ฉบับร่าง:สมาพันธรัฐคาทอลิกแห่งไอร์แลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมาพันธรัฐคาทอลิกไอร์แลนด์
Cónaidhm Chaitliceach na hÉireann

ค.ศ. 1642–ค.ศ. 1652
ธงชาติ ตราเอก
คำขวัญ
Hiberni unanimes pro Deo Rege et Patria   (ละติน)
Éireannaigh aontaithe le Dia, rí agus tír'   (ไอริช)
ชาวไอริชจงสามัคคีกันเพื่อพระผู้เป็นเจ้า องค์กษัตริย์ และบ้านเมือง
เมืองหลวง คิลล์เคนนี
ภาษา ไอริช อังกฤษ
ศาสนา โรมันคาทอลิก
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
พระมหากษัตริย์
 -  ค.ศ. 1641–1649 พระเจ้าชาลส์ที่ 1
 -  ค.ศ. 1649–1653 พระเจ้าชาลส์ที่ 2
ข้าหลวงใหญ่
 -  ค.ศ. 1641 โรเบิร์ต ซิดนีย์ (คนแรก)
 -  ค.ศ. 1652–1653 ชาร์ลส์ ฟลีทวูด (คนสุดท้าย)
สภานิติบัญญัติ สมัชชาใหญ่
ยุคประวัติศาสตร์ สงครามสมาพันธรัฐ
 -  กบฎไอร์แลนด์ ค.ศ. 1641 23 ตุลาคม ค.ศ. 1641 – พฤษภาคม ค.ศ. 1642
 -  สถาปนา ค.ศ. 1642
 -  การพิชิตไอร์แลนด์ของครอมเวลล์ ค.ศ. 1652
 -  การฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1660

 

ธงของฝ่ายสมาพันธรัฐซึ่งจําลองขึ้นใหม่ ณ คฤหาสน์รอท (Rothe House) คิลล์เคนนี แสดงถึงการการสวมมงกุฎพระแม่มารีเป็นราชินีแห่งสวรรค์โดยพระตรีเอกภาพ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน

สมาพันธรัฐไอร์แลนด์ (ละติน: Hiberni Unanimes อังกฤษ: Confederate Ireland หรือ Union of the Irish) เป็นช่วงเวลาที่ชาวไอริชซึ่งนับถือนิกายคาทอลิก ได้ปกครองตนเองระหว่าง ค.ศ. 1642 ถึง ค.ศ. 1649 ระหว่างสงครามสิบเอ็ดปี ในช่วงนี้ สองในสามของไอร์แลนด์ถูกปกครองโดย สมาพันธรัฐคาทอลิกไอร์แลนด์ (อังกฤษ: Irish Catholic Confederation ไอริช: Cónaidhm Chaitliceach na hÉireann) หรือรู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า สมาพันธรัฐคิลล์เคนนี (อังกฤษ: Confederation of Kilkenny) เพราะสมาพันธรัฐมีเมืองหลวงอยู่ที่คิลล์เคนนี สมาพันธรัฐถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มขุนนาง เจ้าที่ดิน นักบวช และผู้นำทางทหารชาวไอริชที่นับถือนิกายคาทอลิก ภายหลังกบฎไอร์แลนด์ ค.ศ. 1641 (Irish Rebellion of 1641) ซึ่งมีทั้งผู้ที่เป็นชาวเกลล์และชาวแองโกล–นอร์มัน กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการยุติความเกลียดชังนิกายคาทอลิกในราชอาณาจักรไอร์แลนด์ สิทธิ์การปกครองตนเอง และยับยั้งการตั้งถิ่นฐานของชาวโปรแตสแตนท์ พวกเขายังต้องการป้องกันไอร์แลนด์จากการรุกรานของฝ่ายรัฐสภาและกลุ่มพันธสัญญาสกอต ซึ่งต่อต้านนิกายคาทอลิกและเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าชาลส์ที่ 1 สมาชิกสมาพันธส่วนใหญ่ยังคงจงรักภักดีกับพระเจ้าชาลส์ และเชื่อว่าจะบรรลุข้อตกลงกับทางราชสํานักได้ก็ต่อเมื่อศัตรูของพระองค์ในสงครามกลางเมืองอังกฤษถูกกําราบลงแล้ว[1] สมาพันธรัฐมีองค์กรเทียบเท่ารัฐสภา คือ "สมัชชาใหญ่" (General Assembly) และมีฝ่ายบริหาร เรียกว่า "อภิสภา" (Supreme Council) รวมไปถึงกองทัพเป็นของตนเอง สมาพันธยังสามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ จัดเก็บภาษี และตั้งโรงพิมพ์ได้อีกด้วย[1] นอกจากนี้สมาพันธรัฐยังมีการแต่งตั้งทูตและได้รับการรับรองจากฝรั่งเศส สเปนและรัฐสันตะปาปา[1] ซึ่งช่วยสนับสนุนฝ่ายสมาพันธรัฐด้านการเงินและอาวุธยุทโธปกรณ์

