หน้านี้ถูกกึ่งล็อก

จู๊กบ็อกซ์เกม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

จู๊กบ็อกซ์เกม
ประเภทเกมโชว์
เสนอโดยสมพล ปิยะพงศ์สิริ
ญาณี จงวิสุทธิ์
ประเทศแหล่งกำเนิดไทย ไทย
ภาษาต้นฉบับไทย ไทย
การผลิต
สถานที่ถ่ายทำไทย ไทย (สตูดิโอกันตนา)
ความยาวตอนประมาณ 1 ชั่วโมง
การแพร่ภาพ
เครือข่าย/ช่องช่อง 3
(3/10/2539 - 27/3/2547)
ไอทีวี
(3/4/2547 - 15/01/2548)
การออกอากาศแรก3/10/2539 – 15/01/2548

จู๊กบ็อกซ์เกม (Jukebox Game) เป็นรายการเกมโชว์ที่เกี่ยวกับเพลงและดนตรี โดยเป็นการเอารูปแบบรายการ "เพลงต่อเพลง" ที่เคยออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 มาปรับรูปแบบใหม่ให้ดูสนุกสนานยิ่งขึ้น ผลิตรายการโดย บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547 และ สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2547 - 15 มกราคม พ.ศ. 2548

พิธีกรดำเนินรายการ

ช่องสถานีที่ออกอากาศ

เวลาออกอากาศ

วันพฤหัสบดี : 22.00 - 23.00น.(3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 26 กันยายน พ.ศ. 2540) และ 22.00 - 23.15น.(2 ตุลาคม 2540 - 24 กันยายน พ.ศ. 2541)

วันเสาร์ : 22.15 - 23.30น.(3 ตุลาคม พ.ศ. 2541 - 29 ธันวาคม พ.ศ. 2544) และ 20.40 - 21.40น.(3 เมษายน พ.ศ. 2547 - 15 มกราคม พ.ศ. 2548)

วันจันทร์ : 22.20 - 23.30น.(7 มกราคม พ.ศ. 2545 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547)

เกมและกติกาที่ปรากฏ

รอบแรก

  • รูปแบบแรก : เกมร้องเพลง(3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2542) ในแต่ละข้อจะมีตัวอักษรและคำบังคับทั้งหมด 3 คำ โดยข้อแรกจะให้ตัวอักษร 3 ตัวอักษรนำหน้า เช่น ก/ค/ส ข้อที่ 2 จะให้คำบังคับ 3 คำ และข้อที่3 จะให้ชื่อศิลปินที่พิธีกรกำหนดให้ 3 ชื่อ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องกดไฟเพื่อเลือกตัวอักษรนำหน้าและร้องเพลงให้ถูกต้อง โดยคนแรกได้ 3 คะแนน คนที่ 2 ได้ 2 คะแนน คนที่3 ได้ 1 คะแนน ตามลำดับ ภายหลังเปลี่ยน 2 คำแรก คำละ 1 คะแนน และคำสุดท้าย 2 คะแนน
  • รูปแบบที่ 2 : บอกใบ้ทายศิลปิน(8 มกราคม พ.ศ. 2543 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2543) ชุดใบ้คำมี 3 ชุด เลือกมา 1 ชุด ในแต่ละชุดมีชื่อศิลปินที่ไม่ซ้ำกัน มีทั้งหมด 10 ศิลปิน กำหนดให้ครบ 5 ศิลปิน(ชื่อละ 1 คะแนน) เพื่อสะสมคะแนนในรอบต่อไป โดยผู้เข้าแข่งขันให้เป็นคนใบ้และเป็นคนตอบ มีเวลาในการใบ้ 60 วินาที ถ้าคนใบ้พูดชื่อคำตอบออกมาจะถือว่าฟาวล์ หากชื่อไหนไม่มั่นใจ สามารถขอข้ามได้
  • รูปแบบที่ 3 : เพลงปริศนา(6 มกราคม พ.ศ. 2544 - 15 มกราคม พ.ศ. 2548) ในแต่ละสัปดาห์จะมีศิลปินรับเชิญ มาร้องเพลงในแต่ละข้อ ทั้งหมด 2 ข้อ(ตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545เป็นต้นไป ได้เพิ่มเป็น 3 ข้อ) โดยให้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม แย่งกันกดไฟ เพื่อทายว่าเพลงที่ร้องไปนั้น คือเพลงอะไรและของศิลปินคนไหน ถ้าตอบถูกในแต่ละข้อ จะได้ไป 1 คะแนน หากตอบผิดอีกทีมหนึ่งจะได้สิทธิ์ตอบทันที แต่ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนนในข้อนี้ ส่วนศิลปินรับเชิญจะได้รับของที่ระลึกจากทางรายการ ในระยะต่อมา(2547-2548) ได้ปรับกติกาใหม่ โดยเชิญนักดนตรีรับเชิญที่ถนัดในแต่ละเครื่องดนตรี มาเล่นดนตรี โดยให้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม ฟังเพลงโจทย์(โดยไม่มีเนื้อร้อง แต่จะมีแค่ทำนองของเพลงนั้น) หากทราบคำตอบแล้วให้กดปุ่มไฟ เพื่อทายว่าเพลงที่เล่นไปนั้น คือเพลงอะไรและของศิลปินคนไหน เกมในรอบนี้เล่นทั้งหมด 3 ข้อ โดยการให้คะแนนยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

