ฉบับร่าง:ฉายารัฐบาล (ประเทศไทย)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำปี ของสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานเกือบ 40 ปี สะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาลโดยปราศจากอคติ ซึ่งรัฐบาลแรกที่ถูกนักข่าวทำเนียบตั้งฉายา ก็คือ "รัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์" (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ช่วงปี พ.ศ.2523-2531)

ช่วงแรก ๆ ปี พ.ศ.2523-2525 จะเป็นการจัดอันดับให้กับรัฐมนตรี (รวม 3 ครั้ง) และในปี พ.ศ.2526-2530 จะเป็นการจัดอันดับและตั้งฉายาให้กับรัฐมนตรี (รวม 4 ครั้ง) ก่อนที่ภายหลังปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา จะเป็นการตั้งฉายาให้กับรัฐมนตรีเหมือนดังปัจจุบัน ส่วนวาทะแห่งปี ช่วงแรกนั้นจะเรียกว่า "คำขวัญประจำปี" ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นวาทะแห่งปี

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2523-2527[แก้]

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2528-2532[แก้]

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2533-2537[แก้]

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2538-2542[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2538[1] 51 รัฐบาล รัฐบาลต่างตอบแทน เนื่องจากรัฐบาลได้อ้างอาญาสิทธิ์จากประชาชนเข้ามาทำการจัดตั้งรัฐบาลโดยแบ่งสรรโควตา รมต. และงานที่รับผิดชอบกันภายใน 7 พรรคร่วมรัฐบาล เหมือนการแบ่งสัมปทานประเทศและรัฐบาลยังเมินเฉยต่อกระแสเรียกร้องของสังคมที่ต้องการให้ปรับ รมต.ประเภท "ยี้" หรือ รมต.ผู้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ออกจากคณะรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นภาพการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งสานผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน
นายบรรหาร ศิลปอาชา

(นายกรัฐมนตรี)

หลงจู๊เสียศูนย์ เนื่องจากลักษณะการทำงานแบบเถ้าแก่บริษัท ไม่ค่อยมีหลักการในการบริหารประเทศ อีกทั้งในส่วนของมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงกันง่ายดายราวกับว่าเป็นการเล่นขายของ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมการบริหารงานตลอดจนพรรคร่วมรัฐบาลและลูกพรรคชาติไทยได้

คำว่า "หลงจู๊" เป็นคำจีนสยาม ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้จัดการ" ในกิจการใดกิจการหนึ่ง ในบริบทของสังคมสมัยก่อนหลงจู๊มีหน้าที่กำกับดูแลแทบทุกเรื่องในกิจการนั้น ๆ แต่ในปัจจุบันสภาพของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้ผู้ที่เป็นหลงจู๊ต้องปรับเปลี่ยนลดบทบาทของการกำกับดูแลเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง รวมทั้งการเข้าไปล้วงลูกก็ลดลงตามไปด้วย เมื่อคำนี้ถูกนำมาใช้ตั้งฉายา จึงมีความหมายเชิงเสียดสีถึงลักษณะการบริหารงานว่าเข้าข่าย "หลงจู๊" กล่าวคือ นายบรรหารเข้าไปล้วงลูกการทำงานของลูกพรรคตนเอง

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(รองนายกรัฐมนตรี)

หน้ากากเทวดา เนื่องจากเป็นผู้ที่มีแบบฉบับของบุคลิกและการทำงานต่างจากพลตรีจำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม โดยเน้นการสร้างภาพที่ดีให้กับตนเองและพรรคเพื่อให้คนกรุงเทพฯ มองเขาเหมือนกับเป็นเทวดาผู้มีบทบาทอันโดดเด่นอยู่เพียงคนเดียว ในขณะที่หลังฉากนั้นยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในธุรกิจส่วนตัวของเขา
นายสมัคร สุนทรเวช

(รองนายกรัฐมนตรี)

ไดโนเสาร์ติดหล่ม เนื่องจากถูกมองว่าเป็นผู้ที่เล่นการเมืองมายาวนานประมาณ 20 ปีแล้ว แต่ยังมีพฤติกรรมการทุบกระจกเล่นบทบาทอนุรักษนิยม มักจะทะเลาะกับสื่อมวลชน รวมทั้งไม่ยอมเปลี่ยนแนวความคิดและพฤติกรรมของตน
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

คลื่นใต้น้ำ เนื่องจากเป็นผู้ที่พยายามดำเนินบทบาททางการเมืองอย่างเงียบ ๆ มีการสั่งสมบารมี การเตรียมความพร้อม และการจัดขบวนทัพใหม่เพื่อให้สามารถบรรลุความใฝ่ฝันอันสูงสุดในชีวิต คือ "ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" จึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความหวาดระแวงในความซุ่มเงียบ ซึ่งเปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่รอวันโผล่ขึ้นมาประกาศศักดาเหนือพื้นผิวน้ำ
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

วิญญูชนจอมปลอม เนื่องจากเป็นผู้ที่ย้ำอยู่เสมอว่าตนเองเป็นนักวิชาการ หวังจะเข้ามาทำงานเพื่อช่วยให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น แต่กลับกล่าวหาสังคมไร้สติ อีกทั้งมีพฤติกรรมเป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการถูกกล่าวหาว่าใช้วิชาการที่ร่ำเรียนมาเป็นประโยชน์ในอาชีพนายหน้า

ในขณะที่ไม่แสดงความรับผิดชอบหรือเคลียร์ปัญหาใด ๆ ทว่ากลับใช้อำนาจสั่งปลดรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่ามีหลักฐานการกระทำความผิด แต่ไม่ยอมแสดงหลักฐานดังกล่าวให้สังคมประจักษ์ นอกจากนั้นพฤติกรรมการอัดฉีดเม็ดเงิน 3 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดหุ้น ก็เป็นการแก้ปัญหาโดยไม่ตั้งสติให้ดีเสียก่อน

นายมนตรี พงษ์พานิช

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

นักรื้อจอมล้วง เพราะการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต.ในครั้งนี้ นายมนตรีมีพฤติกรรมอันโดดเด่น คือเป็นผู้ที่รื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่ากรณีเรื่องการประมูลปุ๋ย การเปลี่ยนแปลงจัดสรรงบประมาณ การรื้อบอร์ดการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การรื้อบอร์ดการท่าอากาศยาน รวมไปถึงการออกคำสั่งย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายชูชีพ หาญสวัสดิ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ลาดื้อ เนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้โดยตรง แต่กลับดื้อรั้นไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงจากผู้ใด ยกตัวอย่าง กรณีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรณีการดันทุรังคงไว้ซึ่งโควตามันสำปะหลังโดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลให้เป็นที่ยอมรับได้ เป็นต้น
ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม)

จอมวางยา เพราะการทำหน้าที่เหมือนกับเป็นสายลับในรัฐบาลและช่วยเหลือนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบทบาทเดียวกันกับสมัยที่อยู่ร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บทบาทอันโดดเด่น คือ การออกมาตอบโต้หัวหน้าพรรคพลังธรรมที่กำลังเขย่าบัลลังก์ของรัฐบาล ด้วยการวางยาหลอกล่อให้คนอื่นตกหลุมพราง
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)

จิ้งจกเปลี่ยนสี เนื่องจากเคยเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลพลเอกสุจินดา และรัฐบาลนายชวน แต่พอเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาลนายบรรหาร กลับไม่แยแสต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ลืมคำที่ตนเองเคยประกาศไว้ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติไทย โต้ตอบองค์กรประชาธิปไตยที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าไหล่กันมา และไม่มีผลงานด้านการปราบปรามน้ำมันเถื่อนปรากฏให้เห็นชัดเจนดังเช่นที่ได้คุยไว้ก่อนหน้าที่จะมารับตำแหน่ง
นายเนวิน ชิดชอบ

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)

ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ มาจากความหมายของคำ 3 คำรวมกัน คือ "ยี่" "ห้อย" และ "ร้อยยี่สิบ"

ในส่วนของคำว่า "ยี้" นั้น เป็นคำบ่งบอกพฤติกรรมในอดีตของนายเนวินที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากคนในสังคมส่วนหนึ่งมากเท่าใดนัก ซึ่งพอเวลาผู้คนเหล่านั้นได้ยินชื่อของนายเนวิน ก็จะออกอาการยี้ขึ้นมาทันทีทันใด

ส่วนคำว่า "ห้อย" เป็นการล้อเลียนถึงลักษณะรูปปากของนายเนวิน

และคำว่า "ร้อยยี่สิบ" เป็นเรื่องราววิบากกรรมของนายเนวินที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2538 กรณีนายนฤดล และนางประภาพร ศิริพานิช เตรียมการซื้อเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งของทีมนายเนวิน ชิดชอบ โดยตำรวจชุดเฉพาะกิจพบธนบัตรใบละ 100 บาท และใบละ 20 บาท เย็บติดกันเป็นชุด ๆ รวมเป็นเงิน 11,399,900 บาท

วาทะแห่งปี "ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง"     วาทะของ นายบรรหาร ศิลปอาชา (นายกรัฐมนตรี)

คำพูดสัญญาประชาคมที่เคยให้ไว้กับประชาชนทั้งประเทศในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ปี 2538 แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้ว่าจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามคำพูดนั้น

พ.ศ.2539 52 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2539 เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 พฤจิกายน พ.ศ.2539 ก่อนจะมีการประกาศพระบรมราชโองการ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 แต่งตั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลชี้แจงว่า "รัฐบาลชุดดังกล่าว เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ จึงไม่อาจสะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาลได้มากนัก จึงมีมติงดตั้งฉายาฯ"
พ.ศ.2540 53 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 จากกรณีวิฤกติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก่อนจะมีการลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก่อนจะมีการประกาศพระบรมราชโองการ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 แต่งตั้งนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลชี้แจงว่า "รัฐบาลชุดดังกล่าว เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ จึงไม่อาจสะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาลได้มากนัก จึงมีมติงดตั้งฉายาฯ"
พ.ศ.2541 53 รัฐบาล อัศวินม้าไม้
นายชวน หลีกภัย

(นายกรัฐมนตรี)

ช่างทาสี
นายศุภชัย พานิชภักดิ์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

อาทิตย์ผิดฟ้า
พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

ชะลาวันสันหลังหวะ
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

ฉุยฉาย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

สาระแนหน้าจอ
นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

นักกู้สิบทิศ
นายปองพล อดิเรกสาร

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

หนังใหญ่เมืองสุพรรณ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

กล่องดำนายหัว
นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)

โกลบอล (ปาก) บอน
นายวัฒนา อัศวเหม

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)

เจ้าพ่ออสรพิษ
วาทะแห่งปี "ปัญหานี้สืบเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว"     วาทะของ นายชวน หลีกภัย (นายกรัฐมนตรี)
พ.ศ.2542 53 รัฐบาล รัฐบาลชวนเชื่อ
นายชวน หลีกภัย

(นายกรัฐมนตรี)

นายประกันชั้น 1
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี

(รองนายกรัฐมนตรี)

ตลกหลวง
พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

มาเฟียเสียฟอร์ม
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

ตุ๊กตาทองเค
นางปวีณา หงสกุล

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

แม่พระผิดโบสถ์
นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

คนขายฝัน
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

หางเครื่องลุงแซม
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)

หอกข้างแคร่
นายวัฒนา อัศวเหม

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)

อัศว-เหิม
นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

รัฐมนตรีเงาเตี่ย
วาทะแห่งปี "ผมไม่ขอโทษ แต่ถ้าทำให้เสียความรู้สึก ผมก็เสียใจ"     วาทะของ นายชวน หลีกภัย (นายกรัฐมนตรี)

