ข้ามไปเนื้อหา

ซานเชียแห่งมายอร์กา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซานเชียแห่งมายอร์กา
ภาพจุลจิตรกรรมสมเด็จพระราชินีซานเชีย ใน ไบเบิลแห่งเนเปิลส์
สมเด็จพระราชินีแห่งเนเปิลส์
ดำรงพระยศค.ศ. 1309-1343
ก่อนหน้ามารีอาแห่งฮังการี
ถัดไปอันดราสแห่งฮังการี
พระราชสมภพราว ค.ศ. 1281[1]
สวรรคต28 กรกฎาคม ค.ศ. 1345(1345-07-28) (64 ปี)
ซานตา มารีอา เดลลา โครเช เนเปิลส์
ฝังพระศพครั้งแรกที่ ซานตา มารีอา เดลลา โครเช ,ต่อมาคือ ซานตาชีอารา, เนเปิลส์
คู่อภิเษกพระเจ้าโรแบร์โตแห่งเนเปิลส์
พระนามเต็ม
ซานซา เด มัลยอร์ก้า
ราชวงศ์
พระราชบิดาพระเจ้าฌัยเมที่ 2 แห่งมายอร์กา
พระราชมารดาแอสคลารามงด์แห่งฟัว
ศาสนาโรมันคาทอลิก

ซานเชียแห่งมายอร์กา (ราว ค.ศ. 1281 - 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1345; Sancia of Majorca, Sancha) ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามว่า ซานชา ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเนเปิลส์ตั้งแต่ ค.ศ. 1309 ถึง ค.ศ. 1343 โดยเป็นพระมเหสีในพระเจ้าโรแบร์โตแห่งเนเปิลส์ พระนางทรงดำรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงที่พระราชนัดดาเลี้ยง คือ สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์ ยังทรงพระเยาว์ ในช่วงค.ศ. 1343 จนถึงค.ศ. 1344

พระราชประวัติ

[แก้]

ช่วงต้นพระชนม์ชีพ

[แก้]

อ้างตามพงศาวดารซานฆวนเดลาเปญา เจ้าหญิงซานชา หรือ ซานเชีย[i] เป็นพระราชบุตรองค์ที่ห้า และเป็นพระราชธิดาองค์ที่สองในพระเจ้าฌัยเมที่ 2 แห่งมายอร์กา เคานท์แห่งรูสิยองและแซร์ดันยา ลอร์ดแห่งมงเปอลีเย กับแอสคลารามงด์แห่งฟัว ผู้ซึ่งตามที่ระบุไว้ในพงศาวดารของมุนตาเนร์ เป็นธิดาในโรเฌที่ 4 เคานท์แห่งฟัว (ซึ่งระบุว่า ธิดาของเคานต์แห่งฟัวมีนามว่า ท่านหญิงเอสคลารามุนดา) และภรรยาของเขา บรูนิเซนดาแห่งการ์โดนา ไม่ปรากฏวันประสูติที่แน่ชัดของเจ้าหญิงซานเชีย[2]

ในเมืองแปร์ปีญ็อง วันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1304 เจ้าหญิงซานเชียได้เข้าพิธีสมรสโดยตัวแทน กับโรเบิร์ต ดยุกแห่งคาลาเบรียและเจ้าชายแห่งซาเลร์โน รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรเนเปิลส์ ซึ่ง เจ้าหญิงบิโอลันเตแห่งอารากอน ผู้เป็นพระมเหสีเพิ่งสิ้นพระชนม์ พิธีอภิเษกสมรส จัดขึ้นในอีกสามเดือนต่อมา เมื่อวันที่ 20 กันยายน ณ โบสถ์น้อยเดส์โฮสปิตาลิเยร์ ภายในพระราชวังหลวงแห่งกูลิยูร์ แคว้นปีเรเน-ออรีย็องตาล ทั้งสองพระองค์นั้นไม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาด้วยกัน

สมเด็จพระราชินี

[แก้]
ภาพจุลจิตรกรรมพระเจ้าโรแบร์โตและพระราชินีซานเชียแห่งเนเปิลส์

พระนางทรงได้เป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเนเปิลส์ หลังการสวรรคตของพระเจ้าการ์โลที่ 2 แห่งเนเปิลส์ พระสัสสุระ ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1309 2 ปีต่อมา (2 สิงหาคม ค.ศ. 1311) พระราชสวามีของพระนางได้พระราชทานให้พระนางเป็นผู้ปกครองเมืองโปเตนซา, เวโนซา, ลูซีอาโน, อเลซซา และซานตันเจโล เดย์ ลอมบาร์ดี ปีถัดมา วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1312 พระราชพินัยกรรมของอดีตสมเด็จพระราชินีแอสคลารามงด์ ผู้เป็นพระราชชนนี (เขียนว่า เอสคลารามุนดา...พระราชินีแห่งมายอร์กา) ได้ระบุยกมรดกให้แก่พระนาง (...ซานชา...พระราชินีแห่งซิซิลี...พระราชธิดาของเรา...)[3] วันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1319 ณ เมืองมาร์แซย์ สมเด็จพระราชินีซานเชียและพระราชสวามี ได้สวดภาวนาต่อหน้าพระธาตุของนักบุญหลุยส์แห่งตูลูซ ผู้เป็นพระเชษฐาของพระราชสวามี

