ฉบับร่าง:ราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค

Habsburgermonarchie
ค.ศ. 1282–ค.ศ. 1918
ตราอาร์มอย่างกลางขององค์จักรพรรดิ (ประมาณ ค.ศ.1765–1790)ของราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค
ตราอาร์มอย่างกลางขององค์จักรพรรดิ
(ประมาณ ค.ศ.1765–1790)
รัฐราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คใน ค.ศ. 1789
รัฐราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คใน ค.ศ. 1789
สถานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (บางส่วน)
รัฐร่วมประมุข
เมืองหลวง
ภาษาหลักละติน เยอรมัน ฮังการี เช็ก โครเอเชีย โรมาเนีย สโลวัก สโลวีน ดัตช์ ลอมบาร์ด เวเนโต ฟรูเลียน ลาดิน อิตาลี โปแลนด์ รูทีเนีย เซอร์เบีย ฝรั่งเศส
ศาสนา
โดยส่วนมาก:
โรมันคาทอลิก (ได้รับการรับรอง)
โดยส่วนน้อย:
นิกายปฏิรูป ลูเทอแรน อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ยูทราควิส ยูดาห์ อับราฮัมนิยม
การปกครองราชาธิปไตยแบบเจ้าขุนมูลนาย
ผู้ปกครอง 
• ค.ศ. 1282–1308
พระเจ้าอัลแบร์ทที่ 1 แห่งเยอรมนี และ ดยุกรูด็อล์ฟที่ 2 แห่งออสเตรีย
• ค.ศ. 1916–1918
จักรพรรดิคาร์ลที่ 1 แห่งออสเตรีย-ฮังการี
เลขานุการแห่งรัฐ 
• ค.ศ. 1753–1793
เว็นท์เซิล อันโทน
ยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ตอนต้น/สมัยนโปเลียน
ธันวาคม ค.ศ. 1282
14 กรกฎาคม ค.ศ. 1683
ค.ศ. 1740 – ค.ศ. 1748
ค.ศ. 1787 – ค.ศ. 1791
4 สิงหาคม ค.ศ. 1791
11 สิงหาคม ค.ศ. 1804
29 พฤษภาคม ค.ศ. 1867
31 ตุลาคม ค.ศ. 1918
^ก ศาสนาที่นับถือโดยชาวเช็ก ส่วนใหญ่ในราชอาณาจักรโบฮีเมีย ได้รับการรับรองจนถึง ค.ศ. 1627 หลังจากนั้นถูกสั่งห้าม
^ข ภาษาเยอรมันกลายมาเป็นภาษาราชการของจักรวรรดิใน ค.ศ. 1784[1]

ราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค (เยอรมัน: Habsburgermonarchie) ราชาธิปไตยโดเนา (เยอรมัน: Donaumonarchie) หรือ จักรวรรดิฮาพส์บวร์ค เป็นคำนิยามอย่างกว้าง สมัยใหม่ซึ่งบัญญัติโดยนักประวัติศาสตร์เพื่อใช้แสดงถึงดินแดนและอาณาจักรต่าง ๆ ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คสาขาออสเตรีย ถึงแม้ว่าในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1438 ถึง 1806 (เว้นช่วงไปใน ค.ศ. 1742 ถึง 1745) เชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คจะถือครองพระราชอิสริยยศจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยก็ตาม แต่ตัวจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เอง (ซึ่งจักรพรรดิทรงมีอำนาจปกครองแต่เพียงเล็กน้อย) ก็ไม่ได้ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค

