ฉบับร่าง:สุลต่านอะเหม็ดที่ 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อะเหม็ดที่ 1
احمد اول
เคาะลีฟะฮ์แห่งออตโตมัน
อะมีร์ อัล-มูมินิน
เกเซอร์ อีรุม
ผู้อารักขามัสยิดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง
Sultan I. Ahmet.jpg
สุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน องค์ที่ 14 (ปาดิชาห์)
ครองราชย์22 ตุลาคม ค.ศ. 1603 – 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1617
พิธีคาดพระขรรค์23 ธันวาคม ค.ศ. 1603
ก่อนหน้าสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3
ถัดไปสุลต่านมุสตาฟาที่ 1
คู่อภิเษกโกเซม ซุลตัน
มูฟีรูซ ฮาตุน
พระราชบุตรดู ด้านล่าง
พระนามเต็ม
Şah Ahmed bin Mehmed Han[1]
ราชวงศ์ออตโตมัน
พระราชบิดาสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3
พระราชมารดาฮาดัน ซุลตัน
พระราชสมภพเมษายน ค.ศ. 1590(1590-04-00)
พระราชวังมานิสสา มานิสสา จักรวรรดิออตโตมัน
สวรรคต22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1617 (27 พรรษา)
พระราชวังโทพคาปึ คอนสแตนติโนเปิล จักรวรรดิออตโตมัน
ฝังพระศพมัสยิดสุลต่านอาเหม็ด อิสตันบูล
ศาสนาซุนนี
ทูกรา

สุลต่านอะเหม็ดที่ 1 (ตุรกีออตโตมัน: احمد اولAḥmed-i evvel; ตุรกี: I. Ahmed; เมษายน ค.ศ. 1590 – 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1617) ทรงเป็นสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1603 จวบจนเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1617 รัชสมัยของพระองค์เป็นที่จดจำจากการยุติประเพณีสังหารเหล่าพระเชษฐาและพระราชอนุชา นับแต่รัชสมัยของพระองค์เป็นต้นไป เหล่าสุลต่านออตโตมันจะไม่มีรับสั่งให้ประหารพระเชษฐาและพระราชอนุชาของพระองค์เองในทันทีที่ขึ้นครองราชย์อีกต่อไป[2] สุลต่านอะเหม็ดที่ 1 ยังทรงเป็นที่รู้จักจากการที่ทรงมีรับสั่งให้สร้างมัสยิดสีฟ้า หนึ่งในมัสยิดที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศตุรกีด้วย

พระราชประวัติ[แก้]

สุลต่านอะเหม็ดที่ 1 อาจจะเสด็จพระราชสมภพในเดือนเมษายน ค.ศ. 1590[3][4] ณ พระราชวังมานิสสา ในเมืองชื่อเดียวกัน โดยทรงพระราชสมภพในขณะที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3 พระราชบิดายังดำรงพระราชอิสยยศเป็นเจ้าชาย (เซชาห์เด) และผู้ว่าการเขตซานเจ็กแห่งมานิสสา พระราชมารดาของพระองค์คือฮาดัน ซุลตัน หลังจากที่สุลต่านมูรัตที่ 3 พระราชอัยกาเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1595 พระราชบิดาของพระองค์ก็เสด็จเข้าสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิลและได้ขึ้นครองราชย์เป็นสุลต่าน จากนั้นสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3 ก็ทรงมีรับสั่งให้ประหารเหล่าพระเชษฐาและพระราชอนุชาของพระองค์เอง ซึ่งร่วมไปถึงพระเชษฐาและพระราชอนุชาต่างพระมารดาด้วย เซชาห์เดมาห์มุด ผู้เป็นพระเชษฐาของสุลต่านอะเหม็ดเองก็ทรงถูกพระราชบิดาสั่งประหารเช่นกันในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1603 ก่อนที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3 จะเสด็จสวรรคตตามไปในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1603 พระศพของเซชาห์เดมาห์มุดถูกฝังเคียงข้างพระมารดาของพระองค์ในหลุมพระศพ (Mausoleum) แยกต่างหากในมัสยิดเซชาห์เด ภายในกรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งสุลต่านอะเหม็ดที่ 1 ทรงสร้างขึ้น

การครองราชย์[แก้]

พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุ 13 พรรษาใน ค.ศ. 1603 ภายหลังจากการสวรรคตของพระราชบิดา โดยที่ซาฟิเยห์ ซุลตัน พระราชอัยกี (ย่า) ผู้ทรงอิทธิพลของพระองค์ยังคงทรงพระชนม์อยู่ A far lost uncle of Ahmed, Yahya, resented his accession to the throne and spent his life scheming to become Sultan. Ahmed broke with the traditional fratricide following previous enthronements and did not order the execution of his brother Mustafa. Instead Mustafa was sent to live at the old palace at Bayezit along with their grandmother Safiye Sultan. This was most likely due to Ahmed's young age - he had not yet demonstrated his ability to sire children, and Mustafa was then the only other candidate for the Ottoman throne. His brother's execution would have endangered the dynasty, and thus he was spared.[2]

In the earlier part of his reign Ahmed I showed decision and vigor, which were belied by his subsequent conduct.[ต้องการอ้างอิง] The wars in Hungary and Persia, which attended his accession, terminated unfavourably for the empire. Its prestige was further tarnished in the Treaty of Zsitvatorok, signed in 1606, whereby the annual tribute paid by Austria was abolished. Following the crushing defeat in the Ottoman–Safavid War (1603–18) against the neighbouring rivals Safavid Empire, led by Shah Abbas the Great, Georgia, Azerbaijan and other vast territories in the Caucasus were ceded back to Persia per the Treaty of Nasuh Pasha in 1612, territories that had been temporarily conquered in the Ottoman–Safavid War (1578–90). The new borders were drawn per the same line as confirmed in the Peace of Amasya of 1555.[5]

สงครามกับซาฟาวิด[แก้]

สงครามออตโตมัน–ซาฟาวิด ได้เริ่มต้นขึ้นไม่นานก่อนที่ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 3 บิดาของพระองค์จะเสียชีวิต พระองค์ได้แต่งตั้งโยเซฟ ซินาน ปาชาเป็นผู้บัญชาการกองทัพตะวันออก กองทัพของพระองค์เคลื่อนทัพจากกรุง อิสตันบูลเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1604 เมื่อถึงแนวรบด้านตะวันออกในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1604 กองทัพซาฟาวิดได้ยึดเยเรวานและเข้าไปในคาร์ส เอยาเลต

สงครามกับออสเตรีย[แก้]

นิสัยส่วนพระองค์[แก้]

สุลต่านอะเหม็ดที่ 1 เป็นผู้มีพระอัฉริยภาพในการฟันดาบ กวี การขี่ม้า และความคล่องแคล่วในหลายภาษา พระองค์เป็นกวีที่เขียนงานด้านการเมืองและโคลงสั้น ๆ พระองค์อุปถัมภ์นักวิชาการ และผู้เคร่งศาสนา ดังนั้นพระองค์จึงได้มอบหมายหนังสือชื่อ Quintessence of Histories ให้ช่างประดิษฐ์อักษร พระองค์ยังพยายามบังคับใช้กฎหมายและประเพณีของอิสลาม และฟื้นฟูกฎระเบียบเก่าที่ห้ามดื่มสุรา และพระองค์ยังบังคับให้ประชาชนการเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์ และบริจาคเงินให้คนยากจน

สวรรคต[แก้]

สุลต่านอะเหม็ดที่ 1 เสียชีวิตด้วยไข้รากสาดใหญ่และมีเลือดออกในกระเพาะอาหารเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1617 ที่พระราชวังโทพคาปึ อิสตันบูล พระองค์ถูกฝังในสุสาน มัสยิดบูล ตำแหน่งถูกสืบทอดโดยน้องชายของพระองค์เป็นสุลต่านมุสตาฟาที่ 1

อ้างอิง[แก้]

  1. Garo Kürkman, (1996), Ottoman Silver Marks, p. 31
  2. 2.0 2.1 Peirce, Leslie (1993). The Imperial Harem: Women and Sovereignty in the Ottoman Empire. Oxford University Press. pp. 99. ISBN 0-19-508677-5.
  3. Börekçi, Günhan. İnkırâzın Eşiğinde Bir Hanedan: III. Mehmed, I. Ahmed, I. Mustafa ve 17. Yüzyıl Osmanlı Siyasî Krizi - A Dynasty at the Threshold of Extinction: Mehmed III, Ahmed I, Mustafa I and the 17th-Century Ottoman Political Crisis. pp. 81 n. 75.
  4. Börekçi, Günhan (2010). Factions And Favorites At The Courts Of Sultan Ahmed I (r. 1603-17) And His Immediate Predexessors. pp. 85 n. 17.
  5. Ga ́bor A ́goston,Bruce Alan Masters Encyclopedia of the Ottoman Empire pp 23 Infobase Publishing, 1 jan. 2009 ISBN 1438110251