กองทัพของสมาพันธต่อสู้กับทั้งฝ่ายนิยมกษัตริย์ ฝ่ายรัฐสภา ชาวอัลสเตอร์โปรแตสเตนท์ และกองทัพของกลุ่มพันธสัญญาสกอต ซึ่งถูกส่งมายังอัลสเตอร์ กองกำลังเหล่านี้ยึดครองบริเวณเดอะเพล บางส่วนทางตะวันออกและทางเหนือของอัลสเตอร์ และอาณาเขตโดยรอบคอร์ก พระเจ้าชาลส์ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เปิดการเจรจาลับกับฝ่ายสมาพันธรัฐ ส่งผลให้เกิดการสงบศึกระหว่างสมาพันธรัฐกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1643 และการเจรจาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ในปี ค.ศ. 1644 กองกําลังทหารของสมาพันธรัฐได้ขึ้นฝั่งที่สกอตแลนด์เพื่อช่วยสนับสนุนฝ่ายนิยมกษัตริย์ ขณะเดียวกันสมาพันธรัฐก็ยังรบกับฝ่ายรัฐสภาในไอร์แลนด์อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถเอาชนะกลุ่มพันธสัญญาสกอตได้ที่ยุทธการที่เบนเบอ (Battle of Benburb) เมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1647 สมาพันธรัฐก็เริ่มเพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายรัฐสภา เช่นการรบที่ดุนแกนฮิลล์ (Dungan's Hill) คาเซล (Cashel) และคน็อกนาส (Knocknanuss) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้สมาพันธรัฐยอมร่วมมือกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ ความร่วมมือดังกล่าวก่อให้เกิดความแตกแยกภายในสมาพันธรัฐ และทําให้การป้องกันการรุกรานจากฝ่ายรัฐสภาล่าช้าลงเช่นกัน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1649 กองทัพตัวแบบใหม่ซึ่งนําโดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ได้เข้ารุกรานไอร์แลนด์ เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1652 ครอมเวลล์ก็สามารถเอาชนะกองทัพผสมของฝ่ายนิยมกษัตริย์–สมาพันธรัฐได้อย่างเด็ดขาด ถึงแม้จะมีการทําสงครามกองโจรต่อไปอีกหลายปีก็ตาม

การก่อตั้ง[แก้]

สมาพันธรัฐคาทอลิกไอร์แลนด์ก่อตั้งขึ้นภายหลังกบฎไอร์แลนด์ ค.ศ. 1641 เพื่อควบคุมการลุกฮือของมวลชน และเป็นศูนย์รวมตัวของชาวไอริชที่นับถือนิกายคาทอลิกเพื่อขับไล่กองทัพอังกฤษและสกอตแลนด์ที่ยังคงเหลืออยู่ในไอร์แลนด์ ชาวคาทอลิกไอริชหวังว่าการทำเช่นนี้จะสามารถช่วยต้านการรุกรานระลอกใหม่จากกองทัพอังกฤษหรือสกอตแลนด์ได้

ความคิดริเริ่มในการก่อตั้งสมาพันธรัฐมาจากบิชอปนิโคลัส เฟรนช์ (Nicholas French) และทนายความนามนิโคลัส พลังเก็ต (Nicholas Plunkett) ทั้งสองนําแนวคิดดังกล่าวไปเสนอให้แก่เหล่าขุนนางคาทอลิกไอริช เช่น ไวเคานต์กอร์แมนสตัน (Viscount Gormanston) ไวเคานต์เมาท์การ์เร็ต (Viscount Mountgarret) และไวเคานต์มัสเคอร์รี (Viscount Muskerry) โดยคนเหล่านี้จะต้องส่งมอบไพร่พลของตนให้แก่รัฐบาลสหพันธ์ และทำหน้าที่โน้มน้าวกบฏกลุ่มอื่น ๆ ให้เข้าร่วมด้วย จุดประสงค์ของสมาพันธรัฐค่อนข้างคล้ายคลึงกับคําประกาศดุนแกนนอน (Proclamation of Dungannon) ซึ่งออกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1641 ของเซอร์เพลิม โอ นิลล์ (Phelim O'Neil) ผู้นําการกบฎในช่วงแรกที่อัลสเตอร์

ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1642 ขุนนางเหล่านั้นได้ร่วมกันลงนามใน "ข้อประท้วงคาทอลิก" (Catholic Remonstrance) ที่ทริม (Trim, County Meath) ซึ่งถูกส่งไปให้พระเจ้าชาลส์ทอดพระเนตร ต่อมาในวันที่ 22 ของเดือนเดียวกัน สภาสงฆ์ซึ่งจัดขึ้นใกล้เมืองเคลล์ (Kells) อันมีอาร์ชบิชอปแห่งอาร์มาเป็นประธาน ได้ลงมติว่าการกบฎเป็นสงครามอันชอบธรรม[2]

อาสนวิหารเซนต์แคลร์นิซ (St Canice's Cathedral) ซึ่งสมาชิกสมัชชาใช้ประกอบพิธีมิสซา[3]

วันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1642 บรรดานักบวชคาทอลิกได้จัดสภาสงฆ์ (synod) ขึ้นอีกครั้งที่คิลล์เคนนี โดยมีเหล่าอาร์ชบิชอปแห่งอาร์มา คาเซลและทูม (Tuam) บิชอปสิบเอ็ดองค์หรือผู้แทน และผู้ดํารงตำแหน่งอื่น ๆ เข้าร่วม[4] พวกเขาร่วมกันร่างคําปฏิญาณความร่วมมือสมาพันธรัฐ (Confederate Oath of Association) และเรียกร้องให้ชาวคาทอลิกในไอร์แลนด์เข้าสาบานตนกับคําปฏิญาณดังกล่าว ผู้เข้าปฏิญาณตนจะต้องถวายสัตย์แก่พระเจ้าชาลส์ที่ 1 และสาบานว่าจะเชื่อฟังคําสั่งและโองการซึ่งร่างโดย "อภิสภาสมาพันธรัฐคาทอลิก" (Supreme Council of the Confederate Catholics) กองกําลังกบฎจึงกลายมาเป็นที่รู้จักในนาม "พวกสมาพันธรัฐ" (Confederates) การประชุมดังกล่าวยังคงยืนยันว่าการกบฎเป็น "สงครามอันชอบธรรม"[5] นอกจากนี้ยังมีการร่างโครงสร้างสำหรับสภาท้องถิ่น (ซึ่งมีนักบวชและขุนนางเป็นสมาชิก) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะอยู่ภายใต้สภาแห่งชาติที่ถืออํานาจบริหารทั้งเกาะไอร์แลนด์อีกต่อหนึ่ง ที่ประชุมยังให้คํามั่นว่าจะลงโทษเหล่าทหารที่เคยก่ออาชญากรรมสงคราม และจะทําการบัพพาชนียกรรมชาวคาทอลิกที่เป็นศัตรูกับสมาพันธรัฐ สภาสงฆ์ยังได้ทําการส่งผู้แทนไปยังฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี เพื่อหาผู้สนับสนุน เงินทุน อาวุธยุทโธปกรณ์ และเพื่อชักชวนชาวไอริชที่รับราชการในต่างประเทศให้เข้าร่วม[6] ไวเคานต์เมาท์การ์เร็ตได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานอภิสภา และมีการกําหนดวันประชุมสมัชชาสมาพันธรัฐเป็นเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน[7]

การประชุมสมัชชาสมาพันธรัฐครั้งที่หนึ่ง[แก้]

การประชุมสมัชชาสมาพันธรัฐครั้งแรกถูกจัดขึ้นที่คิลล์เคนนีในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1642 โดยเป็นการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล[8] ตัวสมัชชาเองนั้นนับได้ว่าเป็นรัฐสภาโดยพฤตินัย ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกแบ่งออกเป็นขุนนางฝ่ายอาณาจักร (Lords Temporal) 14 คน และ ขุนนางฝ่ายศาสนจักร (Lords Spiritual) จํานวน 11 คน ซึ่งเป็นสมาชิกของรัฐสภาไอร์แลนด์ รวมถึงสมาชิกสภาสามัญชนอีก 226 คนด้วยเช่นกัน[9] รัฐธรรมนูญของสมาพันธรัฐถูกร่างขึ้นโดยนักกฏหมาย แพททริก ดิอาร์ซี (Patrick D'Arcy) ชาวกอลเวย์ สมาชิกสมัชชายังมีมติเห็นชอบให้แต่ละเทศมณฑลมีสภาท้องถิ่นเป็นของตัวเอง ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของสภาจังหวัดอันประกอบด้วยผู้แทนจากแต่ละเทศมณฑลอย่างละสองคน โดยสมัชชาได้สรุปว่า "ให้ใช้ระบอบดังกล่าวเป็นแบบอย่างของการปกครอง" ("to be observed as the model of their government")[10][11]

