ข้ามไปเนื้อหา

ชินน์เฟน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชินน์เฟน
Sinn Féin
ผู้ก่อตั้งอาเธอร์ กริฟฟิท
ประธานเดคลัน เคียร์นีย์
หัวหน้าแมรี ลู แมกดอนัลด์
รองหัวหน้ามิเชลล์ โอนีล
เลขาธิการแซม เบเคอร์
คำขวัญTosaíonn athrú anseo
“ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่”
ก่อตั้ง28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905
(รูปเดิม)
17 มกราคม ค.ศ. 1970
(รูปปัจจุบัน)
แยกจากออฟฟิเชียลชินน์เฟน
ก่อนหน้าพรอวิชันนัลชินน์เฟน
ที่ทำการ44 พาร์เนลล์สแควร์ ดับลิน ประเทศไอร์แลนด์
หนังสือพิมพ์An Phoblacht
ฝ่ายเยาวชนÓgra Shinn Féin
อุดมการณ์สาธารณรัฐนิยมไอริช
สังคมนิยมประชาธิปไตย
ชาตินิยมฝ่ายซ้าย
จุดยืนกลางซ้ายถึงฝ่ายซ้าย
กลุ่มในภูมิภาคUnified European Left
กลุ่มในสภายุโรปเดอะเลฟต์
สีเขียว
ดาลเอเริน39 / 174
ชานัดเอเริน6 / 60
รัฐสภายุโรป2 / 14
สมัชชาไอร์แลนด์เหนือ27 / 90
สภาสามัญชน
ที่นั่งไอร์แลนด์เหนือ
7 / 18
ไม่เข้าร่วมประชุม
สมาชิกสภาท้องถิ่นในสาธารณรัฐไอร์แลนด์102 / 949
สมาชิกสภาท้องถิ่นในไอร์แลนด์เหนือ144 / 462
เว็บไซต์
www.sinnfein.ie

ชินน์เฟน (ไอริช: Sinn Féin) เป็นพรรคการเมืองแนวสาธารณรัฐนิยมไอริชและสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ดำเนินงานทั้งในสาธารณรัฐไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ พรรคปัจจุบันถือกำเนิดจากพรอวิชันนัลชินน์เฟนซึ่งแยกตัวใน ค.ศ. 1970 แต่ใช้ชื่อและอ้างความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์จากขบวนการชินน์เฟนดั้งเดิมที่อาเธอร์ กริฟฟิทก่อตั้งใน ค.ศ. 1905[1][2]

ชินน์เฟนเป็นพรรคที่สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับช่วงปฏิวัติไอริช องค์กรเดิมชนะการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1918 ในไอร์แลนด์ จัดตั้งดาลเอเรินครั้งแรก ประกาศสาธารณรัฐไอริช และมีสมาชิกจำนวนมากเกี่ยวข้องกับสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์ซึ่งกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์หรือไออาร์เอทำสงครามกองโจรกับกองกำลังอังกฤษ[3][4] ความแตกแยกเรื่องสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริชนำไปสู่สงครามกลางเมืองไอร์แลนด์และการแตกตัวของชินน์เฟน โดยฝ่ายสนับสนุนสนธิสัญญากลายเป็นคูมันน์นะนเกลซึ่งต่อมารวมเป็นฟีเนอเกล ส่วนฝ่ายต่อต้านสนธิสัญญานำโดยเอมอน เดอ วาเลราแยกออกไปตั้งฟีอันนา ฟอลใน ค.ศ. 1926[5]

ในช่วงความไม่สงบในไอร์แลนด์เหนือหรือ เดอะทรับเบิลส์ ชินน์เฟนรูปปัจจุบันสัมพันธ์กับกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ชั่วคราว หรือพรอวิชันนัลไออาร์เอ (Provisional IRA) และถูกมองโดยฝ่ายตรงข้ามจำนวนมากว่าเป็นปีกการเมืองของขบวนการติดอาวุธ[1][6] อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา พรรคค่อย ๆ ให้ความสำคัญกับการเมืองเลือกตั้งมากขึ้น และในคริสต์ทศวรรษ 1990 ภายใต้การนำของเจอร์รี แอดัมส์กับมาร์ติน แมกกินเนส พรรคมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสันติภาพไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งนำไปสู่ความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ค.ศ. 1998 และสถาบันแบ่งปันอำนาจในไอร์แลนด์เหนือ[7]

ปัจจุบัน ชินน์เฟนเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในสมัชชาไอร์แลนด์เหนือ และมิเชลล์ โอนีล รองหัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่งมุขมนตรีไอร์แลนด์เหนือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักการเมืองฝ่ายชาตินิยมไอริชได้เป็นผู้นำรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ[8][9] ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พรรคเป็นฝ่ายค้านหลักในดาลเอเรินหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2024 โดยได้ 39 ที่นั่ง เป็นพรรคใหญ่อันดับสองรองจากฟีอันนา ฟอล[10]

