ข้ามไปเนื้อหา

ดรอกเฮดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดรอกเฮดา
Droichead Átha
Drogheda
ทิวทัศน์เมืองดรอกเฮดา ริมแม่น้ำบอยน์
ทิวทัศน์เมืองดรอกเฮดา ริมแม่น้ำบอยน์
ตราราชการของดรอกเฮดา
ดรอกเฮดาตั้งอยู่ในไอร์แลนด์
ดรอกเฮดา
ดรอกเฮดา
ที่ตั้งของดรอกเฮดาในไอร์แลนด์
ดรอกเฮดาตั้งอยู่ในยุโรป
ดรอกเฮดา
ดรอกเฮดา
ดรอกเฮดา (ยุโรป)
พิกัด: 53°43′02″N 6°21′24″W / 53.7171°N 6.3566°W / 53.7171; -6.3566
ประเทศไอร์แลนด์
จังหวัดเลนสเตอร์
เทศมณฑลลาวท์ และมีท
กฎบัตรเมืองฝั่งมีทค.ศ. 1194[1]
รวมสองเมืองค.ศ. 1412[1]
การปกครอง
  ประเภทสภาเทศมณฑลลาวท์ และ สภาเทศมณฑลมีท
  นายกเทศมนตรีเขตบอโรดรอกเฮดามิเชลล์ ฮอลล์ (Michelle Hall), ค.ศ. 2025–2026[2]
  ดาลเอเรินลาวท์; มีทอีสต์ ในพื้นที่ชานเมืองฝั่งใต้
  รัฐสภายุโรปมิดแลนด์ส–นอร์ทเวสต์
ประชากร
 (ค.ศ. 2022)
  ทั้งหมด
44,135[3] คน
  อันดับเมืองประเภท town ที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐไอร์แลนด์[3]
เดมะนิมชาวดรอกเฮดา (Droghedean, Boynesider)
เขตเวลาUTC+0 (WET)
  ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
UTC+1 (IST)
กุญแจเส้นทาง Eircode
A92
รหัสพื้นที่+353 41
เว็บไซต์www.drogheda.ie

ดรอกเฮดา (อังกฤษ: Drogheda, /ˈdrɒhədə, ˈdrɔːdə/ DRO-həd-ə, DRAW-də; ไอริช: Droichead Átha, [ˈd̪ˠɾˠɛhəd̪ˠ ˈaːhə] , หมายถึง "“สะพานแห่งท่าข้าม") เป็นเมืองท่าและเมืองประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำบอยน์ ทางชายฝั่งตะวันออกของไอร์แลนด์ พื้นที่หลักของเมืองอยู่ในเทศมณฑลลาวท์ และชานเมืองฝั่งใต้บางส่วนอยู่ในเทศมณฑลมีท เมืองตั้งอยู่ในจังหวัดเลนสเตอร์ บนแนวคมนาคมระหว่างดับลินกับเบลฟาสต์ และอยู่ไม่ไกลจากปากแม่น้ำบอยน์ซึ่งไหลออกสู่ทะเลไอริช

ในการสำมะโนประชากร ค.ศ. 2022 ดรอกเฮดามีประชากร 44,135 คน ทำให้เป็นเมืองประเภท town ที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐไอร์แลนด์ตามการจัดประเภทของสำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์[3] เมืองนี้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจดับลิน–เบลฟาสต์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเดินทาง การค้า และการพัฒนาอุตสาหกรรมของฝั่งตะวันออกของเกาะไอร์แลนด์

ดรอกเฮดาเป็นหนึ่งในเมืองกำแพงยุคกลางสำคัญของไอร์แลนด์ เมืองในอดีตเกิดจากชุมชนสองฝั่งแม่น้ำบอยน์ คือดรอกเฮดาฝั่งมีทและดรอกเฮดาฝั่งลาวท์ ก่อนรวมเป็นเมืองเดียวใน ค.ศ. 1412[1] ปัจจุบันเมืองเป็นประตูสำคัญสู่หุบเขาบอยน์ และแหล่งมรดกทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เช่น บรูนาโบอิน มอนาสเตอร์บอยซ์ เมลลิฟอนต์แอบบีย์ และพื้นที่ยุทธการที่บอยน์[4]

