ชุทซ์ชทัฟเฟิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ชุทซทัฟเฟล)
ชุทซ์ชทัฟเฟิล
Schutzstaffel
Flag of the Schutzstaffel.svg
ธงชุทซ์ชทัฟเฟิล
Bundesarchiv Bild 183-H04436, Klagenfurt, Adolf Hitler, Ehrenkompanie.jpg
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตรวจ ไลป์สตันดาร์ท เอ็สเอ็ส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครั้งเยือนเมืองคลาเกินฟวร์ท เมษายน ค.ศ. 1938 ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ยืนอยู่ทางขวาข้างหลังฮิตเลอร์
ข้อมูลองค์กร
ก่อตั้ง 4 เมษายน ค.ศ. 1925
ก่อนหน้า SA-Logo.svg ชตูร์มับไทลุง
Stabswache
สิ้นสุด 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945
เขตอำนาจ นาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
ยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง
สำนักงานใหญ่ SS-Hauptamt, Prinz-Albrecht-Straße, เบอร์ลิน
52°30′26″N 13°22′57″E / 52.50722°N 13.38250°E / 52.50722; 13.38250
เจ้าหน้าที่ 1,250,000 (c. กุมภาพันธ์ 1945)
Ministers responsible อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, ฟือเรอร์
ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์, ไรชส์ฟือเรอร์
ผู้บริหารองค์กร ยูลิอุส เชร็ค, ไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส
(1925–26)
โยเซฟ แบร์ชโทลด์, ไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส
(1926–27)
แอร์ฮาร์ด ไฮเดิน, ไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส
(1927–29)
ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์, ไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส
(1929–45)
คาร์ล ฮันเคอ, ไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส
(เม.ย.-พ.ค. 1945)
หน่วยงานแม่ นาซีเยอรมนี พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน
องค์กรในสังกัด อัลล์เกอไมเนอ เอ็สเอ็ส
วัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส (SS-Verfügungstruppe)
เอ็สเอ็ส-โทเทินคอฟเฟอร์แบนเดอ
RSHAซีแชร์ไฮท์สโพลีไซ (SiPo) และ ซีแชร์ไฮท์สดีนสท์ (SD)
ออร์ดนุงโพลีไซ (Orpo)

ชุทซ์ชทัฟเฟิล (เยอรมัน: Schutzstaffel "ᛋᛋ" ที่เป็นอักษรรูน) หรือ เอ็สเอ็ส (SS) เป็นองค์กรกำลังกึ่งทหารสังกัดพรรคนาซีภายใต้คำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เดิมมีชื่อองค์กรว่า ซาล-ซุทซ์ (Saal-Schutz) ซึ่งมีสมาชิกเป็นอาสาสมัครของพรรคนาซีเพื่อคุ้มกันและดูแลความปลอดภัยในการประชุมพรรคที่เมืองมิวนิก เมื่อไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์เข้าร่วมองค์กรในปีค.ศ. 1925 ก็มีการเปลี่ยนชื่อหน่วยเป็น ชุทซ์ชทัฟเฟิล เอ็สเอ็สภายใต้การนำของฮิมเลอร์ได้ขยายตัวจากมีสมาชิกสองร้อยคนกลายเป็นองค์กรขนาดมหึมาที่มีสมาชิกกว่าล้านคนและกลายเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลที่สุดในเยอรมัน หน้าที่ขององค์กรนี้คือสอดส่องดูแลความมั่นคงภายในไรช์

เอ็สเอ็สมีการแบ่งงานออกเป็นสองส่วนงานหลักๆ คือ อัลล์เกอไมเนอ เอ็สเอ็ส (เอ็สเอ็สธุรการ) รับผิดชอบด้านการบังคับใช้นโยบายต่างๆของพรรคนาซี และ วัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส (เอ็สเอ็สติดอาวุธ) เป็นกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ขึ้นกับกองทัพ นอกจากนี้ยังมีส่วนงานอื่นอีก คือ เอ็สเอ็ส-โทเทินคอฟเฟอร์แบนเดอ (หน่วยหัวกะโหลกเอ็สเอ็ส) รับผิดชอบการดำเนินการค่ายมรณะและค่ายกักกันนาซี เอ็สเอ็สยังมีหน่วยตำรวจลับที่เรียกว่า เกสตาโป กับหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำฟือเรอร์ที่เรียกว่า ซีเชอร์ไฮท์สดีนสท์ ที่คอยส่องหาบุคคลที่เป็นหรืออาจเป็นภัยคุกคามต่อรัฐนาซี ตลอดจนรับผิดชอบงานข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ

ประวัติ[แก้]

