ฉบับร่าง:สงครามหมู (ค.ศ. 1859)

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    บทความนี้เกี่ยวกับความขัดแย้งทางพรมแดนระหว่างสหรัฐและสหราชอาณาจักร สำหรับความหมายอื่น ดูที่ สงครามหมู (แก้ความกํากวม)
    สงครามหมู
    PigWar-boundaries.png
    ข้อเสนอแบ่งเส้นเขตแดน:

                         เส้นแบ่งเขตโดยใช้ช่องแคบฮาโรล์ (Haro Strait) เป็นเกณฑ์ เสนอโดยฝ่ายสหรัฐ                      เส้นแบ่งเขตโดยใช้ช่องแคบโรซาริโอ (Rosario Strait) เป็นเกณฑ์ เสนอโดยฝ่ายบริเตน                      เส้นแบ่งเขตโดยใช้ช่องแคบซานฮวน (San Juan Channel) เป็นเกณฑ์ ซึ่งประณีประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝั่ง

    เส้นดังกล่าววาดตามแผนที่ในเวลานั้น เขตแดนในปัจจุบันแบ่งออกเป็นเส้นตรงและมีความคล้ายคลึงกับข้อเสนอในเส้นสีนํ้าเงิน ในขณะที่เขตแดนฝั่งตะวันออกของเทศมณฑลซานฮวน มีความคล้ายคลึงกับข้อเสนอในเส้นสีแดง
    วันที่15 มิถุนายน – ตุลาคม ค.ศ. 1859 (มีกองทหารไปประจำการที่หมู่เกาะซานฮวน จนถึง ค.ศ. 1874)
    สถานที่หมู่เกาะซานฮวน
    ผล โดยส่วนมากแล้วเป็นสงครามไม่มีความสูญเสีย – เกาะซานฮวนถูกมอบให้สหรัฐ ตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยมีเยอรมนีเป็นผู้ตัดสิน
    คู่สงคราม

     สหรัฐ

     สหราชอาณาจักร

    ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
    ซีลาส คาร์ซี
    วิลเลียม เอส. ฮาร์นี
    จอร์จ พิคเก็ท
    เจมส์ ดักลาส
    อาร์.แอล.ไบเนส
    เจฟฟรีย์ ฮอร์นบี
    กำลัง
    กำลังพล 461 นาย ปืนใหญ่ 14 กระบอก กำลังพล 2,140 นาย เรือรบ 5 ลำ ปืนใหญ่ 70 กระบอก
    ความสูญเสีย
    หมู 1 ตัว
    แผนที่ปี 1798 ของจอร์จ แวนคูเวอร์ แสดงถึงความคลุมเครือในบริเวณทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแวนคูเวอร์ หมู่เกาะกัลฟ์ และช่องแคบฮาโรล์

    สงครามหมู (อังกฤษ: Pig War) เป็นความขัดแย้งทางพรมแดนระหว่างสหรัฐและสหราชอาณาจักร ในบริเวณหมู่เกาะซานฮวน ระหว่างเกาะแวนคูเวอร์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศแคนาดา) และรัฐวอชิงตัน ใน ค.ศ. 1859 สาเหตุที่มีการเรียกชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะความขัดแย้งดังกล่าวเกิดจากการที่หมูตัวหนึ่งถูกยิงตาย ความขัดแย้งครั้งนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อุบัติการณ์หมู สงครามหมูและมันฝรั่ง ข้อขัดแย้งพรมแดนซานฮวน และ ข้อพิพาทพรมแดนนอร์ทเวสต์เทิร์น อนึ่ง แม้ความขัดแย้งครั้งนี้จะถูกเรียกว่าสงคราม แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีการสูญเสียในด้านใด ๆ ยกเว้นหมูตัวข้างต้นเท่านั้น

    มูลเหตุ[แก้]

    ความคลุมเครือด้านดินแดน[แก้]

    การลงนามสนธิสัญญาออริกอนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1846 ได้แก้ปัญหาข้อพิพาทพรมแดนออริกอนด้วยการแบ่งพรมแดนของเทศมณฑลออริกอนและเขตโคลัมเบีย ระหว่างสหรัฐกับสหราชอาณาจักรตามแนวเส้นขนานที่สี่สิบเก้าละติจูดเหนือ ถึงกึ่งกลางของช่องแคบ (Channel) ซึ่งแยกแผ่นดินบนพื้นทวีปออกจากเกาะแวนคูเวอร์ และตัดผ่านกึ่งกลางของช่องแคบข้างต้นและช่องแคบฆวน เด ฟูกาไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก[1]

    ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีช่องแคบ (Strait) อยู่สองช่องแคบที่สามารถนับได้ว่าเป็นจุดกึ่งกลางของช่องแคบนั้น คือ ช่องแคบฮาโรล์ ตามแนวฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะซานฮวน และช่องแคบโรซาริโอ ตามแนวฝั่งตะวันออก[2]

    ในขณะนั้น (ค.ศ. 1846) ภูมิศาสตร์ของภูมิภาคดังกล่าวยังคงมีความคลุมเครืออยู่บ้าง แผนที่ที่แพร่หลายที่สุดในเวลานั้น คือ แผนที่ของจอร์จ แวนคูเวอร์ ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1798 และของชาลส์ วิลค์ส ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1845 แผนทั้งสองฉบับต่างก็มีความคลุมเครือเกี่ยวบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแวนคูเวอร์และหมู่เกาะกัลฟ์ ดังนั้น อาณาบริเวณของช่องแคบฮาโรล์ก็ถือว่าคลุมเครือเช่นกัน[3]

    ใน ค.ศ. 1856 สหรัฐและบริเตนได้ตั้งคณะกรรมาธิการพรมแดนขึ้นเพื่อสะสางปัญหาหลายประการเกี่ยวกับพรมแดนระหว่างประเทศ รวมถึงอาณาเขตทางน้ำจากช่องแคบจอร์เจียถึงช่องแคบฆวน เด ฟูกา ฝ่ายบริเตนแต่งตั้งเจมส์ ชาลส์ พรีวอสต์ เป็นเป็นคณะกรรมาธิการคนที่หนึ่ง จอร์จ เฮนรี ริชาร์ด เป็นคณะกรรมาธิการคนที่สอง และวิลเลียม เอ. จี. ยัง (William A. G. Young) เป็นเลขานุการ ส่วนฝ่ายสหรัฐแต่งตั้ง อาชิบาลด์ แคมป์เบลล์ (Archibald Campbell) เป็นคณะกรรมาธิการคนที่หนึ่ง [4] จอหน์ พาร์ค เป็นคณะกรรมาธิการคนที่สอง และวิลเลียม เจ. วอร์เรน (William J. Warren) เป็นเลขานุการ คณะกรรมาธิการของทั้งสองฝ่ายพบกันเป็นครั้งแรกบนเรือหลวง แซทเทิลไลท์ ของสหราชอาณาจักรในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1857[4] ขณะที่เรือกำลังจอดเทียบท่าในท่าเรือเอสไคว์มอลต์ฮาเบอร์ ทั้งสองฝ่ายพบปะกันอีกหลายครั้งในปีเดียวกันที่ ท่าเรือเอสไคว์มอลต์ฮาเบอร์และท่าเรือนานไอโม โดยในช่วงว่างเว้นจากการประชุม ทั้งสองฝ่ายจะใช้จดหมายเป็นสื่อกลางในการหารือ ปัญหาอาณาเขตทางน้ำถูกนำมาอภิปรายตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม พรีวอสต์ยืนกรานนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบโรซาริโอตรงตามเงื่อนไขของสนธิสัญญา และเจตนารมณ์ของผู้ร่างสนธิสัญญา แคมป์เบลล์เองก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันนี้กับช่องแคบฮาโรล์[ต้องการอ้างอิง]

    ตามความเห็นของพรีวอสต์ "ช่องแคบ" ที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาจะต้องมีคุณสมบัติสามประการดังต่อไปนี้ คือ:

    1. จะต้องเป็นตัวแบ่งเกาะแวนคูเวอร์ออกจากภาคพื้นทวีป
    2. ต้องมีแนวพรมแดนไปในทางทิศใต้ (Southerly) และ
    3. ต้องสะดวกต่อการคมนาคมทางเรือ

