ซะวะดะ ไทจิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ซาวาดะ ไทจิ)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไทจิ
Sawada555.jpg
ไทจิ ซะวะดะ สมัยที่ยังเป็นสมาชิกวง X ปี 1990
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง Taiji Sawada
ชื่ออื่น Ray
เกิด 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1966(1966-07-12)
อิชิกะวะ, จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น
วันที่เสียชีวิต 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 (45 ปี)
เกาะไซปัน, หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา
ในความปกครองของสหรัฐอเมริกา
แนวเพลง เฮฟวีเมทัล, ฮาร์ดร็อก
อาชีพ นักดนตรี, นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี เบส, กีตาร์
ช่วงปี 1982–2011
ส่วนเกี่ยวข้อง
  • แทรช
  • ดีเมนเชีย
  • เอกซ์
  • ลาวด์เนส
  • ดีทีอาร์
  • คิงส์
  • คลาวด์ไนน์
  • โอโตะคาเซ่
  • เดอะ คิลลิง เรด แอดดิกชัน
  • ไทจิ วิท เฮฟเวนส์
  • ทีเอสพี
เว็บไซต์ taiji-tsglaston.com
Notable instruments
เครื่องดนตรี

ไทจิ ซะวะดะ ( 沢田 泰司 Sawada Taiji , 12 กรกฎาคม 1966 – 17 กรกฎาคม 2011 ) หรือ ไทจิ เป็นนักดนตรีชาวญี่ปุ่น มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตสมาชิกในตำแหน่งมือเบสของวง เอ็กซ์ หรือ เอ็กซ์เจแปน โดยไทจิถือเป็นสมาชิกในยุคคลาสสิกของวงเอ็กซ์ และมีผลงานที่สร้างชื่อร่วมกับทางวง 3 อัลบั้ม ได้แก่ แวนิชชิง วิชัน, บลูบลัด และ เจลัสซี

นอกจากเป็นที่จดจำในฐานะมือเบสแถวหน้าในวงการเพลงของญี่ปุ่นแล้ว ไทจิยังมีความสามารถทางด้านการแต่งเพลง รวมถึงการเล่นกีตาร์อคูสติก โดยหลังจากที่ลาออกจากวงเอ็กซ์ ในเดือน มกราคม ปี ค.ศ.1992 ไทจิ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของวงดนตรีเฮฟวีเมทัล ชื่อดังอย่างวง ลาวด์เนส รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี เดอร์ตี แทรช โรด หรือ ดีทีอาร์ ซึ่งมีผลงานออกมาในยุค 90 นอกจากนี้ยังได้ร่วมเล่นเบสให้กับวงดนตรีอีกหลายวงของประเทศญี่ปุ่น

ประวัติ[แก้]

ไทจิ ซะวะดะ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1966 ที่เมืองอิชิกะวะ จังหวัดชิบะ เกาะฮนชู เริ่มต้นเล่นดนตรีจากการหัดเล่นกีตาร์ของพ่อในขณะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเขาชื่นชอบและได้รับแรงบันดาลใจทางดนตรีมาจากวงดนตรีของฝั่งตะวันตกอย่างเดอะ บีเทิลส์ และวงควีน[1]ต่อมาในปี 1982 ไทจิ ที่ขณะนั้นอายุเพียง 16 ปี ได้ลาออกจากโรงเรียน เพื่อเล่นดนตรีอาชีพโดยเขาได้ก่อตั้งวงดนตรีของตัวเองขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชื่อวง แทรช ( Trash ) [2] โดยไทจิเป็นหัวหน้าวงและรับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ และจากฝีมือที่เก่งเกินอายุทำให้วงดนตรีของเขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการแสดงสดตามไลฟ์เฮาส์

1984–85: ดีเมนเชีย[แก้]

ในปี ค.ศ. 1984 ไทจิ ซะวะดะ ได้เปลี่ยนมาเล่นกีตาร์เบส และเข้าร่วมวง ดีเมนเชีย ( Dementia ) ซึ่งเล่นเพลงแนวสปีดเมทัล [2] โดยเขาใช้ชื่อในการแสดงว่า เรย์ ( Ray )