ในราชสำนักของพระนางที่เนเปิลส์ พระนางทรงเชิญเจ้าชายเฟลิปแห่งมายอร์กา พระอนุชาของพระนาง ซึ่งเพิ่งทรงผนวชในคณะฟรันซิสกัน โดยเจ้าชายเฟลืปทรงต้องการจะปฏิบัติตามกฎของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีอย่างเคร่งครัด และได้รวบรวมกลุ่มคนรอบตัวจนเป็นที่รู้จักในชื่อ "กลุ่มภราดาผู้ยากไร้" ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มฟราติเชลลี หรือ กลุ่ม เซลันติ คณะบาทหลวงกลุ่มนี้มีอิทธิพลใหญ่หลวงเหนือพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินี รวมถึงเดลฟีนแห่งแกลนเดฟส์ ผู้เป็นพระสหายสนิทที่พระราชินีซานเชียทรงไว้วางพระทัย[4] เจ้าชายเฟลิปแห่งมายอร์กาทรงทูลขอให้พระเชษฐภคินีและพระสวามีในพระเชษฐภคินี ช่วยเจรจาขอมติกับอาวีญงปาปาซี เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษที่จำเป็นในการเปลี่ยนอารามซานตาชีอารา ให้กลายเป็นสถานที่ที่จะใช้ต้อนรับ "กลุ่มภราดาผู้ยากไร้" อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 12 ได้ทรงดับความหวังของพระองค์ลง ด้วยสารตราพระสันตะปาปาสามฉบับ ลงวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1336, 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1337 และ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1340

หลังการมรณภาพของเจ้าชายเฟลิปแห่งมายอร์กาในค.ศ. 1342 สมเด็จพระราชินีซานเชียและพระราชสวามีก็ยังคงอยู่ภ่ายใต้อิทธิพลของกลุ่มภราดาผู้ยากไร้ โดยบาทหลวงประจำราชสำนักของทั้งสองพระองค์ ซึ่งได้แก่ อันเดรีย เด กาเลียโน และปีเอโตร เด กาเดเนโต ต่างเป็นผู้เลื่อมใสในมีเคเลแห่งเซเซนา ทั้งสองพระองค์ทรงให้ที่พำนักแก่บิชอปสายจิตวิญญาณสองคนที่ปราสาทคาสเตล นูโอโว ได้แก่ จอห์น บาร์โธเลโอ ผู้ซึ่งเพิ่งจะถูกปลดออกจากตำแหน่งที่เมืองคัลวี และวิลเลียมแห่งสกาลา ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นบาทหลวงผู้รับฟังคำสารภาพบาปประจำพระองค์ของพระราชินี อย่างไรก็ตามบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยที่สุดคือ ฟรา โรแบร์โต ผู้เป็นสหายสนิทของอันเจโล คลาเรโน ผู้นำของกลุ่มฟราติเชลลี ในหลายต่อหลายครั้ง พระนางซานเชียได้ทรงยื่นคำร้องต่อพระสันตปาปาเพื่อขอจดทะเบียนหย่า (การประกาศให้การสมรสเป็นโมฆะ) เนื่องจากพระนางมีพระประสงค์ที่จะออกบวชเป็นแม่ชี

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และบั้นปลายประชนม์ชีพ

[แก้]

พระเจ้าโรแบร์โต เสด็จสวรรคตวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1343 และพระนางซานเซีย ทรงกลายเป็นสมเด็จพระพันปีหลวง และเป็นพระราชอัยยิกาเลี้ยง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งราชอาณาจักร เป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของผู้สืบทอดราชบัลลังก์ คือ สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์ ในพระราชพินัยกรรมของพระเจ้าโรแบร์โต คือเมื่อวันที่ 16 มกราคม พระองค์ได้ทรงแต่งตั้ง สภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองไปจนกว่าพระนางโจวันนาที่ 1 จะทรงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งถูกกำหนดไว้ที่พระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา สภาผู้สำเร็จราชการประกอบด้วย สมเด็จพระพันปีหลวงซานเชีย, รองเสนาบดี ฟิลิปป์ เดอ คาบาสโซเลส บิชอปแห่งคาวาอิลลง, ฟิลิโป ดิ ซานกิเน็ตโต ที่ปรึกษาใหญ่แห่งพรอว็องซ์ และนายพลเรือกิฟเฟรโด ดิ มาร์ซาโน โดยให้หัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการคือ สมเด็จพระพันปีหลวงซานเชีย[5] เมื่อเพทราร์กเดินทางมาถึงเนเปิลส์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1343 ในฐานะราชทูตของสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 6 เขาได้พบว่าราชอาณาจักรแห่งนี้มีสภาพราวกับ "เรือที่กำลังมุ่งตรงไปสู่การอับปาง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาได้ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพระฟรา โรแบร์โต ซึ่งมีชื่อจริงว่า โรแบร์โต เด มีเลโต "ชายร่างเตี้ยอ้วนท้วนผู้สุ่มทุมอยู่ในชุดเศษผ้าขี้ริ้ว คอยยันไม้เท้าและสวมหมวกหรือสิ่งคลุมศีรษะอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนจะเป็นจุดสูงสุดของความน่าอดสู และถูกพรรณนาไว้ว่าเป็น 'สัตว์ร้ายสามเท้าที่น่ากลัว เท้าเปล่า หัวโล้น เย่อหยิ่งอหังการเหนือผู้ยากไร้ด้วยความเพลิดเพลินใจ'"[6]