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

ชื่อภาษาไอริชของเมืองคือ Droichead Átha แปลได้ว่า “สะพานแห่งท่าข้าม” โดยคำว่า droichead หมายถึงสะพาน และ áth หมายถึงท่าข้ามหรือฟอร์ด ชื่อนี้สัมพันธ์กับตำแหน่งของเมืองบริเวณจุดข้ามแม่น้ำบอยน์ซึ่งมีความสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐาน การค้า และการคมนาคมมาตั้งแต่ยุคกลาง[5]

ชื่อภาษาอังกฤษ Drogheda เป็นรูปสะกดที่ใช้ในเอกสารราชการและแผนที่สมัยใหม่ ส่วนการออกเสียงในภาษาอังกฤษไอริชมักออกเสียงใกล้เคียง “ดรอเฮดะ” หรือในภาษาพูดท้องถิ่นว่า “Drawda”

ประวัติศาสตร์

[แก้]

เมืองยุคกลาง

[แก้]
ประตูเซนต์ลอเรนซ์ หนึ่งในหลักฐานสำคัญของดรอกเฮดาในฐานะเมืองกำแพงยุคกลาง

แม้ภูมิภาคหุบเขาบอยน์จะมีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ดรอกเฮดาในฐานะเมืองพัฒนาขึ้นหลังการขยายอำนาจของแองโกล-นอร์มันในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมืองเกิดเป็นชุมชนสองแห่งคนละฝั่งของแม่น้ำบอยน์ ฝั่งใต้ในมีทได้รับกฎบัตรจากฮิวจ์ เดอ เลซี (Hugh de Lacy) ใน ค.ศ. 1194 ส่วนฝั่งเหนือในลาวท์เกี่ยวข้องกับเบอร์แทรม เดอ เวอร์ดุน (Bertram de Verdun) ขุนนางแองโกล-นอร์มันอีกสายหนึ่ง[1][6]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เมืองได้รับเงินอุดหนุนเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองหลายครั้ง และภายใน ค.ศ. 1334 กำแพงเมืองสองฝั่งสร้างแล้วเสร็จ ล้อมพื้นที่ประมาณ 113 เอเคอร์ และมีแนวกำแพงยาวราว 3,545 เมตร[1] สิ่งที่หลงเหลือเด่นที่สุดคือประตูเซนต์ลอเรนซ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของรัฐในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งชาติ[7]

ดรอกเฮดามีบทบาททางการเมืองในเพลแห่งไอร์แลนด์และเคยเป็นสถานที่ประชุมรัฐสภาไอร์แลนด์หลายครั้ง เหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งคือการประชุมรัฐสภา ค.ศ. 1494 ในสมัยเซอร์เอ็ดเวิร์ด พอยนิงส์ (Sir Edward Poynings) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายพอยนิงส์ อันมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไอร์แลนด์กับมงกุฎอังกฤษเป็นเวลาหลายศตวรรษ

ยุคต้นสมัยใหม่และเมืองท่า

[แก้]
ป้อมมิลล์เมานต์บนเนินฝั่งใต้ของแม่น้ำบอยน์

ตำแหน่งริมแม่น้ำและใกล้ทะเลทำให้ดรอกเฮดาเป็นเมืองท่าและจุดยุทธศาสตร์ทางทหารในยุคต้นสมัยใหม่ เหตุการณ์ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือการล้อมเมืองดรอกเฮดา ค.ศ. 1649 เมื่อกองทัพรัฐสภาอังกฤษภายใต้ออลิเวอร์ ครอมเวลล์เข้ายึดเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและกลายเป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์สำคัญของไอร์แลนด์

