ข้ามไปเนื้อหา

ซ็อนกุน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ซ็อนกุน
ภาพโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือที่ส่งเสริมซ็อนกุน ข้อความภาษาเกาหลีเขียนว่า "ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของซ็อนกุน จงเจริญ"
ซ็อนกุน
ฮันกึล
선군정치
ฮันจา
先軍政治
แปลนโยบายทหารมาก่อน
อาร์อาร์Seongun jeongchi
เอ็มอาร์Sŏn'gun chŏngch'i

ซ็อนกุน (เกาหลี: 선군) คืออุดมการณ์และนโยบาย "ทหารมาก่อน" ของประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งให้ลำดับความสำคัญแก่กองทัพประชาชนเกาหลีในกิจการแห่งรัฐและการจัดสรรทรัพยากร หลักการ "ทหารมาก่อน" นี้ทำหน้าที่ชี้นำชีวิตทางการเมืองและเศรษฐกิจในเกาหลีเหนือ โดยมี "การเมืองแบบทหารมาก่อน" เป็นระบบการเมืองหลัก มี "แนวทางสถาปนาเศรษฐกิจแบบทหารมาก่อน" ทำหน้าที่เป็นระบบเศรษฐกิจ และมี "อุดมการณ์ทหารมาก่อน" ทำหน้าที่เป็นอุดมการณ์ชี้นำ

ซ็อนกุน ยกระดับกองทัพประชาชนเกาหลีภายในเกาหลีเหนือทั้งในฐานะองค์กรและในฐานะกลไกของรัฐ โดยมอบตำแหน่งหลักในรัฐบาลและสังคมเกาหลีเหนือให้แก่กองทัพ อุดมการณ์นี้ทำหน้าที่ชี้นำนโยบายภายในประเทศและปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[1] อีกทั้งยังเป็นกรอบการทำงานสำหรับรัฐบาล โดยกำหนดให้กองทัพเป็น "คลังแห่งอำนาจสูงสุด" รัฐบาลมอบลำดับความสำคัญสูงสุดในการจัดสรรทรัพยากรและเศรษฐกิจแก่กองทัพประชาชนเกาหลีและวางตำแหน่งกองทัพให้เป็นแบบอย่างที่สังคมควรดำเนินรอยตาม[2] ซ็อนกุน เป็นตัวแทนของแนวคิดทางอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการปรับเปลี่ยนนโยบายตั้งแต่ ค.ศ. 1994 ซึ่งให้ความสำคัญกับกองทัพของประชาชนเหนือแง่มุมอื่น ๆ ทั้งหมดของรัฐและสังคม

ประวัติศาสตร์

[แก้]
ทหารหญิงเกาหลีเหนือ

รากเหง้าของซ็อนกุน สามารถสืบย้อนไปได้ถึงกิจกรรมกองโจรของคิม อิล-ซ็องที่ต่อต้านชาวญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 ในช่วงเวลานี้ คิม อิล-ซ็องเริ่มมีความเชื่อว่าเอกราช อธิปไตย และความมั่งคั่งของชาติขึ้นอยู่กับการมีกองกำลังต่อสู้ที่มีการจัดตั้งและติดอาวุธเป็นอย่างดี[3]

นโยบาย "สี่แนวทางทหาร" (사대군사노선; 四大軍事路線) ซึ่งนำมาใช้โดยคิม อิล-ซ็องใน ค.ศ. 1962 ถือเป็นต้นกำเนิดของซ็อนกุน[4] นโยบายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดอาวุธให้แก่ประชากรทั้งหมด เสริมสร้างความมั่นคงให้แก่รัฐ ฝึกฝนทหารทุกนายให้กลายเป็นแกนนำพรรค และทำให้กองทัพประชาชนทันสมัย[5]