ชื่อ

[แก้]

ชื่อ Sinn Féin เป็นภาษาไอริช หมายถึง “พวกเราเอง” ชื่อพรรคมักถูกแปลผิดเป็น “เราเท่านั้น” จากคำขวัญ Sinn Féin Amháin ซึ่งมีความหมายเข้มกว่าและเป็นคำขวัญทางการเมืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[2] ในเชิงการเมือง ชื่อนี้สื่อถึงแนวคิดว่าชาวไอริชควรกำหนดอนาคตของตนเอง แทนการอยู่ภายใต้สภาเวสต์มินสเตอร์หรืออำนาจภายนอก

พรรคมีชื่อเรียกหลายช่วงในประวัติศาสตร์ เนื่องจากเกิดการแตกตัวหลายครั้ง เช่น ออฟฟิเชียลชินน์เฟน พรอวิชันนัลชินน์เฟน รีพับลิกันชินน์เฟน และพรรคแรงงานซึ่งพัฒนาจากออฟฟิเชียลชินน์เฟนในเวลาต่อมา[2]

ประวัติ

[แก้]

กำเนิด ค.ศ. 1905–1916

[แก้]
อาเธอร์ กริฟฟิท ผู้ก่อตั้งชินน์เฟนดั้งเดิม

ชินน์เฟนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905 โดยอาเธอร์ กริฟฟิท นักหนังสือพิมพ์และนักชาตินิยมไอริช แนวคิดเริ่มแรกของกริฟฟิทไม่ใช่สาธารณรัฐนิยมแบบเต็มตัว แต่เสนอให้ไอร์แลนด์มีสถาบันการเมืองของตนเองและมีความสัมพันธ์กับบริเตนในลักษณะคล้ายระบบราชาธิปไตยคู่ของออสเตรีย-ฮังการี[11] ในระยะแรก พรรคยังมีฐานสนับสนุนจำกัดและไม่ได้เป็นกำลังหลักของชาตินิยมไอริช เพราะพรรคไอริชพาร์เลียเมนต์ยังคงครองเวทีการเมืองชาตินิยมผ่านแนวทางโฮมรูล

การเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นหลังการลุกฮืออีสเตอร์ ค.ศ. 1916 แม้กริฟฟิทไม่ได้เป็นผู้นำการลุกฮือและชินน์เฟนในฐานะพรรคไม่ได้ควบคุมเหตุการณ์ แต่ทางการอังกฤษและสื่อจำนวนมากเรียกการลุกฮือว่า “การลุกฮือของชินน์เฟน” ทำให้ชื่อพรรคกลายเป็นศูนย์รวมของกระแสสาธารณรัฐนิยมหลังการประหารผู้นำกบฏ[11] หลัง ค.ศ. 1916 กลุ่มสาธารณรัฐนิยมหลากหลายสายรวมตัวภายใต้ชื่อชินน์เฟน และพรรคเปลี่ยนจากแนวคิดแบบกริฟฟิทไปสู่เป้าหมายการตั้งสาธารณรัฐไอริช

ดาลแรกและสงครามประกาศอิสรภาพ ค.ศ. 1918–1921

[แก้]

ในการเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ค.ศ. 1918 ชินน์เฟนชนะอย่างถล่มทลายในไอร์แลนด์ โดยได้ 73 จาก 105 ที่นั่ง[3] ผู้แทนของพรรคปฏิเสธไปนั่งในสภาสามัญชนที่เวสต์มินสเตอร์ และประชุมกันที่ดับลินเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1919 เพื่อจัดตั้งดาลเอเรินครั้งแรก ประกาศสาธารณรัฐไอริช และยืนยันสิทธิของชาวไอริชในการปกครองตนเอง[3] ในปีเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐไอริชกับกองกำลังอังกฤษพัฒนาเป็นสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์ ในช่วงสงคราม ชินน์เฟนเป็นกลไกทางการเมืองของขบวนการสาธารณรัฐ ส่วนกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์หรือไออาร์เอเป็นกำลังทหารที่ทำสงครามกองโจรกับกองรักษาสันติราษฎร์หลวงไอร์แลนด์, แบล็กแอนด์แทนส์, กองพลหนุนเสริม และกองทัพอังกฤษ[12] ความสัมพันธ์ระหว่างดาลเอเริน รัฐบาลสาธารณรัฐ และไออาร์เอในช่วงนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองสาธารณรัฐกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างชินน์เฟนสมัยใหม่กับพรอวิชันนัลไออาร์เอในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่เป็นรากสำคัญของความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ที่พรรคอ้างถึงเสมอ

