ซุน ฮุ่ยหมิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซุน ฮุ่ยหมิง
จู่ซือลัทธิอนุตตรธรรม
เชื้อชาติ ชาวฮั่น
สมัย สาธารณรัฐ
เกิด 16 ตุลาคม ค.ศ. 1895(1895-10-16)
เหอเจ๋อ มณฑลซานตง
เสียชีวิต 4 เมษายน ค.ศ. 1975 (79 ปี)

ซุน ฮุ่ยหมิง (จีน: 孫慧明) เป็นจู่ซือคนสุดท้ายของลัทธิอนุตตรธรรม

ประวัติ[แก้ไขต้นฉบับ]

ซุน ฮุ่ยหมิง มีนามเดิมว่า ซุน ซู่เจิน (จีน: 孫素真) เกิดที่อำเภอซั่น เมืองเหอเจ๋อ มณฑลซานตง จักรวรรดิชิง รัชสมัยจักรพรรดิกวังซวี่ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1895 ได้เข้าเป็นสมาชิกลัทธิอนุตตรธรรมในสมัยที่ลู่ จงอี เป็นจู่ซือรุ่นที่ 17 ได้รับศาสนนามว่าฮุ่ยหมิง เธอได้พบกับจาง ขุยเซิง ทั้งสองได้ช่วยกันเผยแผ่ลัทธิอนุตตรธรรมจนแพร่หลาย ขุยเซิงมีภรรยาคนแรกแซ่จู แต่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1909 เขาจึงสมรสใหม่กับสตรีแซ่หลิว และรับซู่เจินเป็นภรรยาคนที่สอง (ที่ยังมีชีวิตอยู่) โดยอ้างว่าทำตามพระประสงค์ของสวรรค์ และยกย่องซู่เจินว่าเป็นพระภาคของพระจันทรปัญญาโพธิสัตว์ (จีน: 月慧菩薩)

เมื่ออาจารย์ลู่ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1925 ก็เกิดความแตกแยกขึ้นภายในลัทธิเพราะศิษย์อาวุโสแต่ละคนต่างตั้งตนเป็นใหญ่เป็นอิสระต่อกัน ต่อมาลู่ จงเจี๋ย น้องสาวของอาจารย์ลู่อ้างว่าพระแม่องค์ธรรมได้มาประทับทรงประทานอาณัติสวรรค์แต่งตั้งให้ตนเป็นผู้รักษาการจู่ซือไป 12 ปี แต่มีเพียงขุยเซิงคนเดียวที่ยอมรับ หลังจากรักษาการได้ 6 ปี ถึงปี ค.ศ. 1930 จงเจี๋ยจึงประกาศว่าพระแม่องค์ธรรมให้ขุยเซิงและซู่เจินรับสืบทอดอาณัติสวรรค์ ร่วมกันปกครองสำนักต่อในฐานะจู่ซือรุ่นที่ 18 โดยขุยเซิงได้นามใหม่ว่ากงฉัง และซู่เจินได้นามใหม่ว่าจื่อซี่[1] แต่กงฉังยังคงเป็นผู้นำหลักของลัทธิ และสามารถเผยแพร่ลัทธิจนแพร่หลายไปทั่วลุ่มแม่น้ำแยงซี

เมื่อกงฉังถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1947 ได้เกิดความแตกแยกขึ้นอีกในสำนักเพราะจาง อิงอวี้ (บุตรชายคนเดียวของกงฉัง) และฮุ่ยหมิงต่างอ้างตนเป็นผู้นำลัทธิสืบต่อจากกงฉัง ฮุ่ยหมิงได้เปรียบกว่าเพราะได้รับแต่งตั้งเป็นจู่ซือคู่กับกงฉังมาตั้งแต่แรก เธอยังอ้างว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ประกาศผ่านร่างทรง (ซันไฉ) รับรองความชอบธรรมของเธอให้ปกครองสำนัก นอกจากนี้จื่อซี่ยังอ้างตนเป็นพระภาคหนึ่งของพระแม่องค์ธรรมเองด้วย[2] สาวกลัทธิอนุตตรธรรมส่วนมากจึงสนับสนุนฮุ่ยหมิง ทำให้เธอได้เป็นผู้นำสูงสุดมานับแต่นั้น

ลัทธิอนุตตรธรรมในสมัยฮุ่ยหมิงถูกทางการปราบปรามอย่างหนัก เธอจึงลี้ภัยไปอยู่ฮ่องกงในปี ค.ศ. 1949 อยู่กัวลาลัมเปอร์ช่วงปี ค.ศ. 1951-2 แล้วย้ายกลับไปฮ่องกง สุดท้ายย้ายไปอยู่ไต้หวันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 ขณะนั้นทางการไต้หวันยังถือว่าลัทธิอนุตตรธรรมเป็นลัทธิเถื่อน เธอจึงต้องเก็บตัวอยู่ตลอดจนกระทั่งล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ก่อนเสียชีวิต ฮุ่ยหมิงตั้งใจจะให้ Li Wensi บุตรชายบุญธรรมของตน ได้สืบตำแหน่งต่อเป็นจู่ซื่อรุ่นที่ 19 โดยอ้างว่าเขาจะได้เป็นกษัตริย์ของบรรดาประชาชาติทั้งหลายและเป็นผู้รวมศาสนาทั้งหลายให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ Li Wensi ถูกจับติดคุกในปี ค.ศ. 1953 จนตลอดชีวิต[2] ส่วนฮุ่ยหมิงก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1975 ทำให้ไม่มีใครได้เป็นจู่ซือต่อ แม้จะมีหลายคนอ้างตนเป็นจู่ซือรุ่นที่ 19 แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสาวกส่วนใหญ่ ซุน ฮุ่ยหมิงจึงเป็นจู่ซือคนสุดท้ายของลัทธิอนุตตรธรรม หลังมรณกรรมของเธอได้มีการประกาศว่าพระแม่องค์ธรรมประทานอริยฐานะให้เธอเป็นจงหัวเซิ่งหมู่ (จีน: 中华圣母)[3]

อ้างอิง[แก้ไขต้นฉบับ]

  1. ศุภนิมิต, พระพุทธบรรพจารย์เทียนหยาน, กรุงเทพฯ : ส่งเสริมคุณภาพชีวิต, หน้า 31
  2. 2.0 2.1 Religion and Democracy in Taiwan, pg. 69-70
  3. ศุภนิมิต, สายทอง 3, กรุงเทพฯ : ส่งเสริมคุณภาพชีวิต, 62-4


ก่อนหน้า ซุน ฮุ่ยหมิง ถัดไป
ลู่ จงอี 2leftarrow.png จู่ซือลัทธิอนุตตรธรรม
(ค.ศ. 1930 - 1975)
2rightarrow.png ไม่มี