รอบที่ 2

รูปแบบแรก : ทายใจศิลปิน(3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2543) ปรัศนีนักร้องรับเชิญ มาจากนักร้องทุกแนว ไม่จำกัดค่าย สัปดาห์ละ 1 ท่าน หรือ 1 วง มาพูดคุยเกี่ยวกับอัลบั้มเพลง และ การทำงานของศิลปิน พร้อมกับ มีคำถาม 3 ข้อ คือ ศิลปินที่ชื่นชอบคือใคร เพลงที่ชื่นชอบคือเพลงไหน และอัลบั้มที่ชื่นชอบคืออัลบั้มไหน(และในยุคแรกเปิดโอกาสให้ผู้ชมทางบ้านส่งรูปเข้ามาร่วมสนุกในรายการ หากรูปที่ส่งมาถูกคัดเลือกเข้ามาในรายการ จะได้รับของรางวัลพิเศษจากทางรายการ) โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนหรือแต่ละทีม จะต้องตอบใน 3 ตัวเลือก หากตอบถูกจะได้คะแนนไปข้อละ 1 คะแนน

รูปแบบที่ 2 : ละครปริศนาทายเพลง(6 มกราคม พ.ศ. 2544 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2544) ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม จะต้องดูละครสั้นจากคณะตลกชวนชื่น เพื่อตอบคำถามจากเรื่องราวของเพลงนั้น ทั้งหมด 3 ข้อ หากตอบถูกในแต่ละข้อ จะได้คะแนนไปข้อละ 1 คะแนน

รูปแบบที่ 3 : คาราโอเกะ(7 เมษายน พ.ศ. 2544 - 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม จะต้องเลือกเพลง 1 ชุด จาก 4 ชุดเพลง โดยทั้ง 2 คน จะต้องร้องเพลงตามเนื้อร้องที่หายไปให้ถูกต้อง หากร้องถูกครบทุกประโยค จะได้ 2 คะแนน แต่ถ้าหากร้องผิด(เช่น คำร้องผิด,ประโยคผิด,และลืมเนื้อ) จะไม่ได้คะแนนในเพลงนั้น

