ชาห์ชอพูร์ที่ 1
| ชาห์ชอพูร์ที่ 1 มหาราช 𐭱𐭧𐭯𐭥𐭧𐭥𐭩 | |
|---|---|
| ชาฮันชาห์แห่งกลุ่มชนอิหร่านและมิใช่อิหร่าน | |
ภาพจำลองแบบฟื้นฟูของรูปปั้นขนาดมหึมาของชอพูร์ที่ 1 โดยจอร์จ รอว์ลินสัน, ค.ศ. 1876 | |
| ชาฮันชาห์แห่งจักรวรรดิซาเซเนียน | |
| ครองราชย์ | 12 เมษายน ค.ศ. 240 – พฤษภาคม ค.ศ. 270 |
| ก่อนหน้า | แอร์แดชีร์ที่ 1 |
| ถัดไป | โฮร์มีซที่ 1 |
| สวรรคต | พฤษภาคม ค.ศ. 270 บีชอพูร์ |
| มเหสี | ฆวอร์แรนเซม อันนะฎีเราะฮ์ (?) |
| พระราชบุตร | แบฮ์รอมที่ 1 ชอพูร์ มีชอนชอฮ์ โฮร์มีซที่ 1 แนร์เซ ชอพูร์ดูฆแทก (?) ออดูร์-ออนอฮีด |
| พระราชบิดา | แอร์แดชีร์ที่ 1 |
| พระราชมารดา | มูร์โรดหรือเดแนก |
| ศาสนา | โซโรอัสเตอร์ |
พระเจ้าชอพูร์ที่ 1 (เปอร์เซียสมัยกลาง: 𐭱𐭧𐭯𐭥𐭧𐭥𐭩, อักษรโรมัน: Šābuhr) ยังรู้จักกันในพระนาม ชอพูร์ที่ 1 มหาราช เป็นชาฮันชาห์จักรวรรดิซาเซเนียนของอิหร่านองค์ที่สอง การกำหนดวันที่ครองราชย์อย่างแน่นอนของพระองค์ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่โดยทั่วไปแล้วเป็นที่ยอมรับกันว่าพระองค์ทรงครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. 240 ถึง 270 โดยมีแอร์แดชีร์ที่ 1 พระราชบิดา เป็นผู้สำเร็จราชการร่วมจนกระทั่งสวรรคตใน ค.ศ. 242 ชอพูร์ยังได้รวมอำนาจและขยายอาณาจักรของแอร์แดชีร์ที่ 1 ทำสงครามกับจักรวรรดิโรมัน และยึดเมืองนีซีบิสและการ์ไร ในขณะที่พระองค์รุกคืบไปไกลถึงซีเรียของโรมัน แม้ว่าพระองค์จะพ่ายแพ้ในยุทธการที่เรไซนาใน ค.ศ. 243 โดยจักรพรรดิกอร์ดิอานุสที่ 3 (ค. 238–244) แต่ในปีต่อมาพระองค์ก็สามารถเอาชนะในยุทธการที่มีซีเช และบังคับให้จักรพรรดิฟิลิปชาวอาหรับ (ค. 244–249) จักรพรรดิโรมันองค์ใหม่ ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเปอร์เซียจนชาวโรมันถือว่าเป็น "สนธิสัญญาที่น่าอับอายที่สุด"[1]
ต่อมา ชอพูร์ได้ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายทางการเมืองภายในจักรวรรดิโรมัน โดยทำการรุกรานครั้งที่สองในช่วง ค.ศ. 252/3–256 ปล้นเมืองแอนติออกและดูรา-เอวโรโปส ระหว่างการรุกรานครั้งที่สามใน ค.ศ. 260 พระองค์ได้รับชนะและจับกุมจักรพรรดิวาแลริอานุส จักรพรรดิโรมัน ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่สนใจที่จะยึดครองมณฑลโรมันอย่างถาวร แต่เลือกที่จะใช้วิธีเข้าปล้นและริบสมบัติแทน ทำให้ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย เช่น เชลยศึกจากแอนติออกถูกส่งไปยังเมืองกูนเดชอพูร์ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 260 ผู้ใต้บังคับบัญชาของชอพูร์ประสบความพ่ายแพ้ต่อโอไดนาธุส กษัตริย์แห่งแพลไมรา ตามจารึกของชอพูร์ที่ฮอจีออบอด พระองค์ยังคงมีบทบาทในราชสำนักในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพ โดยเข้าร่วมการยิงธนู พระองค์สวรรคตด้วยโรคภัยไข้เจ็บในบีชอพูร์ น่าจะเป็นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 270[2]
