ฉบับร่าง:การแบ่งโปแลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การแบ่งโปแลนด์
Polish-Lithuanian Commonwealth in 1772.PNG
การปักปันดินแดน
Rzeczpospolita Rozbiory 3.png
ส่วนแบ่งของดินแดนโปแลนด์ (เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย) ทั้งสามส่วน ได้แก่ ส่วนแบ่งของรัสเซีย (สีแดง) ส่วนแบ่งของออสเตรีย (สีเขียว) และ ส่วนแบ่งของปรัสเซีย (สีฟ้า)

การแบ่งโปแลนด์[a] (อังกฤษ: Partitions of Poland; โปแลนด์: Rozbiory Polski) หมายถึงการแบ่งเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และทำให้เครือจักรภพสิ้นสุดลง ส่งผลให้โปแลนด์และลิทัวเนีย สูญเสียอธิปไตยของตนเป็นเวลากว่า 123 ปี การแบ่งโปแลนด์ดำเนินการโดย ออสเตรีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย และจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งตกลงควบรวมดินแดนส่วนต่าง ๆ ของเครือจักรภพเป็นของตนเอง ผ่านทางการการยึดครองและการผนวกดินแดน[1][2][3][4]

การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1772 อีกสองทศวรรษถัดมา ทหารรัสเซียและปรัสเซียได้เข้ามาในดินแดนพรมแดนของเครือจักรภพอีกครั้ง และการแบ่งครั้งที่สอง ก็ได้รับการลงนามในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1793 โดยที่ออสเตรียไม่ได้มีส่วนร่วมในการแบ่งครั้งนี้ การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1795 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการลุกฮือกอชชุชกอ ในปีที่แล้ว จากการแบ่งครั้งนี้ทำให้เครือจักรภพล่มสลายลง[1]

ในภาษาอังกฤษ บางครั้งนิยามศัพท์ "การแบ่งโปแลนด์" ถูกใช้ในทางภูมิศาสตร์ในฐานะภูมินามวิทยา เพือหมายถึงดินแดนของเครือจักรภพที่ผู้แบ่งแยกแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ส่วนแบ่งของออสเตรีย ส่วนแบ่งของปรัสเซีย และส่วนแบ่งของรัสเซีย ในภาษาโปแลนด์มีคำศัพท์สองคำซึ่งมีความหมายต่างกัน โดยกระบวนการแบ่งแยกและผนวกโปแลนด์อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า rozbiór (รูปพหูพจน์: rozbiory) ในขณะที่คำว่า zabór (รูปพหูพจน์: zabory) หมายถึงส่วนต่าง ๆ ของเครือจักรภพที่ถูกผนวกระหว่าง ค.ศ. 1772–95 ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ปรัสเซีย หรือออสเตรีย ภายหลังการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ใน ค.ศ. 1815 เขตแดนของส่วนที่ถูกแบ่งทั้งสามได้รับการกำหนดขึ้นใหม่ ฝ่ายออสเตรียได้สถาปนากาลิเซีย ขึ้นในดินแดนที่เป็นส่วนแบ่งของตน ในขณะที่รัสเซียได้วอร์ซอจากปรัสเซีย และก่อตั้งหน่วยการเมืองปกครองตนเองนามว่าคองเกรสโปแลนด์ ขึ้นในส่วนดินแดนของตน

ในประวัติศาสตร์นิพันธ์ของโปแลนด์ มีการใช้นิยาม"การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สี่" เพือกล่าวถึงการผนวกดินแดนโปแลนด์ครั้งต่อ ๆ มา โดยผู้รุกรานต่างชาติ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ นิยามดังกล่าวอาจจะหมายถึงเหตุการณ์ใน ค.ศ. 1815 1832 1846 หรือ 1939 นิยาม "การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สี่" ในมุมมองปัจจุบันอาจสามารถหมายถึงชุมชนผู้พลัดถิ่นซึ่งบทบาทสำคัญในทางการเมืองอันนำไปสู่การสถาปนารัฐอธิปไตยโปแลนด์ขึ้นใหม่หลัง ค.ศ. 1918

ความเป็นมา[แก้]

ภาพอุปมานิทัศน์ของการแบ่งโปแลนด์ครั้งที่หนึ่ง แสดงให้เห็นจักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 2 แห่งรัสเซีย (ทางซ้าย) จักรพรรดิโยเซ็ฟที่ 2 แห่งออสเตรีย และพระเจ้าฟรีดริชมหาราชแห่งปรัสเซีย (ทางขวา) ทรงโต้เถียงกันเรื่องการยึดครองดินแดน
อุปมานิทัศน์มรณกรรมของโปแลนด์ โดย วอลอซเมียร์ เทตมาร์ (Włodzimierz Tetmajer) อาสนวิหารเซนต์นิโคลัส กาลิช