ต่อมาใน ค.ศ. 1690 พื้นที่ทางตะวันตกของดรอกเฮดาเป็นฉากของยุทธการที่บอยน์ ระหว่างพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 กับพระเจ้าเจมส์ที่ 2 การรบครั้งนี้มีผลต่อการเมืองของไอร์แลนด์ บริเตน และยุโรปตะวันตก และยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองในปัจจุบัน

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ดรอกเฮดาเติบโตจากการค้า การเดินเรือ การต่อเรือ การขนส่งสินค้า และอุตสาหกรรมเบา การมาถึงของทางรถไฟและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทำให้เมืองเชื่อมต่อกับดับลิน เบลฟาสต์ และพื้นที่ภายในของลาวท์กับมีทได้สะดวกขึ้น

เมืองร่วมสมัย

[แก้]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และ 21 ดรอกเฮดาขยายบทบาทจากเมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรมไปสู่เมืองบริการ เมืองที่อยู่อาศัย และศูนย์กลางภูมิภาค การขยายตัวของดับลินและทางหลวง M1 ทำให้ดรอกเฮดาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เดินทางไปทำงานระหว่างเมือง ขณะเดียวกันเมืองยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นจากประวัติศาสตร์ริมบอยน์ กีฬา ศิลปะ และชุมชนเมืองเก่า

การเติบโตของชานเมืองฝั่งใต้ทำให้การบริหารและการวางแผนเมืองต้องเกี่ยวข้องกับทั้งสภาเทศมณฑลลาวท์และสภาเทศมณฑลมีท ทั้งสองสภาจึงร่วมกันจัดทำแผนพื้นที่ท้องถิ่นดรอกเฮดา (Drogheda Joint Local Area Plan) เพื่อวางยุทธศาสตร์การใช้ที่ดิน ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ การคมนาคม สิ่งแวดล้อม และบริการชุมชนของเมืองที่ขยายตัวข้ามเขตเทศมณฑล[8]

ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ

[แก้]

ดรอกเฮดาตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำบอยน์ ห่างจากปากแม่น้ำและทะเลไอริชไม่มาก พื้นที่เมืองมีทั้งเขตเมืองเก่าบนสองฝั่งแม่น้ำ เขตท่าเรือ พื้นที่ชานเมือง และชุมชนที่ขยายออกไปตามแนวถนนสู่ดับลิน เบตตี้ส์ทาวน์ ดันเลียร์ และมอนาสเตอร์บอยซ์ เมืองมีลักษณะพิเศษคือเขตเมืองจริงคร่อมเส้นแบ่งระหว่างเทศมณฑลลาวท์กับเทศมณฑลมีท

ดรอกเฮดามีภูมิอากาศแบบมหาสมุทรเช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของไอร์แลนด์ ฤดูหนาวโดยทั่วไปเย็น ชื้น และมีลม ส่วนฤดูร้อนมีอากาศอบอุ่นปานกลางและไม่ร้อนจัด ภูมิอากาศของเมืองได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรแอตแลนติกและระบบอากาศที่พัดเข้าสู่เกาะไอร์แลนด์[9]

การปกครองและการวางผังเมือง

[แก้]

ดรอกเฮดาเคยมีสถานะเป็นบอโรประวัติศาสตร์และมีสภาเมืองของตนเอง ต่อมาหลังการปฏิรูปรัฐบาลท้องถิ่น ค.ศ. 2014 การบริหารพื้นที่หลักของเมืองถูกรวมเข้ากับสภาเทศมณฑลลาวท์ เมืองยังคงใช้ชื่อเขตบอโรดรอกเฮดา และมีนายกเทศมนตรีตามธรรมเนียมท้องถิ่น[2]

พื้นที่เมืองร่วมสมัยไม่ได้จำกัดอยู่ในเขตลาวท์เท่านั้น เพราะชานเมืองฝั่งใต้และตะวันออกเฉียงใต้บางส่วนอยู่ในเทศมณฑลมีท การจัดทำแผนพื้นที่ร่วมของดรอกเฮดาจึงมีความสำคัญต่อการจัดการเมืองที่มีพื้นที่ใช้สอยจริงกว้างกว่าเส้นแบ่งเทศมณฑล[8]

