จังหวัดลิมบูร์ก (เนเธอร์แลนด์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับจังหวัดลิมบูร์กในประเทศเบลเยียม ดูที่ จังหวัดลิมบูร์ก (เบลเยียม)
บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน
ลิมบูร์ก
ธงของลิมบูร์ก
ธง
ตราราชการของลิมบูร์ก
ตราอาร์ม
เพลง: ลิมบืร์คไมน์ฟาเดอร์ลันด์
("ลิมบูร์ก ปิตุภูมิของข้า")
ที่ตั้งของจังหวัดลิมบูร์กในประเทศเนเธอร์แลนด์
ที่ตั้งของจังหวัดลิมบูร์กในประเทศเนเธอร์แลนด์
พิกัดภูมิศาสตร์: 51°13′N 5°56′E / 51.217°N 5.933°E / 51.217; 5.933พิกัดภูมิศาสตร์: 51°13′N 5°56′E / 51.217°N 5.933°E / 51.217; 5.933
ประเทศเนเธอร์แลนด์
การจัดตั้งค.ศ. 1839
เมืองหลักมาสทริชท์
การปกครอง
 • ผู้ว่าราชการ[1]เตโอ โบเฟินส์
พื้นที่
 • พื้นดิน2,153 ตร.กม. (831 ตร.ไมล์)
 • พื้นน้ำ56 ตร.กม. (22 ตร.ไมล์)
อันดับพื้นที่ที่ 9
ประชากร (2006)
 • พื้นดิน1,131,938
 • อันดับที่ 6
 • ความหนาแน่น530 คน/ตร.กม. (1,400 คน/ตร.ไมล์)
 • อันดับความหนาแน่นที่ 4
รหัสไอเอสโอ 3166NL-LI
ศาสนา (2003)โรมันคาทอลิก ร้อยละ 78
โปรเตสแตนต์ ร้อยละ 2
อื่น ๆ ร้อยละ 5
ไม่มีศาสนา ร้อยละ 15
เว็บไซต์www.limburg.nl

ลิมบูร์ก (ดัตช์: Limburg) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดในบรรดาสิบสองจังหวัดของประเทศเนเธอร์แลนด์ จังหวัดลิมบูร์กมีพรมแดนทางตอนใต้และบางส่วนทางตะวันตกติดกับประเทศเบลเยียม โดยมีแม่น้ำเมิซกั้นระหว่างสองประเทศ พรมแดนบางส่วนทางตะวันตกติดกับจังหวัดนอร์ทบราบันต์ และทางเหนือติดกับจังหวัดเกลเดอร์ลันด์ ทางตะวันออกติดกับรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินในประเทศเยอรมนี

เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของจังหวัดคือ มาสทริชท์ มีประชากร 121,565 คน [2] เมืองขนาดรองลงมาคือเวนโล ซิตทาร์ด-เคเลน และเฮร์เลิน จังหวัดลิมบูร์กตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อยู่ใกล้กับมหานครเศรษฐกิจรูห์ของเยอรมนีและเป็นประตูสู่กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ได้เป็นอย่างดี

ประวัติศาสตร์[แก้]

ประวัติศาสตร์ของลิมบูร์กเริ่มขึ้นในสมัยสาธารณรัฐโรมัน เมื่อจูเลียส ซีซาร์เข้ายึดดินแดนบริเวณนี้และกำจัดชนพื้นเมืองที่ลุกฮือต่อต้านทั้งหมด และได้ตั้งนครตุงกรีขึ้นโดยมีโตงเงอเรินเป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียม) ได้มีการวางเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองโตงเงอรินกับโคโลญ ก่อให้เกิดการตั้งเมือง โมซา ทราเจ็กตัม (มาสทริชท์) และ โคริโอวาลลัม (เฮร์เลิน) ขึ้น พื้นที่แถบนี้จึงมีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมโรมันหลงเหลืออยู่มาก ต่อมา พระสังฆราชเซอร์วาติอุสได้นำคริสต์ศาสนาจากโรมันมาเผยแพร่ในมาสทริชท์เมื่อ ค.ศ. 384 ทำให้ต่อมา มาสทริชท์เรืองอำนาจขึ้นมาแทนโทงเงอเริอในฐานะเมืองหลวงท้องถิ่นอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะมีการสถาปนามุขมณฑลขึ้นที่ลีแยฌ (ปัจจุบันอยู่ในเบลเยียม) ห่างจากมาสทริชท์ไปทางใต้ 25 กิโลเมตร

หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย อำนาจของโรมันก็เสื่อมลง อาณาจักรแฟรงก์ได้เข้ามาเป็นใหญ่ในพื้นที่แทนโรมัน นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่  หุบเขาริมแม่น้ำเมิซมีความสำคัญทางด้านการเมืองและวัฒนธรรม พระเจ้าชาร์เลอมาญ กษัตริย์ชาวแฟรงก์ได้สถาปนาเมืองอาเคินเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรแฟรงก์และมีอาณาบริเวณแผ่มาถึงตอนใต้ของลิมบูร์ก และทำให้ดินแดนแถบนี้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นไปอีก หลังพระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต อาณาจักรแฟรงก์แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก กลาง และตะวันออก แต่เส้นเขตแดนไม่เสถียรนัก ดินแดนของจังหวัดลิมบูร์กสลับเปลี่ยนไปอยู่ในอำนาจของหลายอาณาจักร จนในที่สุด ได้ตกเป็นของราชอาณาจักรแฟรงค์ตะวันตก จากสนธิสัญญาเมอร์เซนเมื่อปี ค.ศ. 870

ในยุคกลาง ขุนนางแห่งฟาลเคนบูร์ก ดาลเฮม เฮร์โซเกนราท เริ่มมีอำนาจขึ้นทางตอนใต้ของลิมบูร์ก แต่ต่อมาถูกรวมเป็นดัชชีลิมบูร์กและอยู่ภายใต้การปกครองของดัชชีบราบันต์อีกที เข้าสู่ศตวรรษที่ 15 ดัชชีลิมบูร์กและเมืองบริวารตกเป็นของเบอร์กันดี ส่วนเมืองมาสทริชท์อยู่ใต้การปกครองของราชรัฐมุขนายกลีแยฌและดัชชีบราบันต์ร่วมกัน ส่วนตอนกลางและเหนือของจังหวัดลิมบูร์กในปัจจุบันตกเป็นของดัชชียือลิชและดัชชีเกลเดอร์ส บรรดาดัชชีและมุขนายกเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากเหนือดินแดนลิมบูร์กในยุคกลางภายใต้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มีบ่อยครั้งที่มักจะสู้รบกันเอง และผลของการสู้รบในพื้นที่ของลิมบูร์กก็ทำให้ภูมิภาคนี้ลดความสำคัญทางเศรษฐกิจลงไป

การสู้รบในสงคราม 80 ปีที่มาสทริชท์

ในช่วงสงคราม 80 ปีที่เนเธอร์แลนด์ทำสงครามเพื่อเป็นเอกราชจากการปกครองของสเปน ลิมบูร์กกลายเป็นสมรภูมินองเลือดบ่อยครั้ง ชาวลิมบูร์กร่วมรบกับฝั่งสเปนเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์นิกายคาทอลิก ตรงข้ามกับชาวดัตช์ที่นับถือลัทธิคาลวิน จนเมื่อสิ้นสุดสงครามและเนเธอร์แลนด์ได้เอกราช ดินแดนของจังหวัดลิมบูร์กถูกแบ่งเป็นพื้นที่การปกครองครองสเปน ปรัสเซีย สาธารณรัฐดัตช์ ลีแยฌ และขุนนางอีกหลายคน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1673 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสได้ยกกองทัพฝรั่งเศสมาตีเบลเยียมจนถึงเมืองมาสทริชท์และยึดเมืองได้ในช่วง ค.ศ. 1673 ถึง 1678 และฝรั่งเศสยึดทัพมายึดอีกครั้งในปี ค.ศ. 1748 ในช่วงสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย

เขตแดนของลิมบูร์กเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อจักรพรรดินโปเลียนยกทัพมายึดประเทศเนเธอร์แลนด์ไว้ได้เมื่อปี ค.ศ. 1794 ถึงปี ค.ศ. 1814 ในช่วงนี้ เนเธอร์แลนด์ได้ถูกผนวกรวมเข้ากับจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 และลิมบูร์กถูกเปลี่ยนให้เป็นจังหวัดหนึ่งของฝรั่งเศสชื่อ เมิซ-อินเฟริเยอร์ (ฝรั่งเศส: Meuse-Inférieure) ที่หมายถึง เมิซส่วนล่าง

เมื่อจักรพรรดินโปเลียนแพ้สงคราม มหาอำนาจของยุโรปได้แก่ สหราชอาณาจักร ปรัสเซีย ออสเตรีย และรัสเซีย ได้ประชุมกันที่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา มีมติให้ก่อตั้งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ขึ้นในปี ค.ศ. 1815 โดยรวมเอาเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเป็นประเทศเดียวกัน ได้มีการตั้งจังหวัดใหม่ขึ้นเป็นจังหวัดมาสทริชท์เช่นเดียวกับเมืองหลวงของจังหวัด อย่างไรก็ตาม พระเจ้าวิลเลิมที่ 1 แห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงไม่ประสงค์จะให้ชื่อในยุคกลางต้องสูญหายไป จึงทรงเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดลิมบูร์ก

การแบ่งแยกและผนวกดินแดนในปี ค.ศ. 1839 หลังจากเบลเยียม (3) ได้เอกราชจากเนเธอร์แลนด์ (1) อย่างเป็นทางการ พื้นที่ตะวันตกของลักเซมเบิร์ก (4) จะถูกยกให้กับเบลเยียมด้วย เหลือเพียงแค่ลักเซมเบิร์ก(5)ที่จะอยู่กับสมาพันธรัฐเยอรมมัน เพื่อเป็นการชดเชย เนเธอร์แลนด์จึงแบ่งพื้นที่บางส่วนของจังหวัดลิมบูร์ก (2) ให้อยู่ภายใต้การบริหารปกครองของสมาพันธรัฐเยอรมันด้วย

ต่อมา เมื่อปี ค.ศ. 1830 เกิดการปฏิวัติเบลเยียมขึ้น โดยเบลเยียมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวคาทอลิกต้องการแยกตัวออกจากเนเธอร์แลนด์ตอนเหนือที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือลัทธิคาลวิน ทางเนเธอร์แลนด์ส่งกองกำลังเข้าปราบปรามฝ่ายกบฏและไม่ยอมรับเอกราชของเบลเยียม นำมาซึ่งการสู้รบยาวนานจนถึงปี ค.ศ. 1839 ได้มีการเจรจาสันติภาพและลงสนามในสนธิสัญญาลอนดอน รับรองเอกราชของเบลเยียม จังหวัดลิมบูร์กเดิมทีอยู่ภายใต้การปกครองของเบลเยียมได้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนตะวันออกตกเป็นของเนเธอร์แลนด์ และส่วนตะวันตกกลายเป็นของเบลเยียม และจุดแบ่งก็กลายเป็นเส้นพรมแดนของทั้งสองประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาลอนดอนได้ระบุว่าพื้นที่ทางตะวันตกของลักเซมเบิร์กที่เดิมอยู่ใต้การปกครองของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์จะถูกรวมกับเบลเยียม แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าลักเซมเบิร์กเคยอยู่ภายใต้อำนาจของสมาพันธรัฐเยอรมันไปพร้อมๆกันด้วย ทั้งนี้ สมาพันธรัฐเยอรมันตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อความร่วมมือทางการค้าหลังสงครามนโปเลียนดังนั้น พื้นที่ลักเซมเบิร์กตะวันตกที่มีประชากร ราว 150,000 คนที่จะเสียไปให้เบลเยียมนั้น จะทำให้สมาพันธรัฐเยอรมันเสียประโยชน์ด้วย เพื่อเป็นการชดเชย เนเธอร์แลนด์จึงได้ทำการยกพื้นที่ของจังหวัดลิมบูร์กไปอยู่กับสมาพันธรัฐเยอรมันด้วย ยกเว้นเพียงเมืองมาสทริชท์และเวนโล (เพราะหากไม่นับประชากรของสองเมืองนี้ พื้นที่ที่จะยกไปจะมีประชากรรวมราวๆ 150,000 คนพอดี) ดังนั้น พื้นที่บางส่วนของจังหวัดลิมบูร์กจึงอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์และเป็นดัชชีลิมบูร์กภายใต้การปกครองของสมาพันธรัฐเยอรมันไปพร้อมๆกันด้วย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 จนถึงปี ค.ศ. 1866 อันเป็นปีที่เกิดสงครามระหว่างปรัสเซียและออสเตรียจนสมาพันธรัฐเยอรมันล่มสลายและมีการสถาปนาชาติเยอรมันขึ้น สนธิสัญญาลอนดอนฉบับที่สองที่ลงนามกันเมื่อ ค.ศ. 1867 ระบุให้ลิมบูร์กกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์เพียงประเทศเดียวตั้งแต่นั้น แต่ชื่อของดัชชีลิมบูร์กยังมีการใช้ในเอกสารราชการเรื่อยมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 และยังส่งผลให้ลิมบูร์กมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนจังหวัดอื่นด้วย เช่น ผู้ปกครองของจังหวัดจะถูกเรียกว่า "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ต่างกับจังหวัดอื่นที่ใช้ชื่อ "ข้าหลวงในพระมหากษัตริย์"