ในรัชสมัยของพระเจ้าววาดือสวัฟที่ 4 (ครองราชย์ ค.ศ. 1632–48) หลักการ ลิเบอรัม วีโต [en] (Liberum Veto) ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการทางรัฐสภาซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า "ผู้ดี/ขุนนางโปแลนด์" ทุกรายต่างมีสิทธิ์ทางการเมืองเท่าเทียมกัน ดังนั้นก่อนจะกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับการยินยอมอย่างเป็นเอกฉันท์เสียก่อน[1] หากสมาชิกสภาแม้แต่เพียงผู้เดียวเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อเขตของตน (โดยทั่วไปแล้วหมายถึงที่ดินซึ่งสมาชิกผู้นั้นถือครอง) แม้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวจะได้รับการเห็นชอบแล้วก็ตาม กระบวนการดังกล่าวก็สามารถยั้บยั้งพระราชบัญญัตินั้นได้ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะลงมือกระทำการใด ๆ นอกจากนี้ ลิเบอรัม วีโต ยังเปิดโอกาสให้ทูตต่างชาติเข้าแทรกแซงเครือจักรภพอีกด้วย ผ่านทางการติดสินบนเหล่าขุนนาง[1] อาจจะกล่าวได้ว่าเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนียในช่วงปลาย (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18) ก่อนที่จะเกิดการแบ่งขึ้นนั้นตกอยู่ในสภาวะโกลาหล และมิใช่รัฐอธิปไตยโดยสมบรูณ์ หากแต่มีสถานะใกล้เคียงกับเมืองขึ้นมากกว่า[5] โดยจักรพรรดิรัสเซียทรงเข้าแทรกแซงกระบวนการเลือกพระประมุขของเครือจักรภพได้ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายซึ่งสตาญิสวัฟ เอากุสตุส ปอญาตอฟสกี อดีตคนรักของจักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 2 แห่งรัสเซียเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

ใน ค.ศ. 1730 ประเทศเพื่อนบ้านของเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย (หรือในภาษาโปแลนด์เรียกรัฐของตนอย่างลำลองว่า เซคซ์โพสโพลิตา) อันประกอบไปด้วยปรัสเซีย ออสเตรีย และรัสเซีย ได้ร่วมกันลงนามในสนธิสัญญาลับเพื่อร่วมกันรักษา สถานะเดิม (ละติน: Status quo) หรือหากระบุอย่างเจาะจงก็คือเพื่อทำให้มั่นใจว่ากฎหมายต่าง ๆ ภายในเครือจักรภพจะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พันธมิตรของจักรวรรดิทั้งสามกลายมาเป็นที่รู้จักในโปแลนด์ในภายหลังในนาม "พันธมิตรแห่งพญาอินทรีดำทั้งสาม" (หรือ สนธิสัญญาโลเวนโวลด์, Löwenwolde's Treaty) เพราะรัฐทั้งสามต่างใช้ตรานกอินทรีดำเป็นสัญลักษณ์ (ตรงกันข้ามกับโปแลนด์ซึ่งใช้ตรานกอินทรีขาว) เครือจักรภพจำต้องพึงพารัสเซียในการป้องกันตนเองจากราชอาณาจักรปรัสเซียที่เริ่มเรืองอำนาจ ซึ่งเรียกร้องดินแดนในทางตะวันตกเฉียงเหนือของเครือจักรภพ เพื่อที่จะเชื่อมดินแดนในฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของตนเอง ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะส่งผลให้โปแลนด์–ลิทัวเนียเหลือแนวชายฝั่งทะเลบอลติกในลัตเวียและลิทัวเนียเท่านั้น[1] พระนางเยกาเจรีนาต้องทรงใช้การทูตเพื่อให้ออสเตรียยอมอยู่ข้างพระองค์