สนธิสัญญาและสงครามกลางเมือง ค.ศ. 1921–1923

[แก้]

สนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริชลงนามเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1921 หลังการหยุดยิงในสงครามประกาศอิสรภาพ สนธิสัญญากำหนดให้จัดตั้งเสรีรัฐไอริชในฐานะรัฐภายใต้เครือจักรภพของจักรวรรดิบริติช และเปิดทางให้ไอร์แลนด์เหนือเลือกถอนตัวออกจากรัฐใหม่ได้[13] ดาลเอเรินให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1922 ด้วยคะแนน 64 ต่อ 57 เสียง[14] การลงมติดังกล่าวทำให้ชินน์เฟนแตกออกเป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้านสนธิสัญญา ฝ่ายสนับสนุนนำโดยไมเคิล คอลลินส์และอาเธอร์ กริฟฟิท เห็นว่าสนธิสัญญาเป็นก้าวที่ทำให้ไอร์แลนด์ได้อำนาจปกครองตนเองจริง แม้ไม่ใช่สาธารณรัฐเต็มรูปแบบ ฝ่ายคัดค้านนำโดยเอมอน เดอ วาเลราและผู้นำรีพับลิกันอื่นเห็นว่าสนธิสัญญาทรยศต่อสาธารณรัฐไอริชที่ประกาศไว้ใน ค.ศ. 1916 และ 1919 ความแตกแยกนี้นำไปสู่สงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ ค.ศ. 1922–1923 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสนับสนุนสนธิสัญญาและการตั้งมั่นของเสรีรัฐไอริช

จากพรรคใหญ่สู่พรรคชายขอบ ค.ศ. 1923–1970

[แก้]

หลังสงครามกลางเมือง ฝ่ายสนับสนุนสนธิสัญญาตั้งพรรคคูมันน์นะนเกลใน ค.ศ. 1923 และพรรคนี้ต่อมารวมกับกลุ่มอื่นเป็นฟีเนอเกลใน ค.ศ. 1933 ส่วนชินน์เฟนฝ่ายต่อต้านสนธิสัญญายังคงนโยบายงดเว้นไม่เข้าร่วมดาลเอเริน เพราะไม่ยอมรับความชอบธรรมของเสรีรัฐไอริช[2] ใน ค.ศ. 1926 เอมอน เดอ วาเลราเสนอให้ผู้แทนที่ได้รับเลือกสามารถเข้าสู่ดาลได้ หากคำสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์ถูกยกเลิก เมื่อข้อเสนอนี้พ่ายแพ้ เอมอน เดอ วาเลราออกจากชินน์เฟนและก่อตั้งฟีอันนา ฟอล ซึ่งเลือก “เปลี่ยนรัฐจากภายใน” ผ่านการเมืองรัฐสภา[15] หลังจากฟีอันนา ฟอลเข้าสู่ดาลและขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1932 ชินน์เฟนที่เหลืออยู่กลายเป็นพรรคขนาดเล็กและมีอิทธิพลจำกัด ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1940 และ 1950 ความสัมพันธ์ระหว่างชินน์เฟนกับไออาร์เอกลับมาแนบแน่นขึ้น โดยไออาร์เอมองว่าชินน์เฟนเป็นปีกการเมืองของขบวนการรีพับลิกัน[1] ระหว่างการรณรงค์ชายแดนของไออาร์เอ ค.ศ. 1956–1962 พรรคถูกห้ามในไอร์แลนด์เหนือ และสูญเสียตัวแทนระดับชาติอีกครั้งหลังการรณรงค์ล้มเหลว

การแตกตัว ค.ศ. 1970 และการเกิดชินน์เฟนปัจจุบัน

[แก้]

ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ขบวนการรีพับลิกันเกิดความแตกแยกเรื่องยุทธศาสตร์การเมือง แนวทางฝ่ายซ้าย และการงดเว้นไม่เข้าร่วมสภา ความตึงเครียดนี้เกิดพร้อมกับการปะทุของความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือและการแตกตัวของไออาร์เอเป็นออฟฟิเชียลไออาร์เอกับพรอวิชันนัลไออาร์เอใน ค.ศ. 1969[16] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1970 ชินน์เฟนก็แตกออกตามแนวเดียวกัน กลุ่มเสียงข้างมากซึ่งต่อมาเป็นออฟฟิเชียลชินน์เฟนพัฒนาไปเป็นพรรคแรงงาน ส่วนกลุ่มพรอวิชันนัลชินน์เฟนกลายเป็นชินน์เฟนปัจจุบัน[2] พรอวิชันนัลชินน์เฟนช่วงแรกมีฐานในฝ่ายรีพับลิกันดั้งเดิมที่ยืนยันนโยบายงดเว้นไม่เข้าร่วมสภาและให้ความสำคัญกับเป้าหมายไอร์แลนด์รวม ในขณะเดียวกัน พรอวิชันนัลไออาร์เอดำเนินการติดอาวุธในไอร์แลนด์เหนือและอังกฤษ พรรคจึงถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นปีกการเมืองของขบวนการพรอวิชันนัล แม้ความสัมพันธ์เชิงองค์กรและระดับการควบคุมกันระหว่างพรรคกับไออาร์เอจะเป็นประเด็นถกเถียงและข้อกล่าวหาต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ[6][17]

