ฉบับร่าง:พระยาสรกิจพิศาล (ดำริห์ อมาตยกุล)

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    พลตรี พระยาสรกิจพิศาล (ดำริห์ อมาตยกุล)[แก้]

    พลตรี พระยาสรกิจพิศาล นามเดิม ดำริห์ อมาตยกุล (23 มิถุนายน พ.ศ.2430 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2511)

    ประวัติ[แก้]

    ดำริห์ อมาตยกุล เกิดปีกุน วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2430 สถานที่เกิด คลองบางใหญ่ อำเภอบางยี่เรือ จังหวัดธนบุรี บุตรคนเดียวของ หลวงพิเทศพิไสย์ (ประวัตร อมาตยกุล) และ นางทองดี รัตนเสน

    การศึกษา[แก้]

    นับตั้งแต่เยาว์วัย พลตรี พระยาสรกิจพิศาล เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร และมีความอุตสาหะ ในการเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ได้เริ่มเรียนหนังสือเมื่อมีอายุได้เพียง 8 ขวบ โดยเรียนที่บ้าน และครูผู้สอนคือ ร้อยเอกขุนสุรักษ์สรานุสิทธิ์ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นนายยี่ ต่อมาเมื่ออายุได้ 10 ขวบ พันตรี หลวงนฤสารสำแดง (ชื่่อวัน) จึงได้มาเป็นครูสอนด้วยอีกผู้หนึ่ง ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาที่มีการสอบไล่ พลตรี พระยาสรกิจพิศาล ก็ได้เข้าสอบความรู้รวมกับนักเรียนวัดราชบพิตร จนสอบไล่ได้ถึงชั้น 4 ซึ่งในเวลานั้นมีชั้นเรียนเพียง 6 ชั้น

    ครั้นเมื่่ออายุได้ 13 ปี ถึงสมัยที่ จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสด็จกลับการทรงศึกษาในทวีปยุโรป มาจัดกิจการทหารของประเทศไทยให้เจริญทันสมัยยิ่งขึ้น บรรดาเจ้านายและข้าราชการได้พากันส่งโอรสและบุตรหลานเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก

    มารดาของ พลตรี พระยาสรกิจพิศาล จึงได้นำตัวไปถวายจอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช แต่เมื่อยังมีพระยศเป็นพลเอก พระเจ้าลูกยาเธอ และทรงดำรงตำแหน่งผู้บีญชาการกรมยุทธนาธิการ เพื่อสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2443 เริ่มต้นได้เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยห้องชั้น 1 สมัยนั้นมี 3 ชั้นเท่านั้น เรียนอยู่ได้ 1 ปี ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้มีเป็น 6 ชั้น และเมื่อสอบไล่ได้ชั้น 1 แล้ว ทางโรงเรียนนายร้อยก็ได้ปรับให้เข้าเรียนในชั้น 5 ทีเดียว ได้ศึกษาวิชาทหารตามหลักสูตรแห่งสถานศึกษานี้จนจบหลักสูตร เป็นนายทหารได้ในปี พ.ศ. 2445

    เมื่อ พลตรี พระยาสรกิจพิศาล เรียนจบหลักสูตรสอบไล่ได้ชั้น 6 จากโรงเรียนนายร้อยแล้ว แต่อายุยังน้อยมาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปศึกษาวิชาการทหารต่อในประเทศเยอรมัน ออกเดินทางโดยทางเรือไปประเทศยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2446 ภายหลังจากที่ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ รวมทั้งภาษาเยอรมันเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อย ในโรงเรียนนายร้อยทหารบกแห่งประเทศเยอรมันได้ในปี พ.ศ. 2448 ได้ศึกษาวิชาการทหารจนจบหลักสูตรและได้รับยศร้อยตรี เป็นทหารปืนใหญ่ประจำการในกองทัพบกเยอรมัน เมื่อ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2451 ในเวลาที่เป็นทหารประจำการได้เคยเป็นผู้อำนวยการฝึกทหารใหม่ของประเทศเยอรมันอยู่เป็นเวลา 3 ปี

    เมื่อ พลตรี พระยาสรกิจพิศาล ได้เป็นนายทหารประจำการในกองทัพบกเยอรมันแล้ว ได้มีโอกาสเข้าเรียนวิชาการทหาร (เทคนิค) เพิ่มเติม ในโรงเรียนนายทหารชั้นสูง เรียกว่าโรงเรียนปืนใหญ่ช่าง อีกเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2453 จนถึง พ.ศ. 2455 จนจบหลักสูตร และได้ลาออกจากราชการพ้นตำแหน่งนายทหารประจำการในกองทัพบกเยอรมัน และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2456 ได้เดินทางกลับมารับราชการในประเทศไทย


