ฉบับร่าง:เส้นประสาทแอบดูเซนส์

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    • Symbol opinion vote.svg ความคิดเห็น: ยังมีส่วนมิได้แปลอยู่ กรุณาแปลให้ครบถ้วน Just Sayori OK? (have a chat) 23:14, 27 ธันวาคม 2564 (+07)

    เส้นประสาทแอบดูเซนส์ (อังกฤษ: Abducens nerve) (หรือ Abducent nerve ) เป็นเส้นประสาทสมองเส้นที่ 6 (CN VI) ของมนุษย์ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อกลอกตาที่มีชื่อว่ากล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส (Lateral rectus) ที่มีหน้าที่ในการมองออกไปด้านนอก เป็นเส้นประสาทขาออกชนิด General somatic efferent fiber

    เส้นประสาทแอบดูเซนส์ หรือ
    เส้นประสาทสมองเส้นที่ 6
    (Abducens nerve)
    Abducens nerve1.png
    เส้นทางของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 6
    Brain human normal inferior view with labels en.svg
    ฐานของสมองเมื่อมองจากด้านล่าง พร้อมระบุเส้นประสาทต่าง ๆ
    รายละเอียด
    ระบบระบบประสาท, ระบบประสาทสั่งการ
    มาจากแอบดูเซนส์ นิวเคลียส (abducens nucleus)
    เลี้ยงกล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส (lateral rectus)
    ตัวระบุ
    ภาษาละตินnervus abducens
    คำย่อเส้นประสาทแอบดูเซนต์ (Abducent nerve)
    MeSHD000010
    นิวโรเนมส์550
    TA98แม่แบบ:TA98
    TA26283
    FMA50867
    ศัพท์ทางกายวิภาคของประสาทกายวิภาคศาสตร์

    โครงสร้าง[แก้]

    เมื่อเส้นประสาทนี้โผล่ออกมาจากก้านสมองที่บริเวณรอยต่อระหว่างพอนส์ และเมดัลลา[1] ที่ตำแหน่งถัดเข้าไปใกล้แนวกลางกว่าเส้นประสาทเฟเชียล โดยเมื่อออกจากรอยต่อดังกล่าวเส้นประสาทจะเข้าไปในช่องใต้เยื่ออะแร็กนอยด์ (subarachnoid space) แล้ววิ่งยาวขึ้นไประหว่างพอนส์ และคลิวัส (clivus) จากนั้นจะทะลุผ่านเยื่อดูรา (dura mater) แล้ววิ่งไปในช่องระหว่างเยื่อดูรา และกะโหลกศีรษะ ซึ่งคือช่องที่มีชื่อว่า "ช่องของโดเรลโล (Dorello's canal)"[2][3] ที่จุดยอดของส่วนพีทรัสของกระดูกขมับ (petrous part of the temporal bone) เส้นประสาทแอบดูเซนส์จะหักไปทางด้านหน้าแล้ววิ่งเข้าสู่โพรงหลอดเลือดดำใต้ฐานสมอง (cavernous sinus)[1] ภายในโพรงหลอดเลือดดำใต้ฐานสมองเส้นประสาทแอบดูเซนส์จะวิ่งคู่ขนานไปกับหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอล แคโรติด สุดท้ายจะเข้าสู่เบ้าตาผ่านรอยแยกเบ้าตารอยบน (superior orbital fissure) และเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อกรอกลูกตาแลตเทอรัล เรกตัส

    นิวเคลียส[แก้]

    ภาพแสดงแนวตัดตามขวางของก้านสมองส่วนพอนส์ ในระดับเฟเชียล คอลลิคูลัส (Facial colliculus)

    แอบดูเซนส์ นิวเคลียส พบได้ในพอนส์ที่บริเวณพื้นของโพรงสมองที่สี่ (fourth ventricle) ที่ระดับเฟเชียล คอลลิคูลัส (facial colliculus) ซึ่งจะมีแอกซอน (ใยประสาท) จากเส้นประสาทเฟเชียลมาวนอ้อมแอบดูเซนส์ นิวเคลียส ทำให้เกิดเกิดเป็นส่วนนูนเล็ก ๆ (ซึ่งก็คือ เฟเชียล คอลลิคูลัส) ที่สามารถมองเห็นได้ที่พื้นผิวด้านหลังของโพรงสมองที่สี่ แอบดูเซนส์ นิวเคลียสนั้นอยู่ใกล้กับแนวกลาง (midline) เช่นเดียวกับนิวเคลียสอื่น ๆ ที่ทำหน้าทีควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา (ได้แก่ โอคูโลมอเตอร์ นิวเคลียส และทรอเคลียร์ นิวเคลียส)

    แอบดูเซนส์ นิวเคลียสประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด ได้แก่ เซลล์ประสาทสั่งการ ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส ด้านเดียวกัน และเซลล์ประสาทประสานงาน ที่ทอดผ่านแนวกลาง และไปเชื่อมต่อกับโอคูโลมอเตอร์ นิวเคลียส ด้านตรงข้าม (ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อ[[medial rectus|มีเดียล เรกตัส) ในระยะการมองเห็นปกติ การกลอกตาด้านหนึ่งออกไปทางด้านข้าง (โดยกล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส) จะทำงานควบคู่ไปกับการกลอกตาด้านตรงข้ามเข้าด้านใน (โดยกล้ามเนื้อมีเดียลเรกตัส) ดังนั้นตาทั้งสองข้างจึงสามารถมองจดจ่ออยู่ที่วัตถุเดียวกันได้