ซ็อนกุน ยังไม่ได้ปรากฏในฐานะนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลจนกระทั่งหลังอสัญกรรมของคิม อิล-ซ็องใน ค.ศ. 1994 ภายหลังการตรวจเยี่ยมหน่วยทหารครั้งแรกใน ค.ศ. 1995 คิม จ็อง-อิล บุตรชายของคิม อิล-ซ็อง นำเสนอซ็อนกุน ในฐานะ "แนวคิดปฏิวัติที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกองทัพ" และ "การเมืองที่เน้นย้ำถึงเอกภาพอันสมบูรณ์และเอกภาพจากใจจริงของพรรค กองทัพ และประชาชน รวมถึงบทบาทของกองทัพในฐานะกองหน้า"[6] นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายชี้นำเดิมของรัฐบาล นั่นคือชูเช ของคิม อิล-ซ็อง[7] ตามข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีเหนือ แรงบันดาลใจของคิม จ็อง-อิลที่มีต่อซ็อนกุน มาจากการไปเยือนกองบัญชาการกองพลยานเกราะที่ 105 โซล ร่วมกับบิดาของเขาในเปียงยางเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1960[8] ปัจจุบันวันที่ 25 สิงหาคมเป็นวันหยุดราชการ เรียกว่าวันแห่งซ็อนกุน[9]

บทบรรณาธิการ ค.ศ. 1997 ที่ตีพิมพ์ในโรดงชินมุน หนังสือพิมพ์อย่างเป็นทางการของพรรคแรงงานเกาหลี ระบุว่า "ไม่เคยมีมาก่อนที่สถานะและบทบาทของกองทัพประชาชนจะได้รับการยกระดับอย่างเป็นพิเศษเท่าในปัจจุบัน เมื่อกองทัพได้รับการนำอย่างกระตือรือร้นโดยสหายผู้บัญชาการสูงสุดที่รัก" ณ จุดนี้ กองทัพประชาชนเกาหลีได้กลายเป็น "สิ่งที่มีความหมายเดียวกับประชาชน รัฐ และพรรค"[10]

ใน ค.ศ. 1998 ซ็อนกุน เริ่มปรากฏร่วมกับคำอื่น ๆ รวมถึง "แนวคิดปฏิวัติแบบทหารมาก่อน" "การนำการปฏิวัติแบบทหารมาก่อน" และ "การเมืองแบบทหารมาก่อน" ซึ่งเป็นการขยายแนวคิดซ็อนกุน ไปสู่แง่มุมต่าง ๆ ของการปกครองเกาหลีเหนือมากยิ่งขึ้น[6]

ซ็อนกุน กลายเป็นแนวคิดที่โดดเด่นยิ่งขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1999 โดยปรากฏตัวครั้งแรกในบทบรรณาธิการวันขึ้นปีใหม่ที่สำคัญซึ่งตีพิมพ์ร่วมกันโดยองค์กรข่าวหลักทั้งหมดของเกาหลีเหนือ บทบรรณาธิการได้เชื่อมโยงซ็อนกุน เข้ากับคิม จ็อง-อิลโดยประกาศว่าเขาใช้การนำแบบทหารมาก่อน ซึ่งเป็น "การนำที่กองทัพประชาชนทำหน้าที่เป็นกำลังหลักของการปฏิวัติและเอกภาพของกองทัพและประชาชนช่วยในการปกป้องและสร้างสังคมนิยม"[10] ในสิ่งพิมพ์ภาษาต่างประเทศ คำแปลว่า "army-first" ถูกใช้แทนคำว่า Songun ระหว่าง ค.ศ. 1999 ถึง 2006 หลังจากนั้นจึงมีการใช้คำทับศัพท์ภาษาเกาหลีเพียงอย่างเดียว[11]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2003 บทบรรณาธิการวันขึ้นปีใหม่ได้เพิ่มอุดมการณ์ทหารมาก่อน (ซ็อนกุนชาซัง) เข้าสู่ทำเนียบแนวคิดทหารมาก่อน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2003 "คุณลักษณะสำคัญของการเมืองแบบทหารมาก่อน" ถูกตีพิมพ์ในฐานะวิสัยทัศน์ใหม่ของแรงขับเคลื่อนการปฏิวัติในเกาหลีเหนือแบบกึ่งคอมมิวนิสต์ โดยกำหนดให้กองทัพประชาชนเกาหลีเป็นกำลังหลักของการปฏิวัติ[10] บทบาทนี้ในรัฐคอมมิวนิสต์โดยดั้งเดิมจะกำหนดให้เป็นของชนกรรมาชีพ หรือในจีนคือชนชั้นชาวนา อย่างไรก็ตาม สำหรับเกาหลีเหนือแล้ว "มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่ตรงตามเกณฑ์ของความจงรักภักดี จิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ ความสามัคคี และจิตวิญญาณของหมู่คณะ"[10] เดือนมกราคม ค.ศ. 2004 พบว่าขอบเขตของซ็อนกุน เพิ่มขึ้นอีกครั้งเนื่องจากมีการกล่าวถึงคำนี้บ่อยกว่าคำอื่นใดในบทบรรณาธิการวันขึ้นปีใหม่และถูกใช้เพื่ออธิบายทุกสิ่งตั้งแต่นโยบายการเมืองไปจนถึงตัวประเทศเกาหลีเอง[10]