รูปแบบสุดท้าย : บอกใบ้ทายเพลงดัง(19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547) ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม จะต้องเลือก 1 ชุดคำใบ้ โดยชุดใบ้คำมี 4 ชุด ในแต่ละชุดมีชื่อเพลงที่ไม่ซ้ำกัน มีทั้งหมด 10 คำ ภายในเวลา 90 วินาที โดยคนนึงจะเป็นคนใบ้ และอีกคนนึงจะเป็นคนตอบ ถ้าตอบถูกในแต่ละคำ จะได้คะแนนไปคำละ 1 คะแนน ถ้าคนใบ้พูดชื่อคำตอบออกมาจะถือว่าฟาวล์ หากชื่อเพลงไหนไม่มั่นใจ สามารถขอข้ามได้ และรอบ2 คะแนนที่ตอบถูกในแต่ละคำ มีค่าเพิ่มเป็นคำละ 2 คะแนน โดยเกมนี้จะเล่นทั้งหมด 2 รอบด้วยกัน ทีมไหนทำคะแนนรวมได้มากที่สุด ทีมนั้นจะได้ 2 คะแนนไปในรอบนี้ แต่ถ้าหากคะแนนรวมทั้ง 2 ทีมเท่ากัน ทั้ง 2 ทีมก็จะได้คะแนนไปเช่นกัน

รอบตัดเชือก(รูปแบบแรก)(3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2543)

โดยมีคำถามทั้งหมด 5 ข้อ โดยในบางข้อให้ตอบชื่อเพลง หรือชื่อศิลปิน มีดังนี้

  • เมโลดีเพลง โดยจะให้ฟังเสียงทำนองของเพลง (เมโลดี้) แล้วให้ตอบชือเพลงให้ถูกต้อง
  • สปีดเพลง โดยจะฟังเสียงเพลงในแบบยานและเร็ว
  • เติมเนื้อเพลง
  • อินโทรเพลง ให้ฟังเพลงเริ่มต้น (อินโทร) ตามที่โจทย์กำหนด
  • ร้องเพลงจากคำสั่งบังคับ

ผู้เข้าแข่งขันหรือทีมไหนทำคะแนนสะสมรวมได้มากที่สุด จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตทันที และถ้าหาก 2 หรือ 3 ทีมมีคะแนนเท่ากัน ก็จะเล่นในข้อตัดสินเพื่อหาทีมที่ชนะ ถ้าตอบถูกก็จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตเช่นกัน

รอบตัดเชือก(รูปแบบที่ 2 : ทายเพลง)(6 มกราคม พ.ศ. 2544 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547)

รูปแบบแรก(6 มกราคม พ.ศ. 2544 - 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545)ในรอบนี้จะมีแผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลักทั้งหมด 10 แผ่นป้าย โดยแต่ละแผ่นป้ายจะมีรูปศิลปินอยู่ 5 แผ่นป้ายซึ่งหมายถึงให้ทายชื่อเพลง และอีก 5 แผ่นป้ายจะเป็นป้ายรูปตู้เพลง ซึ่งหมายถึงทายชื่อศิลปิน โดยแต่ละทีมจะต้องทายชื่อเพลงให้ถูกต้อง ภายในเวลา 10 วินาที หากทายถูกจะได้คะแนนในข้อละ 3 คะแนน แต่ถ้าทายผิดหรือตอบไม่ทันจนหมดเวลา จะไม่ได้คะแนนในข้อนั้นไป ทีมไหนทำคะแนนได้มากกว่า จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตทันที หากทั้ง 2 ทีมมีคะแนนเท่ากัน จะต้องเลือกเพิ่มอีก 1 แผ่นป้าย เพื่อเล่นในข้อตัดสินหาทีมที่ชนะ ถ้าตอบถูกก็จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตเช่นกัน

รูปแบบที่ 2(19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547)ในรอบนี้จะมีแผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลักทั้งหมด 20 แผ่นป้าย โดยแต่ละแผ่นป้ายจะมีรูปศิลปินอยู่ ซึ่งหลังจากเลือกป้ายแล้ว ต้องฟังเพลงให้จบ แล้วทายชื่อเพลงและศิลปินให้ครบถ้วน หากเปิดป้ายเฉลยแล้วทายถูกจะได้คะแนนในข้อละ 3 คะแนน แต่ถ้าทายผิดหรือตอบไม่ทันจนหมดเวลา จะไม่ได้คะแนนในข้อนั้นไป ทีมไหนทำคะแนนได้มากกว่า จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตทันที หากทั้ง 2 ทีมมีคะแนนเท่ากัน จะต้องเลือกเพิ่มอีก 1 แผ่นป้าย เพื่อเล่นในข้อตัดสินหาทีมที่ชนะ ถ้าตอบถูกก็จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตเช่นกัน