จุดเริ่มต้นของรัฐราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คเริ่มนับจากการที่พระเจ้ารูด็อล์ฟที่ 1 ทรงได้รับเลือกเป็นพระมหากษัตริย์เยอรมนี ใน ค.ศ. 1273 และการที่ทรงได้รับดัชชีออสเตรีย เป็นดินแดนประจำราชวงศ์เมื่อ ค.ศ. 1282 ใน ค.ศ. 1482 จักรพรรดิมัคซีมีลีอานที่ 1 ทรงได้ครองเนเธอร์แลนด์ ผ่านทางการอภิเษกสมรส ดินแดนทั้งสองอยู่ในเขตแดนของจักรวรรดิโรมันอันศักดิสิทธิ์ และถูกส่งต่อไปยังจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 พระราชนัดดาของพระองค์ ซึ่งทรงได้รับสืบทอดสเปนและอาณานิคมมาจากทางฝั่งพระราชมารดา และได้ปกครองเหนือจักรวรรดิฮาพส์บวร์คในช่วงแพ่ไพศาลที่สุด การสละราชสมบัติของจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ใน ค.ศ. 1556 นำไปสู่การแบ่งดินแดนต่าง ๆ ที่ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คถือครอง ระหว่างพระอนุชา แฟร์ดีนันท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1521 และได้รับเลือกเป็นกษัตริย์แห่งฮังการีและโบฮีเมีย มาตั้งแต่ ค.ศ. 1526 กับพระราชโอรส พระเจ้าเฟลิเปที่ 2 แห่งสเปน ก่อให้เกิดการแบ่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์คออกเป็นสาขาสเปน (ปกครองคาบสมุทรไอบีเรีย เนเธอร์แลนด์ บร์ูกอญ และดินแดนในอิตาลี) ซึ่งมาสิ้นสุดเชื้อสายใน ค.ศ. 1700 และสาขาออสเตรีย (ซึ่งถือครองบัลลังก์จักรวรรดิ ฮังการี โบฮีเมีย และพระราชอิสริยยศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) และมีสาขาย่อยแตกออกไปจากสาขานี้อีก ซึ่งดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1564 ถึง 1665 แต่หลังจากนั้นก็รวมกันเป็นรัฐร่วมประมุขภายใต้ราชวงศ์เดียว

รัฐราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คเป็นรัฐที่มีพระประมุขร่วมกัน โดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือสถาบันร่วมใด ๆ ยกเว้นราชสำนักฮาพส์บวร์คเอง โดยดินแดนทั้งนอกและในจักรวรรดิโรมันอันศักดิสิทธิ์ต่างมีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน รัฐองค์ประกอบ (Composite State) กลายมาเป็นรูปแบบรัฐราชาธิปไตยที่พบได้ทั่วไปใน ยุโรปภาคพื้นทวีป ระหว่างสมัยใหม่ตอนต้น[2][3] การรวมดินแดนของจักรวรรดิฮาพส์บวร์คเกิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรรษที่ 19 โดยดินแดนต่าง ๆ ถูกรวบรวมและจัดตั้งเป็นจักรวรรดิออสเตรีย ซึ่งดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1804 ถึง 1867 และพัฒนาไปเป็นจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1867 ถึง 1918[4][5]ก่อนที่จะล่มสลายลงหลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ ดินแดนของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค (สาขาออสเตรีย) มักจะถูกเรียกโดยนามนัยว่า "ออสเตรีย" และเมื่อถึงราว ๆ ค.ศ. 1700 ศัพท์ภาษาละติน monarchia austriaca (ราชาธิปไตยออสเตรีย) ก็ถูกนำมาใช้เพื่อให้สะดวกต่อการกล่าวถึงดินแดนเหล่านี้[6] ภายในเขตแดนของจักรวรรดิ ดินแดนอันกว้างใหญ่นี้ประกอบไปด้วยดินแดนที่สืบทอดมาแต่เดิมก่อน ค.ศ. 1526 เรียกว่า เอิบลันด์ (Erblande) ดินแดนของราชบัลลังก์โบฮีเมีย ดินแดนเนเธอร์แลนด์ของสเปนเดิม ซึ่งเป็นดินแดนหนึ่งของดินแดนราชวงศ์ฮาพส์บวร์คตั้งแต่ ค.ศ. 1714 ถึง 1794 ดินแดนสวามิภักดิ์ (fief) บางส่วนในอิตาลี และนอกพรมแดนจักรวรรรดินั้นประกอบไปด้วยดินแดนทั้งหมดของราชบัลลังก์ฮังการี และดินแดนที่ได้มาจากการขับไล่จักรวรรดิออตโตมัน ศูนย์กลางของราชวงศ์อยู่ที่เวียนนา ยกเว้นในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1583 ถึง 1611 ซึ่งย้ายไปอยู่ที่ปราก[7]