โปแลนด์–ลิทัวเนียได้วางตัวเป็นกลางในสงครามเจ็ดปี (ค.ศ. 1756–1763) กระนั้นเครือจักรภพก็เอนเอียงไปทางฝ่ายพันธมิตรฝรั่งเศส–ออสเตรีย–รัสเซีย และอนุญาตให้กองทัพรัสเซียใช้ดินแดนทางตะวันตกของเครือจักรภพเป็นฐานสำหรับเข้าโจมตีปรัสเซีย พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียจึงทรงตอบโต้ด้วยการมีพระราชบัญชาให้ปลอมแปลงเงินตราของเครือจักรภพ เพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจของโปแลนด์–ลิทัวเนีย พระนางเยกาเจรีนาทรงบีบให้เครือจักรภพยอมรับรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์สภาเซย์มเรปนิน แห่ง ค.ศ. 1767 โดยดำเนินการผ่านทางขุนนางโปแลนด์ซึ่งถูกรัสเซียควบคุม และเจ้าชายนิโคไล เรปนิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอร์ซอ ผู้เป็นที่มาของชื่อสภาและยังเป็นผู้บงการสภาชุดดังกล่าว (อีกทั้งยังเป็นผู้ออกคำสั่งให้เข้าจับกุมและเนรเทศผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขาไปยังคาลูกา[5][6][7] รวมไปถึงบิชอปยูแซฟ อันด์แชย์ ซาลุสสกี้[8] และคนอื่น ๆ) รัฐธรรมนูญใหม่นี้ยกเลิกการปฎิรูปทั้งหมดที่พระเจ้าสตาญิสวัฟที่ 2 ทรงประกาศใช้ใน ค.ศ. 1764 ลิเบอรัม วีโต และกฏหมายที่มีช่องโหวต่าง ๆ อันจะส่งผลเสียต่อเครือจักรภพที่ได้รับการผ่านในรอบ 150 ปีก่อน ได้รับการรับรองว่าเป็นข้อกฎหมายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ (เรียกกันว่า ข้อกฎหมายหลัก, Cardinal Laws[7][9]) เรปนินยังเรียกร้องให้รัสเซียสามารถเข้าปกป้องสิทธิของเกษตรกรในที่ดินส่วนตัวของขุนนางโปแลนด์และลิทัวเนีย เสรีภาพทางศาสนาและการเมืองให้ชาวโปรเตสแตนต์ อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และคาทอลิกตะวันออก รวมถึงสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งของรัฐทุกตำแหน่ง รวมไปถึงตำแหน่งทางราชวงศ์ ซึ่งจะทำให้เชื้อพระวงศ์รัสเซียสามารถขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดไปได้ สภาเซย์มเห็นชอบกับข้อเรียกร้องดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการโต้ตอบจากคริสตชนโรมันคาทอลิกบางกลุ่มของโปแลนด์ เช่นเดียวกับความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรงที่รัสเซียเข้าแทรกแซงกิจการภายในของเครือจักรภพ รวมไปถึงการเนรเทศเหล่าบิชอปนิกายโรมันคาทอลิกระดับสูงไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกของวุฒิสภาโปแลนด์ นำไปสู่สงครามสมาพันธ์บาร์ ระหว่าง ค.ศ. 1768–1777 สมาพันธ์ก่อตั้งขึ้นในเมืองบาร์ โดยชาวโปแลนด์ซึ่งพยายามจะขับไล่กองกำลังรัสเซียออกจากเครือจักรภพ[5][7] กองกำลังฝ่ายโปแลนด์ที่กระจัดกระจายและระเบียบวินัยย่ำแย่ไม่อาจต้านกองทัพรัสเซียได้ และประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ความวุ่นวายมาเพิ่มขึ้นอีกเมื่อพวกคอสแซคยูเครนและชาวนาก่อกบฎขึ้นในทางตะวันออก (Koliyivshchyna), which erupted in 1768 and resulted in massacres of Polish noblemen (szlachta), Jews, Uniates, ethnic minorities and Catholic priests, before it was put down by Russian and governmental Polish troops. This uprising led to the intervention of the Ottoman Empire, supported by Roman Catholic France and Austria. Bar confederation and France promised Podolia and Volhynia and the protectorate over the Commonwealth to the Ottoman Empire for armed support.

In 1769 the Habsburg Monarchy annexed a small territory of Spisz and in 1770 it annexed Nowy Sącz and Nowy Targ. These territories had been a bone of contention between Poland and Hungary, which was a part of the Monarchy. Nevertheless, the Ottoman Empire, the Bar confederation and its French and European volunteers were defeated by Russian forces and Polish governmental ones with the aid of Great Britain. As Russia moved into the Crimea and the Daubian Principalities (which the Habsburg Monarchy long coveted), King Frederick II of Prussia and Maria Theresa were worried that the defeat of the Ottoman Empire would severely upset the balance of power in Eastern Europe. Frederick II began to construct the partition to rebalance the power in Eastern Europe.

การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่หนึ่ง[แก้]

เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย ภายหลังการแบ่งครั้งที่หนึ่ง ในฐานะรัฐอารักขาของจักรวรรดิรัสเซีย (ค.ศ. 1773–89)

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1772 ได้มีการลงนามในข้อตกลงของการแบ่งแยกดินแดน ในกรุงเวียนนา ต้นเดือนสิงหาคม กองทหารของฝ่ายรัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรีย เข้ายึดครองตามมณฑลต่าง ๆ ที่ร่วมกันในเวลาดังกล่าว ท่ามกลางพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม ก็มีการสู้รบและการปิดล้อมอยู่หลายครั้ง กองกำลังของสมาพันธ์บาร์ และอาสาสมัครชาวฝรั่งเศส ปฏิเสธที่จะยอมวางอาวุธของพวกเขา ในวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1772 การประกาศเรื่องการยึดครอง ถูกเผยแพร่ ซึ่งทำให้รัฐหนึ่งต้องตกตะลึงเป็นอย่างมาก โดยความพยายามของสมาพันธ์บาร์ ที่จะเสนอการต่อต้านที่ประสบความสำเร็จ[1]

ฝั่งปรัสเซีย[แก้]

สนธิสัญญาการแบ่งแยกดินแดน ได้รับการให้สัตยาบันโดยผู้ลงนาม เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1772 พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย รู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จของพระองค์ ปรัสเซียได้ยึดครองปรัสเซียหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนพูดภาษาเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นดันท์ซิช) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างดินแดนของตน ภายในราชอาณาจักรปรัสเซีย และแคว้นชายแดนบรันเดินบวร์ค และเช่นเดียวกับเมืองเออร์มลันด์ (วาร์เมีย) พื้นที่ทางตอนเหนือของเกรตเตอร์โปแลนด์ ตรงริมฝั่งแม่น้ำโนเชต (แคว้นเน็ตเซ) และบางส่วนของคูยาเวีย (แต่ไม่ใช่เมืองตอรุน)[1]

ฝั่งออสเตรีย[แก้]