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2543-2547[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2543 53 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2554 ทำให้รัฐบาลชุดนี้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ
พ.ศ.2544[1] 54 รัฐบาล บริษัท จำกัด (ไม่มหาชน)     นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ ล้วนมีที่มาจากการเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จในการบริหารบริษัทมหาชน" เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศชาติ ก็ได้นำเอารูปแบบการบริหารแบบบริษัทมหาชนมาปรับใช้กับการบริหารราชการแผ่นดิน จนเรียกกันว่า "ระบบ CEO"

   และเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในกระทรวงต่าง ๆ นายกฯ จะเป็นผู้ที่ลงมาตัดสินใจแก้ไขปัญหาทุกครั้ง นอกจากนั้นแล้วลักษณะของการบริหารก็ไม่อิงรูปแบบตามหลักเกณฑ์เดิม ทำให้เกิดความแปลกใหม่ อย่างไรก็ตาม มีอยู่หลายครั้งหลายกรณีด้วยกันที่รัฐบาลถูกมองว่าไม่ค่อยให้ความสนใจในการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย

   ดังนั้น ลักษณะการบริหารของรัฐบาลจึงเปรียบเสมือนกับ "บริษัท" แต่ไม่มีความเป็นมหาชนเพราะผู้ถือหุ้น (ประชาชน) ไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็น หรือมีสิทธิแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ได้รับความสนใจและการตอบสนอง

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

เศรษฐีเหลิงลม    เนื่องจากเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยเข้าขั้นอภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทย และภายหลังพ้นจากข้อกล่าวหากรณีซุกหุ้นซึ่งส่งผลให้นายกฯ ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าต้องการบริหารประเทศชาติเป็นรัฐบาล 2 สมัย หรือ 8 ปี

   ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเป็นนายกฯ ได้ยังไม่ถึงปี การใช้อำนาจบริหารประเทศก็เป็นไปในลักษณะของความมั่นอกมั่นใจว่าสามารถนำพาประเทศชาติให้พ้นจากภาวะวิกฤติได้ หากนายกฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือติติงเรื่องการบริหาร ก็มักตอบโต้กลับด้วยท่าทีแข็งกร้าวพร้อมกับแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว จนทำให้มีภาพลักษณ์เชื่อมั่นในตัวเอง คล้าย ๆ กับคนที่กำลังเหลิงในอำนาจที่ตนมีอยู่

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

เสือเฒ่าจำศีล    เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต เคยตำรงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพและนายกฯ มาแล้ว เปรียบเสมือนเสือใหญ่ที่ผ่านสมรภูมิทั้งทางการทหารและการเมืองมาอย่างโชกโชน มาในสมัยรัฐบาลทักษิณ แม้ว่าจะยอมลดตัวเองลงมาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ทว่ายังคงเป็นเสือเฒ่าทางการเมืองที่มีเขี้ยวเล็บอันน่ากลัว อย่างไรก็ตาม ท่วงท่าการแสดงออกในการอยู่ร่วมกันกับรัฐบาลยังคงสงบนิ่งอยู่ เปรียบเสมือน "เสือเฒ่าจำศีล" นั่นเอง
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

ร่างทรงตึกไทย     นายสมคิดมักเดินทางเข้ามาปรึกษาหารือกับนายกฯ ที่ห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะกำหนดออกมาเป็นนโยบายหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้นายสมคิด ยังมักให้สัมภาษณ์กล่าวยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่เสมอ ๆ รวมทั้งมักอ้างอิงว่าทิศทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมีที่มาจากแนวความคิดของนายกฯ จึงเปรียบเสมือน "ร่างทรงของนายกฯ หรือร่างทรงตึกไทยคู่ฟ้า"
นายอดิศัย โพธารามิก

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ขุนนางค้างสต็อก     ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบถึงบุคลิกการทำงานของนายอดิศัย ว่าเหมือนกับขุนนางเก่าที่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ถือตนเป็นใหญ่ ทำให้เกิดกรณีปัญหาความขัดแย้งกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวง และกรณีไม่สามารถแก้ปัญหาการส่งออกที่ไม่บรรลุเป้าหมายได้ ดังนั้น ท่าทีการทำงานเหมือนขุนนางเก่า จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ในตอนนี้ได้ เช่นเดียวกันกับสินค้าไทยจำนวนมากที่ยังคงค้างสต็อกอยู่ ไม่สามารถส่งออกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ร้อยตํารวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

มือปราบสายเดี่ยว     ด้วยภาพลักษณ์ที่ยึดมั่นในหลักการและกฎระเบียบบ้านเมือง ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จริงจังกับนโยบายการปราบปรามอบายมุข และเน้นการบังคับใช้กฎหมายกับสถานบันเทิงและสถานบริการอย่างเข้มงวด ตามนโยบาย "จัดระเบียบสังคม" ที่กำหนดให้สถานบันเทิงและสถานบริการ ต้องไม่ให้เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าไปใช้บริการ

    แต่ในสายตาวัยรุ่นจำนวนมาก กลับมองภาพของ ร.ต.อ.ปุระชัย ว่าเป็นมือปราบสายเดี่ยวที่เข้ามาสร้างผลกระทบกับวิถีชีวิตของพวกตน หรือพูดง่าย ๆ คือ "การสวมใส่เสื้อสายเดี่ยวออกไปเที่ยวยามค่ำคืนทำได้ยากมากขึ้น"

นายสุวิทย์ คุณกิตติ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

กลวง     เนื่องจากในอดีตได้รับการยกย่องว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์ดีและมีคุณภาพเพียงพอที่จะไม่ไต่เต้าบนเส้นทางการเมืองไปจนถึงขั้นได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แต่ครั้นพอได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบในนโยบายกองทุนหมู่บ้านและการปฏิรูปการศึกษา กลับไม่ได้รับการยอดรับจากคนจำนวนหนึ่งในวงการศึกษาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งลักษณะของการทำงานดูเหมือนไม่รู้จริง เข้าทำนองที่ว่าท่าดีแต่ทีเหลว ไม่สามารถนำเอาแนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลได้อย่างแท้จริง
นายนที ขลิบทอง

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

ตั๋วจำนำ     เพราะเมื่อครั้งที่มีการจัดตั้ง ครม.ชุดแรกในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 นายเนวิน ชิดชอบ สังกัดพรรคชาติไทย ได้รับการเสนอชื่อจากนายบรรหาร ศิลปอาชา ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต. ในโควตาของพรรคชาติไทย แต่เนื่องจากนายเนวินถูกสังคมส่วนหนึ่งตีตราว่าเป็นบุคคลเข้าข่ายประเภทที่เรียกว่า "ยี้" นายกฯ จึงไม่อาจกล้าฝืนกระแสสังคม

    ส่งผลให้นายบรรหารต้องเสนอชื่อ "นายนที ขลิบทอง" ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนนายเนวินไปพลาง ๆ ก่อน จึงเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่นายเนวินนำไปจำนำไว้กับรัฐบาล แล้วรอเวลาที่จะไถ่ถอนกลับคืนมาในอนาคต

นายประชา มาลีนนท์

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)

เถ้าแก่บ้อท่า     ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเล่นการเมือง นายประชาเป็นนักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน เมื่อเข้ามาทำงานในฐานะ รมต. ก็ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกของการบริหารงานแบบเถ้าแก่ ด้วยการใช้อำนาจในการกำหนดทิศทางการบริหารงานกับข้าราชการประจำและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ

    จนก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ อาทิ "การบินไทย สถานบินสุวรรณภูมิ ถึงขนาดถูกประท้วงขับไล่และทุบรถยนต์ กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง"

นายสมบัติ อุทัยสาง

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)

มรดกบาป     เนื่องจากภายหลังการเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต. คุณสมบัติได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลปัญหาที่ค้างคามาจากรัฐบาลชุดก่อน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นมรดกบาป

    ที่ทำให้คุณสมบัติต้องถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลาต่อมา ปัญหาต่าง ๆ นั้น ได้แก่ "กรณีการนำที่ดินสงฆ์ของวัดธรรมมิกการามไปขาย ให้แก่บริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด, กรณีการเก็บภาษีเพิ่มรวมกับค่าทางด่วน และกรณีบริษัทบีบีซีดี ฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 6,200 ล้านบาทจากรัฐ"

นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

หมอหลังฉาก     เนื่องจากเป็นคุณหมอที่เป็นคนต้นคิดนโยบาย "30 บาท รักษาทุกโรค" และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

    แต่ นพ.สุรพงษ์ กลับไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวมากนัก เพราะมักทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่าการสร้างภาพทางการเมืองเหมือนนักการเมืองทั่วไป นอกจากนั้นแล้วการทำงานในกระทรวง ภาพเบื้องหน้าส่วนมากจะเป็นการประชาสัมพันธ์การทำงานของ รมต.เจ้ากระทรวงเสียมากกว่า

วาทะแห่งปี "บกพร่องโดยสุจริต"     วาทะของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างให้คำแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ณ ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544

    กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จงใจซุกซ่อนบัญชีทรัพย์สิน ยื่นทรัพย์สินอันเป็นเท็จ (คดีซุกหุ้นทักษิณ ภาค 1) โดยในถ้อยแถลงได้เน้นว่าตนไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด แต่อาจจะมีความบกพร่องผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสารและความสับสนในข้อกฎหมาย ซึ่งถือเป็น "ความบกพร่องโดยสุจริต มิได้ทำการทุจริตแต่อย่างใด" และเมื่อถึงวันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติคำวินิจฉัยกลางในคดีนี้ ผลออกมา 8 ต่อ 7 เสียง ส่งผลให้พ้นผิดในคดีซุกหุ้นไปได้อย่างหวุดหวิด

พ.ศ.2545[1] 54 รัฐบาล รัฐบาลหลอน     เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ได้นำเสนอต่อประชาชน เป็นนโยบายที่สร้างความหวังให้กับคนทุกชนชั้นในสังคม ทั้งที่นโยบายเดิมยังไม่สัมฤทธิ์ผล แต่กลับมรนโยบายใหม่ ๆ ออกมาเพื่อให้ประชาชนเกิดความศรัทธาและความหวังว่าจะหายยากจน สำหรับผู้ที่เป็นนักธุรกิจก็จะมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเหล่าข้าราชการก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย ครั้นพอนโยบายถูกตรวจสอบและส่อให้เห็นว่าจะมีปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติ กลับออกนโยบายและมาตรการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนการหลอนให้ประชาชนเกิดความรู้สึกที่ดีกับรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

เทวดา     จากสไตล์การบริหารงานที่มีลักษณะเชื่อมั่นในตนเองสูง หากบุคคลใดแสดงความคิดเห็นท้วงติงการทำงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็มักถูกตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรง ว่าไม่มีความรู้บ้าง ขาดความเข้าใจบ้าง เสมือนเป็น "เทวดา" ที่ยึดติดกับความคิดของตนเองว่าถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว สามารถชี้ถูกชี้ผิดในปัญหาต่าง ๆ ภายใต้บรรทัดฐานของตนเอง พยายามเนรมิตนโยบายที่ให้ความหวังกับประชาชนทุกกลุ่มชนชั้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และพยายามแสดงบทบาทให้สังคมเห็นว่าสามารถดำรงตนเป็นผู้นำในระดับเอเชียและระดับโลกได้
นายวิษณุ เครืองาม

(รองนายกรัฐมนตรี)