เอ็สเอ็สก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1925 ภายใต้ชื่อ "ซาล-ชุทซ์" (อารักษ์หอประชุม) เพื่อรักษาความปลอดภัยในการประชุมของพรรคนาซีตลอดจนเป็นหน่วยคุ้มกันส่วนบุคคลของฮิตเลอร์[1] ต่อมาในปีค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจพร้อมกับความเคลือบแคลงใจในความภักดีของกองทัพเยอรมันที่มีต่อเขา กองกำลังที่เขาไว้ใจได้อย่างเต็มร้อยและจะไม่มีวันทรยศเขาอย่างเอ็สเอ็สจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาฐานอำนาจของฮิตเลอร์ อย่างไรก็ตาม พรรคนาซียังมีองค์กรติดอาวุธอีกองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่า ชตูร์มับไทลุง อันเป็นแหล่งสุมหัวของอดีตทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งนำโดยแอนสท์ เริม สหายเก่าแก่ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคนาซี

แอนสท์ เริม มีความคิดที่จะสถาปนาเอ็สเอเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองใหม่และเข้าควบคุมไรชส์เวร์ และเริมยังสนับสนุนแนวคิด "การปฏิวัติครั้งที่สอง" ในเยอรมัน ความคิดเช่นนี้ของเริมให้ประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กกดดันฮิตเลอร์ให้ยุบเอ็สเอ ฮิตเลอร์พยายามเจรจากับแอนสท์ เริม ให้ยุบหน่วยเอ็สเอโดยดีแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงนำไปสู่การกวาดล้างเอ็สเอในคืนมีดยาวในสิ้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1934 เมื่อแอนสท์ เริม ถูกกำจัด ฮิตเลอร์ก็แต่งตั้งให้เอ็สเอ็สของฮิมม์เลอร์ทำหน้าที่คุ้มกันแทนเอ็สเอ

การคัดเลือก[แก้]

การคัดเลือกสมาชิกที่จะมาเข้าหน่วยเอ็สเอ็สจะต้องเป็นชายสายเลือดเยอรมันพันธุ์แท้แบบพวกอารยัน สูงอย่างน้อย 180 เซนติเมตร กำลังพลของเอ็สเอ็สจะได้รับการอบรม ปลูกฝังให้จงรักภักดีต่อผู้นำของเขาอย่างเหนียวแน่น และปราศจากการตั้งคำถามสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น ได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก และถูกปลูกฝังอุดมการณ์ของนาซี ถูกปลูกฝังแนวความคิดเรื่องความเป็นเลิศของชนชาติอารยันเพื่อการสร้างชาติไปสู่ไรช์ที่สาม รวมทั้งมีการเกณฑ์เด็กชายและหญิงชาวเยอรมันทั้งหมดให้เข้าหน่วยยุวชนฮิตเลอร์เพื่อเป็นหลักสูตรวิชาทหาร ให้เข้ารับการเป็นทหารและหน่วยเอ็สเอ็ส

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kogon, Eugen; Der SS-Staat; 1974

เชิงอรรถ[แก้]

  • Lumsden, Robin (2002). A Collector's Guide To: The Allgemeine-SS. Ian Allan Publishing, Inc. ISBN 0-7110-2905-9.
  • MacDonogh, Giles (2009). After the Reich: The Brutal History of the Allied Occupation. New York: Basic Books. ISBN 978-0-46500-337-2
  • McNab, Chris (2009). The SS: 1923–1945. Amber Books. ISBN 978-1-906626-49-5. 
  • Mollo, Andrew (1991). Uniforms of the SS: Volume 3: SS-Verfügungstruppe. Historical Research Unit. ISBN 1-872004-51-2.
  • Mühlenberg, Jutta (2011). Das SS-Helferinnenkorps: Ausbildung, Einsatz und Entnazifizierung der weiblichen Angehörigen der Waffen-SS, 1942–1949. Hamburg: Hamburger Edition HIS VerlagsgesmbH. Retrievable from: https://download.e-bookshelf.de/download/0000/3731/67/L-G-0000373167-0002317697.pdf ISBN 978-3-86854-500-5
  • Murray, Williamson, and Allan R. Millett (2001). A War To Be Won: Fighting the Second World War. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press. ISBN 978-0-67400-680-5
  • "Organizations Book of the NSDAP for 1943", NCA, V, Washington, D.C. 1946: U.S. GPO, 1943
  • Rabinbach, Anson, and Sander L. Gilman (2013). The Third Reich Sourcebook. Berkeley & Los Angeles: University of California Press. ISBN 978-0-52020-867-4
  • Rummel, Rudolph (1992). Democide: Nazi Genocide and Mass Murder. New Brunswick, NJ: Transaction Publishers. ISBN 1-56000-004-X
  • Sereny, Gitta (1974). Into That Darkness: From Mercy Killings to Mass Murder. Republished (1983) as Into That Darkness: An Examination of Conscience. New York: Vintage. ISBN 0-394-71035-5
  • Stein, George H. (1984). The Waffen SS: Hitler's Elite Guard at War, 1939–1945. Cornell University Press. ISBN 0-8014-9275-0.
  • Weale, Adrian (2010). The SS: A New History. London: Little, Brown. ISBN 978-1-4087-0304-5. 
  • Williams, Max (2001). Reinhard Heydrich: The Biography: Volume 1. Ulric Publishing. ISBN 0-9537577-5-7.
  • Yerger, Mark C. (1997). Allgemeine-SS: The Commands, Units, and Leaders of the General SS. Schiffer Publishing. ISBN 0-7643-0145-4.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]