ถึงแม้ว่าจะมีการแสดงออกด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจากจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา รัฐบุรุษชาวออสเตรียก็ตาม แต่วินเซล เอลตัน เจ้าชายแห่งกากรินสต์-เรเต็กบรูก์ ก็มีความภาคภูมิใจ ในการแย่งชิงส่วนแบ่งที่มหาศาล ด้วยเหมืองเกลือ ที่อุดมสมบูรณ์ของโบชเนีย และวีลิซกา ถึงออสเตรียสูญเสียซาตัวร์ และเอาท์วิทซ์ (ออสวิกชิม) ก็ตาม ซึ่งบางส่วนของเลสเตอร์โปแลนด์ ถูกรวมกับบางส่วนของมณฑลของคราเคา และซานโดเมียร์ และทั่วทั้งแคว้นกาลิเซีย ซึ่งน้อยกว่าเมืองคราเคา

ฝั่งรัสเซีย[แก้]

จักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 2 แห่งรัสเซีย ก็รู้สึกพอพระทัยเช่นกัน ถึงแม้ว่าพระองค์จะสูญเสียกาลิเซีย ให้กับราชาธิปไตยฮาพส์บวร์คก็ตาม โดยใน "เอกสารทางการฑูต" นี้ รัสเซียเข้ามาครอบครองในส่วนของลิโวเนีย ที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของเครือจักรภพ และดินแดนเบลารุสตะวันออก รวมทั้งมณฑลวิเต็บสค์ โปโลตสก์ และมสติสลาฟล์[1]

By this partition, the Polish–Lithuanian Commonwealth lost about 30% of its territory and half of its population[1] (four million people), of which a large portion had not been ethnically Polish. By seizing northwestern Poland, Prussia instantly gained control over 80% of the Commonwealth's total foreign trade. Through levying enormous customs duties, Prussia accelerated the collapse of the Commonwealth.[10]

After having occupied their respective territories, the three partitioning powers demanded that King Stanisław and the Sejm approve their action. When no help was forthcoming and the armies of the combined nations occupied Warsaw to compel by force of arms the calling of the assembly, no alternative could be chosen to save passive submission to their will. The so-called Partition Sejm, with Russian military forces threatening the opposition, on September 18, 1773, signed the treaty of cession, renouncing all claims of the Commonwealth to the occupied territories.

การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สอง[แก้]

เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย ภายหลังการแบ่งครั้งที่สอง (ค.ศ. 1793)
ในปีค.ศ. 1791 เครือจักรภพได้รับเอารัฐธรรมนูญฉบับแรกของโปแลนด์

ใน ค.ศ. 2332 สาธารณรัฐโปแลนด์ที่หนึ่งอ่อนแอลงจนถึงระดับที่ถูกบังคับให้เป็นพันธมิตรที่ผิดธรรมชาติและเป็นพันธมิตรกับปรัสเซียซึ่งเป็นศัตรู มีการลงนามในสนธิสัญญาโปแลนด์ - ปรัสเซีย ค.ศ. 2332 เงื่อนไขของสนธิสัญญามีส่วนทำให้สองแบ่งแยกสุดท้ายของโปแลนด์ - ลิทัวเนีย อำนาจและกำจัดการละเมิดของเรปนิน เสอม การปฏิรูปเหล่านั้นกระตุ้นให้เกิดการกระทำที่ก้าวร้าวในส่วนของเพื่อนบ้านระวังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่อาจเกิดขึ้นของเครือจักรภพ เมื่อพิจารณาว่าโปแลนด์ตกเป็นเหยื่อของลัทธิจาโคบินหัวรุนแรง ในช่วงที่กระแสน้ำไหลแรงในฝรั่งเศส กองกำลังรัสเซียบุกเข้ามาในเครือจักรภพใน ค.ศ. 2334

In the War in Defense of the Constitution, pro-Russian conservative Polish magnates, the Confederation of Targowica, fought against Polish forces supporting the constitution, believing that Russians would help them restore the Golden Liberty. Abandoned by their Prussian allies, Polish pro-constitution forces, faced with Targowica units and the regular Russian army, were defeated. Prussia signed a treaty with Russia, agreeing that Polish reforms would be revoked, and both countries would receive chunks of Commonwealth territory. In 1793, deputies to the Grodno Sejm, last Sejm of the Commonwealth, in the presence of the Russian forces, agreed to Russian territorial demands. In the Second Partition, Russia and Prussia helped themselves to enough land so that only one-third of the 1772 population remained in Poland. Prussia named its newly gained province South Prussia, with Posen (and later Warsaw) as the capital of the new province.

Targowica confederates, who did not expect another partition, and the king, Stanisław August Poniatowski, who joined them near the end, both lost much prestige and support. The reformers, on the other hand, were attracting increasing support, and in 1794 the Kościuszko Uprising began.

การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สาม[แก้]

กองทัพผู้ก่อความไม่สงบแร็กแท็กของกรอกุฟสโคได้รับความสำเร็จครั้งแรก แต่ในที่สุดพวกเขาก็ต้องยอมจำนนต่อหน้ากองกำลังที่เหนือกว่าของจักรวรรดิรัสเซีย อำนาจในการแบ่งโปแลนด์เมื่อเห็นความไม่สงบที่เพิ่มขึ้นในเครือจักรภพที่เหลืออยู่จึงตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการลบรัฐโปแลนด์ที่เป็นอิสระออกจากแผนที่ ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2337 ตัวแทนของพวกเขาได้ลงนามในสนธิสัญญาแบ่งดินแดนที่เหลือของเครือจักรภพระหว่างสามประเทศ อเล็กซานเดอร์ เบซโบรอดโค หัวหน้าผู้เขียนนโยบายต่างประเทศคนหนึ่งของรัสเซียแนะนำให้จักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งครั้งที่ 2 และ 3[11]