เนติบริกร     เพราะความเป็นมือกฎหมายของรัฐบาลมาแล้วหลายชุดในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาในสมัยรัฐบาลทักษิณก็ทำหน้าที่ดังกล่าวอีกเช่นเคยถึงขนาดเข้าตากรรมการอย่างนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) ที่สามารถใช้ความรู้ทางกฎหมายในการพลิกแพลงให้รัฐบาลมีความชอบธรรมและได้เปรียบฝ่ายที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล นับว่าเป็นข้าราชการการเมืองมืออาชีพที่สามารถตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ จึงถูกเลือกให้มาบริการทางด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

(รองนายกรัฐมนตรี)

นาย...ลิขิต     เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายงานให้กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจทั้งที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ขาดการยอมรับจากนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ เพราะมองว่ามีประสบการณ์การทำงานเพียงแค่ลูกจ้างของบริษัทชินวัตรฯ เท่านั้น เมื่อครั้งที่ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการนายกฯ ก็ทำงานภายใต้การสั่งงานของนาย (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) อยู่ตลอดเวลา และคอยแปลความคิดของนายถ่ายทอดออกมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่า "ทุกอย่างได้มา ก็เพราะนายลิขิต"
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

จอมจัดฉาก     เนื่องจากถูกมองว่าพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับตนเองและรัฐบาล (ช่วงนั้นรัฐบาลมีลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เกี่ยวกับเรื่องราวการทุจริตคอร์รัปชันหลายกรณีด้วยกัน) ด้วยการจัดฉากโชว์ผลงานฟันข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางด่วนสายมอเตอร์เวย์ แต่ไม่สามารถสาวไปถึงตัวนักการเมืองผู้อยู่เบื้องหลังได้
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

ไอ้ก้านน่วม     เนื่องจากในอดีตสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลา เคยได้รับฉายาว่า "ไอ้ก้านยาว" ผู้ซึ่งกล้าหาญชาญชัยถือไม้ท่อนยาวยืนประจันหน้ากับรถถังบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ทำให้มีภาพลักษณ์ของความเป็นฮีโร่ผู้ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ แต่พอได้มาเป็น รมว.กลับถูกกล่าวหาจากฝ่ายค้านว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับการทุจริตหลายเรื่อง อาทิ เรื่องโค-กระบือ เรื่องการรับจำนำลำไยอบแห้ง การบุกรุกที่ดินป่าสงวน จนทำให้ "น่วมไปทั้งตัว" เหมือนคนที่ถูกตีจนร่างกายน่วมไปหมดทั้งตัว
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

สิงห์ซุ่ม     เพราะในอดีตเป็นผู้ที่มีบุคลิกค่อนข้างนุ่มนวล แต่เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย กลับพลิกบทบาทกลายเป็นสิงห์ที่มีความดุดันในการทำงาน คล้ายกับ "สิงห์ที่ซุ่มตัว เพื่อรอจังหวะในการโชว์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป"
ร้อยตํารวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม)

ไม้บรรทัดงอ     เนื่องจาก ร.ต.อ.ปุระชัย เคยได้รับการยอมรับจากสังคมและสื่อมวลชนว่าเป็นคนเถรตรง ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ยอกหักไม่ยอมงอ แต่ในที่สุดก็ต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายการเมืองเพื่อความอยู่รอดของตนเอง โดยไม่สามารถรักษาหลักการเอาไว้ได้

    อย่างเช่นกรณีไม่พยายามสืบสาวราวเรื่องเอาความผิดกับผู้ครอบครองสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งสร้างอบู่บนธรณีสงฆ์, กรณีการยอมจับมือยอมความ กับนายสุขวิช รังสิตพล ผู้ซึ่งเคยกล่าวหา ร.ต.อ.ปุระชัย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค่าโง่ทางด่วน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

ตุ๊กตาทอง 2 หน้า     เพราะถูกมองว่ายังคงรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ ในลักษณะของการสร้างภาพโชว์ผลงานผ่านสื่อมวลชนโดยตลอด ทั้งที่เนื้องานต่าง ๆ ไม่ปรากฏเป็นชิ้นเป็นอันอย่างชัดเจน แต่กลับสามารถสร้างกระแสความนิยมกลายเป็นขวัญใจของชาวบ้านได้ จึงเปรียบเสมือนได้กับนักแสดงที่มีความสามารถระดับรางวัลตุ๊กตาทอง
นายเนวิน ชิดชอบ

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

จิ้งจกตีนกาว     ก่อนหน้านั้นเคยถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทั้งจากนายกฯ และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เพราะกระแสสังคม แต่ในท้ายที่สุดก็สามารถเบียดแทรกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยได้เป็นผลสำเร็จ เปรียบเสมือนจิ้งจกตีนกาวเหนียวหนึบ ที่สามารถเกาะติดกับเก้าอี้รัฐมนตรีได้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
นางอุไรวรรณ เทียนทอง

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)

มรดกเจ้าพ่อ     ถูกมองว่าได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วย เนื่องจากแรงหนุนของนายเสนาะ เทียนทอง สามี ผู้ซึ่งสื่อมวลชนเคยตั้งฉายาให้ว่าเป็น "เจ้าพ่อวังน้ำเย็น"
วาทะแห่งปี "รู้น้อยอย่าพูดมาก"     วาทะของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่าง ณ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2545

    มักใช้คำพูดนี้ตอบโต้กับผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากตนในหลายครั้งหลายคราว

พ.ศ.2546 54 รัฐบาล รัฐบาลตระกูลเอื้อ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

นายทาส     ผู้ประกาศปลดปล่อยประชาชนให้พ้นจาก "พันธนาการ" ความยากจน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และพ้นจากทาสไอเอ็มเอฟ แต่กลับนำกลไกของรัฐมาสร้างพันธนาการใหม่ให้กับประชาชนด้วยนโยบาย "ก่อหนี้" ทุกรูปแบบ ทั้งยังส่งเสริมระบบเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน เปรียบประหนึ่งว่ากำลังสนับสนุนค่านิยมเสี่ยงโชค อาจส่งผลให้ประชาชนต้องตกเป็นทาสการพนันไปในที่สุด
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

(รองนายกรัฐมนตรี)

สมรู้ร่วมคิด
ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

อธิบดีคลัง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

ผู้ดีฟอร์มยักษ์
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

ร้อยลิ้นพันล้าน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

เลขาฯ ก๊วนชวนอิ่ม
นายวัฒนา เมืองสุข

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ไก่ชน GMO
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

ร.ม.ต.นอร์หัก
นายอนุรักษ์ จุรีมาศ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)

ลูกโป่งหลงจู๊
นายอดิศัย โพธารามิก

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

ครูพันธุ์ดื้อ
วาทะแห่งปี "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ"     วาทะของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2546

    กรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: UNHCHR) จะส่งผู้แทนพิเศษเข้ามาตรวจสอบข่าวการฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด และกรณีนายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตือนว่า การฝ่าฝืนสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองจะไปสิ้นสุดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

พ.ศ.2547 54 รัฐบาล รัฐบาลกิน-แบ่ง
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

ผู้นำจานด่วน     เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายของการเป็นรัฐบาลไทยรักไทยวาระแรก 4 ปี ทักษิณจึงคลอดนโยบายประชานิยมออกมามากมาย เพื่อรองรับการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2548
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

(รองนายกรัฐมนตรี)

ขุน...สึก
ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

(รองนายกรัฐมนตรี)

คนดีที่ลืมโลก
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

(รองนายกรัฐมนตรี)

โคบาลเป่าปี่
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

(รองนายกรัฐมนตรี)

ส.โหย
นายวัฒนา เมืองสุข

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

เขยเอื้ออาทร
นายอดิศัย โพธารามิก

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

เอี้ยมจุ๊นติดหล่ม
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

หน้าเด้งดอตคอม
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)

เฮีย..ฟุ้ง
นายเนวิน ชิดชอบ

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

ห้อย...จัดให้
วาทะแห่งปี "โจรกระจอก"     วาทะของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าว ณ กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547

หลังเกิดกรณีโจรใต้บุกเข้าปล้นปืนไป 400 กว่ากระบอก จนส่งผลให้ทหาร 4 นายเสียชีวิตจากการต่อสู้

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2548-2552[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2548[2] 55 รัฐบาล ประชาระทม     ที่ผ่านมารัฐบาลโหมใช้นโยบายประชานิยมโฆษณาชวนเชื่อ จนประชาชนมอบความไว้วางใจด้วยคะแนนท่วมท้นให้เป็นรัฐบาลอีกสมัย โดยหวังว่าจะเข้ามาพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตให้อยู่ดีกินดี แต่หลังจากบริหารประเทศยังไม่ทันครบปี ปรากฏว่า "นโยบายประชานิยมกลับพ่นพิษ" ทำให้ประชาชนต่างทุกข์ระทม ภาวะหนี้สินทุกครัวเรือนพุ่งขึ้นไม่หยุด เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง เกิดความรุนแรงในสังคม กอปรกับสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีทีท่าจะยุติ มิหนำซ้ำยังมีข่าวฉาวคอร์รัปชัน เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ขนาดองค์กรอิสระที่ชาวบ้านหวังเป็นที่พึ่งยังถูกครอบงำจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้

    แม้รัฐบาลจะตีปี๊บประโคมข่าว ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะดีดตัวสูงขึ้น แต่ประชาชนชั้นรากหญ้ายังต้องระทมทุกข์ต่อไป

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

พ่อมดมนต์เสื่อม     ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้นกว่า 19 ล้านเสียง นั่งแท่นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อย่างสง่างาม แต่จากการทำงานช่วงระยะเวลาไม่ถึงปี ภาพเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็น "เทวดา" เก่งและเนรมิตได้ทุกเรื่อง ใครแตะต้องไม่ได้ กลับกลายเป็น "พ่อมด" ที่ใช้แต่อารมณ์ ยิ่งเมื่อถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง สุดท้ายต้องแหงนหน้าพึ่งดาวพุธ ถอยฉากตั้งหลัก

    ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะถูกจับได้ไล่ทันว่าไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เชื่อถือในความซื่อสัตย์ ไม่เพียงแค่ประชาชน แม้แต่ลูกพรรคไทยรักไทยยังออกมาลองของไม่เว้นแต่ละวัน คำพูดของท่านผู้นำที่เคยศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้กลับเสื่อมถอยลง

นายวิษณุ เครืองาม

(รองนายกรัฐมนตรี)

ทนายหน้าหอ     เป็นเนติบริกร ให้กับรัฐบาลทักษิณเพื่อใช้ข้อกฎหมายมาพลิกแพลงให้เป็นคุณต่อรัฐบาล บางครั้งถึงกับยอมพลิกลิ้น ฉีกตำรากฎหมาย หาช่องทางสนองบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล

    มาในปีนี้ยิ่งหนักข้อขึ้น เมื่อรัฐบาลเจอวิกฤติร้อน ๆ สารพัดเรื่องจากสถานะมือกฎหมายของรัฐบาล นายวิษณุ จึงต้องตกที่นั่งกลายมารับหน้าที่เป็นทนายแก้ต่าง เพื่อคลายปมปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "การทุจริตซีทีเอ็กซ์ ปัญหา กสช. การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช การถ่ายโอนโรงเรียนไปยังท้องถิ่น" จึงเปรียบได้แค่ทนายหน้าหอ มีหน้าที่คอยแก้ตัวสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเท่านั้น

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

(รองนายกรัฐมนตรี)

พี.อาร์.25 ชั่วโมง     ขึ้นชื่อเป็นรัฐมนตรีที่เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองเป็นหลัก มากกว่าผลงานในหน้าที่ มุ่งทำตัวเองให้เป็นข่าวออกหน้าจอทีวีเสมอ เก็บทุกประเด็นไม่แยกแยะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ขอให้ได้เป็นข่าวก็พอ จนเกิดปัญหาเกาเหลากับรัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยตรง ตกเป็นข่าวคึกโครมกับนายประชา มาลีนนท์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กรณี "รับธงซีเกมส์"
นายแพทย์ สุชัย เจริญรัตนกุล