    พรีวอสต์เขียนไว้ว่า มีแต่ช่องแคบโรซาริโอเท่านั้นที่เข้าข่ายเงื่อนไขสามข้อนี้ ในขณะแคมป์เบลล์แย้งว่า นิยาม "ทิศใต้" ในสนธิสัญญานี้ มีความหมายตามความเข้าใจทั่วไป ที่ว่าช่องแคบโรซาริโอมิได้เป็นตัวแบ่งแผ่นดินภาคพื้นทวีปออกจากเกาะแวนคูเวอร์ หากแต่เป็นหมู่เกาะซานฮวนออกจากเกาะลัมมิ เกาะไซเพรส เกาะฟิเดลโก และเกาะอื่น ๆ แคมป์เบลล์ยังโต้อีกว่าการคมนาคมทางเรือไม่ได้มีเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ และถึงแม้จะนำปัจจัยนั้นมาพิจารณา ช่องแคบฮาโรล์ก็ยังมีคุณสมบัติที่ดีกว่า เพราะมีความกว้างและมีเส้นทางเป็นเส้นตรง (Direct passage) มากกว่าช่องแคบโรซาริโอ ท้ายที่สุดแล้ว เขาท้าทายให้พรีวอสต์นำหลักฐานทีเสนอว่าคณะผู้ร่างสนธิสัญญาต้องการให้ใช้ช่องแคบโรซาริโอเป็นตัวแบ่งพรมแดน พรีวอสต์ตอบโต้ด้วยการอ้างถึงบรรดาแผนที่ของฝ่ายสหรัฐที่แสดงว่าเส้นพรมแดนพาดผ่านช่องแคบโรซาริโอ รวมไปถึงแผนที่ของจอหน์ ซี. เฟรมอนต์ ที่ได้รับการแจกจ่ายและจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในรัฐบาลสหรัฐ และแผนที่อีกฉบับที่จัดทำโดยจอหน์ บี. เพรสตัน (John B. Preston) เจ้าพนักงานรังวัด (Surveyor General) ประจำรัฐออริกอนใน ค.ศ. 1852 สำหรับเหตุผลข้ออื่น ๆ Prevost repeated his statements about Rosario Strait's navigability—the channels between Lummi, Cypress, and Fidalgo islands not being navigable—and that a line through Rosario would be southerly, while one through Haro would have to be drawn westerly. The two continued to discuss the issue into December 1857, until it was clear what each side's argument was and that neither would be convinced of the other. Prevost made a final offer at the sixth meeting, December 3. He suggested a compromise line through San Juan Channel, which would give the US all the main islands except San Juan Island. This offer was rejected and the commission adjourned, agreeing to report back to their respective governments. Thus ambiguity over the water boundary remained.[5]

    Because of this ambiguity, both the United States and Britain claimed sovereignty over the San Juan Islands.[6] During this period of disputed sovereignty, Britain's Hudson's Bay Company established operations on San Juan and turned the island into a sheep ranch. Meanwhile, by mid-1859, twenty-five to twenty-nine American settlers had arrived.[2][7]

    San Juan Island held significance not for its size, but as a military strategic point. While the British held Fort Victoria on Vancouver Island to the west, overlooking the Strait of Juan de Fuca, the entry point to Haro Strait, leading to the Strait of Georgia, the nation that held the San Juan Islands would be able to dominate all the straits connecting the Strait of Juan de Fuca with the Strait of Georgia.[8]

    Political context[แก้]

    General George B. McClellan, George Pickett’s West Point Classmate and lifelong friend, claimed that General William S. Harney and Pickett conspired with a cabal, to start a war with Britain, creating a common enemy, to head off a north–south confrontation. However, General Granville O. Haller debunked McClellan's theory. He said they had wanted to start a war, but with hope of distracting the north so that the south could gain independence.[9] The theories are given credence when it is noted that Major General Silas Casey, then a Lieutenant Colonel and deputy commander of the 9th Infantry Regiment, was reduced to a support role for Captain George Pickett who was given independent jurisdiction over a vast area by Harney, then a Brevet Major, and was also passed over by Harney in favor of Pickett when given this choice command.[9]

