ฉบับร่าง:คดีความเงินผาติกรรมของวัดบึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คดีความเงินผาติกรรมของวัดบึงทองหลางกรุงเทพมหานคร เป็นเหตุการณ์ว่าด้วยเรื่องของการฟ้องร้องทางอาญา ที่เกิดขึ้น ที่วัดบึงทองหลาง ลาดพร้าว 101 กรุงเทพมหานคร ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2541-2553 รวมระยะเวลาประมาณ 11 ปี ในช่วงสมัยพระครูพิศาลวิริยคุณ (สิงห์โต ติสฺโส) ที่ได้เงินเวนคืนจากค่าผาิตกรรม มาในนามของวัดบึงทองหลาง แต่เจ้าอาวาสได้นำเงินเข้ามูลนิธิพระครูธรรมสมาจารย์ (พัก ธมฺมทตฺโต) ที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบูชาครูอาจารย์ที่ได้จัดหาที่ดินมาระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (ระหว่าง พ.ศ.2454-2501)[1] เมื่อได้เงินมา จึงนำเงินนั้นฝากในนามมูลนิธิพระครูธรรมสมาจารย์ (พัก ธมฺทตฺโต) ด้วยเจตนารมณืเพื่อเป็นการบูชาคุณ หรือใช้เงินผ่านระบบของมูลนิธิ ที่เห็นว่ามีคณะกรรมการชัดเจน มีการใช้ในแต่ละคราวภายใต้กรอบของการประชุมและมีมติที่ชัดเจน รวมทั้งมีการทำบัญชีรายรับจ่ายเป็นระบบ มีการสำแดงการใช้จ่ายเงินผ่านบัญชีงบดุลในแต่ละปีอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในเรื่องความโปร่งใส จึงนำเงินมาใส่ไว้ในบัญชีขอมูลนิธิ ที่มีพระครูพิศาลวิริยคุณเป้นประธานมูลนิธิ จนกระทั่งเกิดข้อพิพาท และนำไปสู่การฟ้องร้อง

ความเป็นมาแห่งของเงินผาติกรรม[แก้]

วัดบึงทองหลางมี่ที่ดินจำนวนมากรวมประมาณแล้วเกินกว่า 300 ไร่ โดยประมาณ

ความเป็นมาแห่งคดีความ[แก้]

พระครูพิศาลวิริยคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ระหว่าง พ.ศ.2501-2547[2] และถูกให้พักจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและมรณภาพที่วัดบึงทองหลาง เมื่อ 26 มิถุนายน 2561 [3] ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความว่าด้วยการยักยอกทรัพย์ โดยข้อกล่าวหาคือ จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ เบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยในคำบรรยายฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2540- 19 เมษายน พ.ศ.2543 จำเลยเบียดบังเอาเงินผาติกรรม ที่วัดบึงทองหลาง ได้รับจากกรมทางหลวงเพื่อเป็นค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของวัด รวม 7 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 36,789,660 บาท (สามสิบหกล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นเก้าพันหกร้อยหกสิบบาทถ้วน) โดยโอนเงินจากบัญชีฝากของวัด ไปยังบัญชีของ มูลนิธิพระครูธรรมสาจารย์ (อุปัชฌาย์พัก ธัมม ทัดโต) และมูลนิธิพิศาลวิริยะคุณ ที่พระครูพิศาลวิริยคุณ เป็นประธานในการจัดตั้งทั้ง 2 มูลนธิ ซึ่งคดีเข้าสู่กระบวนการทางศาล ได้มีการปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดตามที่อัยการโจทย์ฟ้องร้อง

คำพิพากษาศาลชั้นต้น[แก้]

(รอข้อมูล)

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์[แก้]