ส่วนของรัสเซียได้พื้นที่ 120,000 กม.2และ 1.2 ล้านคนกับวิลนีอุส ส่วนปรัสเซีย(ได้จังหวัดใหม่ของปรัสเซียตะวันออกใหม่ และไซลิเซียใหม่) ได้พื้นที่ 55,000 กม.2 และ 1 ล้านคนที่วอร์ซอ และส่วนออสเตรียได้พื้นที่ 47,000 กม.2และ 1.2 ล้านคน รวมทั้งลูบลินและกรากุฟ

ภาพรวม[แก้]

ในเรื่องประชากรในแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งแรกสูญเสียพลเมืองไปกว่าสี่ถึงห้าล้านคน (ประมาณหนึ่งในสามของประชากร 14 ล้านคนก่อนการแบ่ง) [12] มีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในโปแลนด์หลังจากการแบ่งครั้งที่สองซึ่งทำให้สูญเสียอีกหนึ่งในสามของประชากรเดิมประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรที่เหลืออยู่[13] ในการแบ่งโปแลนด์ครั้งที่ 3 ปรัสเซียได้ประชากรประมาณร้อยละ 23 ของฮาพส์บวร์ค-ออสเตรีย ร้อยละ 32 และจักรวรรดิรัสเซีย ร้อยละ 45[14]

การแบ่งโปแลนด์ตามสัดส่วน[15]
ปี (ค.ศ.) ออสเตรีย ปรัสเซีย รัสเซีย รวมทั้งหมด รวมส่วนที่ดำเนินอยู่
พื้นที่ % พื้นที่ % พื้นที่ % พื้นที่ % พื้นที่ %
1772 81900 กม.2 11.17% 36300 กม.2 4.95% 93000 กม.2 12.68% 211200 กม.2 28.79% 522300 กม.2 71.21%
1793 57100 กม.2 7.78% 250200 กม.2 34.11% 307300 กม.2 41.90% 215000 กม.2 29.31%
1795 47000 กม.2 6.41% 48000 กม.2 6.54% 120000 กม.2 16.36% 215000 กม.2 29.31%
ไม่มี
0%
รวม 128900 กม.2 17.57% 141400 กม.2 19.28% 463200 กม.2 63.15% 733500 กม.2 100%

(วานดิกซ์ ยังเสนอประมาณการดินแดนผนวกรวมที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดย 18% สำหรับออสเตรีย 20% สำหรับปรัสเซีย และ 62% สำหรับรัสเซีย)[14]

ในช่วงของสงครามนโปเลียน และผลที่ตามมาภายในทันที คือพรมแดนระหว่างอำนาจการแบ่งแยกนั้นได้เปลี่ยนไปหลายครั้ง ซึ่งทำให้ตัวเลขที่เห็นในตารางก่อนหน้านี้เปลี่ยนไป ท้ายที่สุดรัสเซียก็ลงเอย ด้วยพื้นที่แกนกลางของโปแลนด์ ที่ส่วนใหญ่สูญเสียให้กับปรัสเซีย และออสเตรียไป หลังจากการประชุมที่กรุงเวียนนา รัสเซียควบคุมโดยร้อยละ 82 ของอาณาเขตของเครือจักรภพก่อน ค.ศ. 1772 (ซึ่งรวมถึงรัฐหุ่นเชิดแห่งคองเกรสโปแลนด์) ออสเตรีย 11% และปรัสเซีย 7%[16]

ผลที่ตามมาภายหลัง[แก้]

อดีตกษัตริย์แห่งโปแลนด์ พระเจ้าสตาญิสวัฟที่ 2 เอากุสตุส ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพรัสเซียจากไปยังโกรดโนซึ่งพระองค์สละราชสมบัติเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2337 จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปยังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ซึ่งเขาจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ การกระทำนี้ทำให้มั่นใจได้ว่ารัสเซียจะถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจในการแบ่งเขต

อันเป็นผลมาจากการแบ่งโปแลนด์ถูกบังคับให้แสวงหาการเปลี่ยนแปลงของสถานะที่เป็นอยู่ของอำนาจในยุโรป[17][18] กวีนักการเมืองขุนนางนักเขียนศิลปินชาวโปแลนด์หลายคนถูกบังคับให้อพยพ (คำว่าการอพยพครั้งใหญ่) กลายเป็นนักปฏิวัติในศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ความปรารถนาในอิสรภาพกลายเป็นส่วนกำหนดของลัทธิโรแมนติกของโปแลนด์[19][20] นักปฏิวัติชาวโปแลนด์เข้าร่วมในการลุกฮือในปรัสเซีย, จักรวรรดิออสเตรีย และจักรวรรดิรัสเซีย[21] กองทหารโปแลนด์ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนโปเลียน ภายใต้ชื่อ ดัชชีวอร์ซอ (Duchy of Warsaw)[22][23] และภายใต้สโลแกนที่ว่าเพื่ออิสรภาพของเราและของคุณได้เข้าร่วมอย่างกว้างขวางในช่วงฤดูใบไม้ผลิของชาติ (โดยเฉพาะการปฏิวัติฮังการีใน ค.ศ. 2390)[21][24]