ไทจิ ซะวะดะ มีผลงานเพลงร่วมกับวง ดีเมนเชีย เป็นแผ่นเสียงซิงเกิล ประกอบด้วยเพลง Brain Breaker และ Executioner ออกวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1984 และแผ่นเสียงบันทึกการแสดงสด Dementia Live ! กับค่าย Rock House Explosion ออกวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1985 ผลิตจำนวนจำกัด 1 พันแผ่น ก่อนที่จะขอแยกออกจากวงไปในเวลาต่อมา

ยุคของเอ็กซ์[แก้]

1986–1987[แก้]

ในปี ค.ศ. 1985 หลังออกจากวงดีเมนเชีย ไทจิ ได้มีโอกาสเล่นคอนเสิร์ตร่วมกับวงเอ็กซ์ แทนที่ อัตสุชิ โทคุโอะ มือเบสคนแรกที่ขอลาออกไป แต่เขาก็ยังไม่สนใจที่จะเข้าร่วมวงอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะขอแยกออกจากวงไปในปีต่อมา[3] หลังจากนั้นไทจิ ได้ไปเข้าร่วมกับวง เดดไวเออร์ ( Dead Wire ) ในช่วงสั้นๆ โดยช่วงที่ไทจิ ออกจากวงเอ็กซ์ ไปนั้น ทางวงได้ให้ ฮิคารุ ยูทากะ เข้ามาเล่นเบสแทน หลังจากนั้น ไทจิ ก็ได้กลับมาเล่นให้กับวง เอ็กซ์ อีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1986 โดยครั้งนี้เขาตกลงเป็นสมาชิกใหม่ในตำแหน่งมือเบสของวงอย่างเป็นทางการ แทนที่ ฮิคารุ ยูทากะ และได้บันทึกเสียงกับเอ็กซ์ เป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1986 โดยเป็นการบันทึกเดโม Kureinai ร่วมกับทางวง

ปี ค.ศ. 1987 ไทจิ ได้ร่วมกับสมาชิกของวงเอ็กซ์ ที่ในขณะนั้นเหลืออยู่เพียง 3 คน (โยะชิกิ, โทชิ และไทจิ ) บันทึกเสียงลงอัลบั้มรวมศิลปิน Skull Thrash Zone Vol.1 โดยได้พาตะ มือกีตาร์ของวง Judy มาช่วยเล่นกีตาร์ให้ ก่อนที่ในเวลาต่อมา พาตะ จะได้เข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของวง ในอัลบั้มดังกล่าวมีเพลงของวง เอ็กซ์ 2 เพลง คือ Stab Me In The Back และ No Connexion ถือเป็นอัลบั้มที่ ไทจิ เปิดตัวกับวงเอ็กซ์ เป็นครั้งแรก

แวนิชชิง วิชัน[แก้]

ช่วงที่อยู่กับเอ็กซ์ ไทจิ ซะวะดะ ได้แสดงความสามารถและเทคนิคในการเล่นเบสออกมาจนเป็นที่ยอมรับในวงการเพลงของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงโด่งดังถึงขีดสุดจากผลงานเพลงในช่วงที่อยู่กับวงเอ็กซ์ โดยเขาออกสตูดิโออัลบั้มชุดแรกร่วมกับทางวง ในปี ค.ศ. 1988 ชื่อว่า Vanishing Vision

ในอัลบั้มแรกของไทจิ ซะวะดะ ในฐานะมือเบสของวงเอ็กซ์ นอกจากเขาจะทำหน้าที่เล่นเบสแล้ว ยังเป็นผู้แต่งเพลง Dear Loser ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงเปิดอัลบั้ม และเป็นผู้แต่งทำนองของเพลง Phantom Of Guilt ซึ่งเป็นเพลงที่เขียนคำร้องขึ้นโดยโทชิ รวมถึงแต่งเพลง Give Me The Pleasure ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเพลงบรรเลงที่เขาแต่งขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการดูข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรม

ในอัลบั้มแรกของวงเอ็กซ์ เขาได้แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการเล่นเบสจังหวะยากๆ และการใช้เทคนิคต่างๆในการเล่นเบส เช่นการเล่นเบสด้วยนิ้วสลับกับการตบสายระหว่างเพลงให้เป็นจังหวะเสียงเบสที่โดดเด่นติดหูผู้ฟังในเพลง Sadistic Desire ที่แต่งโดยฮิเดะ หรือการเล่นแบบตบสายตลอดทั้งเพลงในเพลง Give Me The Pleasure ที่เขาเองเป็นผู้แต่งขึ้น