รอบตัดเชือก(รูปแบบที่ 3 : ...คืออะไร?)(3 เมษายน พ.ศ. 2547 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2547)

ในรอบนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีม จะต้องดูเอ็มวีคาราโอเกะ แล้วจับสังเกตที่เนื้อร้องให้ดีๆว่า "เนื้อร้องที่หายไปนั้นคืออะไร?" จากนั้นทั้ง 2 ทีมจะต้องเขียนคำตอบลงในกระดาน หากตอบถูกจะได้คะแนนไปในแต่ละข้อ เช่น ข้อที่1 1 คะแนน ข้อที่ 2 ได้ 2 คะแนน และข้อที่3 ได้ 3 คะแนน(ภายหลังเปลี่ยนการให้คะแนนเป็นข้อที่2 1 คะแนน ข้อที่ 3 ได้ 2 คะแนน และข้อที่4 ได้ 3 คะแนน โดยเพิ่มรางวัลพิเศษในข้อที่1 หากทีมไหนตอบถูกจะได้รางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนหลักทันที) ทีมไหนทำคะแนนสะสมรวมได้มากที่สุด จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตทันที และหากทั้ง 2 ทีมมีคะแนนเท่ากัน ก็จะเล่นในข้อตัดสินเพื่อหาทีมที่ชนะ หากทีมไหนตอบถูกก็จะเข้าไปเล่นในรอบแจ็คพอตเช่นกัน

รอบแจ๊กพอต

รูปแบแรก(3 ตุลาคม พ.ศ. 2539 - 28 กันยายน พ.ศ. 2541) ในรอบนี้ผู้แข่งขันหรือทีมที่ชนะ จะต้องเลือกแผ่นป้ายจากผู้สนับสนุนหลักทั้งหมด 30 แผ่นป้าย(ในช่วงปี2539-2540 มีทั้งหมด 15 แผ่นป้าย,และปี2543 เหลือเพียง 18 แผ่นป้าย) ในแต่ละป้ายจะมีรูปตู้เพลงอยู่ 15 แผ่นป้าย(8 หรือ 9 แผ่นป้าย)ซึ่งหมายถึงให้ทายชื่อศิลปิน และรูปศิลปินอีก 15 แผ่นป้าย(7 หรือ 9 แผ่นป้าย)ซึ่งหมายถึงให้ทายชื่อเพลง ผู้แข่งขันจะต้องให้ทายชื่อเพลงหรือชื่อศิลปินให้ถูกต้อง ภายในเวลา 10 วินาที เพื่อสะสมเหรียญตู้เพลงเหรียญละ 10,000 บาท หากสะสมครบ 6 เหรียญ จะได้รับเงินรางวัลสะสม 100,000 บาท ส่วนรอบตู้เพลง จะเป็นการเลือกเพลงจากตู้เพลง โดยทางรายการได้กำหนดเพลงโจทย์บังคับไว้ ในตู้เพลงจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือปุ่มบนตู้มีตั้งแต่ A-F และปุ่มล่าง 0-9 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องหยอดเหรียญเพื่อกดเลือกเพลงให้ถูกต้อง หากเลือกถูกในแต่ละครั้ง จะได้รับชุดโฮมเธียเตอร์หรือชุดเครื่องดนตรีพร้อมกับเงินรางวัลที่สะสมมาในช่วงแรก รวมทั้งสิ้น 200,000 บาท(ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชคคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าพานาโซนิค) แต่กรณีที่กดหาเพลงไม่ถูกต้องครบ 6 ครั้ง จะไม่ได้รับของรางวัลพิเศษไป แต่จะได้เงินรางวัลที่สะสมกลับไปด้วย หรือบางครั้งพิธีกรจะให้ผู้เข้าแข่งขันหาเพลงประจำรายการ โดยจะต้องเลือกระหว่าง A1 หรือ A2 ถ้ากดเลือกเพลงถูกจะได้รับเครื่องเสียงหรือวิทยุทรานซิสเตอร์พร้อมกับเงินรางวัลที่สะสมกลับบ้านไป