    ชีวิตในราชการทหาร[แก้]

    • พ.ศ. 2443 ได้เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก (ประเทศไทย)
    • พ.ศ. 2445 สอบไล่จบหลักสูตรชั้น 6 ของโรงเรียนนายร้อย ได้รับทุนหลวงไปศึกษาวิชาการทหารต่อไปในประเทศยุโรป
    • พ.ศ. 2446 ออกเดินทางจากประเทศไทยโดยทางเรือไปประเทศเยอรมัน
    • พ.ศ. 2448 เข้าเป็นนักเรียน นายร้อยในโรงเรียน นายร้อยทหารบกของประเทศเยอรมัน
    • พ.ศ. 2451 สำเร็จการศึกษา ได้รับยศร้อยตรี เป็นนายทหารปืนใหญ่ ประจำการในกองทัพบกเยอรมัน
    • พ.ศ. 2452 ได้รับพระราชทานยศร้อยตรีในกองทัพบกไทย และยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศเยอรมัน
    • พ.ศ. 2453 เข้าศึกษา วิชาการทหาร ชั้นสูงต่อในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ ช่าง ณ กรุงเบอรลิน ประเทศเยอรมัน เพื่อศึกษาวิชาการทหาร และวิชาเทคนิคต่าง ๆ (Militaertechnische Akademic)
    • พ.ศ. 2456 สำเร็จการศึกษา วิชาการ ทหารชั้นสูง ตามหลักสูตรของโรงเรียน นายทหารแห่งนี้ และได้เดินทางกลับประเทศไทยในปีเดียวกัน
    • พ.ศ. 2456 เข้ารับราชการมียศเป็นร้อยตรีในกรมจเรปืนใหญ่ทหารบก
    • 11 มิถุนายน พ.ศ. 2457 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นร้อยโท และในปีเดียวกันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อย 2 ป. 1 ร.อ.
    • 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นร้อยเอก
    • 21 มิถุนายน พ.ศ. 2458 ดำรงตำแหน่งปลัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์
    • 7 สิงหาคม พ.ศ. 2459 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมตำราทหารบก
    • 8 กันยายน พ.ศ. 2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวร รับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณ
    • 31 ธันวาคม พ.ศ. 2459 ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้นที่ 5
    • 7 เมษายน พ.ศ. 2460 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธศาสตร์ทหารบก
    • 21 เมษายน พ.ศ. 2461 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นพันตรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวรสืบต่อไป
    • 2 มกราคม พ.ศ. 2461 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษดีมาลาเข็มศิลปวิทยา
    • 1 มกราคม พ.ศ. 2462 ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้นที่ 4
    • 27 เมษายน พ.ศ. 2462 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็น หลวงสรกิจพิศาล
    • 6 ธันวาคม พ.ศ. 2462 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่ 5 กรมยุทธศาสตร์ทหารบก (ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก)
    • 31 ธันวาคม พ.ศ. 2463 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบ็ญจมาภรณ์ช้างเผือก
    • 25 เมษายน พ.ศ. 2465 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นพันโท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการหน้าที่ราชองครักษ์เวรต่อไป
    • 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็น พระสรกิจพิศาล
    • 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทานเหรียญบรมราชาภิเษกรัชการที่ 7
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
    • 18 เมษายน พ.ศ. 2471 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวรต่อไป
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จ.ช.
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ต.ม.
    • 31 ตุลาคม พ.ศ. 2473 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนก 2 กรมเสนาธิการทหารบก
    • 24 เมษายน พ.ศ. 2474 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันเอก
    • 5 มีนาคม พ.ศ. 2474 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 จังหวัดราชบุรี
    • 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสรกิจพิศาล


    ครั้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากประจำการเป็นนายทหารกองหนุนสังกัดกองทัพบก เพื่อรับพระราชทานเบี้ยหวัดต่อไป และต่อมาเมื่อวันที่ 1กันยายน พ.ศ. 2481 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากกองหนุนเป็น นายทหารนอกราชการ สังกัดกองทัพบก เพื่อพระราชทานบำนาญ


    • 21กรกฎาคม พ.ศ. 2482 กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงงานทำกระดาษไทย
    • 17 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ตามคำสั่งทหารลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ให้พันเอก พระยาสรกิจพิศาล นายทหารพ้นราชการ ซึ่งรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงงานทำกระดาษไทย เข้าสำรองราชการกองบังคับการกรมเสนาธิการทหารบก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    • 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวรรับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อไป
    • 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี
    • 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นทูตทหารบก และทหารอากาศประจำประเทศญี่ปุ่น (อยู่ในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2)
    • 20 กันยายน พ.ศ. 2486 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย
    • 6 ธันวาคม พ.ศ. 2487 เดินทางจากประเทศญี่ปุ่นกลับประเทศไทย
    • 24 มกราคม พ.ศ. 2487 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากระทรวงอุตสาหกรรม
    • 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2487 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาพลาธิการทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่ง
    • 16 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
    • 15 ธันวาคม พ.ศ. 2488 รักษาการในตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อีกตำแหน่งจนถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และในปี พ.ศ. 2489 นี้ได้พ้นจากหน้าที่ราชการครบเกษียรอายุ ออกรับพระราชทานบำนาญ
    • 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ภ.ป.ร. ชั้น 3