ซ็อนกุน ยังคงขยายความสำคัญอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันถูกรวมอยู่ในการอภิปรายทางอุดมการณ์เรื่องการรวมชาติกับเกาหลีใต้ สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า: "การเมืองแบบซ็อนกุน คือหลักประกันที่จะรักษาการรวมชาติของปิตุภูมิ"[12] เกาหลีเหนือยังยกความดีความชอบให้ซ็อนกุน ในการปกป้องสันติภาพบนคาบสมุทรและอ้างว่าเป็นสิ่งเดียวที่ป้องกันไม่ให้สหรัฐโจมตีเกาหลีเหนือ[13] ซ็อนกุน กลายเป็นส่วนสำคัญของการเมืองภายในประเทศ นโยบายต่างประเทศ และการตัดสินใจของเกาหลีเหนือ โดยครองตำแหน่งร่วมกับชูเช ในฐานะหลักการชี้นำของรัฐ

ตามบันทึกความทรงจำของนักเขียน ซูกี คิม เกี่ยวกับช่วงเวลาที่เธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปียงยาง ระบุว่ามีสิบสอง "สิ่งมหัศจรรย์แห่งซ็อนกุน":[14] พระอาทิตย์ขึ้นที่ภูเขาแพ็กดู (สถานที่ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นที่เกิดของคิม จ็อง-อิล); ต้นสนฤดูหนาวที่ด่านตรวจทาบักซล (จุดที่เชื่อว่าคิม จ็อง-อิลเริ่มต้นนโยบายซ็อนกุน); ดอกอาซาเลียที่ช็อลรย็อง (เนินเขา "แนวหน้า" ที่คิม จ็อง-อิลเยือนบ่อยครั้ง); ทิวทัศน์ยามเย็นของภูเขาชังจีใกล้แม่น้ำชังจา (ที่ลี้ภัยของคิม จ็อง-อิล ในวัยเยาว์ในช่วงสงครามเกาหลี); เสียงน้ำตกอุลลิมในภูเขาเหนือมุนช็อน จังหวัดคังว็อน (เนื่องจากเป็นเสียงของ "ชาติที่เข้มแข็งและรุ่งเรือง"); ขอบฟ้าที่ฮันดูเรบล (ที่ราบฮันดูเรในอำเภอแทช็อน) เนื่องจากเป็นสถานที่ที่คิม จ็อง-อิลปฏิรูปที่ดินใน ค.ศ. 1998 หลังเกิดทุพภิกขภัย; ทุ่งดอกมันฝรั่งขนาดใหญ่ในอำเภอแทฮงดัน (กล่าวกันว่าคิม อิล-ซ็องเคยสู้รบกับญี่ปุ่นที่นี่ และคิม จ็อง-อิลได้เปลี่ยนให้เป็นไร่มันฝรั่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ); พื้นที่รอบหมู่บ้านบนภูเขาพอมันรี ในอำเภอซอฮึง จังหวัดฮวังแฮเหนือ (คิม จ็อง-อิลสร้างหมู่บ้านขึ้นใหม่หลังทุพภิกขภัยและถูกอ้างว่าเป็น "ความภาคภูมิใจของประเทศคอมมิวนิสต์");[15] โครงการปลูกถั่ว (หรือถั่วเปลือกแข็ง) ที่คิม จ็อง-อึนริเริ่มเพื่อจัดหาอาหารให้แก่กองทัพ; นาข้าวขนาดใหญ่ในมีกก ซารีว็อน; ไร่ผลไม้แทดงกังในเปียงยาง; และฟาร์มปลารยงจุงในจังหวัดฮวังแฮใต้ มีรายงานว่า "สิ่งมหัศจรรย์" ประการที่สิบสามได้ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 2016[15] สถานที่เก้าแห่งแรกเหล่านี้ได้รับการส่งเสริมอย่างหนักจากทางการเกาหลีเหนือและกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว[15]