  • รูปแบบที่ 2(3 ตุลาคม พ.ศ. 2541 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2547) ในรอบนี้จะเป็นการเรียงเลข 1-5 โดยทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถเลือกได้ว่าจะเรียงเหมือนหรือไม่เหมือน จากนั้นผู้แข่งขันจะสลับตัวเลข โดยสามารถสลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ จากนั้นพิธีกรจะเปิดป้ายเฉลยในแต่ละตัวเลข ถ้าเรียงเหมือนได้ถูกต้องตามตามตัวเลขที่เลือกไว้ครบ 5 ตัวเลข จะได้รับเงินรางวัล 500,000 บาทบวกกับเงินรางวัลที่ได้สะสมมาในรอบทายเพลง แต่ถ้าเรียงไม่เหมือนถูกหมดครบทั้ง 5 ตัวเลข จะได้รับเงินรางวัลที่ได้สะสมมาในรอบทายเพลง โดยถูกเป็นคูณ3ทันที(ภายหลังในปี2544-2547 ถ้าเรียงถูกทั้งหมดจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาทบวกกับเงินรางวัลที่ได้เข้ารอบกลับบ้านไป)(ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชคคือ เซลลูล่าร์ 900,มันโชส,ดิจิตอลจีเอสเอ็ม 2 วัตต์,และวันทูคอล) แต่ถ้าเลือกไม่เหมือนกันหรือเรียงไม่ถูกเลยสักตัว ก็จะได้เงินรางวัลที่สะสมกลับไป
  • รูปแบบที่ 3(3 เมษายน พ.ศ. 2547 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2547) ในรอบนี้จะมีแผ่นป้ายจากผู้สนับสนุนหลักทั้งหมด 18 แผ่นป้าย แบ่งเป็นป้ายรูปตู้เพลง 9 แผ่นป้าย และป้ายรูปหน้าศิลปิน 9 แผ่นป้าย ผู้แข่งขันจะต้องทายชื่อเพลงหรือชื่อศิลปินให้ถูกต้อง ภายในเวลา 10 วินาที โดยทายถูกในแต่ละข้อจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และถ้าหากทายถูกครบทั้ง 6 ข้อ จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท แต่ถ้าทายผิดจะไม่ได้เงินรางวัลสะสมในข้อนั้นไป

ผู้เข้าแข่งขัน

ในแต่ละสัปดาห์จะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 3 คน แบ่งเป็นดารา 2 คน และผู้สมัครจากทางบ้าน 1 คน(แบ่งเป็นชาย2 หญิง1 หรือหญิง2 ชาย1 หรือบางเทปผู้แข่งขันจะเป็นหญิงล้วนหรือชายล้วนก็เป็นได้)(ยกเว้นช่วงแรกๆของการออกอากาศผู้แข่งขันจะเป็นศิลปินดาราทั้งหมด 3 คน) จนกระทั่งต้นปี2541 ได้มีการปรับรูปแบบใหม่ โดยเพิ่มผู้แข่งขันเป็นคู่ ทั้งหมด 3 คู่ต่อสัปดาห์(แบ่งเป็นคู่ชาย2 คู่หญิง1 หรือคู่หญิง2 คู่ชาย1 หรือบางเทปคู่ผู้แข่งขัน จะเป็นคู่ผสมชายหญิงก็เป็นได้) และในปี2544-2547 ได้ปรับรูปแบบรายการใหม่อีกครั้ง โดยเหลือทีมผู้แข่งขันแค่ 2 ทีมต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็นทีมชายล้วนและทีมหญิงล้วน(หรือบางเทปทีมผู้แข่งขัน จะเป็นทีมผสมชายหญิง 1 ทีม และทีมชายหรือหญิงล้วน 1 ทีม)