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน สมาชิกสมัชชาได้ทําการเลือกสมาชิกชุดแรกของอภิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ประกอบไปด้วยสมาชิก 24 คน โดยในจํานวนนี้ จะต้องมี 12 คนคอยประจําอยู่ที่คิลล์เคนนี หรือเมืองอื่น ๆ แล้วแต่สถานการณ์[12]

สมาชิกอภิสภาชุดแรก มีรายชื่อดังต่อไปนี้:[13]

ไลนสเตอร์ อัลสเตอร์ คอนนักค์ มุนสเตอร์
ทอมัส เฟลมมิง อาร์ชบิชอปแห่งดับลิน ฮิวจ์ โอเรลลี อาร์ชบิชอปแห่งอาร์มา มาลาเซียส โอควีลีย์ อาร์ชบิชอปแห่งทูม มัวริซ เดอ รอยซ์ ไวเคานต์รอยซ์แห่งเฟอร์มอย
ไวเคานต์กอร์แมนสตัน เฮอร์เบอ แมกมาฮอน บิชอปแห่งดาวน์ ไมล์ บรูก ไวเคานต์ที่ 2 แห่งมาโย ดาเนียล โอไบรอัน ไวเคานต์ที่ 1 แห่งแคลร์
ไวเคานต์เมาท์การ์เร็ต ฟิลิป โอไรลีย์ จอหน์ เดอ เบิร์ก บิชอปแห่งคล็อนเฟิร์ต เอ็ดมันด์ ฟิตซ์มัวริซ
นิโคลัส พลังเก็ต นายพันไบรอัน แมกมาฮอน เซอร์ลูคัส ดิเลียน นายแพทย์ฟันเนล
ริชาร์ด เบลลิง เฮอร์เบอ มาเจนนิส เจฟฟรีย์ บราวน์ โรเบิร์ต แลมเบิร์ต
เจมส์ คูแซค ตูลงก์ โอนีลล์ แพททริก ดิอาร์ซี จอร์จ คอมยิน

เจมส์ ทูแซต เอิรล์ที่ 3 แห่งคาสเซิลฮาเวน (James Tuchet, 3rd Earl of Castlehaven) ทําหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์และเป็นสมาชิกลําดับสุดท้ายของอภิสภา

อภิสภามีอํานาจเหนือบรรดาแม่ทัพ นายทหารและข้าราชการพลเรือน[14] สิ่งแรกที่สมาชิกอภิสภาทําคือการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาทหารของสมาพันธรัฐ: โอเวน โร โอนีลล์ (Owen Roe O'Neill) คุมกองทัพอัลสเตอร์ ทอมัส เพรสตัน คุมกองทัพไลนสเตอร์ การ์เร็ต แบร์รี คุมกองทัพมุนสเตอร์ และจอหน์ เบิร์ก คุมกองทัพคอนนักค์ อูลริค เบิร์ก มาร์ควิสที่ 1 แห่งแคลนริคาร์เด (Ulick Burke, 1st Marquess of Clanricarde) ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เนื่องจากที่ประชุมเชื่อว่าเขาอาจจะเข้าร่วมกับทางสมาพันธในภายหลัง[15] อภิสภายังได้ออกคำสั่งให้รวบรวมเงินจํานวน 30,000 ปอนด์และเกณฑ์ไพร่พลจํานวน 31,700 นายในเขตจังหวัดไลนสเตอร์ ซึ่งจะถูกส่งเข้ารับการฝึกโดยทันที[16]

นอกจากนี้อภิสภายังได้จัดทำตราเอกของตนขึ้นด้วย โดยมีนิยามทางมุทราศาสตร์ดังนี้: "'ผิวตราเป็นทรงกลม ตรงกึ่งกลางตรามีไม้กางเขน ประดิษฐานบนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ เหนือยอดไม้กางเขนประดับด้วยนกพิราบกางปีก ทางซ้ายและขวาของไม้กางเขนมีพิณฮาร์ปและมงกุฎวางเคียง" พร้อมคําขวัญบนผิวตราว่า เพื่อพระผู้เป็นเจ้า องค์กษัตริย์ และบ้านเมือง ไอร์แลนด์จงสามัคคีกัน (Pro Deo, Rege, et Patria, Hiberni Unanimes)[17]