เหตุผล

[แก้]
รถลำเลียงพลหุ้มเกราะของกองทัพประชาชนเกาหลีในการสวนสนาม

มีการเสนอสองเหตุผลสองว่าทำไมหลังอสัญกรรมของคิม อิล-ซ็อง เกาหลีเหนือจึงเปลี่ยนมาใช้ซ็อนกุน เป็นอุดมการณ์หลัก กระแสหนึ่งของการอภิปรายชี้ไปที่ความปรารถนาของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความแข็งแกร่งทางทหารเนื่องจากสถานะระหว่างประเทศที่ไม่มั่นคง[16] ในแง่นี้ ซ็อนกุน ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ก้าวร้าวและคุกคามเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกองทัพเกาหลีเหนือโดยแลกกับส่วนอื่น ๆ ของสังคม[1]

ข้อโต้แย้งนี้ยังมักชี้ไปที่ชุดวิกฤตการณ์ที่ถาโถมเข้าใส่เกาหลีเหนือในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มต้นด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพันธมิตรที่ยาวนานใน ค.ศ. 1991 ตามมาด้วยอสัญกรรมของคิม อิล-ซ็อง (ค.ศ. 1994) ภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทุพภิกขภัยในเกาหลีเหนือ และวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อน ค.ศ. 1999 เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นแรงจูงใจสำหรับวิธีใหม่ในการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง[17]

กระแสที่สองมุ่งเน้นไปที่การเมืองภายในของเกาหลีเหนือว่าเป็นสาเหตุของการก้าวไปสู่การเมืองแบบทหารมาก่อน เมื่อคิม อิล-ซ็องถึงแก่อสัญกรรม เขาทิ้งการนำเกาหลีเหนือไว้ให้แก่คิม จ็อง-อิล บุตรชาย ในขณะที่บิดาของเขาะถึงแก่อสัญกรรม ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดที่คิม จ็อง-อิลดำรงอยู่ในรัฐบาลเกาหลีเหนือคือตำแหน่งทางทหาร โดยเฉพาะการเป็นผู้บัญชาการทหารลำดับที่สอง[ต้องการอ้างอิง]

นอกจากนี้ เพื่อที่จะรักษาการควบคุมรัฐบาลไว้ คิม จ็อง-อิลจำเป็นต้องสร้างฐานการสนับสนุนที่มั่นคงภายในกองทัพประชาชนเกาหลี[1] แนวทางของข้อโต้แย้งนี้ชี้ให้เห็นว่าคิม จ็อง-อิลจงใจเลือกที่จะลดบทบาทด้านอื่น ๆ ของรัฐบาลเพื่อยืนยันความสำคัญลำดับแรกของกองทัพประชาชนเกาหลี ซึ่งรวมถึงการยุบคณะกรรมการประชาชนกลาง ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งรัฐ และการลดบทบาทของสภาบริหารเกาหลีเหนือ[10]

นัยทางการเมือง

[แก้]