    On the other hand, it can be said that Lt Col Casey had not been reduced, for he was given command over the USS Massachusetts and Major Haller to protect and supervise the water of Puget Sound. He was given discretion to deviate from his orders, based on his military experience. (His textbook on infantry tactics was used at West Point during the Civil War.)[9]

    Pig[แก้]

    A photograph of Belle Vue Sheep Farm Sep 1859 on San Juan Island circa the Pig War
    Watercolor of Belle Vue sheep farm San Juan Island at time of Pig War
    Modern view of Belle Vue sheep farm site and Olympic Mountains in the background

    On June 15, 1859, exactly 13 years after the adoption of the Oregon Treaty, the ambiguity led to direct conflict. Lyman Cutlar, an American farmer who had moved onto San Juan Island claiming rights to live there under the Donation Land Claim Act, found a pig rooting in his garden[2][6][10] and eating his tubers. This was not the first occurrence. Cutlar was so upset that he shot the pig, killing it. It turned out that the pig was owned by an Irishman, Charles Griffin, who was employed by the Hudson's Bay Company to run the sheep ranch on the island.[2][6][10] He also owned several pigs that he allowed to roam freely. The two had lived in peace until this incident. Cutlar offered $10 (equivalent to $290 in 2020) to Griffin to compensate for the pig, but Griffin was unsatisfied with this offer and demanded $100 (equivalent to $2,900 in 2020). Following this reply, Cutlar believed he should not have to pay for the pig because the pig had been trespassing on his land. One likely apocryphal account has Cutlar saying to Griffin, "It was eating my potatoes"; and Griffin replying, "It is up to you to keep your potatoes out of my pig."[10] When British authorities threatened to arrest Cutlar, American settlers called for military protection.[ต้องการอ้างอิง]

    Military escalation[แก้]

    Aerial view of Roberts redoubt San Juan Island

    Brigadier General William S. Harney, commanding the Department of Oregon, initially dispatched Captain George Pickett and 66 American soldiers of the 9th Infantry Regiment under Pickett's command, to San Juan Island with orders to prevent the British from landing; the regiment sailed aboard ยูเอสเอส Massachusetts.[2][6] Concerned that a squatter population of Americans would begin to occupy San Juan Island if the Americans were not kept in check, the British sent three warships under the command of Captain Geoffrey Hornby to counter the Americans.[2][6][10] Pickett was quoted as saying defiantly, "We'll make a Bunker Hill of it," placing him in the national limelight.[11] Pickett sited his company and battery near the Hudson's Bay Company's Belle Vue sheep farm located near today's Cattle Point Light, and directly under the guns of HMS Satellite, a British ship. When this tactical error was pointed out, Capt Pickett moved his battery of cannon a few miles north to high ground overlooking both Griffin Bay and the Strait of Juan de Fuca, and commenced to build a redoubt for his cannon.[ต้องการอ้างอิง]

    Pickett established the American Camp near the south end of San Juan Island, today one of two historical sites on the island, the other being the British Camp, manned by the Royal Marines on the north end of the island. The camp redoubt was built under the supervision of new West Point graduate 2nd Lieutenant Henry Martyn Robert; Robert went on to become a General in the Army of the Potomac during the American Civil War and author of Robert's Rules of Order.[12][13] Robert's Redoubt is considered the best-preserved fortification of its kind in the United States. (To the east is Jackle's Lagoon, named for George Jackle, a soldier stationed at the American Camp.)[14][15]

    The situation continued to escalate. By August 10, 1859, 461 Americans with 14 cannons under Colonel Silas Casey were opposed by five British warships mounting 70 guns and carrying 2,140 men.[2][6][10]

    The governor of the Colony of Vancouver Island, James Douglas, ordered British Rear Admiral Robert L. Baynes to land marines on San Juan Island and engage the American soldiers under the command of Brigadier-General Harney. (Harney's forces had occupied the island since July 27, 1859.) Baynes refused, deciding that "two great nations in a war over a squabble about a pig" was foolish.[6][10] Local commanding officers on both sides had been given essentially the same orders: defend yourselves, but absolutely do not fire the first shot. For several days, the British and U.S. soldiers exchanged insults, each side attempting to goad the other into firing the first shot, but discipline held on both sides, and thus no shots were fired.[ต้องการอ้างอิง]