Poland would be briefly resurrected—if in a smaller frame—in 1807, when Napoleon set up the Duchy of Warsaw. After his defeat and the implementation of the Congress of Vienna treaty in 1815, the Russian-dominated Congress Kingdom of Poland was created in its place. After the Congress, Russia gained a larger share of Poland (with Warsaw) and, after crushing an insurrection in 1831, the Congress Kingdom's autonomy was abolished and Poles faced confiscation of property, deportation, forced military service, and the closure of their own universities. After the uprising of 1863, Russification of Polish secondary schools was imposed and the literacy rate dropped dramatically. In the Austrian sector which now was called Galicia, Poles fared better and were allowed to have representation in Parliament and to form their own universities, and Kraków with Lemberg (Lwów/Lviv) became centers of Polish culture and education. Meanwhile, Prussia Germanized the entire school system of its Polish subjects, and had no more respect for Polish culture and institutions than the Russian Empire. In 1915 a client state of the German Empire and Austria-Hungary was proposed and accepted by the Central Powers of World War I: the Regency Kingdom of Poland. After the end of World War I, the Central Powers' surrender to the Western Allies, the chaos of the Russian Revolution and the Treaty of Versailles finally allowed and helped the restoration of Poland's full independence after 123 years.

การแบ่งโปแลนด์ครั้งที่สี่[แก้]

การแบ่งโปแลนด์ ตามกติกาสัญญาเยอรมัน-โซเวียต การแบ่งดินแดนของโปแลนด์ใน ค.ศ. 1939–1941

The term "Fourth Partition of Poland" may refer to any subsequent division of Polish lands, including:

If one accepts more than one of those events as partitions, fifth, sixth, and even seventh partitions can be counted, but these terms are very rare. (For example, Norman Davies in God's Playground refers to the 1807 creation of the Duchy of Warsaw as the fourth partition, the 1815 Treaty of Vienna as the fifth, the 1918 Treaty of Brest-Litovsk as the sixth, and the 1939 division of Poland between Nazi Germany and the USSR as the seventh.)[26]

The term "Fourth Partition" was also used in the 19th and 20th centuries to refer to diaspora communities who maintained a close interest in the project of regaining Polish independence.[27] Sometimes termed Polonia, these expatriate communities often contributed funding and military support to the project of regaining the Polish nation-state. Diaspora politics were deeply affected by developments in and around the homeland, and vice versa, for many decades.[28]

ในทางประวัติศาสตร์นิพนธ์[แก้]

More recent studies claim that partitions happened when the Commonwealth had been showing the beginning signs of a slow recovery and see the last two partitions as an answer to strengthening reforms in the Commonwealth and the potential threat they represented to its power-hungry neighbours.[18][29][30][31][32][33][34]

As historian Norman Davies stated, because the balance of power equilibrium was observed, many contemporary observers accepted explanations of the "enlightened apologists" of the partitioning state.[35][29] 19th-century historians from countries that carried out the partitions, such as 19th-century Russian scholar Sergey Solovyov, and their 20th century followers, argued that partitions were justified, as the Polish–Lithuanian Commonwealth had degenerated to the point of being partitioned because the counterproductive principle of liberum veto made decision-making on divisive issues, such as a wide-scale social reform, virtually impossible. Solovyov specified the cultural, language and religious break between the supreme and lowest layers of the society in the east regions of the Commonwealth, where the Belarusian and Ukrainian serf peasantry was Orthodox. Russian authors emphasized the historical connections between Belarus, Ukraine and Russia, as former parts of the medieval old Russian state where dynasty of Rurikids reigned (Kievan Rus').[36] Thus, Nikolay Karamzin wrote: "Let the foreigners denounce the partition of Poland: we took what was ours."[37] Russian historians often stressed that Russia annexed primarily Ukrainian and Belorussian provinces with Eastern Slavic inhabitants,[38] although many Ruthenians were no more enthusiastic about Russia than about Poland, and ignoring ethnically Polish and Lithuanian territories also being annexed later. A new justification for partitions arose with the Russian Enlightenment, as Russian writers such as Gavrila Derzhavin, Denis Fonvizin, and Alexander Pushkin stressed degeneration of Catholic Poland and the need to "civilize" it by its neighbors.[30]

Nonetheless other 19th century contemporaries were much more skeptical; for example, British jurist Sir Robert Phillimore discussed the partition as a violation of international law;[39] German jurist Heinrich Bernhard Oppenheim presented similar views.[40] Other older historians who challenged such justifications for the Partitions included French historian Jules Michelet, British historian and politician Thomas Babington Macaulay, and Edmund Burke, who criticized the immorality of the partitions.[29][41]

Several scholars focused on the economic motivations of the partitioning powers. Jerzy Czajewski wrote that the Russian peasants were escaping from Russia to the Polish–Lithuanian Commonwealth in significant enough numbers to become a major concern for the Russian Government sufficient to play a role in its decision to partition the Commonwealth.[42] Increasingly in the 18th century until the partitions solved this problem, Russian armies raided territories of the Commonwealth, officially to recover the escapees, but in fact kidnapping many locals.[42] Hajo Holborn noted that Prussia aimed to take control of the lucrative Baltic grain trade through Danzig (Gdańsk).[43]

Some scholars use the term 'sector' in reference to Commonwealth territories consisting of Polish (not Polish-Lithuanian) cultural heritage as well as historical monuments dating as far back as the first days of Poland's statehood.[44]

รัฐอื่น[แก้]

จักรวรรดิออตโตมัน เป็นเพียงหนึ่งในสองรัฐในโลก ที่ปฏิเสธที่จะยอมรับการแบ่งดินแดน (อีกรัฐหนึ่งคือ จักรวรรดิเปอร์เซีย)[45] and reserved a place in its diplomatic corps for an Ambassador of Lehistan (Poland).

