จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ศาสตราจารย์ ดร.จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์

ศาสตราจารย์ จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์ เกิดวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวไทย สาขาเคมีและ พอลิเมอร์ เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องของเทคโนโลยียาง การวิเคราะห์และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากยางธรรมชาติ โดยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนหลายๆ แห่ง พัฒนานวัตกรรมด้านกระบวนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้ ‘ยางสกิม’ โดยใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตกาวที่ใช้ในการแพทย์ และใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตหมากฝรั่ง ซึ่งนับเป็นกรณีแรกของงานวิจัยในเชิงเทคโนโลยีของโลก ที่นำน้ำยางธรรมชาติไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางอาหารได้ จนสามารถคว้ารางวัลรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2548 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลเมธีส่งเสริมนวัตกรรม สาขาธุรกิจชีวภาพ ประจำปี พ.ศ. 2549 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.ดร. จิตต์ลัดดา (ตั้งภักดี) สมรสกับ นพ. พยุงศักดิ์ ศักดาภิพาณิชย์ มีบุตรชาย 2 คน

ประวัติ[แก้]

การศึกษา[แก้]

  • จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุง และระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม
  • พ.ศ. 2532-2535 - ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเคมี (เกียรตินิยมอันดับสอง) จาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พ.ศ. 2537-2539 - Master Degree of Engineering (Honor) จาก Tokyo University of Agriculture and Technology ประเทศญี่ปุ่น โดยทุนมงบุโช (Monbusho) ของรัฐบาลญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2539-2541 - Doctor Degree of Engineering (Honor) จาก Tokyo University of Agriculture and Technology ประเทศญี่ปุ่น โดยทุนมงบุโช ของรัฐบาลญี่ปุ่น

ประวัติการทำงาน[แก้]

เกียรติคุณและรางวัล[แก้]

ผลงานวิจัยที่สำคัญ[แก้]

ศ.ดร.จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์ มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ จำนวนกว่า 105 เรื่อง สิทธิบัตร จำนวน 18 เรื่อง เป็นเจ้าของผลงานการพัฒนายางสกิมและสารที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจจากของเสียที่ได้จากอุตสาหกรรมน้ำยางธรรมชาติ โดยสามารถพัฒนาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยางเกรดพิเศษจากยางสกิม (ยางที่เหลือจากหางน้ำยาง ซึ่งโดยปกติจัดว่าเป็นของเสียจากกระบวนการปั่นน้ำยางธรรมชาติ) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมบางประเภทแทนการใช้ยางสังเคราะห์ โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรม 2 ประเภทหลัก คือ

  1. การพัฒนายางสกิมเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตกาวชนิดที่ไม่มีโปรตีนที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยเฉพาะกาวที่ใช้ในทางการแพทย์ จากการคิดค้นงานวิจัยนี้ ทำให้สามารถนำไปจด สิทธิบัตรแบบทั่วโลก (PCT) รวมทั้งประเทศไทยและมาเลเซีย [1]
  2. การพัฒนายางสกิมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตหมากฝรั่ง ทดแทนยางสังเคราะห์ชนิดโพลิไอโซบิวทีลีน และโพลิสไตรีนบิวตะไดอีน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหมากฝรั่งได้เป็นอย่างดี และมีข้อดีคือ สามารถย่อยสลายได้ ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มีราคาถูกกว่ายางสังเคราะห์ถึง 10 เท่า งานวิจัยนี้ นับว่าเป็นกรณีแรกของงานวิจัยในเชิงเทคโนโลยีของโลก ที่สามารถนำยางธรรมชาติไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางอาหารได้ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาแยกสารที่เรียกว่า L-quebrachitol ที่เหลืออยู่ในหางน้ำยาง ภายหลังการแยกเอายางสกิมออกไปแล้ว (เรียกว่าซีรั่ม) ซึ่งสารนี้สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์สารจำพวก optically active organic compound ต่างๆ ได้มากมาย เช่น เป็นสารต่อต้านแบคทีเรีย เป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตยาต้านมะเร็ง และสารเคมีทางการเกษตรต่างๆ เป็นต้น และยังได้มีการพัฒนางานวิจัย การเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อจากส่วนซีรั่มที่ได้ทำการแยกสาร L-quebrachitol ออกแล้ว และน้ำซีรั่มที่เหลือก็นำไปใช้ผลิตปุ๋ยน้ำได้ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นงานวิจัยที่ครบวงจร สามารถนำองค์ประกอบต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำยางมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
      นอกจากนี้ ศ.ดร. จิตต์ลัดดายังรับบทบาทนักวิจัยด้านการแปรรูปเปลือกที่เป็นของเสียในโรงงานผลิตถั่วมะคาเดเมีย จากโครงการดอยตุง ให้เป็นถ่านแมคคาเพื่อสุขภาพ เพื่อใช้ประโยชน์หลากหลาย เช่น ดูดซับกลิ่นความชื้นและสารพิษ ทำให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้น และยังพบว่าถ่านแมคคาสามารถแผ่คลื่นอินฟราเรดระยะไกล เพื่อนำมาประยุกต์ในในการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตในร่างกายได้ด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. Sakdapipanich JT (2003) A production of deproteinized skim rubber and the adhesives of its use, and its adhesive tape. PCT/JP 000003964