ฉบับร่าง:พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา 01.jpg
พิพิธภัณฑ์อยู่ในสังกัดส่วนจัดแสดง 4กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์
ก่อตั้งค.ศ. 2002 ( พ.ศ 2545) (2002 ( พ.ศ 2545)) (ที่ตั้งเดิม)
ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) (2020 (พ.ศ. 2563)) (ที่ตั้งปัจจุบัน)
ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดสงขลา (หลังเก่า) ถ.ราชดำเนิน ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา
พิกัดภูมิศาสตร์7°12′19.1″N 100°35′49.1″E / 7.205306°N 100.596972°E / 7.205306; 100.596972พิกัดภูมิศาสตร์: 7°12′19.1″N 100°35′49.1″E / 7.205306°N 100.596972°E / 7.205306; 100.596972
ประเภทพิพิธภัณฑ์เหรียญ
ผู้ก่อตั้งกรมธนารักษ์
เจ้าของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
ขนส่งมวลชนที่เข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา (อังกฤษ: Treasury Museum, Songkhla,) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์เงินตรา เช่น เหรียญกษาปณ์ไทย เงินตราท้องถิ่น และเงินตราต่างประเทศ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วน จัดแสดง 4 กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่บริเวณศาลากลางจังหวัดสงขลา (หลังเก่า) ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เปิดให้ประชาชนเข้าชมในเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30. น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม

ประวัติ[แก้]

ปี พ.ศ 2545- 2550 ศาลาธนารักษ์ 2 จังหวัดสงขลา ซ่ึงเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการเหรียญประจำภาคใต้ มีภารกิจในการจัดแสดงและเผยแพร่ทรัพย์สินมีค่า จำหน่่ายเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ และรับ-จ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ ในขณะนั้น ได้ขอใช้พื้นที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาเป็นสถานที่สำหรับจัดแสดง เนื่องจากอาคารสำนักงานของศาลาธนารักษ์ 2 มีพื้นที่จำกัด ต่อมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาได้ขอคืนพื้นที่ จึงได้ย้ายการจัดแสดงออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา มาจัดแสดง ณ อาคารศาลากลางจังหวัดสงขลา

ปี พ.ศ. 2555 กรมธนารักษ์ มีนโยบายขยายงานการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ โดยการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ จังหวัดสงขลา และโอนภารกิจด้านการ รับ-จ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สังกัด สำนักบริหารเงินตรา ไปสังกัดสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สงขลา ณ ที่ทำการแห่งใหม่ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน จึงมีโครงการที่จะปรับปรุงพื้นที่บริเวณศาลาธนารักษ์ 2 และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สงขลาเดิม เพื่อจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าเพิ่มเติมให้มีรูปแบบการจัดแสดงที่มีความสวยงามทันสมัย โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้มาตรฐาน และนำทรัพย์สินประเภทเงินตรา เช่น เหรียญ กษาปณ์ไทย เงินตราท้องถิ่น และเงินตราต่างประเทศมาจัดแสดง ตลอดจนขยายพื้นที่การจำหน่ายเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคได้ร่วมชื่นชม เกิดความรักและหวงแหนในมรดกที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา

ปี พ.ศ. 2563 ศาลาธนารักษ์ 2 จัดตั้งขึ้นเป็น ส่วนจัดแสดง 4 สังกัด กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ ตามกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2563 โดยพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา อยู่ในการกำกับดูแลของส่วนจัดแสดง 4

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา 03.jpg

จังหวัดสงขลา นับเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของคาบสมุทรภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นจุดบรรจบของเส้นทางการค้าโบราณระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออกเมื่อราว 2,000 ปี มาแล้ว มีพัฒนาการทางการค้าและเศรษฐกิจต่อเนื่องมายาวนาน โดยสะท้อนผ่านสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเงินตราที่ปรากฏในแต่ยุคแต่ละสมัย เงินตราภาคใต้แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ชุมชนและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าศึกษาเรียนรู้และเป็นความภาคภูมิใจในมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทย

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ในสังกัดกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวประวัติศาตร์เงินตราไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ เหรียญกษาปณ์ในภูมิภาคของภาคใต้เป็นหลัก พร้อมเหรียญกษาปณ์และเงินตราไทยโดยเฉพาะที่พบในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ออกมาหมุนเวียนจัดแสดง ณ ส่วนจัดแสดง 4 เพื่อให้เยาวชนและประชาชนที่อยู่ในส่วนภูมิภาคได้มีโอกาสเข้าชม รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์เงินตราและเหรียญกษาปณ์ไทย

การจัดแสดง[แก้]

จัดแสดงเงินตราในอดีต[แก้]

จัดแสดงเงินตราสมัยต่าง ๆ ได้แก่ เงินทวารวดี เงินดอกจัน เงินนโม พดด้วงสุโขทัย เงินคุบสุโขทัย พดด้วงอยุธยา และเงินคุบอยุธยา โดยมีเงินดอกจันและเงินนโมเป็นเอกลักษณ์แห่งเงินตราภาคใต้

บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทย เป็นจุดแบ่งของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีความสำคัญทางการค้า ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 2,000 ปี เป็นจุดเชื่อมโยงยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน ปรากฏหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เช่น ลูกปัดเหรียญอาหรับ เหรียญจีน และภาชนะเครื่องเคลือบของจีน ดินแดนคาบสมุทรนี้เจริญเติบโตปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยจวบจนปัจจุบัน เงินตราภาคใต้ จึงเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความมั่งคั่งทางการค้า สะท้อนให้เห็นภาพสังคมและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา 04.jpg