In 1795, Iran (known to the Europeans as Persia at the time) was one of two countries (the other being the Ottoman Empire) not to recognize the Partition of Poland by the Austrian Empire, Prussia and the Russian Empire.[46]

"Il Canto degli Italiani", the Italian National Anthem, contains a reference to the partition.[47]

The ongoing partitions of Poland were a major topic of discourse in The Federalist Papers, where the structure of the government of Poland, and of foreign influence over it, is used in several papers (Federalist No. 14, Federalist No. 19, Federalist No. 22, Federalist No. 39 for examples) as a cautionary tale for the writers of the U.S. Constitution.

หมายเหตุ[แก้]

  1. ถึงแม้รัฐผู้ถูกแบ่งแยกจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย แต่เมื่อกล่าวถึงการแบ่งแยกดินแดนทั้งสามครั้ง แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ศัพท์ว่า การแบ่งแยกโปแลนด์ มิใช่ การแบ่งเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย เนื่องจากโปแลนด์ เป็นชื่อเรียกอย่างลำลองของรัฐข้างต้น นิยามศัพท์ การแบ่งเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ในงานเขียนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวนัก

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 1.7 1.8 "Partitions of Poland". Encyclopædia Britannica Online. 2008. สืบค้นเมื่อ 8 June 2011.
  2. Bideleux, Robert; Jeffries, Ian (1998). A History of Eastern Europe: Crisis and Change. Routledge. p. 156.
  3. Batt, Judy; Wolczuk, Kataryna (2002). Region, State and Identity in Central and Eastern Europe. Routledge. p. 153.
  4. Sinkoff, Nancy (2004). Out of the Shtetl: Making Jews Modern in the Polish Borderlands. Society of Biblical Literature. p. 271.
  5. 5.0 5.1 5.2 Scott, Hamish M. (2001). The Emergence of the Eastern Powers, 1756–1775. สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์. pp. 181–182. ISBN 0-521-79269-X.
  6. H. Wickham Steed, A Short History of Austria-Hungary and Poland Archived 2007-09-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, 1914, Encyclopædia Britannica, Inc. Retrieved on 3 August 2007.
  7. 7.0 7.1 7.2 Seton-Watson, Hugh (1967). The Russian Empire, 1801–1917. Oxford University Press. p. 44. ISBN 0-19-822152-5.
  8. Various, The Story of My Life, Penguin Classics, 2001, ISBN 0-14-043915-3, Google Print, p. 528
  9. Butterwick, Richard (1998). Poland-Lithuania's Last King and English Culture: Stanisław August Poniatowski, 1732–1798. Oxford University Press. p. 169. ISBN 0-19-820701-8.
  10. von Guttner, Darius (2015). The French Revolution. Nelson Cengage. p. 139.
  11. "Alexander Bezborodko". Encyclopaedia Britannica.
  12. Jerzy Lukowski; W. H. Zawadzki (2001). A Concise History of Poland: Jerzy Lukowski and Hubert Zawadzki. Cambridge University Press. pp. 96–98. ISBN 978-0-521-55917-1. สืบค้นเมื่อ 8 January 2013.
  13. Jerzy Lukowski; W. H. Zawadzki (2001). A Concise History of Poland: Jerzy Lukowski and Hubert Zawadzki. Cambridge University Press. pp. 101–103. ISBN 978-0-521-55917-1. สืบค้นเมื่อ 8 January 2013.
  14. 14.0 14.1 Piotr Stefan Wandycz (2001). The Price of Freedom: A History of East Central Europe from the Middle Ages to the Present. Taylor & Francis Group. pp. 133–. ISBN 978-0-415-25490-8. สืบค้นเมื่อ 8 January 2013.
  15. Davies, Norman (2005). God's Playground. A History of Poland. The Origins to 1795. I (revised ed.). Oxford University Press. p. 394. ISBN 978-0-19-925339-5.
  16. "Po przyłączeniu do obwodu białostockiego w 1807 roku do cesartwa i utworzeniu osiem lat później Królestwa Polskiego wnuk Katarzyny zjednoczył pod swoim berłem około 82% przedrozbiorowego terytorium Rzeczypospolitej (dla porównania – Austria 11%, Prusy 7%). "[in:] Basil Kerski, Andrzej Stanisław Kowalczyk. Realiści z wyobraźnią. Uniwersytet Marii Curie-Skłodowskiej. 2007 page. 318 ISBN 978-83-227-2620-4
  17. Johnson, Lonnie R. (1996). Central Europe: Enemies, Neighbors, Friends. Oxford University Press. pp. 127–128. ISBN 0-19-510071-9.
  18. 18.0 18.1 Piotr Stefan Wandycz (2001). The Price of Freedom: A History of East Central Europe from the Middle Ages to the Present. Routledge. p. 133. ISBN 0-415-25491-4.
  19. Zawadzki, W. H. (1993). A Man of Honour: Adam Czartoryski as a Statesman of Russia and Poland, 1795–1831. Oxford University Press. p. 330. ISBN 0-19-820303-9.
  20. Auer, Stefan (2004). Liberal Nationalism in Central Europe. Routledge. p. 60. ISBN 0-415-31479-8.