เดอะทรับเบิลส์ และยุทธศาสตร์ “บัตรเลือกตั้งกับปืน”

[แก้]

ในช่วงเดอะทรับเบิลส์ ชินน์เฟนดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงระหว่างรีพับลิกัน ไอริชเนชันนัลลิสต์ สหภาพนิยม ผู้ภักดี และรัฐอังกฤษ พรรคได้รับผลกระทบจากการห้ามหรือจำกัดการออกอากาศในสื่อของไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร และถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างต่อเนื่องจากความสัมพันธ์กับพรอวิชันนัลไออาร์เอ[1] ในขณะเดียวกัน พรรคใช้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นและสภาไอร์แลนด์เหนือเพื่อสร้างฐานการเมือง แม้ยังคงนโยบายงดเว้นไม่เข้าร่วมเวสต์มินสเตอร์

หลังเจอร์รี แอดัมส์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคใน ค.ศ. 1983 ชินน์เฟนให้ความสำคัญกับการเมืองเลือกตั้งมากขึ้น ยุทธศาสตร์นี้มักถูกสรุปด้วยถ้อยคำ “บัตรเลือกตั้งในมือหนึ่งและปืนอาร์มาไลต์ในอีกมือหนึ่ง” ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดระหว่างการเมืองกับการต่อสู้ติดอาวุธในขบวนการรีพับลิกันช่วงนั้น[17] ใน ค.ศ. 1986 พรรคยกเลิกนโยบายงดเว้นไม่เข้าร่วมดาลเอเริน ทำให้ชินน์เฟนสามารถแข่งขันในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านและพรรคทางเลือกได้เต็มรูปแบบ[16] อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงนโยบายไม่เข้าร่วมสภาสามัญชนสหราชอาณาจักร แม้ลงสมัครและชนะเลือกตั้งในหลายเขตของไอร์แลนด์เหนือ

กระบวนการสันติภาพและความตกลงกู๊ดฟรายเดย์

[แก้]

ตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1990 ชินน์เฟนเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนขบวนการรีพับลิกันจากการต่อสู้ติดอาวุธไปสู่การเจรจา เจอร์รี แอดัมส์และมาร์ติน แมกกินเนสมีบทบาทร่วมกับจอห์น ฮูมแห่งพรรค SDLP, รัฐบาลไอร์แลนด์, รัฐบาลสหราชอาณาจักร และตัวกลางต่างประเทศในการสร้างเงื่อนไขของสันติภาพ[7] หลังไออาร์เอประกาศหยุดยิงใน ค.ศ. 1994 และอีกครั้งใน ค.ศ. 1997 ชินน์เฟนเข้าสู่การเจรจาหลายพรรคซึ่งนำไปสู่ความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ค.ศ. 1998[7]

ความตกลงดังกล่าวสร้างสมัชชาไอร์แลนด์เหนือ รัฐบาลแบ่งปันอำนาจ สถาบันเหนือ–ใต้ และหลักการว่าการเปลี่ยนสถานะรัฐธรรมนูญของไอร์แลนด์เหนือจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ให้ความยินยอม[7] ชินน์เฟนเข้าร่วมสถาบันใหม่เหล่านี้ และค่อย ๆ กลายเป็นพรรคการเมืองหลักในไอร์แลนด์เหนือ ใน ค.ศ. 2006 พรรคลงนามความตกลงเซนต์แอนดรูส์ และใน ค.ศ. 2007 ยอมรับการสนับสนุนสำนักงานตำรวจไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างรีพับลิกันกับสถาบันรัฐในไอร์แลนด์เหนือ[1]

พรรคใหญ่ในไอร์แลนด์เหนือและฝ่ายค้านหลักในสาธารณรัฐไอร์แลนด์

[แก้]

หลังความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ชินน์เฟนขยายฐานการเมืองอย่างต่อเนื่องในไอร์แลนด์เหนือ และแซงพรรค SDLP เป็นพรรคชาตินิยมไอริชหลักของภูมิภาค ในการเลือกตั้งสมัชชาไอร์แลนด์เหนือ ค.ศ. 2022 พรรคได้ 27 ที่นั่งและกลายเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของสมัชชาเป็นครั้งแรก ส่งผลให้มิเชลล์ โอนีลอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นมุขมนตรีไอร์แลนด์เหนือ[18] หลังการคว่ำบาตรสถาบันของพรรคสหภาพนิยมประชาธิปไตยสิ้นสุดลง โอนีลได้รับแต่งตั้งเป็นมุขมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2024[9]

ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พรรคเติบโตช้ากว่า แต่เพิ่มบทบาทอย่างมากหลังคริสต์ทศวรรษ 2000 การเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2020 ทำให้ชินน์เฟนได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งในการลงคะแนนลำดับแรก แต่ไม่ได้ส่งผู้สมัครมากพอจะชนะที่นั่งมากที่สุด การเลือกตั้ง ค.ศ. 2024 พรรคได้ 39 ที่นั่งและเป็นฝ่ายค้านหลักในดาลเอเริน โดยแมรี ลู แมกดอนัลด์เป็นผู้นำฝ่ายค้าน[10] อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นและรัฐสภายุโรป ค.ศ. 2024 ต่ำกว่าความคาดหมายของพรรค ทำให้เกิดการประเมินยุทธศาสตร์และการจัดองค์กรภายใน[19]

อุดมการณ์และนโยบาย

[แก้]

ชินน์เฟนอธิบายตนเองว่าเป็นพรรครีพับลิกันฝ่ายซ้ายที่มุ่งสร้าง “ไอร์แลนด์ใหม่” หรือไอร์แลนด์รวมบนพื้นฐานความเสมอภาค สิทธิทางสังคม และเอกราชของประชาชน พรรคสนับสนุนการรวมเกาะไอร์แลนด์ผ่านกระบวนการประชามติตามความตกลงกู๊ดฟรายเดย์ ไม่ใช่ผ่านการใช้กำลัง[8][7] นโยบายไอร์แลนด์รวมยังเป็นแกนกลางของอัตลักษณ์พรรค แม้พรรคในยุคหลังพยายามขยายประเด็นไปสู่ที่อยู่อาศัย สาธารณสุข ค่าครองชีพ การดูแลเด็ก และความไม่เท่าเทียมมากขึ้น

ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ชินน์เฟนมักถูกจัดเป็นพรรคกลางซ้ายถึงฝ่ายซ้าย สนับสนุนการเพิ่มบทบาทของรัฐในบริการสาธารณะ การลงทุนในที่อยู่อาศัย การคุ้มครองแรงงาน และมาตรการลดภาระค่าครองชีพ[20] พรรคยังแสดงจุดยืนต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ สนับสนุนความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ และมักวางตัวในประเด็นต่างประเทศแบบต่อต้านจักรวรรดินิยมและสนับสนุนสิทธิการกำหนดใจตนเองของประชาชนกลุ่มอื่น[21]

ในระดับยุโรป สมาชิกสภายุโรปของชินน์เฟนอยู่ในกลุ่มเดอะเลฟต์ พรรคมีท่าทีวิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ของสหภาพยุโรปในบางประเด็น แต่ไม่ได้เสนอให้ไอร์แลนด์ออกจากสหภาพยุโรป จุดยืนนี้ทำให้พรรคต่างจากทั้งฟีอันนา ฟอลซึ่งอยู่ในกลุ่มเสรีนิยมยุโรป และฟีเนอเกลซึ่งอยู่ในกลุ่มพรรคประชาชนยุโรป

องค์กร

[แก้]

สำนักงานใหญ่ของชินน์เฟนตั้งอยู่ที่ 44 พาร์เนลล์สแควร์ในดับลิน[1] ผู้นำพรรคเรียกว่า Uachtarán Shinn Féin หรือประธานชินน์เฟน ปัจจุบันคือแมรี ลู แมกดอนัลด์ ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากเจอร์รี แอดัมส์ใน ค.ศ. 2018[1] รองหัวหน้าพรรคคือมิเชลล์ โอนีล ผู้นำระดับสำคัญของพรรคในไอร์แลนด์เหนือและมุขมนตรีไอร์แลนด์เหนือ[8] ผู้นำกลุ่มชินน์เฟนในชานัดเอเรินคือคอนอร์ เมอร์ฟี ซึ่งได้รับแต่งตั้งหลังการเลือกตั้งชานัด ค.ศ. 2025[22]

การประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคเรียกว่า Ard Fheis และองค์กรปกครองระดับชาติของพรรคคือ Ard Chomhairle พรรคมีปีกเยาวชนชื่อ Ógra Shinn Féin และเครือข่ายสนับสนุนในต่างประเทศ เช่น Friends of Sinn Féin ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น[1] ใน ค.ศ. 2024 มีรายงานว่าพรรคมีสมาชิกมากกว่า 10,000 คน แต่มีการอภิปรายภายในเรื่องระดับความกระตือรือร้นของสมาชิกและประสิทธิภาพของการจัดองค์กรหลังผลเลือกตั้งท้องถิ่น[23]

ความสัมพันธ์กับไออาร์เอและความรุนแรง

[แก้]

ความสัมพันธ์ระหว่างชินน์เฟนกับไออาร์เอเป็นประเด็นสำคัญและละเอียดอ่อนที่สุดของประวัติพรรค เพราะต้องแยกบริบทอย่างน้อยสามช่วงออกจากกัน ได้แก่ ไออาร์เอในสงครามประกาศอิสรภาพ ค.ศ. 1919–1921, ไออาร์เอฝ่ายต่อต้านสนธิสัญญาหลังสงครามกลางเมือง และพรอวิชันนัลไออาร์เอในช่วง The Troubles

ในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพ ชินน์เฟนและดาลเอเรินเป็นกลไกทางการเมืองของสาธารณรัฐไอริชที่ประกาศขึ้นใน ค.ศ. 1919 ขณะที่ไออาร์เอเป็นกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายสาธารณรัฐ การใช้ความรุนแรงในช่วงนั้นเกิดในบริบทสงครามกองโจรกับรัฐอังกฤษ และเป็นส่วนหนึ่งของช่วงปฏิวัติไอริชที่นำไปสู่การเจรจาสนธิสัญญาและการตั้งเสรีรัฐไอริช[12] หลังสนธิสัญญา ไออาร์เอและชินน์เฟนแตกตามแนวสนับสนุน–คัดค้านสนธิสัญญา และความแตกแยกนี้กลายเป็นสงครามกลางเมืองซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองหลักของไอร์แลนด์ยุคใหม่แตกออกจากรากชินน์เฟนเดิม

ในช่วง The Troubles ความสัมพันธ์ระหว่างพรอวิชันนัลชินน์เฟนกับพรอวิชันนัลไออาร์เอเข้มข้นกว่าช่วงหลังสงครามกลางเมืองอย่างมาก นักวิชาการและนักข่าวจำนวนมากอธิบายชินน์เฟนว่าเป็นปีกการเมืองของขบวนการพรอวิชันนัลรีพับลิกัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรบางช่วงกล่าวหาว่าสมาชิกระดับสูงของพรรคเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของไออาร์เอ[6][17] พรรคและผู้นำบางคนปฏิเสธการกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกหรือผู้บังคับบัญชาไออาร์เอ และยืนยันว่าชินน์เฟนเป็นองค์กรการเมืองที่แยกจากกลุ่มติดอาวุธ

พรอวิชันนัลไออาร์เอรับผิดชอบการโจมตีและการสังหารจำนวนมากในช่วง The Troubles และฝ่ายตรงข้ามของชินน์เฟนมักถือว่าพรรคมีความรับผิดชอบทางการเมืองหรือศีลธรรมต่อการสนับสนุนขบวนการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของพรรคในคริสต์ทศวรรษ 1990 และ 2000 ทำให้ชินน์เฟนมีบทบาทตรงกันข้าม คือเป็นฝ่ายโน้มน้าวขบวนการรีพับลิกันไปสู่การหยุดยิง การเจรจา การปลดอาวุธ และการยอมรับสถาบันตำรวจและรัฐสภาใหม่ของไอร์แลนด์เหนือ[7][24]

ใน ค.ศ. 2005 พรอวิชันนัลไออาร์เอประกาศยุติการรณรงค์ติดอาวุธ และระบุให้สมาชิกใช้ “วิธีการทางสันติและประชาธิปไตยโดยเฉพาะ” เพื่อบรรลุเป้าหมายของรีพับลิกัน[25] การตัดสินใจดังกล่าวและการยอมรับสำนักงานตำรวจไอร์แลนด์เหนือในเวลาต่อมาเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชินน์เฟนเข้าสู่การเมืองกระแสหลักอย่างเต็มตัว แม้ข้อถกเถียงเรื่องอดีต ความรับผิดของผู้นำ และความทรงจำของเหยื่อความรุนแรงยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่ละเอียดอ่อนในไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์

การงดเว้นไม่เข้าร่วมสภา

[แก้]

นโยบายงดเว้นไม่เข้าร่วมสภาหรือ abstentionism เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เก่าแก่ของชินน์เฟน หมายถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ปฏิเสธเข้าร่วมสภาที่พรรคมองว่าไม่มีความชอบธรรมเหนือไอร์แลนด์ นโยบายนี้เริ่มจากการปฏิเสธเวสต์มินสเตอร์ใน ค.ศ. 1918 และต่อมาขยายไปสู่การไม่ยอมรับดาลเอเรินของเสรีรัฐไอริชและรัฐไอร์แลนด์ช่วงหลัง[16]

