ข้ามไปเนื้อหา

ชาวมีนังกาเบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มีนังกาเบา
Minangkabos
Urang Minang หรือ Urang Awak
منڠكبو
คู่สมรสชาวมีนังกาเบา ฝ่ายชายสวมมงกุฏ ซุนตียัง
ประชากรทั้งหมด
ป. 8 ล้าน[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
 อินโดนีเซีย6,462,713[2]
         สุมาตราตะวันตก4,281,439
         รีเวา624,145
         สุมาตราเหนือ345,403
         จาการ์ตา305,538
         ชวาตะวันตก202,203
         จัมบี168,947
         หมู่เกาะรีเยา156,770
 มาเลเซีย1,000,000 (ชาวมาเลเซียเชื้อสายมีนังกาเบา)[3]
 สิงคโปร์15,720
 เนเธอร์แลนด์7,490
ภาษา
  • พื้นถิ่น:
  • สำเนียง:
    • ปาดัง, ปายากุมบุฮ์, อากัม-ตานะฮ์ดาตาร์, ปารีอามัน, โซลก, เปอซีซีร์เซอลันตัน, มูโกมูโก, รัตาวู และ เนเกอรีเซิมบีลัน
  • อื่น:
ศาสนา
อิสลามนิกายสุหนี่
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง

a ตามกฎคติชน ( อาดัต ) ชาวมีนังกาเบาทุกคนถือเป็นมุสลิม

มีนังกาเบา (มีนังกาเบา: bangso Minangkabau; urang Minangkabau; urang awak)[4] เอกสารเก่าไทยเรียก แขกเมืองเซียะ[5] เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบที่ราบสูงมีนังกาเบาในทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย พื้นที่ที่ในอดีตเป็นราชธานีของอาณาจักรปาการูยุง[6] ที่นักประวัติศาสตร์ในอดีตเชื่อว่าเคยเป็นอู่อารยธรรมของเผ่ามลายู[7]

มีนังกาเบาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักของสุมาตราตะวันตกและเนเกอรีเซิมบีลัน รวมถึงเป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่อื่น ๆ ของอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ภาษามีนังกาเบาเป็นภาษาออสโตรนีเซียและใกล้ชิดมากกับภาษามลายู กระนั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าสองภาษานี้แขนงออกมาจากภาษาต้นร่วมเมื่อไร และความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมในอดีตของทั้งสองวัฒนธรรมก็ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเช่นกัน กระทั่งศตวรรษที่ 20 ประชากรส่วนใหญ่ของเกาะสุมาตราอาศัยในที่ราบสูงซึ่งเหมาะสมต่อการตั้งรกรากอยู่อาศัยด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศที่เย็นกว่า และทรัพยากรมากมาย การทำนาข้าวมีพัฒนาการในที่ราบสูงมีนังกาเบานานก่อนที่จะปรากฏในพื้นที่อื่นของเกาะสุมาตราและมีก่อนการเดินทางมาถึงของชนต่างชาติ[8]

เชื่อกันว่ากษัตริย์อาทิตยวรมันเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรขึ้นที่ปาการูยุงในที่ราบสูงมีนังกาเบา กษัตริย์อาทิตยวรมันเป็นผู้นับถือพุทธศาสนานิกายตันตระและมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรสิงหส่าหรีและมชปาหิตบนเกาะชวา ครองราชย์ระหว่างปี 1347 ถึง 1375[9]:232 การก่อตั้งระบบสถาบันกษัติรย์ดูเหมือนจะมีปัญหาและการสู้รบมาเกี่ยวข้อง ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การแบ่งหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นหนึ่งในสองระบบธรรมเนียม ได้แก่ ระบบโบดี-จานีอาโก ซึ่งมีรากฐานจากอาดัตเปอร์ปาตี และ ระบบโกโต-ปิลลีอัง ที่มีรากฐานจากอาดัตเตอเมิงงุง ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์[10] ไม่เกินศตวรรษที่ 16 อำนาจของสถาบันกษัตริย์ได้แตกออกเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ 3 พระองค์ ได้แก่ กษัตริย์ของโลกหรือราจาอาลัม (Raja Alam), กษัตริย์แห่งกฎธรรมเนียมหรือราจาอาดัต (Raja Adat) และกษัตริย์แห่งศาสนาหรือราจาอีบาดัต (Raja Ibadat) เรียกรวมกันว่าบรรดากษัตริย์แห่งสามบัลลังก์ หรือ ราโจ ตีโก เซโล (Rajo Tigo Selo)[11] กษัตริย์แห่งมีนังกาเบามีสถานะเป็นบุคคลที่มีอำนาจพิเศษที่สวรรค์ประทานให้หรือมีเวทมนตร์ แต่ไม่มีอํานาจมากนักในการดําเนินการกิจการของหมู่บ้าน[10][12]

