ซูตัน ชะห์รีร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
ชะห์รีร์เมื่อ พ.ศ. 2489
หน้าปกหนังสือ Our Struggle เมื่อ พ.ศ. 2488
การปราศัยของชะห์รีร์ในบาหลีเมื่อ พ.ศ. 2498

ซูตัน ชะห์รี (Sutan Syahrir) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินโดนีเซียในสมัยปฏิวัติ ดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 เขาเกิดในสุมาตราตะวันตกเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ. 2452 ได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่เนเธอร์แลนด์ กลับมาสู่เนเธอร์แลนด์อีสต์อินดีสเมื่อ พ.ศ. 2474 และร่วมมือกับโมฮัมหมัด ฮัตตาในการจัดตั้งพรรคชาตินิยมขึ้น ใน พ.ศ. 2477[1] ต่อมาเขาถูกจับและถูกส่งตัวไปนิวกินีและบันดา

เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครอง เขาปฏิเสธไม่ร่วมมือกับญี่ปุ่น และจัดตั้งขบวนการต่อต้านขนาดเล็กขึ้น เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามแล้ว เขาได้ร่วมมือกับอามีร์ ซารีฟุดดินยึดอำนาจจากซูการ์โน เพื่อตั้งรัฐบาลที่ไม่มีภาพลักษณ์ว่าเคยร่วมมือกับญี่ปุ่น เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ชะห์รีเรียกร้องเอกราชโดยใช้หลักการเจรจาแต่ล้มเหลวเพราะเนเธอร์แลนด์ใช้กำลังเข้ายึดครองอีก ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 ชะห์รีร์ได้ลอบเจรจากับเนเธอร์แลนด์ ให้สาธารณรัฐอินโดนีเซียมีอำนาจปกครองเกาะชวา มาดูราและเกาะสุมาตรา เกาะอื่นๆให้อยู่ในอำนาจของเนเธอร์แลนด์ และจะตั้งสหพันธรัฐอินโดนีเซียในสหภาพดัตช์-อินโดนีเซีย เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ทำให้ชาวอินโดนีเซียผิดหวังมากจนชะห์รีร์ต้องลาออกและอามีร์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2490[2]

หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆอีก เขาเป็นหัวหน้าพรรคสังคมนิยมในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2498 แต่ได้คะแนนเสียงเพียง 2% ต่อมา ใน พ.ศ. 2505 เขาถูกจับเพราะสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกบฏ แต่เมื่อเขาเจ็บป่วยใน พ.ศ. 2508 ก็ได้รับอนุญาตให้ไปรักษาตัวที่สวิตเซอร์แลนด์ จนถึงแก่กรรมในเดือนเมษายน พ.ศ. 2509

อ้างอิง[แก้]

  • ไมเคิล ลีเฟอร์. พจนานุกรมการเมืองสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กทม. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2548. หน้า 230 - 231
  1. Sjahrir was heavily involved in the Daulat Rajat, the strategic paper of the new PNI. See: Legge, J.D. 'Intellectuals and Nationalism in Indonesia' (Publisher: Equinox, Singapore, 2010) ISBN 978-602-8397-23-0 P.35 [1]
  2. สุกัญญา บำรุงสุข. อามีร์ ซารีฟุดดิน ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 132 - 135

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]