(รองนายกรัฐมนตรี)

เด็กนายหญิง     รัฐมนตรีสายตรงจากนายหญิง ถูกส่งเข้ามาคุมกระทรวงหมอ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเส้น ขาดประสบการณ์งานบริหาร แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เข้าไปทำงาน ได้สร้างความปั่นป่วน ด้วยการสั่งปลดโยกย้ายบิ๊กสาธารณสุข รวดเดียว 9 คน จนเกิดแรงต้านจากกลุ่มหมอ และลุกลามไปสู่การประลองกำลังระหว่าง "เจ๊ใหญ่" กับ "นายหญิง" ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องรีบปลดชนวนระเบิด สั่งทบทวนโผโยกย้าย แต่เจ้าตัวยังฮึดฮัด ขัดขืน ประกาศยื่นใบลาออก ร้อนถึงนายหญิง ต้องออกแรงอุ้ม ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาศักดิ์ศรีจันทร์ส่องหล้า
พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม)

ปลั๊กหลวม     เป็นนายตำรวจรุ่นพี่นายกรัฐมนตรี มีดีกรีถึงดอกเตอร์ ถูกคาดหวังให้มารับผิดชอบเรื่องความมั่นคง แทน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รับหน้าเสือดับไฟใต้ แต่เมื่อทำงานจริงกลับไม่สัมฤทธิ์ผลตามราคาคุย ขยันออกนโยบายแต่ไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ เพราะฝีมือไม่ถึง บารมีไม่พอ ขาดประสบการณ์

    เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ "ปลั๊กหลวม" เสียบแล้วใช้การได้ไม่เต็มที่ ติด ๆ ดับ ๆ จึงไม่สามารถลดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ลงได้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)

ซากซีทีเอ็กซ์     ถูกฝ่ายค้านลากขึ้นเขียงอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นคนแรกของรัฐบาล "ทักษิณ 2" จากกรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ภาพลักษณ์รัฐบาลติดลบ สอบตกเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตอย่างร้ายแรงนับตั้งแต่นั้นมา

    แม้นายกรัฐมนตรีจะปรับพ้นเก้าอี้ รมว.คมนาคม เพื่อลดกระแส แต่ยังเอื้ออาทร ยอมให้ตำแหน่งรองนายกฯ ควบกระทรวงอุตสาหกรรม แถมยังให้อำนาจกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมต่อ และแม้จะพยายามดิ้นสุดฤทธิ์จนได้เครื่องซีทีเอ็กซ์ เจ้าปัญหามาการันตีความบริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่สังคมปักใจเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ชะตากรรมของนายสุริยะ จึงไม่ต่างกับซากซีทีเอ็กซ์ ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

คลื่นแทรก     รับบทบาทพิมาตสื่อ คอยเป็นกันชนไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล ซ้ำร้ายจ้องจับผิดสื่อที่เป็นอริ สร้างความอึดอัดใจกันทั้งวงการ มีการใช้สารพัดวิชามารใต้ดิน บนดิน แทรกแซงจนสื่อแทบขาดอิสระในการทำงาน โดยเฉพาะสื่อของรัฐโดนครอบงำ ให้เสนอแต่เรื่องที่เป็นคุณแก่รัฐบาลข้างเดียว

    บทบาทของนายสุรนันทน์ จึงเป็นเหมือนคลื่นแทรก ที่คอยก่อกวน และสกัดการทำงานของสื่อ

นายวัฒนา เมืองสุข

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

อิกคิวเซ็ง     มีไอเดียแหวกแนว เหมือน "อิกคิวซัง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีปัญญา แต่ทว่าชอบคิดอะไรเพี้ยน ๆ สวนกระแสสังคมบ่อยครั้ง หวังสร้างกระแสให้ตัวเอง อาทิ "การจัดถนนให้วัยรุ่นซิ่งรถจักรยานยนต์ ให้ภรรยากราบเท้าสามีก่อนนอน การฉายสปอตไลต์หน้าโรงแรมม่านรูดในคืนวันลอยกระทง จนถูกประณามอย่างหนัก"

    พฤติกรรมดังกล่าวจึงน่าจะเข้าข่าย "อิกคิวเซ็ง" ที่คิดอะไรแย่ ๆ อวดฉลาด จนคนในสังคมเซ็งกับความคิดของ ท่าน รมต.วัฒนา

นายวิเศษ จูภิบาล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน)

โบรกเกอร์รัฐบาล     ถูกส่งมากำกับดูแลด้านพลังงาน ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง แต่กลับทำตัวเป็นโบรกเกอร์ ที่คอยต่อรองสร้างผลกำไรให้กับกลุ่มทุนซีกรัฐบาล โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่นำ กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ จนถูกมองว่า นำทรัพย์สินของประเทศไปขาย

    ขณะเดียวกันปัญหาน้ำมันแพงก็ยังแก้ไม่ตก ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล เนื่องจากนำเงินไปพยุงราคาน้ำมัน แบบฝืนกลไกการตลาด สุดท้ายชาวบ้านต้องก้มหน้ารับกรรมใช้น้ำมันแพงต่อไป

พลอากาศเอก คงศักดิ์ วันทนา

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

รมต.พลัง "น้ำ"     อาศัยบารมี "ลูกน้ำ" ศรีภรรยา ซึ่งเป็นเพื่อนและเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี จนได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของกลุ่มมุ้งการเมืองในพรรคไทยรักไทยที่พลาดตำแหน่ง

    ขณะที่ผลงานติดลบตลอด ถูกลูบคมด้วยประทัดยักษ์ถึงหัวบันไดกระทรวง ไม่สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนได้ เสนอไอเดียออกมาแต่ละอย่างมีแต่เสียงโห่ไล่ เช่น "การติดยูบีซีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" จนถูก ส.ส.รวมหัวตะเพิดออกจากตำแหน่ง แต่ด้วยพลังภายในของ "ลูกน้ำ" ทำให้ "พี่บิ๊ก" ยังเกาะเก้าอี้แน่นต่อไป

วาทะแห่งปี "จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เรา ต้องดูแลเป็นพิเศษ"     วาทะของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบหนังสือแสดงสิทธิสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้กับประชาชนตามโครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ณ หอประชุมโรงเรียนบรรพตพิทยาคม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2548

    หลังการเลือกตั้งซ่อมใน 3 จังหวัดที่พรรคไทยรักไทยส่งผู้สมัครลงแข่งขัน หลังผู้สมัคร 3 คนของพรรคได้รับใบเหลืองจาก กกต. แต่สามารถชนะการเลือกตั้งกลับเข้าสภามาได้เพียง 1 จังหวัด คือที่จังหวัดสิงห์บุรี ที่ชนะผู้สมัครจากพรรคชาติไทย กลับเข้ามาแบบฉิวเฉียด 700 กว่าคะแนน จากที่เคยชนะกว่า 2 หมื่นคะแนน ส่วนจังหวัดพิจิตรพ่ายแพ้ผู้สมัครจากพรรคมหาชน กว่า 17,000 คะแนน และแพ้พรรคชาติไทยในจังหวัดอุทัยธานี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศว่าเป็นบ้านเกิดของพ่อตาที่จะต้องเอาชนะให้ได้ เกือบ 1 หมื่นคะแนน

    เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของผู้นำในการเลือกปฏิบัติ เน้นการเมืองสำคัญมากกว่าการบริหารประเทศ จนสร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งประเทศและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด[3]

พ.ศ.2549 56 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และบรรยากาศทางการเมืองยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลทางการเมือง
พ.ศ.2550 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และบรรยากาศทางการเมืองยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลทางการเมือง
พ.ศ.2551 57-59 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ถึง 3 ครั้ง ภายในปีเดียว ตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช, รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พ.ศ.2552[4] 59 รัฐบาล ใครเข้มแข็ง?     รัฐบาลประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ "ไทยเข้มแข็ง" เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ พ.ร.บ. และ พ.ร.ก.เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่าการสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทยทำให้ใครเข้มแข็งระหว่างประชาชน หรือนักการเมือง ?
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

(นายกรัฐมนตรี)

หล่อหลักลอย     เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม. มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย

    แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

(รองนายกรัฐมนตรี)

แม่นม อมทุกข์     แม้ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายอภิสิทธิ์โดยตรง แต่ก็คอยดูแล อุ้มชู และสนับสนุนในทางการเมืองทุกอย่าง ถึงขั้นประกาศว่าความใฝ่ฝันทางการเมืองสูงสุด คือ การผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ แต่เมื่อสานฝันได้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์กลับสร้างปัญหาหนักอกให้นายสุเทพตามล้างตามเช็ด อาทิ "การแก้รัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)"

    ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลถูกพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์อย่างหนักว่าตีตัวออกห่าง มัวแต่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล จนเจ้าต้องอยู่ในอาการอมทุกข์

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

(รองนายกรัฐมนตรี)

กั๊ก-กอบ-โกย     ขึ้นชื่อว่าเป็นรองนายกฯ จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนือง ๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า "พ่อชุนละเอียด"

    แต่ไป ๆ มา ๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชาย เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้ายทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งตัวเองก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกฯ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

ช่างจัดฉาก     เป็นคนสนิทของนายกฯ กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น "อิมเมจ เมเกอร์" พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น "การจัดคิวให้นายกฯ และครม., ลงพื้นที่จัดฉากให้ครม. ออกทีวีวิทยุ, จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล" ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่

    โดยเฉพาะโครงการ "ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างที่พยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรม

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

ป้อมพลัง "ป"     ชื่อเล่นเขา คือ "ป้อม" ได้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นโควตาของกลุ่มการเมืองใด ไม่ใช่สายตรงประชาธิปัตย์ ไม่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวแทนของกองทัพอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ได้รับความเกรงกลัว-เกรงใจจากคนในรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยผ่านเมกะโพรเจกต์ของกองทัพอย่างง่ายดาย

    เนื่องจากมีพลัง อิทธิพล และบารมีของคนชื่อ "ป ปลา" แห่งกองทัพเป็นป้อมปราการค้ำบัลลังก์และป้องกันภัยทางการเมือง

นายกรณ์ จาติกวณิช

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

ทวิต-กู้     เป็นขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์คือนักโพสต์มือหนึ่ง ผ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไฮไฟว์ มักเข้าไปอัปเดตภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุม ครม. ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น

    ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลังออนไลน์ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจราวกับไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต

นายกษิต ภิรมย์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

ไส้ติ่งรัฐบาล     เป็นอดีตนักการทูตที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาล จากการเป็นดาวไฮปาร์กบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับไม่ยอมใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามถูกวิจารณ์ว่าปากเป็นพิษ โดยเฉพาะการเปรียบเปรยนายกฯ กัมพูชา ว่าเป็น "แก๊งสเตอร์" จึงเปรียบเสมือนเป็น "ไส้ติ่ง" ที่แม้จะอยู่ในร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดีไม่ดีพอเกิดการอักเสบขึ้นมาจะเป็นโทษต่อร่างกายถึงขั้นเสียชีวิตด้วย
นายโสภณ ซารัมย์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

ภูมิใจ "นาย"     ไม่เคยทำงานบริหาร และผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงคมนาคม จากนักการเมืองโนเนมจึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง "นาย" แทบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน หลังต่อสู้กับพรรคร่วมหลายรอบ เป็นโต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่จังหวัดบุรีรัมย์ต้อนรับนายกฯ แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปั่นป่วน จึงถือเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เป็น "นาย" อย่าง "เนวิน"
นางพรทิวา นาคาศัย