(รอข้อมูล) คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ยักยอกเงินวัดกว่า 36 ล้าน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รอลงอาญา 2 ปี ให้เหตุผลจำเลยอายุมาก เคยทำประโยชน์เพื่อสังคมไว้มาก จำคุกไปไร้ประโยชน์ ขณะที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเตรียมยื่นฎีกา โจทก์ชี้ไม่ควรบรรเทาโทษ-ทนายจำเลยแย้งไม่มีเจตนากระทำผิด

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ วันที่ 14 ธ.ค. ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้รอลงอาญา 2 ปี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระครูพิศาลวิริยคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลาง ลาดพร้าว 101 เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ เบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

คำฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. 40 - 19 เม.ย. 43 จำเลยเบียดบังเอาเงินผาติกรรม ที่วัดบึงทองหลาง ผู้เสียหาย ได้รับจากกรมทางหลวงเพื่อเป็นค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของวัด รวม 7 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 36,789,660 บาท โดยโอนเงินจากบัญชีฝากของวัด ไปยังบัญชีของ มูลนิธิพระครูธรรมสาจารย์ (อุปัชฌาย์พัก ธัมม ทัดโต) และมูลนิธิพิศาลวิริยะคุณ ที่จำเลยเป็นประธานอยู่ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ

โดยคดีนี้ที่โจทก์ร่วมวัดบึงทองหลาง อุทธรณ์ไว้ไม่ควรมีเหตุให้รอลงอาญา เพราะว่าจำเลยปฏิเสธ และต่อสู้คดีมาตั้งแต่ต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้ผิด...จำคุก 40 ปี แต่เพราะมีเหตุบรรเทาโทษ ลดความผิดเหลือ 20 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัดบึงทองหลางได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม และตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ส่งเสริมพระพุทธศาสนา พัฒนาวัด รวมทั้งจำเลยได้รู้สึกสำนึกผิด และไม่เคยรับโทษทางคดีอาญามาก่อน และจำเลย ได้คืนเงินที่ยักยอกให้แก่โจทก์รวมทั้งหมด ศาลจึงเห็นว่าจำเลยมีอายุมากถึง 77 ปี การจำคุกคงไม่เป็นประโยชน์ต่อจำเลย จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พระครูพิศาลวิริยคุณ ซึ่งยังคงสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเองพร้อมลูกศิษย์เเละฆราวาสทั้งชาย-หญิงประมาณ 30 คน โดยนายไพฑูรย์ โมกขมรรคกุล ทนายความของพระครูพิศาลวิริยะคุณ กล่าวว่า ตนยืนยันที่จะยื่นฎีกาต่อไป เเละขอยืนกรานว่า เป็นการกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งจำเลยได้คืนเงินทั้งหมดให้กับทางวัดไปตั้งเเต่ปี 42 ก่อนที่จะมีการเเจ้งความดำเนินคดี ซึ่งในชั้นสืบพยานโจทก์นำสืบชัดเจนไม่ได้ว่า จำเลยถอนเงินจากบัญชีเเล้ว นำไปเข้ากระเป๋าใคร หรือนำไปใช้ในกิจการที่ไม่ใช่ กิจการของวัดบึงทองหลาง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554[4][แก้]

แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว และในปัจจุบันวัดจัดตั้งขึ้นโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา 37 เฉพาะในการบำรุงวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา" ก็เป็นเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่พระภิกษุบางตำแหน่งเท่านั้น และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และฉบับปัจจุบันบัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยบัญญัติถึงกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นกรณีพิเศษโดยใช้วิธีการไต่สวนเท่านั้น บุคคลอื่นๆ คงใช้กระบวนการสอบสวนตามปกติตาม ป.วิ.อ. ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

มาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) กำหนดให้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือนับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ข้อความในมาตรา 233 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ แต่การที่จำเลยตอบคำถามก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จำเลยย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าคำเบิกความของตนจะใช้รับฟังลงโทษตนเองได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นโทษแก่จำเลย จึงไม่อาจมีผลย้อนหลัง และถือไม่ได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในมาตรา 40 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ข้อ 5 บัญญัติให้การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกิน 3,000 บาท ขึ้นไปให้เก็บรักษาโดยฝากกรมการศาสนา จังหวัด อำเภอ หรือธนาคาร หรือนิติบุคคลที่กรมการศาสนาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ให้ฝากในนามของวัด ดังนั้น การฝากเงินของวัดคือโจทก์ร่วมต้องฝากในนามของโจทก์ร่วมเท่านั้น หากมิได้ดำเนินการดังกล่าวโดยเจตนาก็เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ได้ ส่วนการจัดการทรัพย์สินของวัดก็ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเป็นสำคัญ แต่การนำเงินค่าผาติกรรมซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วมอย่างหนึ่งไปใช้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วม โดยมิได้เบียดบังเป็นของตนเองหรือผู้อื่น การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้เงินผิดไปจากมติมหาเถรสมาคม หรือเป็นการใช้เงินผิดระเบียบเท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่ควรทราบ[แก้]

1.การใช้เงินเป็นไปโดยโปร่งใส เป็นไปเพื่อวัดบึงทองหลาง แต่มีข้อประเด็นทางกฏหมายคือการใช้เงินผิดประเภท เงินวัด คือเงินวัด เงินมูลนิธิคือเงินมูลนิธิ เป็นนิติบุคคลคนละหน่วยงานหรือคนละองค์กรกัน ข้อพึงพิจารณาประเด็นของความตั้งใจ กับประเด็นทางกฏหมายควรได้รับการพิจารณาในฐานะเป็นที่เป็นองค์ประกอบร่วม

2.ประเด็นต่อสู้ของคดีนี้คือการสู้ว่าเข้าอาวาสเป็นพนักงาน ภายใต้กรอบว่าเจ้าอาวาสรับเงินเดือนจากทางราชการในทุกเดือน[5] แต่ศาลวินิจฉัยว่าเจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน เพราะการรับเงินเดือนเป็นการรับนิตยภัต ที่หมายถึงหลวงจ่ายให้เป็นค่าอาหาร โดยมีแบบแผนมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 ที่มีการถวายนิตยภัตเพื่อเป็นการบำรุงวัด พระศาสนา

ข้อมูลเกี่ยวข้อง[แก้]

1. เทียบคดี ยักยอกเงิน จากวัดบึงทองหลาง - วัดพระธรรมกาย

2. คดียักยอกทรัพย์วัดบึงทองหลาง

เอกสารอ้างอิง[แก้]

  1. คณะสงฆ์วัดบึงทองหลาง. (2552). หนังสือที่ระลึกงานสมโภชน์ยกช่อฟ้าและฉลองมณฑปธรรมสมาจารย์นุสรณ์ วัดบึงทองหลาง เขตบางกะปิ กทม. วันที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2552,กรุงเทพ ฯ , สำนักพิมพ์ธรรมสภา,2552, หน้า 20-30.
  2. ผศ.ดร.พิเชฐ ทั่งโต,(บรรณาธิการ).ปกิณกะคำสอนหลวงพ่อโต, (กรุงเทพ ฯ ,สำนักพิมพ์สินธนา,2549 : พิมพ์เนื่องในงานครบรอบ 80 ปี พระครูพิศาลวิริยคุณ) หน้า 130
  3. รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม [บรรณาธิการ] (2561). บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนและสังคม. ที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพพระครูพิศาลวิริยคุณ (สิงห์โต ติสฺโส) ณ ฌาปนสถานวัดบึงทองหลาง ลาดพร้าว 101 บางกะปิ กรุงเทพ ฯ 7 กรกฎาคม 2561. พระนครศรีอยุธยา : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554 https://deka.supremecourt.or.th/search
  5. สืบคืนเพิ่มเติมต่อประเด็นเจ้าอาวาสเป็นเจัาพนักงาน https://www.baanjomyut.com/library_7/monk_manual/05.html