กรมคลัง (National Treasury) โรงผลิตเหรียญกษาปณ์ และโรงพิมพ์สําหรับใช้ตีพิมพ์ประกาศจากทางสมาพันธรัฐ ได้รับการจัดตั้งขึ้นในคิลล์เคนนี เมืองหลวงของสมาพันธรัฐ[18][19] สมัชชาใหญ่ชุดแรกอยู่ในวาระประชุมจนถึงวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1643[20]

พระเจ้าชาลส์ที่ 1 กษัตริย์แห่งอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ซึ่งฝ่ายสมาพันธรัฐถือเอาเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับพระองค์ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ

เป้าหมาย[แก้]

However, the Confederate Catholic Association of Ireland never actually claimed to be an independent government, because (in the context of the Wars of the Three Kingdoms) they professed to be Royalists, loyal to Charles I. Since only the King could legally call a Parliament, the Confederate General Assembly never claimed to be a Parliament either, although it acted like one. In negotiations with the Royalists, the Confederates demanded that all concessions made to them would be ratified in a post war Parliament of Ireland, which would have resembled the Confederate General Assembly including some Protestant Royalists.

The Confederates' stated objective was to reach an agreement with the King. The ambitions were: full rights for Catholics in Ireland, toleration of the Catholic religion, and self-government for Ireland. Their campaign for religious equality in 1628–34 had been promised but then shelved by Charles until 1641.

The members of the Supreme Council were predominantly of Hiberno-Norman descent and were distrusted by many of the Gaelic Irish, who felt they were too moderate in their demands. The more radical Confederates pressed for a reversal of the plantations and the establishment of Catholicism as the state religion in Ireland.

The Confederates believed that their aspirations were best served by alliance with the royalist cause and therefore made supporting the King a central part of their strategy. This was because some English MPs and Scottish Covenanters had threatened before the war to invade Ireland and destroy the Catholic religion and Irish land-owning class, but the threat was never official policy. The King, by contrast, had repeatedly promised them some concessions. The difficulty for Charles was that he was horrified at the 1641 rebellion and had signed the Adventurers Act into law in 1642, which proposed confiscating all rebel held lands in Ireland. A new policy of refusing pardon to any Irish rebels had also been agreed in London and Dublin (issuing pardons had been a common method to end Irish conflicts in the previous century). Therefore, his forces remained hostile to the Confederates until 1643, when his military position in England started to weaken. Many of the Confederate gentry stood to lose their land under the Adventurers Act; it galvanised their efforts and they realised that it could only be repealed by taking a loyal stance.

Battle flags of the Confederates included the words Vivat Rex Carolus 'Long live King Charles'

However, while the moderate Confederates were anxious to come to an agreement with Charles I and did not press for radical political and religious reforms, others wished to force the King to accept a self-governing Catholic Ireland before they came to terms with him. Failing that, they advocated an independent alliance with France or Spain.

ความสำคัญของมัน[แก้]