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

เจ้าแม่แพ้หน้าเน็ต     เป็นรัฐมนตรีหญิงที่มีบทบาทสำคัญใน ครม. เพราะพยายามผลักดันโครงการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าสู่ครม. ตลอดเวลา อาทิ "การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง, การปรับเปลี่ยนระบบการจัดงบเพื่อบริหารสินค้าเกษตร ฯลฯ" แต่ถูกแกนนำรัฐบาลรุมเตะสกัด ทำให้บางโครงการไม่ผ่านการอนุมัติ บางครั้งถึงกับร่ำไห้กลางวงประชุม ครม. เปรียบเสมือนนักตบลูกหนังที่แค่ตั้งท่ายังไม่ทันตบ ก็ติดบล็อกจากฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

สตั๊นท์เฒ่าเฝ้าเก้าอี้     สิงห์เฒ่า วัย 73 ปี ผู้นี้ได้เข้ามารั้งเก้าอี้ มท.1 พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แทนบุตรชายที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 การเป็นรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นการแสดงบทตามที่ลูก และเพื่อนลูกอย่างนายเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทนมานั่งเฝ้าเก้าอี้รอตัวจริง แต่แม้จะเป็น "สตั๊นท์เฒ่า" ก็มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม และมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง ทำให้สามารถเฝ้าเก้าอี้ มท.1 เฝ้าเก้าอี้หัวหน้าพรรคอยู่ในรัฐบาลได้อย่างเหนียวแน่น
วาทะแห่งปี "ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคน ๆ นั้นและกลุ่มคนนั้นคือศัตรูของประเทศอย่างแท้จริง"     วาทะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างแถลงต่อสื่อมวลชน ณ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552

    หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงนำมวลชนบุกล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และคู่เจรจา ครั้งที่ 14 ณ เมืองพัทยา ก่อนจะประกาศว่าเป็นชัยชนะของชาวเสื้อแดง

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2553-2557[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2553[5] 59 รัฐบาล รัฐบาลรอดฉุกเฉิน     ตลอดปี 2553 รัฐบาลต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภัยธรรมชาติ วิกฤตการเมืองทั้งในและนอกสภา เกิดความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม จนต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในหลายพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ ยังไม่รวมวิกฤตสังคมอื่น ๆ จนทุกฝ่ายมองว่า รัฐบาลไม่น่าจะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ แต่สุดท้ายรอดจากวิกฤตต่าง ๆ รวมทั้งรอดพ้นจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางข้อกังขาจากสังคม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

(นายกรัฐมนตรี)

ซีมาร์กโลชัน     ในภาวะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤติความขัดแย้งทางสังคมทั้งระดับประเทศ ลงไปถึงระดับครอบครัว เปรียบเสมือนผู้ป่วยหนักที่ต้องการยารักษาโรคให้หายขาด บางปัญหาต้องทำการผ่าตัด-ปรับโครงสร้าง-เปลี่ยนอวัยวะ สังคมคาดหวังว่านายกฯ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและรักษาอาการของประเทศได้ แต่ผลการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ยังทำได้ผลเพียงการบรรเทาโรค เปรียบเสมือนการใช้ "ซีมาโลชัน" ทาแก้คันเท่านั้น
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

(รองนายกรัฐมนตรี)

ทศกัณฐ์กรำศึก     เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกเรื่อง เปรียบเหมือนทศกัณฐ์ที่มีหลายหน้า อาทิ "รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาล บิดาของนายแทน เทือกสุบรรณ" ที่ถูกโจมตีเรื่องการครอบครองที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ต้องเผชิญศึกหนักจากรอบด้าน ทั้งศึกที่จบไปแล้ว และศึกที่ยังดำรงอยู่

    แต่ด้วยความมีประสบการณ์การเมืองสูง รอบจัด จึงเอาตัวรอดจากศึกรอบด้านมาได้ ขนาดหลุดจากเก้าอี้ ส.ส. เพราะถือหุ้นต้องห้าม ตามด้วยการไขก๊อกจากเก้าอี้รองนายกฯ ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สุดท้ายก็ฟื้นชีพการเมืองครบทุกตำแหน่ง เปรียบเสมือนทศกัณฐ์ที่ถอดกล่องดวงใจได้ ไม่มีวันสิ้นชีพ

พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์

(รองนายกรัฐมนตรี)

ลิ้นชาละวัน     ผลงานในตำแหน่งรองนายกฯ ไม่เป็นที่ประจักษ์-เป็นรูปธรรม แต่บทบาทที่เด่นชัด คือ "การเดินสายเจรจาสร้างความปรองดองกับทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทุกสี รวมทั้งการเจรจากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี" จนถูกวิจารณ์ว่า อยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผลการเจรจาก็ไม่สำเร็จ

    เปรียบเหมือนการใช้ลิ้นจระเข้ที่ไม่มีต่อมรับรส กินอะไรก็ไม่รู้รสชาติ การเจรจาของชาละวัน-สนั่น จึงไม่มีการตอบรับจากทุกฝ่าย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

กริ๊ง...สิงสื่อ     แม้จะพ้นจากการกำกับดูแลสื่อในช่วงครึ่งปีหลัง แต่บทบาทที่เด่นชัด คือ "การสั่งการสื่อสำนักต่าง ๆ ของรัฐ" โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง มักโทรศัพท์สายตรงไปถึงกองบรรณาธิการ-สถานีโทรทัศน์ เพื่อชี้นำและกำหนดทิศทางในการนำเสนอประเด็นข่าว ทำให้บางสื่อเกิดความอึดอัด แต่ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ของสื่อดังขึ้น มีชื่อผู้โทร. เข้าเป็นรมต.สาทิตย์ จะทำให้ทุกสื่อรู้สึกสยองขวัญกับคำสั่งที่สิงสู่ส่งมาตามสาย
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

ป้อมทะลุเป้า     ชื่อเล่นคือ "บิ๊กป้อม" เป็นพี่ใหญ่ของนายพลทุกเหล่าทัพ แม้คนภายนอกมองว่า บทบาทของเขาไม่โดดเด่น แต่ในความเป็นจริงเขากลับสร้างผลงานได้ทะลุเป้าในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น "การกุมอำนาจในฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ การขออนุมัติใช้งบของกองทัพ ทั้ง งบลับ-งบแจ้งที่ถูกครหาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ การได้รับอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากรัฐบาลทุกรูปแบบ ทุกเงื่อนไข" ทำให้เป็นปีที่ "ป้อมทะลุทุกเป้า"
นายกรณ์ จาติกวณิช

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

โย่งคาเฟ่     ในฐานะ รมว.คลัง จำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ การแสดงบทบาทต่อสาธารณะทุกครั้ง เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณต่อความเชื่อมั่นเรื่องภาวะเศรษฐกิจ และเป็นท่าทีทางนโยบายของรัฐบาล แต่สำหรับนายกรณ์กลับแสดงออกไม่สมบทบาทขุนคลัง ในหลายกรณี อาทิ "การเปิดผับเชียร์ฟุตบอลโลก การแสดงบท พ.ต.ประจักษ์ มหศักดิ์ คู่กับแอฟ ทักษอร ในละครวนิดา ภาคปลดหนี้" จนถูกวิจารณ์ว่า มีพฤติกรรมที่เน้นสร้างความบันเทิง-เฮฮา มากกว่าบทบาท รมว.คลัง
นายจุติ ไกรฤกษ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

หัวเทียนบอด-แบน     เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่นายกฯ ตั้งความหวังเอาไว้มากว่าจะเข้ามาพัฒนาระบบไอทีของประเทศ แต่ทั้งนายกฯ และคนไทยกลับต้องผิดหวังแทบทุกเรื่อง เพราะทั้งระบบ 3 จี บัตรประชาชนอเนกประสงค์ (สมาร์ตการ์ด) ทุกโครงการยังไม่สำเร็จ ทั้งที่พยายามสตาร์ตมาทั้งปี แต่ยังไม่ติด เหมือนรถที่หัวเทียนบอด

    แต่รูปธรรมการทำงานกลับเป็นการไล่บี้-สั่งแบนเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แบนติดดิน โดยเฉพาะการมุ่งแต่สะสางสัญญาสัมปทานของค่ายชินคอร์ป

นางพรทิวา นาคาศัย

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

นาง "ฟ้า" สต็อกลม     เป็นอดีตแอร์โฮสเตสที่ผันตัวมาเล่นการเมือง ก่อนรับบทแม่ค้าในฐานะ รมว.พาณิชย์ ต้องค้า-ขายบริหารสินค้าเกษตร และระบายสต็อกสินค้าเกษตรทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดประมูลสินค้าเกษตร มักมีปัญหาส่อความไม่ชอบมาพากล จนถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการสอบสวน เมื่อตรวจพบสินค้าเกษตรบางรายการเป็นเพียงสต็อกลม และสินค้ามีที่มาที่ไปไม่โปร่งใส ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาสินค้าราคาแพง ทำให้สบช่องจัดรายการ "ธงฟ้าราคาประหยัด" อยู่ตลอดทั้งปี
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

เสืออิ่ม สิงห์โอด     ถูกวิจารณ์จากทั้งคนในและนอกกระทรวงมหาดไทยว่า "เป็นยุคตกต่ำที่สุดของกระทรวงนักปกครอง" ที่ถูกเรียกขานตามสัญลักษณ์ "สิงห์" โดยปรากฏข่าวไม่ชอบมาพากลสารพัดโครงการ มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ถูกร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรมมากที่สุด ทำลายสถิติเรื่องการมีว่าที่ปลัดกระทรวงมากที่สุด

    จนนักปกครองทุกสี ทั้ง สิงห์ดำ-สิงห์แดง-สิงห์ขาวออกมาโอดครวญ เพราะถูก "เสือ" เจ้ากระทรวงขย้ำ จนไม่เหลือความเป็น "สิงห์" ขณะที่เสือ-คนรอบตัว รมว.กลับอิ่มหมีพีมันเสพสุข

นายมั่น พัธโนทัย

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)

หยากไย่     เป็นนักการเมืองรุ่นเก่าที่ได้เข้ามาร่วมรัฐบาลชนิดที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง เมื่อนำ ส.ส.พรรคมาตุภูมิ เพียง 3 เสียงมาร่วมรัฐบาล หลังพรรคประชาธิปัตย์ขับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากรัฐบาล แม้งานที่ทำจะเงียบเชียบ ไม่มีผลงานชัดเจน แต่ก็ยังชักใย-เกาะติดอยู่กับฝ่ายรัฐบาลได้ทุกยุค เปรียบเหมือน "หยากไย่" ที่เกาะอยู่ในบ้านเรือน ที่ไม่มีประโยชน์ รอวันถูกปัด-กวาดทิ้ง
วาทะแห่งปี "ถ้าเลือกตั้งแล้วนองเลือด แล้วผมชนะ ผมไม่เอาหรอก"     วาทะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2553
พ.ศ.2554[6] 60 รัฐบาล ทักษิณส่วนหน้า     สืบเนื่องจากการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่สามารถสลัดภาพว่ามีพี่ชายอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังได้ จนรัฐบาลชุดนี้เปรียบเหมือนศูนย์บัญชาการส่วนหน้าของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องทำตามสิ่ง ที่พ.ต.ท.ทักษิณ คิดและวางไว้ให้

    ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยม ที่ชูสโลแกน "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" หรือในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ผู้ที่มีสิทธิได้ตำแหน่ง ต่างเดินทางไปถึงดูไบ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

    ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ไปกรุยทางให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนการเดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ นอกเหนือไปจากการการันตีว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือโคลนนิ่งของตัวเอง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