ประชากร

[แก้]

สำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์รายงานว่าดรอกเฮดามีประชากร 44,135 คนใน ค.ศ. 2022 และเป็นเมืองประเภท town ที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐไอร์แลนด์[3] การเติบโตของเมืองสัมพันธ์กับการขยายตัวของภูมิภาคดับลิน การเดินทางไปทำงานระหว่างเมือง และการพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยใหม่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำบอยน์

ลักษณะประชากรของดรอกเฮดาในคริสต์ศตวรรษที่ 21 มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากการย้ายถิ่นภายในประเทศและการอพยพระหว่างประเทศ เมืองจึงมีทั้งชุมชนเก่าแก่ในเขตศูนย์กลางเมืองและย่านชานเมืองใหม่ที่เติบโตตามแนวถนนและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่

เศรษฐกิจ

[แก้]

เศรษฐกิจของดรอกเฮดามีรากจากการค้า การเดินเรือ และท่าเรือริมบอยน์ ปัจจุบันเมืองมีบทบาทด้านบริการ การค้าปลีก การศึกษา สุขภาพ การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างเมือง ทำเลบนแนวทางหลวง M1 และระเบียงดับลิน–เบลฟาสต์ทำให้เมืองมีข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์และการเข้าถึงตลาดแรงงานของภูมิภาคตะวันออก

ท่าเรือดรอกเฮดายังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจเมือง โดยรองรับสินค้า bulk, breakbulk และสินค้าพิเศษมากกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี[10] ในด้านการลงทุนร่วมสมัย IDA Ireland ได้จัดหาพื้นที่ทางเหนือของดรอกเฮดาเพื่อสนับสนุนศักยภาพของเมืองในฐานะศูนย์กลางการเติบโตบนแนว M1[11]

อย่างไรก็ดี การเติบโตของประชากรและบทบาทเมืองศูนย์กลางทำให้ดรอกเฮดาเผชิญแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัย การจราจร การฟื้นฟูใจกลางเมือง และบริการสาธารณะ ประเด็นเหล่านี้เป็นหัวข้อสำคัญในกระบวนการวางแผนพื้นที่ร่วมของเมือง[8]

วัฒนธรรมและสถานที่สำคัญ

[แก้]
ไฮเลนส์แกลเลอรีในอาคารโบสถ์ฟรานซิสกันเก่า

ดรอกเฮดามีมรดกสถาปัตยกรรมหนาแน่นเมื่อเทียบกับขนาดเมือง สถานที่สำคัญ ได้แก่ ประตูเซนต์ลอเรนซ์ ป้อมมิลล์เมานต์ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ หอแมกดาเลน โอลด์แอบบีย์ สะพานและท่าเรือริมบอยน์ ตลอดจนแนวถนนและตรอกของเมืองเก่า ประตูเซนต์ลอเรนซ์เป็นหนึ่งในประตูเมืองยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไอร์แลนด์[7]

เมืองยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของหุบเขาบอยน์ โดยใช้เป็นฐานเดินทางไปยังบรูนาโบอิน มอนาสเตอร์บอยซ์ เมลลิฟอนต์แอบบีย์ และแหล่งประวัติศาสตร์ยุทธการที่บอยน์[4] ด้านศิลปะร่วมสมัย เมืองมี Droichead Arts Centre ซึ่งจัดกิจกรรมละคร ดนตรี ภาพยนตร์ นิทรรศการ และงานศิลปะชุมชน[12] รวมถึง Highlanes Gallery ซึ่งเป็นหอศิลป์สาธารณะของเมืองและดูแลคอลเลกชันศิลปะเทศบาลดรอกเฮดา[13]

การศึกษาและสาธารณสุข

[แก้]

ดรอกเฮดามีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาหลายแห่งที่ให้บริการทั้งในตัวเมืองและชานเมือง เมืองอยู่ในเขตบริการของคณะกรรมการการศึกษาและฝึกอบรมลาวท์–มีท และมีสถานศึกษาภายใต้การดูแลของรัฐ เอกชน และองค์กรศาสนา