    Resolution[แก้]

    A sign commemorating the Pig War at the entrance of the English Camp

    When news about the crisis reached Washington and London, officials from both nations were shocked and took action to calm the potentially explosive international incident.[16]

    In September, U.S. President James Buchanan sent General Winfield Scott to negotiate with Governor Douglas and resolve the growing crisis.[6][10] This was in the best interest of the United States, as sectionalist tensions within the country were increasing, soon to culminate in the Civil War.[10] Scott had calmed two other border crises between the two nations in the late 1830s. He arrived in the San Juans in October and began negotiations with Douglas.[16]

    As a result of the negotiations, both sides agreed to retain joint military occupation of the island until a final settlement could be reached, reducing their presence to a token force of no more than 100 men.[6] The English Camp was established on the north end of San Juan Island along the shoreline, for ease of supply and access; and the American Camp was created on the south end on a high, windswept meadow, suitable for artillery barrages against shipping.[10] Today the Union Jack still flies above the English Camp, being raised and lowered daily by park rangers, making it one of the few places without diplomatic status where U.S. government employees regularly hoist the flag of another country, though this is only for commemorative purposes.[ต้องการอ้างอิง]

    During the years of joint military occupation, the small British and American units on San Juan Island had an amicable mutual social life, visiting one another's camps to celebrate their respective national holidays and holding various athletic competitions. Park rangers tell visitors the biggest threat to peace on the island during these years was "the large amounts of alcohol available".[ต้องการอ้างอิง]

    This state of affairs continued for the next 12 years. The dispute was peacefully resolved after more than a decade of confrontation and military bluster, during which time the local British authorities consistently lobbied London to seize back the Puget Sound region entirely, as the Americans were busy elsewhere with the Civil War.[17] In 1866, the Colony of Vancouver Island was merged with the Colony of British Columbia to form an enlarged Colony of British Columbia. In 1871, the enlarged colony joined the newly formed Dominion of Canada. That year, the United Kingdom and the United States signed the Treaty of Washington, which dealt with various differences between the two nations, including border issues involving the newly formed Dominion. Among the results of the treaty was the decision to resolve the San Juan dispute by international arbitration, with German Emperor Wilhelm I chosen to act as arbitrator. Wilhelm referred the issue to a three-man arbitration commission which met in Geneva for nearly a year.[16] On October 21, 1872, the commission decided in favor of the United States.[2][6][10] The arbitrators chose the American-preferred marine boundary via Haro Strait, to the west of the islands, over the British preference for Rosario Strait which lay to their east.

    On November 25, 1872, the British withdrew their Royal Marines from the British Camp.[2] The Americans followed by July 1874.[2][6]

    The Pig War is commemorated in San Juan Island National Historical Park.[10]

    Key figures[แก้]

    ระเบียงภาพ[แก้]

    ดูเพิ่ม[แก้]

    อ้างอิง[แก้]