นายกฯ นกแก้ว     เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงที่มีความสวย บุคลิกดี มีความความโดดเด่น คล้ายกับนกแก้วที่มีสีสันสวยงาม แต่กลายเป็นนกแก้วที่ต้องติดอยู่ในกรงทอง ไม่สามารถบินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ต้องมีพี่เลี้ยงคอยประกบดูแลอย่างใกล้ชิด

    บทบาทที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงต่อสาธารณชน จึงเป็นเพียงนกแก้วที่พูดตามบทที่มีคนเขียน หรือบอกให้พูดเท่านั้น และลักษณะการตอบคำถามก็มักพูดซ้ำไปซ้ำมา วกวนจนไม่รู้ข้อเท็จจริงคืออะไร หลายครั้งก็พูดผิด กระทั่งตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ในที่สุด

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

(รองนายกรัฐมนตรี)

กุมารทองคะนองศึก     กุมารทองมักสวมเครื่องทรง แทนสัญลักษณ์ของผู้มีตำแหน่งสำคัญ โดยลักษณะทั่วไปของกุมารทอง คือ จะทำงานตามคำสั่งและทำเพื่อประโยชน์ของผู้เลี้ยงเท่านั้น เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่จะทำงานตามคำสั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

    นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังมักจะเป็นพรายกระซิบ คอยบอกบทของเพื่อนรัฐมนตรีระหว่างการชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม ยังมีความซุกซน ชอบเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่ไม่ใช่งานในความรับผิดชอบของตัวเอง หวังเพียงสร้างประเด็นข่าว และยังมีความคึกคะนองพร้อมที่จะประกาศศึกกับใครก็ได้ จนบางครั้งกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านไป

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ

(รองนายกรัฐมนตรี)

ประแจปากตาย     อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้นี้ เป็นคนที่มีบุคลิกพูดน้อย มีท่าทีแข็งทื่อ หลายครั้งทำเหมือนพูดไม่รู้เรื่อง ทำให้ไม่มีบทบาทตามหน้าสื่อหรือภายในพรรคเพื่อไทย

    แต่ความจริง พล.ต.ท.โกวิท เป็นตัวเดินเกมและคอยแก้ไขปัญหาให้กับรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทยในหลาย ๆ เรื่อง ที่โดดเด่น คือ การกล่อมให้ "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ย้ายจากตำแหน่ง ผบ.ตร. มาเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้กับ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" พี่ภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็น ผบ.ตร. สมใจ หลังเจ้าตัวรอคอยตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนาน

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

ทักษิโด้ โชว์ห่วย     จากอดีตที่ผ่านมา นายยงยุทธเคยเป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีประวัติการทำงานที่เป็นถึงอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล นายยงยุทธจึงถูกวางตัวให้รับตำแหน่งสำคัญในฐานะ รมว.มหาดไทย เพื่อตอบแทนความภักดีที่คอยดูแลพรรคในช่วงเวลาที่ตกต่ำสุดขีด

    แต่นอกจากการเป็นผู้ที่แต่งกายและมีบุคลิกดี คล้ายผู้ชายใส่ "ทักซิโด" เมื่อถึงเวลาแสดงผลงานกลับสอบตก "โชว์ห่วย" จนมีเสียงเรียกร้องภายในพรรคให้ปรับออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ คำว่า "ทักษิโด้" ยังเป็นการล้อจากชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้อยู่เบื้องหลังของการได้มาซึ่งตำแหน่งของนายยงยุทธด้วยเช่นกัน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

"ปึ้ง" เป้าเป๊ะ     "ปึ้ง" เป็นชื่อเล่นของนายสุรพงษ์ ผู้ที่ถูกสังคมตั้งคำถามนับแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ ว่ามีความรู้ความสามารถเพียงพอต่อการรับตำแหน่งสำคัญนี้ได้หรือไม่

    แต่ผลงานตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนผลงานนายสุรพงษ์เข้าเป้าทุกประการ เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการขอวีซ่าเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และอาศัยจังหวะชุลมุนช่วงน้ำท่วม ออกหนังสือเดินทางให้กับอดีตนายกฯ หรือแม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวง

นายธีระ วงศ์สมุทร

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

ขงเบ๊     "ขงเบ้ง" เป็นกุนซือคนสำคัญในเรื่อง สามก๊ก ซึ่งนายธีระเคยนำไปเปรียบเปรยในสภา ถึงปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาว่า "ต่อให้ขงเบ้งมาเกิดใหม่ ก็แก้ปัญหาไม่ได้"

    ซึ่งนอกจากนายธีระไม่ใช่คนที่คอยวางแผนให้คนอื่นปฏิบัติตามแล้ว ยังจะเป็นคนที่รับคำสั่งจาก นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ทั้งงานในกระทรวงเกษตรฯ และการบริหารจัดการน้ำ

    คำว่า "เบ๊" นอกจากแปลว่า ทำตามคำสั่งคนอื่นแล้ว ยังมาจากแซ่ของนายบรรหาร ที่แปลว่า "ม้า" หรือ "อาชา" ด้วย

นายพิชัย นริพทะพันธุ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน)

ไอเดียกระฉอก     เป็นเจ้าโพรเจกต์ สารพัดคิด หลายเรื่องยังไม่ได้ข้อสรุปในที่ประชุม ก็เป็นเจ้าตัวที่ทำให้กระฉอกออกมา อย่างโครงการ "นิวไทยแลนด์" ที่เจ้าตัวออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมกู้เงิน 9 แสนล้านบาท เพื่อมาฟื้นฟูประเทศ แต่สุดท้ายนายกรัฐมนตรีกลับปฏิเสธว่า ไม่มีโครงการดังกล่าว

    หลายไอเดียที่เจ้าตัวคิดออกมาดัง ๆ แล้วถูกติติงจากผู้รู้ว่า ไม่น่าจะนำไปปฏิบัติได้จริง เพียงข้ามวัน นายพิชัยก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ไอเดียของตน เหมือนน้ำที่กระฉอกไป กระฉอกมา หาอะไรแน่นอนไม่ได้ สุดท้ายผลงานเลยไม่เป็นไปตามเป้า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ปุเลง...นอง     ล้อมาจากคำว่า "บุเรงนอง" ที่เป็นแม่ทัพใหญ่ในนิยาย "ผู้ชนะสิบทิศ" เช่นเดียวกับนายกิตติรัตน์ที่เป็นขุนพลด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกาศตัวว่าจะเข้ามากู้วิกฤติให้กับประเทศ แต่การทำงานของนายกิตติรัตน์ กลับเป็นไปอย่างติด ๆ ขัด ๆ ไม่ราบรื่นเหมือนกับปุเลง ๆ ไปเรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหากับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง หลายครั้งหลายหน กระทั่งเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ทะลักเข้านิคมอุตสาหกรรมสำคัญหลายแห่ง สร้างความเสียหายมหาศาล จนท้ายที่สุด นายกิตติรัตน์ต้องน้ำตานองหน้าต่อคนทั้งประเทศ

พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม)

อินทรีหลงป่า     พล.ต.อ.ประชา มีดีกรีเป็นถึงอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พื้นเพเป็นคนอีสาน และได้แสดงผลงานการปราบปรามสมัยสวมเครื่องแบบสีกากีอย่างโดดเด่น จนถูกขนานนามว่า เป็น "อินทรีอีสาน"

    แต่เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรี กลับได้รับงานที่ผิดฝาผิดตัว คือ "งานแก้ปัญหาน้ำท่วม" ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซึ่งไม่ใช่งานที่ถนัด อีกทั้งการแก้ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร หลงทิศหลงทาง ส่งผลให้ปัญหาน้ำท่วมลุกลาม ประชาชนหลายพื้นที่เกิดความขัดแย้ง กระทั่งตัว พล.ต.อ.ประชา ยังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง จึงเป็นที่มาของ "อินทรีหลงป่า"

นายปลอดประสพ สุรัสวดี

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

ผีเจาะปลอด     เป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ แต่โด่งดังจากการเตือนภัยว่าน้ำจะท่วม กทม. ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ตื่นตูมเกินเหตุ" แต่ท้ายสุดน้ำก็ท่วม กทม.จริง ๆ นับจากนั้น นายปลอดประสพจึงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเรื่องน้ำ อย่างไรก็ตาม การเตือนภัยระยะหลังของนายปลอดประสพ จะเป็นไปในลักษณะให้ตื่นกลัวมากกว่าตื่นตัว

    ที่สำคัญด้วยบุคลิกของนายปลอดประสพที่เป็นคนพูดเก่ง แม้แต่เรื่องที่ไม่ให้พูด เปรียบเสมอ "ผีเจาะปาก" แต่สำหรับนายปลอดประสพกลายเป็น "ผีเจาะปลอด" เพราะการพูดแต่ละครั้ง มักจะทำให้คนตื่นกลัว หรือตกใจ

วาทะแห่งปี "น้ำตาที่ไม่ได้ไหลจากความอ่อนแอ ใครไม่โดนไม่รู้ มันเป็นอารมณ์ร่วม"     วาทะของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2554

    ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก หลังจากไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้น้ำเข้ามาท่วม กทม. รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ ผลโพลต่าง ๆ ก็ออกมาตรงกันว่า ไม่เชื่อถือการทำงานของรัฐบาล นำไปสู่คำถามที่ว่า รัฐบาลจะสามารถประคองตนจนถึงสิ้นปีหรือไม่

    ช่วงเวลานั้นไม่ว่าจะไปปฏิบัติงานที่ใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ มักจะหลั่งน้ำตาออกมา จนหลายคนมองว่า เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนภาวะจิตใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่ได้ต้องการเล่นการเมืองมาแต่ต้น แต่ถูกพี่ชายผลักดันให้มาทวงความเป็นธรรมให้กับตระกูลชินวัตร แม้จะเฉไฉไปว่าร้องไห้เพราะเห็นใจประชาชนก็ตาม

พ.ศ.2555[7] 60 รัฐบาล พี่คนแรก     ล้อคำมาจากนโยบายที่ขึ้นชื่อของรัฐบาล เช่น รถคันแรก บ้านหลังแรก แต่ด้วยความที่รัฐบาลต้องทำงานบริหารประเทศ โดยมีเงาของพี่ชาย พี่สาว พาดผ่านเข้ามา

    รวมไปถึงปัญหาต่าง ๆ ก็มาจากเรื่องของพี่ ทั้งปัญหาของบ้านเมือง ข้าวของแพง ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ข้อครหาทุจริตไม่ได้รับการแก้ไข หรือชี้แจงอย่างชัดเจน เรียกได้ว่า เอะอะอะไรก็พี่ เรื่องของพี่ต้องมาก่อน ต้องมาเป็นอับดับแรก

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

(นายกรัฐมนตรี)

ปูกรรเชียง     ล้อจากชื่อเล่นของนายกฯ คือ "ปู" ซึ่งลักษณะของปู คือ เดินเซไปเซมา ไม่ตรงทาง

    ในการบริหารงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องแบกภาระ และใบสั่งจากพี่ชายชื่อทักษิณ พี่สาว (เจ๊ ด.) แม้แต่คนรอบข้างก็คอยลากไปลากมา ทำงานไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ได้แต่เดินโชว์ไปโชว์มา เมื่อมีปัญหาทางการเมือง ก็มักจะตีกรรเชียง ลอยตัวหนีปัญหา

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

(รองนายกรัฐมนตรี)