ในราวศตวรรษที่ 16 มีนังกาเบาเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลาม มีการพบปะกับชาวตะวันตกครั้งแรกในปี 1529 จากการเดินทางของ Jean Parmentier มายังสุมาตรา บริษัทอินดีสตะวันออกของดัตช์เริ่มได้ทองจากปารีอามันในปี 1651 แต่ต่อมาย้ายแหล่งไปทางใต้ที่ปาดังเพื่อลดการปะทะกับชาวอาเจะฮ์ ในปี 1663 ชาวดัตช์ตกลงที่จะปกป้องและปลดปล่อยหมู่บ้านในท้องถิ่นจากชาวอาเจะฮ์เพื่อแลกกับการผูกขาดการค้า เป็นผลให้ตั้งด่านการค้าขึ้นที่ปาอีนันกับปาดัง จนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวดัตช์ยังคงพอใจกับการค้าทองคําและผลิตผลที่บริเวณชายฝั่งของสุมาตรา และไม่ได้พยายามที่จะขยายบริเวณไปยังที่ราบสูงมีนังกาเบาเลย ต่อมาเพราะสงครามในยุโรป อังกฤษจึงได้เข้ายึดปาดังระหว่างปี 1781–1784 ในช่วงสงครามอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ครั้งที่สี่ และอีกครั้งระหว่างปี 1795–1819 ในช่วงสงครามนโปเลียน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อุปทานทองคําซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสําหรับราชวงศ์มีนังกาเบาเริ่มหมดลง ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจมีนังกาเบายังคงมีช่วงเวลาแห่งการขยายตัวที่ไม่มีใครเทียบได้ เนื่องจากโอกาสใหม่จากการส่งออกสินค้าเกษตรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกาแฟซึ่งมีความต้องการที่สูงมาก ในปี 1803 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อกลุ่มอิสลามรากฐาน ปาดรี (Padri) ปะทะกับกลุ่มผสานความเชื่อพื้นถิ่น, ครอบครัวชนชั้นสูง และราชวงศ์ของมีนังกาเบา กองกําลังดัตช์ได้โจมตีหมู่บ้านของปาดรีเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 1821[10] ระยะแรกของสงครามสิ้นสุดลงในปี 1825 เมื่อชาวดัตช์ลงนามในข้อตกลงกับผู้นําของปาดรี ตูวันกู อีมัม บนจล การต่อสู้กลับมาอีกในปี 1832 ที่ซึ่งกองทหารดัตช์ที่เสริมกําลังสามารถโจมตีปาดรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์กลางหลักของกลุ่มต้านทานถูกจับกุมได้ในปี 1837 และตูวันกู อีมัม บนจล ถูกจับและถูกเนรเทศหลังจากนั้นไม่นาน ภายในสิ้นปีต่อไปก็ถือว่าสงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว

อ้างอิง

[แก้]
  1. Minangkabau people เก็บถาวร 5 พฤษภาคม 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Encyclopædia Britannica. 2015 Encyclopædia Britannica, Inc.
  2. Kewarganegaraan, Suku Bangsa, Agama dan Bahasa Sehari-hari Penduduk Indonesia Hasil Sensus Penduduk 2010 (PDF). Badan Pusat Statistik. 2011. ISBN 9789790644175. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 12 July 2017. สืบค้นเมื่อ 24 August 2012.
  3. "Minangkabau in Malaysia". Joshua Project. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 January 2016. สืบค้นเมื่อ 22 January 2015.
  4. Alam, Sutan Gagar (6 July 1856). "Collective volume with texts in Malay, Minangkabau, Arabic script (1-2) Subtitle No. 61. Oendang oendang adat Lembaga : Tambo Minangkabau; and other texts Or. 12.182". Sakolah Malayu. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 May 2021. สืบค้นเมื่อ 7 May 2021.
  5. กุหลาบ ตฤษณานนท์ (2444). สยามประเภท สุนทโรวาทพิเศษ เล่ม 4 ตอนที่ 25-49. พระนคร: วัชรินทร์บริษัท. p. 1560.
  6. Miksic, John (2004), From megaliths to tombstones: the transition from pre-history to early Islamic period in highland West Sumatra
  7. Reid, Anthony (2001). "Understanding Melayu (Malay) as a Source of Diverse Modern Identities". Journal of Southeast Asian Studies. 32 (3): 295–313. doi:10.1017/S0022463401000157. PMID 19192500. S2CID 38870744.
  8. Miksic, John (2004). "From megaliths to tombstones: the transition from pre-history to early Islamic period in highland West Sumatra". Indonesia and the Malay World. 32 (93): 191–210. doi:10.1080/1363981042000320134. S2CID 214651183.
  9. Coedès, George (1968). Walter F. Vella (บ.ก.). The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  10. 1 2 3 Dobbin, Christine (1977). "Economic change in Minangkabau as a factor in the rise of the Padri movement, 1784–1830". Indonesia. Indonesia, Vol. 23. 23 (1): 1–38. doi:10.2307/3350883. hdl:1813/53633. JSTOR 3350883.
  11. Abdullah, Taufik (October 1966). "Adat and Islam: An Examination of Conflict in Minangkabau". Indonesia. Indonesia, Vol. 2. 2 (2): 1–24. doi:10.2307/3350753. hdl:1813/53394. JSTOR 3350753.
  12. Reid, Anthony (2005). An Indonesian Frontier: Acehnese and Other Histories of Sumatra. National University of Singapore Press. ISBN 9971-69-298-8.