ด้านสาธารณสุข เมืองเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด (Our Lady of Lourdes Hospital) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของ Health Service Executive บนถนนวินด์มิลล์ในดรอกเฮดา[14] โรงพยาบาลนี้เป็นศูนย์บริการสุขภาพสำคัญของภูมิภาคลาวท์ มีท และพื้นที่ใกล้เคียง

การคมนาคม

[แก้]

ดรอกเฮดาตั้งอยู่บนทางหลวง M1 ซึ่งเชื่อมดับลินกับชายแดนไอร์แลนด์เหนือและเบลฟาสต์ เมืองยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ชายฝั่ง เช่น เบตตี้ส์ทาวน์ เลย์ทาวน์ และมอร์นิงตัน ตลอดจนพื้นที่ชนบทของลาวท์และมีท

สถานีรถไฟดรอกเฮดา แมคไบรด์ เป็นสถานีสำคัญบนเส้นทางรถไฟดับลิน–เบลฟาสต์ และให้บริการทั้งรถไฟระหว่างเมืองและรถไฟโดยสารในเครือข่ายของ Iarnród Éireann[15] ท่าเรือดรอกเฮดาริมแม่น้ำบอยน์มีบทบาทต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลของภูมิภาค ส่วนสนามบินนานาชาติที่ใกล้ที่สุดคือท่าอากาศยานดับลินทางใต้ของเมือง

กีฬา

[แก้]
สนาม United Park หรือ Sullivan and Lambe Park

ดรอกเฮดามีสโมสรกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล เกลิกเกมส์ รักบี้ กรีฑา และกอล์ฟ สโมสรที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือดรอกเฮดายูไนเต็ด ซึ่งมีรากประวัติศาสตร์ในฟุตบอลท้องถิ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1919 และแข่งขันในระบบลีกของไอร์แลนด์[16] กีฬาเกลิก เช่น ฟุตบอลเกลิกและเฮอร์ลิง มีบทบาทในชุมชนผ่านสโมสรท้องถิ่นและการแข่งขันของเทศมณฑลลาวท์กับมีท

ดูเพิ่ม

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 "Drogheda". Irish Walled Towns Network. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 "Current Mayor of Drogheda Borough District". Louth County Council. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. 1 2 3 4 "Key Findings – Census of Population 2022 Profile 1". Central Statistics Office. 29 มิถุนายน 2023. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 1 2 "Drogheda". Discover Boyne Valley. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Droichead Átha/Drogheda". Placenames Database of Ireland. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Drogheda". Royal Irish Academy, Irish Historic Towns Atlas. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. 1 2 "St. Laurence's Gate". Office of Public Works, Heritage Ireland. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. 1 2 3 "Drogheda Joint Local Area Plan". Meath County Council. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Climate of Ireland". Met Éireann. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "Our Port". Drogheda Port Company. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "IDA Ireland acquires site in North Drogheda from Louth County Council". IDA Ireland. 12 ตุลาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. "Droichead Arts Centre". Discover Ireland. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. "Highlanes Gallery". Highlanes Gallery. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. "Our Lady of Lourdes Hospital Drogheda". Health Service Executive. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. "Rail Fares Information – Dublin Belfast Rail Fares". Iarnród Éireann. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. "About". Drogheda United F.C. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

บรรณานุกรม

[แก้]
  • McHugh, Ned (2019). Irish Historic Towns Atlas No. 29: Drogheda/Droichead Átha. Dublin: Royal Irish Academy. ISBN 9781908997746.
  • Bradley, John (1978). The Topographical Development of Scandinavian and Anglo-Norman Drogheda. County Louth Archaeological and Historical Society.
  • D'Alton, John (1844). The History of Drogheda, with Its Environs. Dublin: John D'Alton.
  • Simms, Anngret (1995). Clarke, Howard B. (บ.ก.). Irish Cities. Cork: Mercier Press.