กันชนตระกูลชิน     บอดี้การ์ดคอยปกป้องนายกฯ และนายใหญ่ โดยเฉพาะคนตระกูลชินวัตร ทุกรูปแบบทั้งงานในสภา และม็อบต้านรัฐบาล เดินหน้าท้าชนทุกเรื่อง แต่กลัวการลงไปแก้ปัญหาภาคใต้ ผลงานโดดเด่น คือ การปราบปรามยาเสพติด
นายปลอดประสพ สุรัสวดี

(รองนายกรัฐมนตรี)

ปั้นน้ำเป็นทุน     ผลงานโดดเด่น คือ "รับผิดชอบการแก้ปัญหาน้ำท่วม" และเนื่องจากปีนี้น้ำไม่ท่วม จึงแอ็กอาร์ต คุยโม้ มั่นใจว่าเป็นฝีมือของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการเลื่อนขั้นจากรัฐมนตรี ขึ้นเป็นรองนายกฯ ที่ได้ดูแลโพรเจกต์น้ำ มูลค่ากว่า 3.5 แสนล้าน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

ลูกไก่ไวต์ไล     เป็นถึงรองนายกฯ ที่กำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ แต่กลับดิสเครดิตตัวเองจากกรณีโกหกสีขาว (White Lie) คือ การตั้งเป้าทางเศรษฐกิจเกินจริง จนถึงถูกตราหน้าว่าขี้โกหก เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ

    ส่วนคำว่าลูกไก่ ล้อจากชื่อเล่น "โต้ง" แต่เนื่องจากผลงาน และประสบการณ์ ทางการเมืองยังไม่เด่นชัด และเก่งกาจตามที่ถูกคาดหวัง จึงเป็นได้เพียงลูกไก่ ไม่ใช่ไก่โต้ง

พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

ตามล่าหน้าหล่อ     ตำแหน่งใหญ่โตแต่กลับไม่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคง ผลงานเป็นที่ประจักษ์เพียงอย่างเดียว คือ การไล่ล่าอดีตนายกฯ หน้าหล่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อถอดยศ กรณีหนีการเกณฑ์ทหาร

    นอกจากนี้ยังถูกหลาน "โอ๊ก - พานทองแท้ ชินวัตร" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสั่งสอนข่าวลอบทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้ง ๆ ที่พานทองแท้ เป็นเพียงเด็กที่ผ่านการเรียน ร.ด.มาเท่านั้น แต่สามารถสั่งสอนคนระดับนายพลได้

นายชัชชาติ สิทธิพันธ์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

โฟร์แมนสแตนบาย     เป็นรัฐมนตรีน้องใหม่ เป็นที่คาดหวังของรัฐมนตรีน้ำดี ถูกมอบหมายให้ทำงานสารพัด เป็นคนเก่ง ไฟแรง ประกาศไม่ขอยุ่งการเมือง เร่งผลักดันงานด้านคมนาคมด้านต่าง ๆ อาทิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ฯลฯ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

บุญทรุด     รัฐมนตรีที่รับผิดชอบนโยบายหลักของรัฐบาล คือ "การรับจำนำข้าว การแก้ปัญหา สินค้าราคาแพง" แต่กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะเรื่องการรับจำนำข้าว แทนที่จะเป็นผลงาน กลับกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ไม่สามารถชี้แจงได้ อาทิ สัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี

    ขณะเดียวกันกลับถูกมองว่า ที่ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีอยู่ได้ เพราะเป็นเด็กเจ๊ ด.

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

สิงห์สำรอง     สัญลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย คือ "สิงห์" แต่เส้นทางการเข้ามาทำหน้าที่ของนายจารุพงษ์ ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกมองว่าเป็นเพียงหุ่นเชิด ไม่ใช่ตัวจริง เป็นการเดินตามรอย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่เจอวิกฤติการเมืองจนต้องลาออกไป จึงถูกมองว่าเป็นได้เพียงสิงห์สำรองเท่านั้น
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโลโนยี)

ด.ดันดี     เด็กเจ๊แดง (นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์) ผลงานไม่เป็นที่ปรากฏ แต่ไม่เคยถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี ยึดเก้าอี้ได้เหนียวแน่นแถมล่าสุด ยังไต่ระดับขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการเลยทีเดียว เชื่อว่ามีแรงดันดีจากเจ๊ ด. อีกคน
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ไพร่เทียม     เป็นโควตาหนึ่งเดียวของ นปช. คนเสื้อแดง ที่ได้เป็นรัฐมนตรี แม้ในการปรับ ครม.ล่าสุด ก็ยังคงเป็นได้เป็นรัฐมนตรี ส่งผลให้นายจตุพร พรหมพันธ์ หนึ่งในแกนนำ นปช. ที่ได้รับการคาดหมาย จะได้รับตำแหน่งต้องพลาดหวัง ขณะที่ผลงานไม่เด่นชัด มีชัดเจนเพียงการพูดเก่ง ดีแต่ปาก ขณะที่เมื่อมาเป็นรัฐมนตรี กลับใช้ชีวิต และการทำงาน ลักษณะอำมาตย์ ไม่ต่างจากคำว่าไพร่เทียม
วาทะแห่งปี "คำว่าลอยตัวนั้น ต่างกับคำว่าไม่รับผิดชอบ"     วาทะของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) กล่าวระหว่างชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2555

    หลังถูกกล่าวหาเรื่องการขาดความรับผิดชอบ ลอยตัวเหนือปัญหา ไม่ชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะเรื่องนโยบายรับจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส และเอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง

พ.ศ.2556 60 งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2556 เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 ทำให้รัฐบาลชุดนี้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ
พ.ศ.2557 - งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และบรรยากาศทางการเมืองยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลทางการเมือง

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2558-2562[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2558 - งดตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และบรรยากาศทางการเมืองยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลทางการเมือง
พ.ศ.2559
พ.ศ.2560
พ.ศ.2561
พ.ศ.2562[8] 61 รัฐบาล รัฐเชียงกง     สะท้อนภาพรัฐบาลคล้ายแหล่งค้าขายอะไหล่มือสอง ประกอบกันขึ้นจากข้าราชการยุคก่อน และนักการเมืองหน้าเก่า แม้ใช้ประโยชน์ได้ แต่ยังขาดความน่าเชื่อถือ สะท้อนความไม่มีเสถียรภาพ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

(นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

อิเหนาเมาหมัด     ยกคำสุภาษิตไทย "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" เปรียบแนวทางปฎิบัติและนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่เห็นได้ชัดหลายเรื่อง มักจะตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และสุดท้ายก็กลับมาทำเอง เช่น โครงการลักษณะประชานิยม, บอกไม่เป็นนายกฯ สุดท้ายก็กลับมา, ไม่อยากเล่นการเมืองก็หนีไม่พ้น, หนีการตอบกระทู้ในสภาฯ, มองข้ามข้อครหาเรื่องงูเห่าการเมือง, การซื้อตัว ส.ส., ตั้งคนมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นรัฐมนตรี, แต่งตั้งญาติพี่น้องเข้าสภาฯ, ยอมให้พรรคที่สนับสนุนใช้นโยบายค่าแรงหาเสียง, ทั้งที่เคยตำหนิว่าการขึ้นค่าแรงเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

     อีกทั้งไม่สามารถควบคุมให้รัฐบาลมีความเป็นเอกภาพ เกิดปัญหาติดขัดการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงงบประมาณที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ และ ฝ่ายตรงข้ามรุมเร้าคล้ายโดนระดมหมัดเข้าถาโถม แม้พยายามสวนหมัดสู้ แต่หลายครั้งถึงกับมึนชกโดนตนเองก็มี

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

(รองนายกรัฐมนตรี)

พี่ใหญ่สายเอ็นฯ     ในฐานะพี่ใหญ่ของ สาม ป. นอกจากจะต้องคอยดูแลน้องรักแล้ว ยังต้องเอ็นเตอร์เทนพรรคร่วมรัฐบาล และต้องเอ็นดูคนในพรรคพลังประชารัฐที่ได้รับมอบหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์ทุกด้าน ตั้งแต่คดีระหว่างประเทศ ยันฟาร์มไก่ ทำให้งานด้านความมั่นคงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล เหลือเพียงเดินสายเปิดงานอีเวนต์ และประชุมทั่วไปเท่านั้น
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

(รองนายกรัฐมนตรี)

ชายน้อยประชารัฐ     เจ้าของโครงการประชารัฐ ที่หวังเดินหน้าต่อยอดในรัฐบาลนี้ กลับทำไม่ได้อย่างที่หวัง ถูกริบอำนาจงานด้านเศรษฐกิจหลายกระทรวง คล้ายคนง่อยเปลี้ยเสียขา ขาดมือไม้ในการทำงาน ทำให้เดินหน้าโครงการไม่ได้ 100% ถึงกับออกปากว่า "ตอนนี้เหมือนคนที่เหลือเพียงขาเดียวเท่านั้น สุดท้ายเหมือนตัวคนเดียว พรรคร่วมก็ไม่เอาด้วย"
นายวิษณุ เครืองาม

(รองนายกรัฐมนตรี)

ศรีธนญชัยรอดช่อง     ความเป็นกูรูด้านกฎหมายของรัฐบาล สามารถช่วยรัฐบาลรอดพ้นปากเหวได้ทุกครั้ง เปิดทางตันด้วยช่องว่างทางกฎหมายที่แม้แต่แว่นขยายก็ยังมองไม่เห็น
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

รัฐอิสระ     เมื่อฝ่ายค้านมีฝ่ายค้านอิสระ รัฐบาลนี้ก็มีฝ่ายรัฐบาลอิสระเช่นกัน ให้ความสำคัญและเดินหน้าเฉพาะนโยบายของพรรคตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจภาพรวมของรัฐบาล ไม่สามารถควบคุม ส.ส. ของพรรคได้ สร้างความหวาดระแวงภายในรัฐบาลตลอดเวลา ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐ
นายอนุทิน ชาญวีรกุล

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

สารหนู     แม้มีชื่อเล่นว่า "หนู" แต่ก็ไม่หนูอย่างที่คิด พิษสงรอบตัว ด้วยจำนวน ส.ส. ในมือ มีผลต่อความเป็นไปของรัฐบาล จนสามารถต่อรองคุมกระทรวงใหญ่ไว้ในมือได้ อีกทั้งนโยบายแบนสามสารพิษ ก็โดดเด่นและถูกจับตามอง ถึงกับเป็นชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นในรัฐบาล ก่อนจะสยบรอยร้าวได้ในที่สุด
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

โอ๋ แซ่รื้อ     ตั้งแต่เข้ามากำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ผุดไอเดียบรรเจิดจนคนต่อต้าน เช่น ติดตั้ง GPS ในรถยนต์ส่วนบุคคล ไม่พอยังเดินหน้ารื้อหลายโครงการที่เป็นปัญหา เช่น "รื้อมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า, รื้อคดีค่าโง่ทางด่วน, รื้อหลักสูตรสอบใบขับขี่, รื้อแผนท่าเรือปากบารา-สงขลา 2, รื้อแผนฟื้นฟู ขส.มก. แม้แต่ไม้กั้นรถไฟยังถูกรื้อ"
นายวราวุธ ศิลปอาชา

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

สัปเหร่อออนท็อป     นับแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันซ้ำไปซ้ำมา กับบรรดาสิงสาราสัตว์ที่มีชื่อเสียง ทั้ง พะยูนมาเรียม, แพนด้าช่วงช่วง, เสือของกลาง, ช้างป่าเขาใหญ่ เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็สามารถแสดงศักยภาพรับมือเหตุต่าง ๆ ได้ดี คล้ายทำหน้าที่สัปเหร่อเก็บกวาดทุกเรื่อง รวมไปถึงคดีความร้อน ๆ ของคน และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

