนที่ถูกพัดพามากับน้ำเคลื่อนที่อยู่ในบริเวณที่จำกัด ในช่วงใกล้ชายฝั่งเท่านั้น ทำให้เกิดการพอกของตะกอนขนานชายฝั่งออกไปเรื่อยๆและมีทิศทางการพัฒนาไปในทางทิศใต้ เพราะตะกอนส่วนใหญ่ที่ถูกพามาในฤดูฝนนั้นจะโดนกระแสพัดไปในทางทิศใต้ทั้งหมด ส่วนกระแสที่ไหลไปในทางทิศเหนือในฤดูร้อนนั้นจะไม่ค่อยส่งผลต่อการพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้มากนัก เนื่องจากปริมาณตะกอนในฤดูร้อนมีน้อยและความแรงของกระแสที่ไหลไปในทางทิศเหนือก็ไม่มีความรุนแรง จึงเกิดการพอกของตะกอนไปในทางทิศเหนือเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงสังเกตเห็นการพัฒนาของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแห่งนี้ในทางทิศใต้ โดยที่ชายฝั่งจะมีการงอกออกมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน[3]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]