พระเจ้าชอพูร์เป็นกษัตริย์อิหร่านพระองค์แรกที่ใช้พระยศ "ชาฮันชาห์แห่งกลุ่มชนอิหร่านและมิใช่อิหร่าน" ก่อนหน้านี้พระยศเดิมคือ "กษัตริย์แห่งกษัตริย์แห่งกลุ่มชนอิหร่าน" พระองค์ทรงใช้พระยศนี้เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของชาวโรมันที่พระองค์เนรเทศระหว่างการรบ อย่างไรก็ตาม พระยศนี้ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระเจ้าโฮร์มีซที่ 1 พระราชโอรสและผู้สืบทอดตำแหน่งของพระองค์ พระเจ้าชอพูร์ทรงสร้างวิหารไฟโซโรอัสเตอร์ขึ้นใหม่ ทรงผสมผสานองค์ประกอบใหม่ ๆ เข้ากับศาสนาจากแหล่งข้อมูลของกรีกและอินเดีย และทรงดำเนินโครงการบูรณะและสร้างเมืองขึ้นใหม่มากมาย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงยอมรับศาสนามาณีกี ซึ่งเป็นขบวนการทางศาสนาใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยของพระองค์โดยศาสดาพระมณี
พระนาม
[แก้]ชอพูร์ เป็นชื่อยอดนิยมในอิหร่านสมัยซาเซเนียน โดยมีพระมหากษัตริย์เปอร์เซียสามพระองค์ และขุนนางหลานในช่วงนี้และหลังสมัยซาเซเนียนใช้ชื่อนี้ มีที่มาจากภาษาเปอร์เซียเก่า *xšayaθiya.puθra 'โอรสกษัตริย์, กษัตริยบุตร (เทียบแบบลากเข้าความ)' ตอนแรกต้องเป็นเพียงตำแหน่ง ซึ่งภายหลังกลายเป็นชื่อบุคคลตั้งแต่อย่างน้อยในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2[1] ชื่อนี้ปรากฏในรายพระนามกษัตริย์อาร์ซาซิดในแหล่งข้อมูลอาหรับ-เปอร์เซียบางส่วน แต่ข้อมูลนี้ถือว่าอยู่ผิดยุคสมัย[1]
พระราาชสมภพ
[แก้]ตามรายงานจากคอร์-นอมอกีแอร์แดชีรีพอแบกอน พระราชประวัติของแอร์แดชีร์ที่ 1 แบบกึ่งตำนานในภาษาเปอร์เซียกลาง[3] Zijanak พระราชธิดาใน Artabanus ที่ 4 กษัตริย์พาร์เทีย พยายามวางยาพิษใส่แอร์แดชีร์ พระสวามี เมื่อแอร์แดชีร์รู้ถึงเจตนาของพระนาง พระองค์จึงสั่งประหารชีวิตพระนางเสีย เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ พวกโมแบด (นักบวช) ก็คัดค้าน อย่างไรก็ตาม แอร์แดชีร์ยังคงเรียกร้องให้ประหารชีวิต ซึ่งทำให้พวกโมแบดต้องซ่อนตัวพระนางและชอพูร์ พระราชโอรส เป็นเวลาเจ็ดปี จนกระทั่งแอร์แดชีร์พบตัวชอพูร์และเลือกที่จะรับเป็นพระโอรสบุญธรรม เพราะคุณสมบัติที่ดีงามของชอพูร์[4] เรื่องราวประเภทนี้ปรากฏซ้ำในประวัติศาสตร์นิพนธ์อิหร่าน ตามที่เฮอรอโดทัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราชได้กล่าวไว้ว่า Astyages กษัตริย์แห่งมีดซ์ ต้องการให้ไซรัส พระราชนัดดา ถูกสังหาร เพราะพระองค์เชื่อว่าสักวันหนึ่งไซรัสจะโค่นพระองค์ เรื่องราวที่คล้ายกันนี้ยังพบได้ในเรื่องราวของกษัตริย์อิหร่านในตำนานอย่างแคย์โฆสโรว์[4] ไมเคิล บอนเนอร์ นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวไว้ว่า เรื่องราวการกำเนิดของชอพูร์นี้ "อาจปกปิดการสมรสระหว่างแอร์แดชีร์กับเจ้าหญิงอาร์ซาซิด หรืออาจเป็นเพียงสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงพาร์เทีย"[5]A. Shapur Shahbazi กล่าวไว้ว่า เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่องราวที่มุ่งหมายจะทำให้บทบาทของราชวงศ์ซาเซเนียนมีความชอบธรรม โดยเชื่อมโยงแอร์แดชีร์และผู้สืบทอดของพระองค์กับชนชั้นสูงพาร์เทีย[1] ในเรื่องเล่า การกำเนิดของชอพูร์จาก Zijanak เกิดขึ้นหลังจากการโค่นล้ม Artabanus แต่ซี. อี. บอสเวิร์ธระบุว่า ชอพูร์ที่ 1 ต้องเสด็จพระราชสมภพ "ก่อน" เหตุการณ์นี้ (เช่น ก่อน ค.ศ. 224);[6] ภาพสลักหินของราชวงศ์ซาเซเนียน และประวัติศาสตร์ของอัฏเฏาะบะรีบ่งชี้ว่า ชอพูร์มีส่วนร่วมในการต่อสู้ของแอร์แดชีร์กับพาร์เทีย[1] ในจารึกของพระองค์ ชอพูร์ระบุว่าพระราชมารดาของพระองค์คือมูร์โรด[5]