ใน ค.ศ. 1986 พรรคตัดสินใจเลิกงดเว้นไม่เข้าร่วมดาลเอเริน ทำให้ชินน์เฟนสามารถแข่งขันในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านและพรรคทางเลือกได้เต็มรูปแบบ[16] อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงนโยบายไม่เข้าร่วมสภาสามัญชนสหราชอาณาจักร เพราะการเข้าร่วมต้องสาบานตนต่อพระมหากษัตริย์อังกฤษและยอมรับอธิปไตยของเวสต์มินสเตอร์เหนือไอร์แลนด์เหนือ ในการเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2024 ชินน์เฟนได้ 7 จาก 18 ที่นั่งของไอร์แลนด์เหนือ แต่ไม่เข้าร่วมประชุมตามนโยบายนี้[26]

ผลการเลือกตั้งและสถานะปัจจุบัน

[แก้]

ชินน์เฟนมีบทบาทแตกต่างกันในสองเขตอำนาจบนเกาะไอร์แลนด์ ในไอร์แลนด์เหนือ พรรคเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในสมัชชาไอร์แลนด์เหนือ ได้ 27 ที่นั่งจาก 90 ที่นั่งในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2022 และเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในรัฐบาลท้องถิ่นไอร์แลนด์เหนือหลังการเลือกตั้งท้องถิ่น ค.ศ. 2023[18][27] พรรคยังเป็นพรรคไอร์แลนด์เหนือที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในสภาสามัญชนสหราชอาณาจักรหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2024 แม้จะไม่เข้าร่วมประชุมที่เวสต์มินสเตอร์[26]

ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พรรคเป็นฝ่ายค้านหลักในดาลเอเริน ได้ 39 ที่นั่งจาก 174 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2024[10] ในชานัดเอเรินชุดที่ 27 พรรคมีสมาชิก 6 คน[28] ในรัฐสภายุโรป พรรคได้ 2 จาก 14 ที่นั่งของไอร์แลนด์ในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2024[29] ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น ค.ศ. 2024 ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พรรคได้ 102 ที่นั่งจาก 949 ที่นั่ง แม้เพิ่มขึ้นจาก ค.ศ. 2019 แต่ต่ำกว่าความคาดหมายจากผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้า[19]

ข้อวิจารณ์และภาพลักษณ์

[แก้]

ข้อวิจารณ์ต่อชินน์เฟนแบ่งได้เป็นหลายด้าน ด้านแรกคืออดีตความสัมพันธ์กับพรอวิชันนัลไออาร์เอและความรุนแรงในช่วงความไม่สงลในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งยังคงเป็นแผลทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะในหมู่สหภาพนิยม เหยื่อการระเบิด การลอบสังหาร และครอบครัวผู้เสียชีวิต พรรคยืนยันว่ากระบวนการสันติภาพและการเมืองประชาธิปไตยคือทางออกของความขัดแย้ง แต่ฝ่ายวิจารณ์มักเห็นว่าพรรคยังไม่ยอมรับความรับผิดทางศีลธรรมต่ออดีตอย่างเพียงพอ

ด้านที่สองคือโครงสร้างภายในพรรค นักวิจารณ์ทั้งภายในและภายนอกบางส่วนกล่าวว่าการตัดสินใจของชินน์เฟนรวมศูนย์อยู่ที่คณะผู้นำและโครงสร้างระดับชาติ ขณะที่พรรคปฏิเสธข้อกล่าวหานี้และระบุว่าการตัดสินใจเกิดจากสมาชิก ผ่าน Ard Fheis และองค์กรภายในตามระเบียบพรรค[1] ด้านที่สามคือการปรับตัวของพรรคจากขบวนการรีพับลิกันดั้งเดิมไปสู่พรรคการเมืองกระแสหลัก ซึ่งทำให้พรรคต้องรักษาสมดุลระหว่างฐานรีพับลิกันเก่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายซ้ายรุ่นใหม่ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปที่สนใจประเด็นปากท้องมากกว่าความทรงจำทางประวัติศาสตร์