สมเด็จพระพันปีหลวงซานเชียทรงสนับสนุนพระราชนัดดาเลี้ยงของพระนางในปีแรกของการครองราชย์ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจฝ่ายอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความไร้ประสิทธิภาพของสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้บีบบังคับให้สมเด็จพระสันตปาปาในฐานะองค์อธิปัตย์สูงสุด ต้องเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองโดยตรง ด้วยการส่งผู้แทนพระองค์ คือ พระคาร์ดินัลเอเมอรี เดอ ชาลูสเข้ามาต่างพระเนตรพระกรรณ[7]

ในวันครบรอบหนึ่งปีการเสด็จสวรรคตของพระสวามี (20 มกราคม ค.ศ. 1344) ด้วยอิทธิพลจากเหล่าบาทหลวงประจำราชสำนักและบาทหลวงผู้รับฟังคำสารภาพบาป พระนางซานเชียได้ทรงประกาศสละตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ และทรงออกบวชเป็นแม่ชี ณ อารามซานตามารีอาเดลลากรอตเช ในเมืองเนเปิลส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "สถานที่ของกลุ่มผู้ถูกฝังทั้งเป็น" (sepolte vive) สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาทรงเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นด้วยตัวพระนางเอง และทรงเริ่มมีปัญหากับความทะเยอทะยานของเจ้าชายอันดราสแห่งฮังการี พระสวามีซึ่งต้องการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์เคียงข้างราชบัลลังก์[8] พระนางซานเชียสวรรคตในอีก 18 เดือนต่อมา (28 กรกฏาคม ค.ศ. 1345) สิริพระชนมายุ 64 พรรษา[9] ตอนแรกพระบรมศพได้รับการฝังที่อารามซานตา มารีอา เดลลา โครเช แต่ต่อมาถูกย้ายไปฝังที่อารามซานตาชีอารา หลังจากพระพันปีหลวงสวรรคตไม่กี่เดือน เจ้าชายอันดราส พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาก็สิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนา

อ้างอิง

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. พงศาวดารซานฆวนเดลาเปญา เป็นพงศาวดารทางประวัติศาสตร์ของราชบัลลังก์อารากอน ซึ่งชำระขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเปโรที่ 4 แห่งอารากอน โดยบันทึกเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นในยุคที่ยังเป็นเพียงเคาน์ตี (เขตปกครองของเคานต์) ไปจนถึงยุคที่ก้าวขึ้นเป็นราชบัลลังก์อารากอน (สิ้นสุดใน ค.ศ. 1336 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าอัลฟอนส์ที่ 4 แห่งอารากอนเสด็จสวรรคต)

อ้างอิง

[แก้]
  1. Musto 1985, p. 179.
  2. Crónica de San Juan de la Peña, vol. XXXVIII, p. 232.
  3. Spicilegium Tome III, p. 702.
  4. Paul Amargier: Dauphine de Puimichel et son entourage au temps de sa vie aptésienne (1345-1360) in, Le peuple des saints. Croyances et dévotions en Provence et Comtat Venaissin des origines à la fin du Moyen Âge, Académie de Vaucluse et CNRS, 1987, p. 155.
  5. Émile-G. Léonard: Histoire de Jeanne Ire, reine de Naples, comtesse de Provence (1343-1382) : La jeunesse de la reine Jeanne, t. I, Paris et Monaco, Auguste Picard, coll. «Mémoires et documents historiques », 1932, 730 p., p. 335.
  6. Casteen 2015, p. 38.
  7. Émile-G. Léonard: Histoire de Jeanne Ire, reine de Naples, comtesse de Provence (1343-1382) : La jeunesse de la reine Jeanne, t. I, Paris et Monaco, Auguste Picard, coll. «Mémoires et documents historiques », 1932, 730 p., p. 343.
  8. Casteen 2015, p. 44.
  9. Casteen 2015, p. 43.

ข้อมูล

[แก้]
  • Musto, Ronald G. (1997). "Franciscan Joachimism at the Court of Naples, 1309-1345: A New Appraisal". Archivum Franciscanum Historicum. 90.3-4 (2): 419–86.
  • Musto, Ronald G. (1985). Queen Sancia of Naples (1281-1345) and the Spiritual Franciscans in Women of the Medieval World. Oxford: Basil Blackwell. น. 179–214.
  • Musto, Ronald G. (2013). Medieval Naples: A Documentary History 400-1400. New York: Italica Press. น. 204–212. ISBN 9781599102474. OCLC 810773043.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]