เหรียญและอุดมการณ์จักรวรรดิ
[แก้]

ในขณะที่แอร์แดชีร์ใช้ตำแหน่ง "ชาฮันชาห์แห่ง(กลุ่มชน)อิหร่าน" ชอพูร์เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยด้วยการเพิ่มวลี "และมิใช่(กลุ่มชน)อิหร่าน"[7] ตำแหน่งที่ขยายออกไปแสดงให้เห็นถึงการรวมดินแดนใหม่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกมองว่าเป็น "มืใช่อิหร่าน" (aneran) นั้นยังไม่แน่ชัด[8] แม้ว่าตำแหน่งใหม่นี้จะถูกใช้ในจารึกของพระองค์ แต่ก็แทบไม่เคยถูกใช้ในเหรียญกษาปณ์ของพระองค์เลย[9] ตำแหน่งนี้ได้รับการกำหนดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัยโฮร์มีซที่ 1[10]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 Shahbazi 2002.
- ↑ Mark, Joshua J. (16 พฤศจิกายน 2017). "Shapur I". World History Encyclopedia (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2023-12-17.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Bonner 2020, p. 25.
- 1 2 Stoneman, Erickson & Netton 2012, p. 12.
- 1 2 Bonner 2020, p. 49.
- ↑ Al-Tabari 1985–2007, v. 5: p. 25, note 86.
- ↑ Shayegan 2013, p. 805.
- ↑ Shayegan 2004, pp. 462–464.
- ↑ Curtis & Stewart 2008, pp. 21, 23.
- ↑ Curtis & Stewart 2008, p. 21.
บรรณานุกรม
[แก้]ข้อมูลปฐมภูมิ
[แก้]- Zosimus. Historia Nova.
ข้อมูลทุติยภูมิ
[แก้]- Al-Tabari, Abu Ja'far Muhammad ibn Jarir (1985–2007). Ehsan Yar-Shater (บ.ก.). The History of Al-Ṭabarī. เล่มที่ 40 vols. Albany, NY: State University of New York Press.
- Bonner, Michael (2020). The Last Empire of Iran. New York: Gorgias Press. น. 1–406. ISBN 978-1-4632-0616-1.
- Brosius, Maria (2000). "Women i. In Pre-Islamic Persia". Encyclopaedia Iranica. London et al.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์) - Curtis, Vesta Sarkhosh; Stewart, Sarah (2008). The Sasanian Era. I.B. Tauris. น. 1–200. ISBN 978-0-85771-972-0.
- Shahbazi, A. Shapur (2002). "Šāpur I". Encyclopaedia Iranica.
- Shayegan, M. Rahim (2004). "Hormozd I". Encyclopaedia Iranica, Vol. XII, Fasc. 5. น. 462–464.
- Shayegan, M. Rahim (2013). "Sasanian Political Ideology". ใน Potts, Daniel T. (บ.ก.). The Oxford Handbook of Ancient Iran. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-973330-9.
- Stoneman, Richard; Erickson, Kyle; Netton, Ian Richard (2012). The Alexander Romance in Persia and the East. Barkhuis. ISBN 978-94-91431-04-3.