    ใยประสาทสั่งการจะวิ่งออกจากแอบดูเซนส์ นิวเคลียสไปทางด้านหน้า และวิ่งลงล่างภายในพอนส์ โดยผ่านไปแนวด้านข้างถัดจากคอร์ติโคสไปนอลแทรกท์ (corticospinal tract) (ซึ่งเป็นแทรกท์ที่วิ่งไปตามแนวยาวในระดับนี้เหมือนกัน) ก่อนที่จะวิ่งออกจากก้านสมองที่รอยต่อระหว่างพอนส์และเมดัลลา (pontomedullary junction)

    การพัฒนา[แก้]

    เส้นประสาทสมองเส้นที่ 6 ของมนุษย์นั้นพัฒนามาจากส่วนที่เรียกว่า เบซัล เพลต (basal plate) ซึ่งอยู่ในพอนส์ของเอ็มบริโอ

    หน้าที่[แก้]

    เส้นประสาทแอบดูเซนส์ทำหน้าที่นำสัญญานประสาทไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส ของดวงตามนุษย์ กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าเกี่ยวกับการมองออกไปด้านนอก[1] เส้นประสาทแอบดูเซนส์มีองค์ประกอบเป็นใยประสาทชนิด GSE (general somatic efferent)

    ความเกี่ยวข้องทางคลินิก[แก้]

    ความเสียหายต่อเส้นประสาท[แก้]

    Limitation of abduction of the right eye. This individual tries to look to his right, but the right eye fails to turn to the side.

    การเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทแอบดูเซนส์ในส่วนที่พ้นจากก้านสมองออกมาแล้ว จะทำให้เกิดภาวะมองเห็นภาพซ้อน หรือ diplopia, เนื่องจากการสูญเสียการถ่วงดุลแรงตึงตัวจากกล้ามเนื้อแลตเทอรัล เรกตัส ทำให้แรงตึงตัวของกล้ามเนื้อมีเดียล เรกตัสแสดงออกเด่นออกมา ทำให้ตาข้างที่ได้รับผลกระทบจะมีลักษณะถูกดึงเข้าด้านใน(เหล่เข้าด้านใน)อยู่ตลอดเวลา จากพยาธิสภาพดังกล่าวผู้ป่วยจะหมุนศีรษะเพื่อให้ตาทั้งสองข้างสามารถมองตรงไปยังวัตถุหรือภาพตรงหน้าได้โดยไม่เกิดการมองเห็นภาพซ้อน ภาวะมองเห็นภาพซ้อนจะแย่ลงเมื่อผู้ป่วยพยายามมองไปทางด้านข้าง ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทแอบดูเซนส์เพียงบางส่วนจะทำให้เกิดอาการอ่อนกำลังของดวงตาเมื่อต้องการกลอกตาข้างที่ได้รับผลกระทบออกไปทางด้านข้าง กล่าวคือไม่สามารถกลอกตาข้างที่มีพยาธิสภาพออกไปด้านข้างได้อย่างเต็มที่

    เส้นทางของเส้นประสาทแอบดูเซนส์นั้นมีความเสียงต่อบาดเจ็บได้หลายระดับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการแตกของกระดูกขมับส่วนพรีทรัส สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทแอบดูเซนส์โดยตรง หรือสามารถทำให้หลอดเลือดแดงที่อยู่ในโพรงหลอดเลือดดำใต้ฐานสมองโป่งพองจนไปกดทับเส้นประสาทแอบดูเซนส์

    การมีเนื้องอกหรือก้อนที่ไปกดทับก้านสมองสามารถสร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทแอบดูเซนส์ได้จากการเกิดแรงดึงกับรั้งส่วนพรีทรัสของกระดูกขมับ

    The central anatomy of the sixth nerve predicts (correctly) that infarcts affecting the dorsal pons at the level of the abducens nucleus can also affect the facial nerve, producing an ipsilateral facial palsy together with a lateral rectus palsy. The anatomy also predicts (correctly) that infarcts involving the ventral pons can affect the sixth nerve and the corticospinal tract simultaneously, producing a lateral rectus palsy associated with a contralateral hemiparesis. These rare syndromes are of interest primarily as useful summaries of the anatomy of the brainstem.

    รอยโรคบนเส้นประสาท[แก้]

    Complete interruption of the peripheral sixth nerve causes diplopia (double vision), due to the unopposed action of the medial rectus muscle. The affected eye is pulled medially. In order to see without double vision, patients will turn their heads sideways so that both eyes are looking sideways. On formal testing, the affected eye cannot abduct past the midline – it cannot look sideways, toward the temple. Partial damage to the sixth nerve causes weak or incomplete abduction of the affected eye. The diplopia is worse on attempted lateral gaze, as would be expected (since the lateral gaze muscle is impaired).