ที่มาและการขยายดินแดน[แก้]

ด้านหน้าเหรียญเงินซึ่งจัดทำโดย อันโทน ชาร์ฟฟ์ ใน ค.ศ. 1882 เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 600 ปี ของรัฐราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค

พระปฐมวงศ์ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คเท่าที่มีหลักฐานให้สืบค้น คือ กราฟ (เคานต์) กุนทรัมผู้ร่ำรวย [de] (Guntram der Reiche) ซึ่งสิ้นพระชนม์ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 มีตำนานกล่าวว่าชื่อของราชวงศ์มีที่มาจากปราสาทฮาพส์บวร์ค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์[8] หลังจาก ค.ศ. 1279 ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คทรงเข้ามาปกครองออสเตรีย พระเจ้ารูด็อล์ฟที่ 1 แห่งเยอรมนี ทรงพระราชทานดัชชีออสเตรีย อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเยอรมนี ซึ่งอยู่ภายในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อีกทอดหนึ่ง ให้แก่เหล่าพระราชโอรสในการประชุมที่เอาก์สบวร์กแห่ง ค.ศ. 1282 นำไปสู่การก่อตั้ง "ดินแดนสืบทอดออสเตรีย" (Austrian hereditary lands) นับแต่บัดนั้น ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คก็ยังเป็นที่รู้จักกันในนามราชวงศ์ออสเตรีย นอกจากนี้ ระหว่าง ค.ศ. 1438 ถึง ค.ศ. 1806 อาชดยุกแห่งออสเตรียจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คยังได้รับเลือกเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ติดต่อกันอีกด้วย โดยมีการขาดช่วงไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คก้าวขึ้นมามีความความสำคัญต่อยุโรปด้วยผลจากนโยบายของราชวงศ์ที่ริเริ่มโดยจักรพรรดิมัคซีมีลีอานที่ 1 พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับมารีแห่งบูร์กอญ ทำให้เนเธอร์แลนด์ของบูร์กอญกลายเป็นหนึ่งในราชสมบัติของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค พระราชโอรสของทั้งสอง ฟิลิปผู้หล่อเหลาทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีนาถฆัวนาผู้บ้าคลั่ง (พระราชธิดาในพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 แห่งอารากอนและสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลที่ 1 แห่งกัสติยา) จึงทำให้จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (พระราชโอรสในฟิลิปผู้หล่อเหลาและสมเด็จพระราชินีนาถฆัวนา) ได้รับสืบทอดเนเธอร์แลนด์ของฮาพส์บวร์ค สเปนพร้อมดินแดนในปกครอง และออสเตรีย มาใน ค.ศ. 1506 1516 และ 1519 ตามลำดับ

ณ จุดนี้ จักรวรรดิฮาพส์บวร์คได้แผ่ไพศาลออกไปอย่างกว้างใหญ่จนทำให้จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ต้องเสด็จไปทั่วดินแดนในปกครองอยู่เสมอ ๆ และทำให้ต้องมีการตั้งผู้สำเร็จราชการและข้าหลวงในส่วนต่าง ๆ ของจักรวรรดิ เช่น อีซาแบลแห่งโปรตุเกส พระมเหสีทรงสำเร็จราชการแทนพระองค์ในสเปน และมาร์กาเรเทอแห่งออสเตรีย พระราชปิตุจฉา (อา) เป็นข้าหลวงปกครองกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ เพื่อปกครองดินแดนหลายแห่งที่อยู่ภายใต้พระองค์ จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ทรงบรรลุข้อตกลงกับแฟร์ดีนันท์ พระราชอนุชา ณ การประชุมสภาที่เมืองวอร์มส์ ใน ค.ศ. 1521 ตามข้อตกลงฮาพส์บวร์ค แห่งเมืองวอร์มส์ ซึ่งได้รับการรับรองในอีกหนึ่งปีให้หลังในบรัสเซลส์ แฟร์ดีนันท์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นอาร์ชดยุก ในฐานะที่ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเชษฐาในดินแดนสืบทอดออสเตรีย[9][10]