คอนเฟเดอเรทคันไอร์แลนด์มันแตกต่างกันยังเป็น arguably คนเดียวเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้มพยายามที่คาทอลิกเป็นชาวไอริชของตัวเองของรัฐบาลระหว่าง 1558[โปรดขยายความ] และมูลนิธิของ ชาวไอริชของรัฐอิสระ ใน 1922 มันรูปแบบของสภานที่คล้ายกันเพื่อนที่ลงจอดคณาธิปไตยรัฐสภาของไอร์แลนด์มันแตกต่างกันยัง จัดทำขึ้นโดย Normans ใน 1297 แต่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสมอภาคนับคะแนนโหวต ให้พวกเขาขนาดใหญ่ notional พลังฐานที่สมาพันธรัฐในที่สุดล้มเหลวในการจัดการและ reorganise ไอร์แลนด์เพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาวไอริชคาทอลิกคน ไอริชคอนเฟเดอเรทคันสงคราม และค ensuing Cromwellian ค้นของไอร์แลนด์ (1649-53) ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาของชีวิตและก็จบด้วย confiscation ของเกือบทั้งหมดชาวไอริชของคาทอลิกเป็นเจ้าของที่ดินใน 1650s นั้นมากถูกส่งให้ใน 1660s น จุดจบของช่วงเวลาแน่นแฟ้นขึ้นภาษาอังกฤษ colonisation ของไอร์แลนด์มันแตกต่างกันยังอยู่ในที่เรียกว่า Cromwellian ข้อตกลงกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 The Confederate Assembly of Kilkenny. British Civil Wars Project.
  2. Austin 1913, p. 294: "He convened a provincial synod at Kells early in February 1642 in which the bishops declared the war undertaken by the Irish people for their king, religion, and country to be just and lawful."
  3. Meehan 1882, p. 176.
  4. Meehan 1882, p. 20: "... the synod met at Kilkenny on the 10th May 1642. The Archbishops of Armagh, Cashel and Tuam, with 6 other bishops and the proxys of five more ..."
  5. Meehan 1882, p. 23: "... declare that war, openly Catholic, to be lawful and just;"
  6. Meehan 1882, p. 25, line 11: "Agents from the synod crossed over into France, Spain and Italy, to solicit support ..."
  7. Meehan 1882, p. 25, line 27: "Lord Mountgarret was appointed President of the Council, and the October following was fixed for a general assembly for the whole kingdom."
  8. Meehan 1882, p. 43: "The assembly, therefore, had all the appearances of a parliament ..."
  9. Meehan 1882, p. 42: "On the 24th of October [1642] therefore twenty-five peers,—eleven spiritual, fourteen temporal,—and two hundred and twenty-six commoners had met within the walls of Kilkenny ..."
  10. Edmund Curtis and R. B. McDowell (eds), "Irish Historical Documents 1172–1922". Barnes & Noble London and New York (1943; reprinted 1968)
  11. "Text of the Orders of 24 October 1642". Ucc.ie. สืบค้นเมื่อ 14 February 2012.
  12. Meehan 1882, p. 44: "From these there lay a further request to the supreme council of twenty-four persons who were to be elected by the general assembly of which twelve were to be constantly resident in Kilkenny."
  13. Cusack 1871, p. 312.
  14. Meehan 1882, p. 45: "It was also enacted that the council should be vested with power over all generals, military officer, and civil magistrates ..."
  15. Meehan 1882, p. 46: "Their first act was to name the generals who were to command under their authority." etc.
  16. Meehan 1882, p. 47, line 14: "One of the earliest documents signed with this great seal was an order to raise thirty thousand pounds sterling in Leinster, and at the same time, in the same province, thirty-one thousand seven hundred men who were to be drilled and disciplined ..."
  17. Meehan 1882, p. 47, line 4: "But as no act or instrument emanating from the supreme council could be genuine and of force, unless sealed with their own seal, they caused one to be made ..." etc.
  18. Meehan 1882, p. 47, line 30: "Under same seal an order was issued to establish a mint in Kilkenny ..."
  19. Meehan 1882, p. 48, line 30: "Along with the mint the supreme council caused printing presses to be set up in Waterford and Kilkenny ..."
  20. Meehan 1882, p. 54: "The Assembly broke up on the 9th of January [1643], and fixed their next meeting for the following May."

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Canny,นิโคลัส ร้างไอร์แลนด์มันแตกต่างกันยังอังกฤษ 1580-1650นออกซ์ฟอร์ดกด,Great-Britain_ Counties. Kgm,2001 น
  • Lenihan,Pádraig, คอนเฟเดอเรทคัน Catholics อยู่ในสงคราม 1641-49,republic_ of_ ireland. kgm มหาวิทยาลัยกด,republic_ of_ ireland. kgm,2001 น
  • Meehan,ซีพี, Confederation ของ republic_ of_ ireland. kgm;ใหม่เอ็ด, rev.&enlarged เจดั๊ฟฟี่,อดับลิน 1882 น
  • Ohlmeyer เจน À Kenyon จอห์น (eds นต้น) ในสงคราม,ออกซ์ฟอร์ดกด,Great-Britain_ Counties. Kgm,ปี 1998.
  • Ó Siochrú,Mícheál, คอนเฟเดอเรทคันไอร์แลนด์มันแตกต่างกันยัง 1642-49สี่ศาลสื่ดับลินปี 1999

หมวดหมู่:รัฐสิ้นสภาพในทวีปยุโรป หมวดหมู่:รัฐและดินแดนที่ก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 หมวดหมู่:สิ้นสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 17 หมวดหมู่:ประวัติศาสตร์ไอร์แลนด์