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ข้อมูลโครงบทความ กล่องข้อมูล ประวัติพรรค และผลการเลือกตั้งบางส่วน อ้างจากซอร์สโค้ดบทความภาษาอังกฤษเรื่อง Sinn Féin ที่ผู้ใช้อัปโหลด
  2. 1 2 3 4 5 Ó Duibhir, Séan (25 พฤศจิกายน 2020). "A guide to the many groups who've used the Sinn Féin name". RTÉ. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  3. 1 2 3 "Dáil100". Houses of the Oireachtas. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  4. ข้อมูลบริบทช่วงปฏิวัติไอริช สงครามประกาศอิสรภาพ และสงครามกลางเมืองอ้างจากร่างบทความภาษาไทยที่ผู้ใช้อัปโหลดประกอบการเขียนบทความนี้
  5. ข้อมูลเรื่องสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริช การลงมติในดาล และผลต่อสงครามกลางเมืองอ้างจากร่างบทความภาษาไทยที่ผู้ใช้อัปโหลดประกอบการเขียนบทความนี้
  6. 1 2 3 Maillot, Agnès (2005). New Sinn Féin: Irish Republicanism in the Twenty-First Century. Routledge. ISBN 9780415321976.
  7. 1 2 3 4 5 6 "The Northern Ireland Peace Process and the Good Friday Agreement". Department of Foreign Affairs, Ireland. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  8. 1 2 3 "Michelle O'Neill MLA". Sinn Féin. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  9. 1 2 Carroll, Rory (3 กุมภาพันธ์ 2024). "Sinn Féin's Michelle O'Neill appointed first minister as Stormont reconvenes". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  10. 1 2 3 "34th Dáil General Election Results" (PDF). Houses of the Oireachtas. 2 เมษายน 2025. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  11. 1 2 Feeney, Brian (2002). Sinn Féin: A Hundred Turbulent Years. O'Brien Press. ISBN 978-0862786953.
  12. 1 2 ข้อมูลรายละเอียดสงครามประกาศอิสรภาพ กองกำลัง และจำนวนผู้เสียชีวิตอ้างจากร่างบทความภาษาไทยเรื่องสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์ที่ผู้ใช้อัปโหลด
  13. "Articles of Agreement for a Treaty Between Great Britain and Ireland". Documents on Irish Foreign Policy. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  14. "Dáil Éireann debate – Treaty division, 7 January 1922". Houses of the Oireachtas. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  15. ข้อมูลเรื่องการแตกตัวของฟีอันนา ฟอล คำศัพท์ และโครงบทความการเมืองไอร์แลนด์อ้างจากบทความฟีอันนา ฟอลฉบับที่ผู้ใช้อัปโหลด
  16. 1 2 3 4 "Abstentionism: Sinn Féin Ard Fheis, 1–2 November 1986". CAIN Web Service. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  17. 1 2 3 O'Brien, Brendan (1999). The Long War: The IRA and Sinn Féin. O'Brien Press. ISBN 978-0815603191.
  18. 1 2 "NI election results 2022: Sinn Féin wins most seats in historic election". BBC News. 7 พฤษภาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  19. 1 2 Halpin, Padraic (9 มิถุนายน 2024). "Irish coalition parties hammer Sinn Fein in local elections". Reuters. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  20. "Ireland". Parties and Elections in Europe. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  21. "Ireland's Presidency of the EU comes at defining time for Europe and for Ireland – Mary Lou McDonald TD". Sinn Féin. 1 กรกฎาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  22. "Senator Conor Murphy appointed Sinn Féin Seanad Leader". Sinn Féin. 12 กุมภาพันธ์ 2025. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  23. McQuinn, Cormac (27 กันยายน 2024). "Sinn Féin to examine 'limited' success in increasing 'activist' membership". The Irish Times. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  24. "Twenty-sixth and final report of the Independent Monitoring Commission" (PDF). Independent Monitoring Commission / CAIN. 4 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  25. "Independent Monitoring Commission for Northern Ireland". UK Parliament Hansard. 18 มกราคม 2012. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  26. 1 2 "Sinn Fein largest Northern Ireland party in UK parliament for first time". Reuters. 5 กรกฎาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  27. "NI council elections 2023: Sinn Féin largest party in NI local government". BBC News. 20 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  28. "Seanad General Election 2025 Results Handbook" (PDF). Houses of the Oireachtas. 20 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  29. "National results: Ireland, 2024 European election". European Parliament. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.

อ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Feeney, Brian (2002). Sinn Féin: A Hundred Turbulent Years. O'Brien Press. ISBN 978-0862786953.
  • Laffan, Michael (1999). The Resurrection of Ireland: The Sinn Féin Party, 1916–1923. Cambridge University Press. ISBN 9780521672672.
  • Maillot, Agnès (2005). New Sinn Féin: Irish Republicanism in the Twenty-First Century. Routledge. ISBN 9780415321976.
  • Moloney, Ed (2003). A Secret History of the IRA. Penguin. ISBN 9780141010410.
  • O'Brien, Brendan (1999). The Long War: The IRA and Sinn Féin. O'Brien Press. ISBN 978-0815603191.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ชินน์เฟน