  เงินดอกจัน เงินนโม เอกลักษณ์เงินตราภาคใต้

        การค้าขายทางทะเลทำให้เกิดเมืองท่าขึ้น ชื่อว่า เมืองศรีวิชัย ซึ่งควบคุมเส้นทางการค้าและน่านน้ำทางตอนใต้ของประเทศไทยจนถึงเกาะชวาและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในปัจจุบัน ทำให้อาณาจักรแห่งนี้มีความมั่งคั่ง โดยได้ผลิตเงินดอกจันขึ้นเพื่อใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยน มีลักษณะกลม ด้านหน้าประทับตรารูปดอกไม้ 4 กลีบ หรือตราประจำยาม อีกด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤต  คำว่า วร แปลว่า ประเสริฐ

         ในกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เกิดอาณาจักรตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญสำหรับขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียตะวันตกกับอ่าวไทยตะวันออก มีเรือสินค้าจากชาติต่างๆ เข้ามาค้าขาย เช่น จีนและอินเดีย จึงได้มีการผลิตเงินตราเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เงินนโม ด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤตโบราณคล้ายอักษร น อีกด้านหนึ่งตรงกลางมีรอยบากเป็นร่อง เชื่อว่าเงินนโมสามารถป้องกันโรคอหิวาตกโรคได้ เงินนโมที่เป็นเงินตรา แบ่งได้เป็น 3 ชนิด ตามสัณฐานของเงิน ได้แก่ เงินนโมเมล็ดข้าวสาร เงินนโมขี้หนู และเงินนโมตาไก่ เมืองท่าที่มีความสำคัญของภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ปัตตานี สงขลา และ ตรัง เป็นต้น และได้มีความเจริญรุ่งเรืองมาถึงสมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

จัดแสดงเงินตรานานาชาติ[แก้]

จัดแสดงเงินตรานานาชาติบนแผ่นดินคาบสมุทรภาคใต้ ได้แก่ เหรียญเม็กซิกัน เหรียญสเปน เหรียญเนเธอแลนด์ เหรียญการค้าในเมืองอาณานิคมอังกฤษ เหรียญเปรู เหรียญอินโดจีนฝรั่งเศส เหรียญบอร์เนียว เหรียญซาราวัก เหรียญมาลายู เหรียญฮ่องกง และเหรียญญี่ปุ่น

ดินแดนทางภาคใต้ของไทยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ มีพ่อค้าจากนานาชาติเดินทางเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า จึงมีการใช้เหรียญเงินนานาชาติบนดินแดนภาคใต้ เช่น เหรียญอาหรับ เหรียญเปอร์เซีย เหรียญอินเดีย และเหรียญเม็กซิกัน เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการใช้เงินตราต่างประเทศ ได้แก่ เงินเม็กซีกัน และเงินรูเปีย ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเงินตราแตกต่างกันไปตามความบริสุทธิ์และน้ำหนักของเนื้อเงิน

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา 02.jpg

จัดแสดงเหรียญอีแปะ เหรียญกงสี ซึ่งเป็นเงินตราท้องถิ่นภาคใต้ และพดด้วงรัชกาลที่ 1 พดด้วงรัชกาลที่ 2 และพดด้วงรัชกาลที่ 3

         เหรียญอีแปะ เป็นเหรียญกลม มีรูตรงกลาง ด้านหนึ่งมีอักษรจีนระบุปีที่ผลิตหรือระบุราชวงศ์ ชื่อจักรพรรดิจีน หัวเมืองทางภาคใต้มีการติดต่อค้าขายกับจีนมากขึ้นในสมัยอยุธยา และต้นรัตนโกสินทร์ และในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนซึ่งทำเหมืองแร่ทางภาคใต้ได้ผลิตเหรียญอีแปะแบบจีน เรียกว่า เหรียญกงสี เพื่อใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนในเท้องถิ่นหรือในหมืองแร่และได้มีการยกเลิกใช้เหรียญกงสีในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราเข้าสู่ระบบสากล และสามารถผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนได้เพียงพอต่อความต้องการ

พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา 06.jpg
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา.jpg

 จัดแสดงเหรียญกษาปณ์สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปัจจุบัน

        ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการเปิดเสรีทางการค้ากับนานาชาติมีการซื้อขายสินค้าเพิ่มมากขึ้น เงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราหลักผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เหรียญเงินต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับเงินบาทไทย โดยสั่งเครื่องจักรเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์แบบกลมแบนขึ้นใช้แทนเงินพดด้วง เงินตราของไทยจึงเริ่มเข้าสู่ระบบสากล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกเงินตราในระบบเก่าทั้งหมด ทั้งการใช้เงินพดด้วงและหน่วยเงินตรา และเปลี่ยนสู่ระบบสากล ใน พ.ศ. 2445 มีการตราพระราชบัญญัติเงินตรา กำหนดการทำและการใช้เงินตราในบ้านเมืองเพื่อเตรียมเข้าสู่การตั้งมาตราทองคำในปี พ.ศ. 2451 ตราพระราชบัญญัติมาตราทองคำ ทำให้ไทยเข้าสู่ระบบการใช้ทองคำเป็นทุนสำรอง และกำหนดอัตราเงินบาทเทียบเท่าทองคำ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เหรียญกษาปณ์มีการพัฒนาการทั้งด้านโลหะที่ใช้ ชนิดราคา ภาพที่ปรากฏบนหน้าเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ อีกด้านหนี่งเป็นวัดที่สำคัญ นอกจากนั้นเหรียญกษาปณ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย

        พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา จึงเป็นสถานที่สำหรับคนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และศึกษาทางประวัติศาสตร์เงินตราอันทรงคุณค่าของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง[แก้]

  • หนังสือวิวัฒนาการเงินตราไทย กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง , 2545 (สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์) , บริษัทดาวฤกษ์ จำกัด
  • พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มนุษย์วิทยาสิริธร (องค์กรมหาชน)
  • กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]