  21. 21.0 21.1 Dowe, Dieter (2001). Europe in 1848: Revolution and Reform. Berghahn. p. 180. ISBN 1-57181-164-8. While it is often and quite justifiably remarked that there was hardly a barricade or battlefield in Europe between 1830 and 1870 where no Poles were fighting, this is especially true for the revolution of 1848/1849.
  22. Pachonski, Jan; Wilson, Reuel K. (1986). Poland's Caribbean Tragedy: A Study of Polish Legions in the Haitian War of Independence 1802–1803. East European Monographs/Columbia University Press. ISBN 0-88033-093-7.
  23. Fedosova, Elena I. (1998). "Polish Projects of Napoleon Bonaparte". Journal of the International Napoleonic Society.
  24. Gods, Heroes, & Legends
  25. Brecher, Michael; Wilkenfeld, Jonathan (1997). A Study of Crisis. University of Michigan Press. p. 255. ISBN 0-472-10806-9.
  26. Norman Davies. God's Playground: A History of Poland: 1795 to the Present. Oxford University Press. 2005. pp. 218, 225, 284, 321.
  27. Cygan, Mary (1998). "Inventing Polonia: Notions of Polish American Identity, 1870–1990". Prospects. 23: 209–246. doi:10.1017/S0361233300006335.
  28. Lopata, Helena Znaniecka (1994). Polish Americans. Transaction.
  29. 29.0 29.1 29.2 Norman Davies, Europe: A History, Oxford University Press, 1996, ISBN 0-19-820171-0, Google Print, p.661
  30. 30.0 30.1 Nowak, Andrzej (1997). "The Russo-Polish Historical Confrontation". Sarmatian Review. XVII (1).
  31. The Army of Grand Duchy of Warsaw Archived 2005-12-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  32. Hon. Carl L. Bucki, University of Buffalo's History of Poland series, The Constitution of May 3, 1791 Archived ธันวาคม 5, 2008 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  33. Paul W. Schroeder, The Transformation of European Politics 1763–1848, Oxford University Press, 1996, ISBN 0-19-820654-2, Google print p.84
  34. Geoffrey Russell, The Making of Modern Europe, 1648–1780, Routledge, 2003, ISBN 0-415-30155-6, Google Print, p.548
  35. Norman Davies, God's Playground: A History of Poland in Two Volumes, Oxford University Press, 2005, ISBN 0-19-925339-0, Google Print, p.283
  36. E.g., Sergey Solovyov's History of the Downfall of Poland (Moscow, 1863).
  37. Н.М. Карамзин. Записка о древней и новой России в ее политическом и гражданском отношениях
  38. Riasanovsky, Nicholas V. (1952). "Old Russia, the Soviet Union and Eastern Europe". American Slavic and East European Review. 11 (3): 171–188. doi:10.2307/2491975. JSTOR 2491975.
  39. Sir Robert Phillimore, Commentaries Upon International Law, 1854, T. & J. W. Johnson, Google Print, p.819
  40. Sharon Korman, The Right of Conquest: The Acquisition of Territory by Force in International Law and Practice, Oxford University Press, 1996, ISBN 0-19-828007-6, Google Print, p.101
  41. Poland The First Partition
  42. 42.0 42.1 Jerzy Czajewski, "Zbiegostwo ludności Rosji w granice Rzeczypospolitej" (Russian population exodus into the Rzeczpospolita), Promemoria journal, October 2004 nr. (5/15), ISSN 1509-9091, Table of Content online, Polish language
  43. Hajo Holborn (1 December 1982). A History of Modern Germany: 1648–1840. Princeton University Press. p. 256. ISBN 978-0-691-00796-0. สืบค้นเมื่อ 16 February 2012.
  44. Nuria Sanz, Dominik Maczynski (2002). The Prussian Sector In: Guidelines for a Common Inventory. Living Wooden Culture Throughout Europe. Council of Europe. p. 99. ISBN 9287148821. สืบค้นเมื่อ 25 March 2013.
  45. Prazmowska, Anita (2010). Poland: A Modern History. I. B. Tauris. p. 25.
  46. "History of Polish-Iranian relations". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2019-01-22. สืบค้นเมื่อ 2019-11-12.
  47. "L'Inno nazionale". Quirinale.it. สืบค้นเมื่อ 2013-11-17.

หนังสืออ่านเพิ่ม[แก้]

  • Lewitter, L. R. "The Partitions of Poland" History Today (Dec 1958) 8#12 pp 813–820.
  • Lewitter, Lucjan R. "The Partitions of Poland" in A. Goodwyn, ed. The New Cambridge Modern History: vol 8 1763–93 (1965) pp. 333–59.
  • Lord, Robert. The second partition of Poland; a study in diplomatic history (1915) online
  • Lukowski, Jerzy. The Partitions of Poland 1772, 1793, 1795 (1998); online review
  • McLean, Thomas. The Other East and Nineteenth-Century British Literature: Imagining Poland and the Russian Empire (Palgrave Macmillan, 2012) pp. 14–40.</ref>

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

หมวดหมู่:ประวัติศาสตร์โปแลนด์ หมวดหมู่:การล่มสลายของประเทศ