    เกียรติยศ[แก้]

    ยศทหาร[แก้]

    • พ.ศ. 2456 นายร้อยตรี
    • 11 มิถุนายน พ.ศ. 2457 นายร้อยโท
    • 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 นายร้อยเอก
    • 21 เมษายน พ.ศ. 2461 นายพันตรี
    • 25 เมษายน พ.ศ. 2465 นายพันโท
    • 24 เมษายน พ.ศ. 2474 นายพันเอก
    • 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 พลตรี

    บรรดาศักดิ์[แก้]

    • 27 เมษายน พ.ศ. 2462 หลวงสรกิจพิศาล
    • 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 พระสรกิจพิศาล
    • 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 พระยาสรกิจพิศาล


    เครื่องอิสริยาภรณ์[แก้]

    • 31 ธันวาคม พ.ศ. 2459 เหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้นที่ 5
    • 2 มกราคม พ.ศ. 2461 เหรียญดุษดีมาลาเข็มศิลปวิทยา
    • 1 มกราคม พ.ศ. 2462 เหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้นที่ 4
    • 31 ธันวาคม พ.ศ. 2463 เครื่องราชอิสริยาภรณ์เบ็ญจมาภรณ์ช้างเผือก
    • 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 เหรียญบรมราชาภิเษกรัชการที่ 7
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จ.ช.
    • 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ต.ม.
    • 20 กันยายน พ.ศ. 2486 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย
    • 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 เหรียญรัตนาภรณ์ ภ.ป.ร. ชั้น 3


    ครอบครัว[แก้]

    เมื่ออายุได้ 27 ปี ได้ทำการสมรสกับคุณหญิงชลอ สรกิจพิศาล ธิดาของพระยาอภัยรณฤทธิ์ และคุณหญิงทรามสงวน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2457 ในขณะนั้นรับราชการเป็น ผู้บังคับกองร้อยทหารป์นใหญ่ กองร้อย 2 ป.1 รอ. มียศเป็นร้อยโท ในการประกอบพิธีมงคลสมรสนี้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงเป็นเจ้าภาพ มีบุตรและธิดารวม 5 คน คือ

    1. นางสาว ชโลม อมาตยกุล
    2. นางสาว เฉลิม อมาตยกุล
    3. นาย วิโรจ อมาตยกุล
    4. นาย ดำรา อมาตยกุล
    5. นาง เจริญศรี ชื่นประสิทธิ์


    พลตรี พระยาสรกิจพิศาล เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และมีร่างกายแข็งแรงตลอดมา แม้แต่อายุพ้นวัย 60 ย่างเข้าวัย 70 ปี ก็ยังสามารถไปไหนมาไหนได้โดยการขับรถยนต์ส่วนตัวด้วยตัวเองเป็นประจำ ไม่เคยป่วยไข้ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อเป็นเวลานานเลย เมื่ออายุย่างเข้า 80 ปี ร่างกายโดยทั่วไป นับว่ายังแข็งแรงดี นอกจากเริ่มมีความจำเสื่อมลงบ้างเท่านั้น ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2510 หลังจากที่ต้องสูญเสียคุณหญิงสรกิจพิศาลไปแล้ว พลตรี พระยาสรกิจพิศาล ก็เริ่มมีความจำเสื่อมมากขึ้นเป็นลำดับ และได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน เมื่อประมาณ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 ด้วยโรคไข้หวัดและมีโรคปอดบวมและโรคไตแทรก อาการป่วยได้ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นผู้ที่มีอายุมาก นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ แพทย์ประจำครอบครัวได้พยายามดูแลรักษาโดยใกล้ชิดจนถึงวาระสุดท้าย พลตรี พระยาสรกิจพิศาล ได้ถึงแก่กรรมด้วยความสงบ ที่บ้านราชวัตร์ ถนนพระราม 5 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 เวลา 18.15 น.


    อ้างอิง [1]

    1. หนังสือขยายทางสู่ความสุข หลีกอบายภูมิสู่ทางแห่งความสุข ประทีปทอง ส่องทางสู่ความสุข เรียบเรียงโดยพลตรี พระยาสรกิจพิศาล จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาสรกิจพิศาล (ดำริห์ อมาตยกุล) ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2511 หน้าที่ 5-10