    1. สนธิสัญญาออริกอน ที่วิกิซอร์ซ เข้าถึงแหล่งข้อมูลเมื่อ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2006
    2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 2.8 2.9 Matthews, Todd. "The Pig War of San Juan Island". The Tablet. www.wahmee.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-07-09. สืบค้นเมื่อ 2012-09-07.
    3. Hayes, Derek (1999). Historical Atlas of the Pacific Northwest: Maps of exploration and Discovery. Sasquatch Books. pp. 171–174. ISBN 1-57061-215-3.
    4. 4.0 4.1 Phil Dougherty (28 February 2010). "The International Boundary Commission first meets on June 27, 1857". HistoryLink.org. Online Encyclopedia of Washington State History. p. 9328. สืบค้นเมื่อ 19 July 2013.
    5. Howay, Frederic William; Scholefield, Ethelbert Olaf Stuart (1914). McBride, Richard (บ.ก.). British Columbia: From the Earliest Times to the Present (ภาษาอังกฤษ). II (1st ed.). Vancouver, Canada: S.J. Clarke Publishing Company. pp. 303–306. doi:10.14288/1.0388847. ISBN 9781340270537. OCLC 647473053. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 7 March 2020. สืบค้นเมื่อ 14 June 2021 – โดยทาง UBC Library (University of British Columbia).
    6. 6.00 6.01 6.02 6.03 6.04 6.05 6.06 6.07 6.08 6.09 6.10 "The Pig War". National Park Service, U.S. Department of the Interior. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-01-10. สืบค้นเมื่อ 2012-09-07.
    7. Howay, Frederic William; Scholefield, Ethelbert Olaf Stuart (1914). McBride, Richard (บ.ก.). British Columbia: From the Earliest Times to the Present (ภาษาอังกฤษ). II (1st ed.). Vancouver, Canada: S.J. Clarke Publishing Company. doi:10.14288/1.0388847. ISBN 9781340270537. OCLC 647473053. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 7 March 2020. สืบค้นเมื่อ 14 June 2021 – โดยทาง UBC Library (University of British Columbia).
    8. Vouri, Michael (2013). Adams, Jim; Brockman, Lori (บ.ก.). The Pig War: Standoff at Griffin Bay (2nd ed.). Seattle, Washington, United States of America: Discover Your Northwest. pp. 174–176. ISBN 9780914019626.
    9. 9.0 9.1 9.2 Vouri, Michael (2016). The Pig War. 164 S, Jackson, Seattle WA98104: Discover Your Northwest distributed by University of Washington. pp. 69–72. ISBN 978-0-914019-62-6.CS1 maint: location (link)
    10. 10.00 10.01 10.02 10.03 10.04 10.05 10.06 10.07 10.08 10.09 10.10 Woodbury, Chuck (2000). "How One Pig Could Have Changed American History". Out West #15. Out West Newspaper. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-08-06. สืบค้นเมื่อ 2006-10-16.
    11. Tagg, Larry (1998). "The Generals of Gettysburg". Savas Publishing. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ October 22, 2014. สืบค้นเมื่อ June 14, 2010.
    12. "Robert's Redoubt".
    13. "Belle Vue sheep farm".
    14. "Jackle's Lagoon".
    15. Vouri, Mike (2008). The Pig War. Charleston, S.C., Chicago,IL: Arcadia Publishing. ISBN 978-0-7385-5840-0.
    16. 16.0 16.1 16.2 "The Pig War". San Juan Island National Historical Park. National Park Service. สืบค้นเมื่อ 2009-06-19.
    17. Jewell, James Robbins (7 March 2015). "Chapter 1: Thwarting Southern Schemes and British Bluster in the Pacific Northwest" (PDF). ใน Arenson, Adam; Graybill, Andrew W. (บ.ก.). Civil War Wests: Testing the Limits of the United States (PDF) (ภาษาอังกฤษ) (1st ed.). Berkeley, United States of America: University of California Press (UC Press). pp. 19–20. doi:10.1525/9780520959576-002. ISBN 9780520959576. JSTOR 10.1525/j.ctt13x1gqn. OCLC 881875924. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 13 April 2021.
    18. 18.0 18.1 Vouri, Michael (1999). The Pig War: Standoff at Griffin Bay. Griffin Bay. p. 273. ISBN 978-0-9634562-5-0.

    อ่านเพิ่ม[แก้]

    แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

    * หมวดหมู่:ข้อพิพาทพรมแดนแคนนาดา–สหรัฐ หมวดหมู่:สงครามและความขัดแย้งที่ไม่มีผู้เสียชีวิต หมวดหมู่:กรณีทางการทูต หมวดหมู่:สงครามใน พ.ศ. 2402 หมวดหมู่:จอร์จ พิคเก็ท หมวดหมู่:รัฐบริติชโคลัมเบียก่อนการรวมตัวเป็นสหพันธรัฐ หมวดหมู่:ประวัติศาสตร์ของรัฐวอชิงตัน หมวดหมู่:ประวัติศาสตร์การทหารของแคนาดา หมวดหมู่:ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคแปซิฟิกนอร์ทเวสต์ หมวดหมู่:สงครามในแคนาดา หมวดหมู่:ชายฝั่งของรัฐบริติชโคลัมเบีย หมวดหมู่:กรณีอนุญาโตตุลาการ