นัยประการหนึ่งของนโยบายซ็อนกุน คือนโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำงานร่วมกับชูเช อุดมการณ์การพึ่งพาตนเองที่ได้รับการส่งเสริมโดยคิม อิล-ซ็องเท่านั้น แต่ยังเข้ามาแทนที่ในฐานะอุดมการณ์กลางของรัฐในขณะที่คิม จ็อง-อิลรวบรวมอำนาจของเขาให้เป็นปึกแผ่น[18]

การขึ้นสู่อำนาจของกองทัพประชาชนเกาหลีสร้างความกังวลแก่เกาหลีใต้และเชื่อมโยงกับการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายตะวันฉาย วิสัยทัศน์ล่าสุดของการรวมชาติเกาหลี[2] เมื่อพิจารณาจากการยืนกรานของเกาหลีเหนือที่ว่าซ็อนกุน จะช่วยอำนวยความสะดวกในการรวมชาติ จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าพวกเขาคาดหวังอะไรในอนาคตจากเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ให้การสนับสนุนนโยบายซ็อนกุน เลยแม้แต่น้อย โดยไปไกลถึงขั้นกำหนดให้เว็บไซต์เกาหลีใต้ที่ส่งเสริมแนวคิดทหารมาก่อนของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย[19]

การเมืองแบบซ็อนกุน ยังเติบโตท่ามกลางวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่ยังคงดำเนินอยู่[20] สำหรับสหรัฐ เมื่อพิจารณาว่าความกังวลหลักคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทร แนวคิดเรื่องการเมืองและอุดมการณ์แบบทหารมาก่อนจึงเป็นเรื่องน่ากังวล[21] ซ็อนกุน ยังดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีมากกับการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และสามารถมองได้ว่าเป็นวิธีที่ทำให้อาวุธดังกล่าวกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุดมการณ์ชี้นำของรัฐบาลในการปกครองตนเอง[22] กล่าวกันว่ายิ่งอุดมการณ์ทหารมาก่อนชี้นำรัฐบาลเกาหลีเหนือนานเท่าใด ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้น้อยลงที่สหรัฐจะสามารถโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือละทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตน เกาหลีเหนืออาจรับรู้ว่าความพยายามในการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการทำให้กิจการต่าง ๆ กับสหรัฐกลับสู่สภาวะปกติเป็นภัยต่อความสำคัญลำดับแรกของกองทัพภายในเกาหลีเหนือ และเป็นภัยคุกคามต่ออุดมการณ์ซ็อนกุน ความกลัวนี้ทำให้เกิดความสงสัยต่อแนวคิดที่ว่าเกาหลีเหนืออาจจะมีความเต็มใจที่จะละทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตน[20]

นัยทางเศรษฐกิจ

[แก้]