จากความสำเร็จของอัลบั้มนี้ ทำให้เขาในฐานะมือเบสของเอ็กซ์ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้ร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์

Voiceless Screaming ที่ไทจิ เป็นผู้แต่งดนตรี และยังรับหน้าที่เล่นกีตาร์อคูสติกในเพลงนี้ ร่วมกับพาตะ

ไทจิเป็นมือเบสของวง X ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 - 2535 เขาได้ลาออกจากวง X เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2535 หลังจากออกไปก็ไปอยู่กับวง Loudness ระยะสั้นๆ แล้วเขาก็ตั้งวงใหม่ขึ้นชื่อ D.T.R (Dirty Trash Road) นิตยสารของญี่ปุ่นเคยจัดอันดับว่า ไทจิ เป็นมือเบสอันดับ 1 ของญี่ปุ่น[ต้องการอ้างอิง] แต่นอกจากฝีมือเบสแล้ว เขายังเล่นกีตาร์ไม่แพ้ใครเช่นกัน แม้แต่ฮิเดะ มือกีตาร์ของวง X เองยังเคยกล่าวว่า เทคนิคทางกีตาร์ของไทจิยอดเยี่ยมกว่าของเขาอีก[ต้องการอ้างอิง]

1992–93: ลาวด์เนส[แก้]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ไทจิ ซะวะดะ เป็นนักดนตรีในวงเอ็กซ์ เจแปน ที่ได้รับการยอมรับทั้งจากเพื่อนร่วมวง และจากวงการเพลงร็อกของเอเชียในเรื่องของฝีมือและทักษะในการเล่นดนตรีเป็นอย่างมาก ถึงขนาดครั้งหนึ่งเขาเคยถูกยกให้เป็นมือเบสอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น โดยเขามักจะแสดงความสามารถในการโซโล่เบสบนเวทีคอนเสิร์ต ด้วยการเล่นแบบจิ้มสาย (Tapping) ด้วยความเร็วสูง ตลอดจนการตบสาย (Slap Bass) โดยนอกจากนี้เขายังเป็นผู้แต่งทำนองเพลงและคิด ไลน์เบส ในหลายๆเพลงของเอ็กซ์ เจแปน

ไทจิ มีภาพลักษณ์ของความเป็นร็อกสตาร์อยู่มาก ทั้งจากการแต่งกาย ทรงผม บุคคลิก และการใช้ชีวิต โดยเขามีความชื่นชอบในการขับรถจักรยานยนตร์ และเคยเป็นนายแบบให้กับนิตยสารแฟชั่น รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับของญี่ปุ่นอย่าง Arizona Freedom

อย่างไรก็ตามจากการใช้ชีวิตของไทจิเอง ทำให้เขามีปัญหาส่วนตัวหลายเรื่อง ทั้งการทะเลาะวิวาท การหย่าร้าง และประสบปัญหาทางการเงิน ตลอดจนมีปัญหาทางด้านสุขภาพ โดยไทจิ เป็นโรคหลอดเลือดสมองและมีอาการของโรคลมชัก [4] นอกจากนี้เขายังได้กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว ถึงการที่ครั้งหนึ่งเขากลายเป็นโรคติดเหล้า ขาดสติและมีพฤติกรรมรุนแรง ทำให้เขาก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับคนอื่นจนถึงขนาดกรามหัก [5]

ในช่วงปี 2008 ไทจิ มีอาการหัวกระดูกสะโพกตายเนื่องจากขาดเลือด ทำให้มีปัญหาในการเดินจนต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่หัวสะโพกเทียม

ถูกจับกุม และ การเสียชีวิต[แก้]

วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 ไทจิ ซะวะดะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ในข้อหาก่อความวุ่นวายขึ้นบนเที่ยวบินชั้นธุรกิจที่ 298 ของสายการบินเดลตาแอร์ไลน์ ที่ออกเดินทางจากญี่ปุ่น ไปยังเกาะไซปัน ในหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาของสหรัฐอเมริกา[6][7]

โดยเขาได้ทะเลาะกับผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งบนเครื่องบิน ซึ่งไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องใด พนักงานของสายการบินจึงแยกไทจิให้ไปนั่งบริเวณอื่น จากนั้นไทจิ ก็ได้แสดงความโมโหออกมา และชกเข้าไปที่กระจกเครื่องบิน รวมถึงเตะเข้าไปที่เบาะโดยสารข้างหน้า ทำให้กัปตันบนสายการบินสั่งควบคุมตัวเขาขณะเดินทาง และทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติไซปัน เขาจึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเพื่อดำเนินคดี [8]

วันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 ไทจิ ซะวะดะ ถูกนำตัวไปขึ้นศาลของสหรัฐอเมริกาเพื่อไต่สวนคดีเป็นครั้งแรก โดยหลังจากขึ้นศาลไทจิ ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่กรมราชทัณฑ์ ในเขตซูซูเป บนเกาะไซปัน และมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในช่วงเช้าของวันที่ 15 กรกฎาคม

ในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กรกฎาคม ก่อนขึ้นศาล 1 วัน ไทจิ ได้ใช้ผ้าปูเตียง ผูกคอตนเองกับที่คุมขัง จนหมดสติและถูกนำตัวส่งเข้าห้องไอซียู ของศูนย์สุขภาพคอมมอนเวลท์ เขตการาปัน โดยหลังจากนำส่งแพทย์ไทจิอยู่ในภาวะสมองตาย

ผลงานเพลง[แก้]

Dementia (ค.ศ.1984–85)
X (ค.ศ.1986–92)
  • Skull Trash Zone Vol.1 ( กุมภาพันธ์

ค.ศ. 1987 , อัลบั้มรวมศิลปิน )

  • Vanishing Vision ( เมษายน ค.ศ. 1988 )
  • Blue Blood ( เมษายน ค.ศ. 1989 )
  • Jealousy ( กรกฎาคม ค.ศ. 1991 )
Loudness (ค.ศ.1992–93)
  • Loudness ( 10 มิถุนายน ค.ศ. 1992 )
  • Once And For All ( บันทึกการแสดงสด ที่ Club Citta Kawasaki เมืองโตเกียว วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1992, วางจำหน่าย วันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1994 )
D.T.R
  • Dirty Trash Road ( 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 )
  • Acoustic ( 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 )
  • Drive To Revolution ( วีดีโอเทป, บันทึกการแสดงสด ที่ Shibuya Public Hall วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1994 , วางจำหน่ายวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994)
  • Daring Tribal Roar ( 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1995)
  • Drive To Revolution ( อัลบั้มพิเศษ, 1 สิงหาคม ค.ศ. 1996 )
  • Wisdom/Lucifer ( แผ่นซิงเกิล 2 เพลง, 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 )
KINGS (Side Project)
  • KINGS ( 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995 )
OTOKAZE (音風, ร่วมกับ มาซาโยะ ซะวะดะ)
  • 2004.11.20 OTOKAZE
รับเชิญให้ศิลปินอื่นๆ
  • Baki อัลบั้ม The Innergates : ธันวาคม ค.ศ. 1989 (เล่นเบสเพลง Taste of Flower , A Kiss In The Storm และ Flying)

หนังสือ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://causeyourewonderful.blogspot.com/2014/10/taiji-sawada-july-6-1996-july-17-2011.html?m=1
  2. 2.0 2.1 Sawada, Taiji (2000). Uchuu o Kakeru Tomo e: Densetsu no Bando X no Sei to Shi. Tokuma Shoten. ISBN 978-4-19-861174-3. 
  3. "Biography". taiji-tsglaston.com. สืบค้นเมื่อ 2010-11-28. 
  4. "Ex-X JAPAN / Ex-LOUDNESS Bassist TAIJI SAWADA Hospitalized". bravewords.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-15. 
  5. http://allthetropes.wikia.com/wiki/Taiji_Sawada
  6. "Unruly plane passenger arrested". mvariety.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-14. 
  7. "Former "X" member, TAIJI arrested in Saipan + attempted suicide". tokyohive.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-15. 
  8. http://www.manager.co.th/entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000087912

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]