หลังจากที่พระเจ้าลอโยชที่ 2 แห่งฮังการี เสด็จสวรรคตในยุทธการที่โมฮาช ขณะทรงต่อสู้กับจักรวรรดิออตโตมัน อาร์ชดยุกแฟร์ดีนันท์ (ผู้อภิเษกสมรสกับพระเชษฐภคินีของพระเจ้าลอโยช ตามข้อตกลงในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาครั้งที่หนึ่ง ระหว่างจักรพรรดิมัคซีมีลีอาน พระอัยกาของอาร์ชดยุกแฟร์ดีนันท์ และพระเจ้าวลาดิสเลาส์ที่ 2 พระราชบิดาของพระเจ้าลอโยช) จึงทรงได้รับเลือกเป็นกษัตริย์แห่งโบฮีเมียและฮังการี ใน ค.ศ. 1526[11][7] แต่โบฮีเมียและฮังการีก็ยังมิได้เป็นดินแดนที่สืบทอดกันตามราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คจนกระทั้งคริสต์ศตวรรษที่ 17 ภายหลังจากจักรพรรดิแฟร์ดีนันท์ที่ 2 ทรงปราบกบฏชาวโบฮีเมียได้ในยุทธการที่ภูเขาสีขาว เมื่อ ค.ศ. 1620 พระองค์ทรงประกาศใช้ ธรรมนูญเปลี่ยนใหม่ (Renewed Constitution) ใน ค.ศ. 1627 ซึ่งทำให้ให้ราชบัลลังก์โบฮีเมียเปลี่ยนมาใช้ระบอบสืบราชสันตติวงศ์ ส่วนฮังการีนั้นเปลี่ยนมาใช้ระบบระบอบสืบราชสันตติวงศ์เมื่อจักรพรรดิเลโอพ็อลท์ที่ 1 ทรงยึดดินแดนฮังการีเกือบทั้งหมดกลับมาจากชาวออตโตมันเติร์กได้ภายหลังยุทธการที่โมฮาช (ค.ศ. 1687) และทรงจัดประชุมสภาในนครเพรสบวร์ค

จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ทรงแบ่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์คออกเป็นสองสาขาใน ค.ศ. 1556 ด้วยการยกออสเตรียและราชบัลลังก์จักรวรรดิให้กับพระราชอนุชา (ตามที่ตัดสินกันในการเลือกตั้งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 1531) และจักรวรรดิสเปนให้กับเฟลิเป พระราชโอรส สาขาสเปน (ปกครองเนเธอร์แลนด์ ราชอาณาจักรโปรตุเกสระหว่าง ค.ศ. 1580 ถึง 1640 และภูมิภาคเมซโซจอร์โน [ภาคใต้ของอิตาลี]) สิ้นสุดเชื้อสายลงใน ค.ศ. 1700 สาขาออสเตรีย (ปกครองจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ฮังการีและโบฮีเมีย) มีสาขาย่อยแตกออกไปจากสาขานี้อีก ซึ่งดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1564 ถึง 1665 แต่หลังจากนั้นก็รวมกันเป็นรัฐร่วมประมุขภายใต้ราชวงศ์เดียว


ชื่อ[แก้]

  • ราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค (เยอรมัน: Habsburgermonarchie): เป็นคำนิยามอย่างกว้างที่ถูกใช้บ่อยครั้ง แต่มิใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ
  • ราชาธิปไตยออสเตรีย (ละติน: monarchia austriaca) นิยามซึ่งเริ่มนำมาใช้ประมาณ ค.ศ. 1700 เพื่อให้สะดวกต่อการกล่าวถึงดินแดนของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คสาขาออสเตรีย [6]
  • "ราชาธิปไตยโดเนา" (เยอรมัน: Donaumonarchie) ชื่อไม่เป็นทางการซึ่งใช้โดยสิ่งร่วมสมัย
  • "ราชาธิปไตยคู่" (เยอรมัน: Doppel-Monarchie) หมายถึงดัชชีออสเตรียและราชอาณาจักรฮังการี สองรัฐซึ่งอยู่ภายใต้ผู้ปกครองพระองค์เดียวกัน
  • จักรวรรดิออสเตรีย (เยอรมัน: Kaisertum Österreich) ชื่ออย่างเป็นทางการของจักรวรรดิฮาพส์บวร์คที่สถาปนาขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1804 ภายหลังจากสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ คำว่า "จักรวรรดิ" ในที่นี้หมายถึงดินแดนที่ปกครองโดยจักรพรรดิ มิใช่ "อาณาจักรอันแพ่ไพศาล"
  • จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (เยอรมัน: Österreich-Ungarn) รัฐซึ่งดำรงอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1867–1918 เป็นชื่อที่นิยมใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้จักรวรรดิจะมีชื่อทางการว่าราชาธิปไตยออสเตรีย-ฮังการี (เยอรมัน: Österreichisch-Ungarische Monarchie) ก็ตาม[12][13][14][15]
  • ดินแดนส่วนพระองค์ หรือ โครนลันเดอร์ (Kronländer) (ค.ศ. 1849–1918) เป็นชื่อเรียกดินแดนส่วนต่าง ๆ ในจักรวรรรดิออสเตรียนับตั้งแต่ ค.ศ. 1849 และของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ตั้งแต่ ค.ศ. 1867 เป็นต้นไป ภายหลังจากการสถาปนาจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ราชอาณาจักรฮังการี (หรือเรียกอย่างเจาะจงว่า ดินแดนแห่งราชบัลลังก์ฮังการี [Lands of the Hungarian Crown]) ไม่ได้ถูกนับเป็น "ดินแดนส่วนพระองค์" อีกต่อไป ดังนั้นนิยาม "ดินแดนส่วนพระองค์" จึงกลายเป็นนิยามเดียวกับ "เหล่าราชอาณาจักรและดินแดนอันมีผู้แทนในราชสภา" (Die im Reichsrate vertretenen Königreiche und Länder) ซึ่งใช้เรียกดินแดนซิสเลอธาเนีย (Cisleithania) หรือดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรียในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
  • พื้นที่ฟากฮังการีของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีมีชื่อเรียกว่า "ดินแดนแห่งราชบัลลังก์เซนต์อิชต์วาน" หรือ"ดินแดนแห่งพระมงกุฎเซนต์อิชต์วานอันศักดิ์สิทธิ์" (Länder der Heiligen Stephans Krone) ส่วนดินแดนโบฮีเมีย (เช็กเกีย) นั้นเรียกว่า "ดินแดนแห่งราชบัลลังก์เซนต์วาสลัฟ" (Länder der Wenzels-Krone)