"การเมืองแบบทหารมาก่อน" มีต้นกำเนิดมาจากความพยายามในการฟื้นฟู—หรือ "การเดินทัพอันแสนตรากตรำ" (Arduous March)—จากปัญหาทางเศรษฐกิจในระหว่างทุพภิกขภัยที่แพร่กระจายไปทั่วเกาหลีเหนือในทศวรรษ 1990 เพื่อเอาชนะวิกฤตเศรษฐกิจ กองทัพจึงถูกคาดหวังให้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็น "ชาติที่เข้มแข็งและรุ่งเรือง" ผ่านนโยบายทหารมาก่อนของตน[23] เซียร์เกย์ คูร์บานอฟ ผู้อำนวยการสถาบันเกาหลีศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก อธิบายในการให้สัมภาษณ์กับเดลีเอ็นเค (Daily NK) ถึงวิธีการที่สมาชิกเศรษฐีใหม่ในเกาหลีเหนือให้การสนับสนุนการเมืองแบบทหารมาก่อนเพื่อรักษาความมั่งคั่งของตนไว้[24]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Alexander V. Vorontsov (26 พฤษภาคม 2006). "North Korean Military-first policy: A curse or a blessing?". Brookings Institution. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2007.
  2. 1 2 "Jae Kyu Park, "North Korea since 2000 and prospects for Inter Korean Relations"". Korea.net. 19 มกราคม 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2007. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2007.
  3. Willoughby, Robert (2008). North Korea (2nd ed.). Chalfont St. Peter: Bradt Travel Guides. ISBN 9781841622194.[ต้องการเลขหน้า]
  4. "4대군사노선" [4 major military routes]. Encyclopedia of Korean Culture.[ลิงก์เสีย]
  5. Lim, Jae-Cheon (2008). Kim Jong-il's Leadership of North Korea. London: Routledge. p. 47. ISBN 978-1-134-01712-6.
  6. 1 2 ""Songun Chongch'I" [Army First]". Global Security.org. 27 เมษายน 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 มีนาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2007.
  7. "Is N.K. Trying an Experiment for Survival?". Korean Overseas Information Service. 6 สิงหาคม 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2007. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2007.
  8. Hoare, James E. (2012). "Songun ('Army First' Policy)". Historical Dictionary of Democratic People's Republic of Korea. Lanham: Scarecrow Press. p. 352. ISBN 978-0-8108-7987-4.
  9. Cathcart, Adam (25 สิงหาคม 2015). "'Day of Songun' and the Ongoing Succession Process in North Korea". adamcathcart.com. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2016.
  10. 1 2 3 4 5 6 Koh, Byung Chul (14 เมษายน 2005). "Military-First Politics and Building a 'Powerful and Prosperous Nation' In North Korea". Nautilus Institute Policy Forum Online. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 กันยายน 2007. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2007.
  11. David-West, Alzo (กุมภาพันธ์ 2011). "North Korea, Fascism, and Stalinism: On B. R. Myers' The Cleanest Race". Journal of Contemporary Asia. 41 (1): 152–153. doi:10.1080/00472336.2011.530043. S2CID 153484256.
  12. "N. Korea's Songun ideology the Next Juche?" เก็บถาวร 13 พฤศจิกายน 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Chosun Ilbo, 3 May 2005. Retrieved 11 May 2007.
  13. "N. Korean Propaganda Machine Judders Into Action" เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Chosun Ilbo, 3 August 2006. Retrieved 11 May 2007.
  14. Kim, Suki (2014). Without You There is No Us. United States: Crown Publishing. pp. 105–106. ISBN 978-0307720658.
  15. 1 2 3 Kim, Hye Jin (15 กรกฎาคม 2016). "The Songun tour through the eyes of defectors". Daily NK. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2016.
  16. Bruce Cumings, North Korea: Another Country (New York: The New Press, 2004): 102.
  17. Soyoung Kwon "State Building in North Korea: From a ‘Self-Reliant' to a ‘Military-First' State" Asian Affairs 34:3, Nov 2003, 286-296: 293.
  18. Kwon: 294.
  19. "S. Korea bans 32 pro-N. Korea Internet sites". Korea Overseas Information Service. 26 มีนาคม 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 กันยายน 2007. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2007.
  20. 1 2 McCormack, Gavan (14 กุมภาพันธ์ 2007). "A Denuclearisation Deal in Beijing: The Prospect of Ending the 20th Century in East Asia". Japan Focus. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 กรกฎาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2007.
  21. Bureau of East Asian and Pacific Affairs (เมษายน 2007). "Background Note: North Korea". US State Department Website.
  22. Haruki, Wada (10 มีนาคม 2006). "The North Korean Nuclear problem, Japan, and the Peace of Northeast Asia". Japan Focus. แปลโดย Gavan McCormack. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 พฤษภาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2007.
  23. Eberstadt, Nicholas (ตุลาคม–พฤศจิกายน 2006), Persistence of North Korea, The Policy Review, คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 กรกฎาคม 2007, สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2007
  24. Kim (김), Song-a (송아) (4 กรกฎาคม 2007). 北 신흥부자들은 체제변화 원치 않는다 [Newly wealthy North Koreans do not want system change]. Daily NK (ภาษาเกาหลี). สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2011.