    Peripheral sixth nerve damage can be caused by tumors, aneurysms, or fractures – anything that directly compresses or stretches the nerve. Other processes that can damage the sixth nerve include strokes (infarctions), demyelination, infections (e.g. meningitis), cavernous sinus diseases and various neuropathies. Perhaps the most common overall cause of sixth nerve impairment is diabetic neuropathy. Iatrogenic injury is also known to occur, with the abducens nerve being the most commonly injured cranial nerve in halo orthosis placement.[4] The resultant palsy is identified through loss of lateral gaze after application of the orthosis.

    Rare causes of isolated sixth nerve damage include Wernicke–Korsakoff syndrome and Tolosa–Hunt syndrome. Wernicke–Korsakoff syndrome is caused by thiamine deficiency, classically due to alcoholism. The characteristic ocular abnormalities are nystagmus and lateral rectus weakness. Tolosa-Hunt syndrome is an idiopathic granulomatous disease that causes painful oculomotor (especially sixth nerve) palsies.

    Indirect damage to the sixth nerve can be caused by any process (brain tumor, hydrocephalus, pseudotumor cerebri, hemorrhage, edema) that exerts downward pressure on the brainstem, causing the nerve to stretch along the clivus. This type of traction injury can affect either side first. A right-sided brain tumor can produce either a right-sided or a left-sided sixth nerve palsy as an initial sign. Thus a right-sided sixth nerve palsy does not necessarily imply a right-sided cause. Sixth nerve palsies are infamous as “false localizing signs.” Neurological signs are described as “false localizing” if they reflect dysfunction distant or remote from the expected anatomical location of pathology. Isolated sixth nerve palsies in children are assumed to be due to brain tumors until proven otherwise.

    รอยโรคที่นิวเคลียส[แก้]

    การเกิดรอยโรคบนแอบดูเซนส์นิวเคลียสด้านเดียวไม่ก่อให้เกิดภาวะอัมพาตของเส้นประสาทแอบดูเซนส์ข้างใดข้างหนึ่งเดี่ยว ๆ แต่จะทำให้เกิดภาวะอัมพาตของการกลอกตาในแนวขวางที่ส่งผลกระทบต่อดวงตาทั้งสองข้างพร้อมกัน

    การควบคุมการกลอกตาทั้งสองข้างไปด้านเดียวกัน หรือ conjugate gaze จะมีการนำสัญญาณประสาทผ่านทาง มีเดียล ลองจิจูดินัล ฟาสซิคูลัส (MLF) เป็นเส้นทางประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างนิวเคลียสที่ควบคุมกล้ามเนื้อกลอกลูกตาทั้ง 3 นิวคลีไอ (ได้แก่ โอคูโลมอเตอร์, ทรอเคลียร์ และ แอบดูเซนส์) ให้ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว The control of conjugate gaze is mediated in the brainstem by the medial longitudinal fasciculus (MLF), a nerve tract that connects the three extraocular motor nuclei (abducens, trochlear and oculomotor) into a single functional unit. Lesions of the abducens nucleus and the MLF produce observable sixth nerve problems, most notably internuclear ophthalmoplegia (INO).

    รอยโรคเหนือต่อนิวเคลียส[แก้]

    The sixth nerve is one of the final common pathways for numerous cortical systems that control eye movement in general. Cortical control of eye movement (saccades, smooth pursuit, accommodation) involves conjugate gaze, not unilateral eye movement.

    The sixth nerve is one of the final common pathways for numerous cortical systems that control eye movement in general. Cortical control of eye movement (saccades, smooth pursuit, accommodation) involves conjugate gaze, not unilateral eye movement.

    วัณโรค[แก้]

    จากการสำรวจของ Journal of the American Optometric Association พบว่าร้อยละ 15-40 ของผู้ป่วยวัณโรคจะประสบกับภาวะอัมพาตของเส้นประสาทสมองเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ซึ่งการมีพยาธิสภาพที่เส้นประสาทสมองแอบดูเซนส์ เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องร่วมด้วย[5]

    1. 1.0 1.1 1.2 Gray's Anatomy 2008, pp. 666–7.
    2. Umansky, Felix; Elidan, Josef; Valarezo, Alberto (1 August 1991). "Dorello's canal: a microanatomical study". Journal of Neurosurgery (ภาษาอังกฤษ). 75 (2): 294–298. doi:10.3171/jns.1991.75.2.0294. PMID 2072168.
    3. ข้อผิดพลาด Lua ใน มอดูล:Citation/CS1 บรรทัดที่ 3512: invalid value (nil) at index 2 in table for 'concat'
    4. "Halo Orthosis Immobilization – Spine – Orthobullets". www.orthobullets.com.
    5. Smith, Daniel E.; Blasi, Ashley (August 2009). "Acquired abducens nerve palsy secondary to tuberculosis". Optometry (Journal of the American Optometric Association) (ภาษาอังกฤษ). 80 (10): 567–571. doi:10.1016/j.optm.2009.02.012. PMID 19801340.