ชื่อของดินแดนองค์ประกอบ

  • ประเทศออสเตรียในปัจจุบันปกครองในระบอบสาธารณรัฐกึ่งสหพันธ ประกอบไปด้วยเก้ารัฐ (Bundesländer) ได้แก่ โลว์เออร์ออสเตรีย อัปเปอร์ออสเตรีย ทีโรล สตีเรีย ซาลซ์บูร์ก คารินเทีย โฟราร์ลแบร์ก บูร์เกนลันด์ และเวียนนา ซึ่งเป็นเมืองหลวง
  • บูร์เกนลันด์ แยกตัวออกมาจากฮังการีและกลายเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรียใน ค.ศ. 1921
  • ซาลซ์บูร์ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรียใน ค.ศ. 1816 ภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามนโปเลียน โดยแต่เดิมนั้นซาลซ์บูร์กอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าชายมุขนายกแห่งซาลซ์บูร์กในฐานะดินแดนอธิปไตย
  • เวียนนา เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ได้รับสถานะเป็นรัฐเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1922 เวียนนามีสถานะเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิและเมืองหลวงของจักรวรรดิออสเตรีย (Reichshaupt und Residenzstadt Wien) มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
  • ออสเตรีย ในทางประวัติศาสตร์ถูกแบ่งออกเป็น "ออสเตรียเหนือแม่น้ำเอ็นส์" (Austria above the Enns) และ "ออสเตรียใต้แม่น้ำเอ็นส์" (Austria below the Enns) (แม่น้ำเอ็นส์เป็นเส้นแบ่งระหว่างรัฐ อัปเปอร์- และโลว์เออร์ออสเตรีย) พื้นที่ของรัฐอัปเปอร์ออสเตรียขยายใหญ่ขึ้นจากการผนวกพื้นที่อินส์เวียร์เทล (Innviertel, "มุมแม่น้ำอินส์") ซึ่งแต่เดิมเป็นของบาวาเรีย ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาเทเชิน (ค.ศ. 1779) ภายหลังสงครามสืบราชบัลลังก์บาวาเรีย
  • ดินแดนสืบทอด (Erblande หรือ Erbländer โดยส่วนมากใช้คำว่า Österreichische Erblande) ดินแดนสืบทอดเยอรมัน (ในราชาธิปไตยออสเตรีย) หรือดินแดนสืบทอดออสเตรีย (สมัยกลาง – ค.ศ. 1849 หรือ 1918) ในนิยามอย่างจำกัดแล้วหมายถึงดินแดน "ดั่งเดิม" ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค หลัก ๆ แล้วคือ ออสเตรีย (Oesterreich) สตีเรีย (Steiermark) คารินเทีย (Kaernten) คาร์นิโอลา (Krain) ทีโรล (Tirol) และโฟราร์ลแบร์ก In a wider sense the Lands of the Bohemian Crown were also included (from 1526; definitively from 1620/27) in the Hereditary Lands. The term was replaced by the term "Crownlands" (see above) in the 1849 March Constitution, but it was also used afterwards.
    The Erblande also included many small territories that were principalities, duchies or counties in other parts of the Holy Roman Empire.

อ้างอิง[แก้]

  1. "Smoldering Embers: Czech-German Cultural Competition, 1848–1948" by C. Brandon Hone. Utah State University.
  2. Robert I. Frost (2018). The Oxford History of Poland-Lithuania: Volume I: The Making of the Polish-Lithuanian Union, 1385–1569, Oxford History of Early Modern Europe. Oxford University Press. p. 40. ISBN 9780192568144.
  3. John Elliot (1992). The Old World and The New 1492-1650. Oxford University Press. p. 50. ISBN 9780521427098.
  4. Vienna website; "Archived copy". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2011-11-23. สืบค้นเมื่อ 2011-09-11.CS1 maint: archived copy as title (link)
  5. Encyclopædia Britannica online article Austria-Hungary; http://www.britannica.com/EBchecked/topic/44386/Austria-Hungary
  6. 6.0 6.1 Hochedlinger 2013, p. 9.
  7. 7.0 7.1 "Czech Republic – Historic Centre of Prague (1992)" Heindorffhus, August 2007, HeindorffHus-Czech Archived 2007-03-20 ที่ archive.today.
  8. Rady 2020, pp. 12, 14–5
  9. Kanski, Jack J. (2019). History of the German speaking nations (ภาษาอังกฤษ). ISBN 9781789017182.
  10. Pavlac, Brian A.; Lott, Elizabeth S. (30 June 2019). The Holy Roman Empire: A Historical Encyclopedia [2 volumes]. ISBN 9781440848568.
  11. "Ferdinand I". Encyclopædia Britannica.
  12. Kotulla 2008, p. 485.
  13. Simon Adams (30 July 2005). The Balkans. Black Rabbit Books. pp. 1974–. ISBN 978-1-58340-603-8.
  14. Scott Lackey (30 October 1995). The Rebirth of the Habsburg Army: Friedrich Beck and the Rise of the General Staff. ABC-CLIO. pp. 166–. ISBN 978-0-313-03131-1.
  15. Carl Cavanagh Hodge (2008). Encyclopedia of the Age of Imperialism, 1800-1914: A-K. Greenwood Publishing Group. pp. 59–. ISBN 978-0-313-33406-1.

หมายเหตุ[แก้]

หมวดหมู่:รัฐสิ้นสภาพในทวีปยุโรป หมวดหมู่:ราชาธิปไตย