เทามนัส     แม้คดีความต่าง ๆ จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การถูกขุดคุ้ยล่าสุดทั้งเรื่องคดียาเสพติดในต่างประเทศ และวุฒิการศึกษา ยังทำให้คนกังขา ไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส รวมถึงการทำหน้าที่มือประสานสิบทิศทางการเมือง ก็ยังถูกครหาเรื่องการซื้อตัว ส.ส.พรรคเล็ก และดีลการเมืองกับฝ่ายค้านอีกด้วย
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

มาดามแบนเก้อ     ด้วยบุคลิกเฉิดฉาย เด็ดเดี่ยว และโดดเด่น เดินหน้าแบนสามสารพิษ อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้ต้องชนกับเจ้ากระทรวงของตัวเองก็ไม่หวาดหวั่น เดินหน้าตามธงที่ถือไว้ แต่จนแล้วจนรอด การแบนสามสารก็ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
วาทะแห่งปี "อย่าเพิ่งเบื่อผมก็แล้วกัน ยังไงผมก็อยู่อีกนานพอสมควร"     วาทะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) กล่าวระหว่างให้โอวาทเจ้าหน้าที่และนักกีฬาทีมชาติไทยที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2562

ฉายารัฐบาลฯ ประจำปี 2563-ปัจจุบัน[แก้]

ปี คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ ฉายาะวาทะแห่งปี ความหมายและที่มา
พ.ศ.2563[9] 61 รัฐบาล VERY กู้     เปรียบเปรยการทำงานของรัฐบาล ที่ต้องกอบกู้วิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 กู้ชีวิตคนไทยให้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศ แม้จะไม่ถึงขั้น Very Good ก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องคนไทยที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน และภาวะตกงาน บางคนต้องจากโลกนี้ไปด้วยไม่อาจรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มาบรรเทาปัญหา

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

(นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)

ตู่ไม่รู้ล้ม     เป็นการล้อคำ "โด่ไม่รู้ล้ม" ชื่อยาดองชนิดหนึ่ง สรรพคุณคึกคัก กระปี้กระเปร่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สะท้อนถึงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ว่าจะประสบปัญหา อุปสรรคการเมือง หรือชุมนุมขับไล่ถาโถม ก็ยังยืนหยัดฝ่าฟันอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

(รองนายกรัฐมนตรี)

ป้อมไม่รู้โรย     ล้อจากคำว่า "บานไม่รู้โรย" ด้วยภาพลักษณ์ของพี่ใหญ่ 3 ป. ในวัย 75 ปี ยังคงทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีเคียงข้างน้อง ๆ ได้ แถมยังแผ่บารมีควบเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เหมือนกับดอกไม้ แม้จะบานนานมากแล้วแต่ก็ยังไม่รู้โรย ประกอบกับวลีติดปากที่มักจะตอบคำถามสื่อมวลชน แทบทุกครั้งว่า "ไม่รู้ ๆ" อยู่เสมอ
นายวิษณุ เครืองาม

(รองนายกรัฐมนตรี)

ไฮเตอร์ เซอร์วิส     เป็นการยกคุณสมบัติเด่นของนายวิษณุ ที่สามารถหาทางออกปัญหาหนักอกของคนในรัฐบาล โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายได้อย่างเชี่ยวชาญ และมักถูกวิจารณ์เรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เปรียบได้กับผลิตภัณฑ์ซักฟอกขาวยี่ห้อดังที่สามารถล้างคราบสกปรกให้ขาวสะอาดหมดจดได้ แต่อาจทำให้เนื้อผ้าเสียหาย ขาดความสวยงาม คล้ายกับชื่อเสียงของรัฐบาลที่สึกกร่อนตามไปด้วย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

เช้าสายบ่ายเคลม     สะท้อนการทำงานที่เห็นได้บ่อยครั้งว่ามักไม่ตรงต่อเวลา เข้าร่วมประชุมสายสม่ำเสมอ ส่วนในแง่การทำงานมักนิ่งเงียบเมื่อมีประเด็นที่ส่งผลลบต่อตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากเป็นเรื่องที่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยมก็จะรีบเคลมผลงานดังกล่าวทันที
นายอนุทิน ชาญวีรกุล

(รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

ทินเนอร์     ด้วยชื่อ "อนุทิน" ซึ่งพ้องกับสารระเหยที่มีทั้งคุณและโทษ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หากสูดเดาเข้าไปมาก ๆ อาจทำลายระบบประสาท กระทบกระเทือนความรู้สึกนึกคิด คล้ายพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ขาดความยั้งคิด ส่งผลลบต่อตัวเองและรัฐบาลโดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ จนเป็นประเด็นลดความน่าเชื่อถือของตนเอง เช่น "โควิด...กระจอก, การไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับประเทศ หรือตอบโต้กับบุคลากรทางการแพทย์" จนเกิดกระแสต่อต้านหลายครั้ง
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)

ศักดิ์สบายสายเขียว     ลือลั่นมากกับปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว และอีกหลายโครงการที่ขัดแย้งกับหลายหน่วยงาน แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนเกื้อกูลอย่างดีจากนายกรัฐมนตรี โดยระยะหลังเรียกได้ว่า "ขึ้นหม้อ" ตามติดนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำงานในพรรคภูมิใจไทยก็อยู่อย่างไร้ความกังวล เพราะมีพี่ชายที่ชื่อ "เนวิน ชิดชอบ" คอยดูแลปัดเป่าทุกข์ภัยต่าง ๆ ให้
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

พัง PORN     สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลวในฐานะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานด้านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก แม้จะเปิดศูนย์ Anti-Fake News แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และล่าสุดเกิดดรามาหลังสั่งปิดการเข้าถึงเว็บไซต์ปลุกใจเสือป่าชื่อดัง จนเกิดกระแสต่อต้านและลุกลามบานปลาย
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

หวีดดับ     ภาพลักษณ์แกนนำ กปปส. ยังคงเป็นภาพจำที่ไม่อาจลบเลือนได้ เช่นเดียวกับนกหวีดที่ถูกยกมาใช้เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรย ได้กำกับดูแลงานกระทรวงเกรดเอ แต่กลับไม่มีผลงานโดดเด่นปรากฏให้เห็น มีเพียงข่าวกระแสต่อต้านรายวัน หนักหน่วงที่สุด คือ ถูกกลุ่มนักเรียนนักศึกษารวมตัวขับไล่
นายสันติ พร้อมพัฒน์

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)

ค้างคลัง     ยังคงไปไม่ถึงดวงดาว โดยเฉพาะตำแหน่ง รมว.คลัง ที่เปลี่ยนตัวว่าการไปถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นคนนอกสายตา ถูกรั้งให้อยู่ได้แค่ตำแหน่ง รมช.คลัง เท่านั้น ทั้งที่ทุ่มเทให้กับพรรคอย่างมาก อีกทั้งยังออกตัวแรง แสดงออกชัดเจนว่า "พร้อมมาก" ที่จะทำหน้าที่นี้ก็ตาม
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์

(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

แชมป์ไตรกีฬา     "ไตรกีฬา" ประกอบด้วยกีฬา 3 ชนิดคือ วิ่ง วายน้ำ และปั่นจักรยาน สะท้อนภาพลักษณ์ได้ครบถ้วนชัดเจนในบุคลิกที่สื่อมวลชนประจักษ์ ทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ที่มีทั้งการวิ่งเต้น การเข้าหาผู้ใหญ่ และการปลุกปั่นกระแส แม้จะถูกกล่าวหาว่าลืมบุญคุณผู้ชักนำเข้าสู่การเมือง แต่ก็ไม่สนใจเสียงวิจารณ์ เดินหน้าจนสามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้สำเร็จ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และ ส.ส. สมัยแรกเท่านั้น
วาทะแห่งปี "ไม่ออก...แล้วผมทำผิดอะไรหรือ"     วาทะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) กล่าวระหว่างตอบข้อสักถามสื่อมวลชน พร้อมกับบรรดาคณะรัฐมนตรีที่ยืนเรียงหน้าประกาศความเหนียวแน่น ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563

    หลังกลุ่มผู้ชุมนุมยื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง

สถิติฉายาที่น่าสนใจ[แก้]

สถิติตำแหน่งรัฐมนตรีที่มักได้รับการตั้งฉายา[แก้]

อันดับที่ ตำแหน่ง ปี
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2531, 2534 (3 ตำแหน่ง), 2536, 2541 (2 ตำแหน่ง), 42 (2 ตำแหน่ง), 2548, 2552, 2553,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2544, 2552, 2553, 2555, 2562, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2531, 2532, 2533, 2536, 2538, 2541, 2542, 2544, 2546, 2552, 2553, 2555,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2531, 2532, 2533, 2537, 2542, 2546, 2552, 2554,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2548,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2531, 2532, 2537, 2538, 2541, 2546, 2554,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 2532, 2533, 2534, 2541, 2545, 2546, 2552, 2555, 2562, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2545, 2562,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(อดีตคือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

2553, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 2548, 2554,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2532, 2533, 2534, 2536, 2537, 2538, 2541, 2544, 2546, 2547, 2552, 2553, 2554, 2555, 2562, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2531, 2532, 2534, 2536, 2537 (2 ตำแหน่ง), 2538, 2541, 2542, 2544, 2545, 2546, 2548, 2552, 2553, 2554, 2555,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2534, 2538, 2545, 2548, 2554,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 2546,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

(อดีตคือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

2554, 2555,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2544, 2546, 2547, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2532, 2545, 2547, 2562, 2563,
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 2532, 2533, 2536, 2538, 2542, 2547, 2548,

สถิติตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยที่มักได้รับการตั้งฉายา[แก้]

อันดับที่ ตำแหน่ง ปี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม 2534,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2536, 2538, 2541, 2553, 2563,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2537, 2544, 2545, 2547, 2562 (2 ตำแหน่ง), 2563,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 2536, 2537, 2544,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2531 (3 ตำแหน่ง), 2533 (2 ตำแหน่ง), 2541, 2542, 2544,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2555,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 2545,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2533, 2542,
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2544,

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 วีระ เลิศสมพร. (2546). ชื่อ ฉายา และสมญานามทางการเมืองไทย พ.ศ. 2475-2545 เล่ม 3. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : กิจเสรีการพิมพ์. https://onedrive.live.com/?id=2771A82432FEB0BE%21231&cid=2771A82432FEB0BE
  2. สื่อตั้งฉายารัฐบาล 2548 "ประชาระทม" https://mgronline.com/daily/detail/9480000178881
  3. "ทักษิณ" ประกาศใครไม่เลือก ทรท.ช่วยทีหลัง https://mgronline.com/politics/detail/9480000150744
  4. สื่อทำเนียบฯ ตั้งฉายารัฐบาล 2552 "ใครเข้มแข็ง" https://www.posttoday.com/politic/news/5599
  5. ฉายารัฐบาล 2553 "รอดฉุกเฉิน" - นายกฯ "ซีมาร์กโลชัน" https://www.thairath.co.th/content/137597
  6. ฉายา 2554 "นายกฯ นกแก้ว" สื่อทำเนียบตั้งฉายาลักษณ์ รัฐบาล "ทักษิณส่วนหน้า" https://www.thairath.co.th/content/226130
  7. ฉายารัฐบาล ปี 2555 "พี่ชายคนแรก" ยิ่งลักษณ์ "ปูกรรเชียง"https://www.sanook.com/news/1161028/
  8. รวมฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2562 https://www.bbc.com/thai/thailand-50891016
  9. ฉายารัฐบาล 2563 : สื่อทำเนียบตั้งฉายา พล.อ. ประยุทธ์ "ตู่ไม่รู้ล้ม" กับรัฐบาล "VERY กู้" https://www.bbc.com/thai/thailand-55463071

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]