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมนีเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์รวมถึงลิมบูร์กด้วย เมืองและหมู่บ้านจึงได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดและปืนใหญ่ จนกระทั่งหลังจบสงครามโลกในปี ค.ศ. 1945 ได้มีการบูรณะซ่อมแซมเมือง ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1991 ประชาคมยุโรปได้มีการจัดประชุมที่เมืองมาสทริชท์ และได้มีการเซ็นสนธิสัญญาก่อตั้งสหภาพยุโรปขึ้น จึงถือได้ว่ามาสทริชท์ จังหวัดลิมบูร์ก เป็นจุดกำเนิดของสหภาพยุโรป

ภาษา[แก้]

แม้ภาษาดัตช์จะเป็นภาษาราชการ แต่ลิมบูร์กก็มีสำเนียงเป็นของตัวเองที่เรียกว่า ลิมบูร์กิช ได้รับการรับรองให้เป็นภาษาถิ่นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1997 แต่ไม่ได้เป็นภาษาราชการ ประมาณการกันว่ามีคนพูดภาษาลิมบูร์กิชประมาณ 1.6 ล้านคนในจังหวัดลิมบูร์กของเนเธอร์แลนด์ ลิมบูร์กของเบลเยียม และเยอรมนี แต่สำเนียงก็แตกต่างกันออกไปอีกในแต่ละประเทศ และในแต่ละหมู่บ้านและชุมชนก็มีสำเนียงที่ต่างกันอีก เช่น ลิมบูร์กิชทางเหนือจะมีความคล้ายกับภาษาของเกลเดอร์สทางตอนใต้และบราบันต์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ภูมิศาสตร์[แก้]

ลิมบูร์กเป็นเหมือนส่วนยื่นของเนเธอร์แลนด์เข้าไปในประเทศเบลเยียม เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆของเนเธอร์แลนด์แล้ว พื้นที่ของลิมบูร์กจะมีความราบเรียบน้อยกว่า และบางครั้งมีลักษณะเป็นเนินเขา จุดสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เช่นกัน คือ ฟาลเซอร์แบร์ก (หมายถึง ภูเขาแห่งวาลส์) มีความสูง 322.4 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และยังเป็นจุดที่พรมแดนของสามประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และเยอรมนีมาบรรจบกันอีกด้วย

แม่น้ำสายหลักของลิมบูร์กคือแม่น้ำเมิซ ไหลจากตอนใต้ของตัวจังหวัดไปจนถึงตอนเหนือของจังหวัด พื้นดินจึงมีลักษณะเป็นดินตะกอนจากแม่น้ำเมิซ บางครั้งถูกนำไปทำเป็นอิฐในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ลิมบูร์กแบ่งการปกครองออกเป็น 33 เทศบาล ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม (COROP) ได้แก่

  • กลุ่มลิมบูร์กเหนือ: เบเซล, เบร์เกิน, เกนเนิป, โฮร์สท์อานเดอมาส, โมกเอ็นมิดเดอลาร์, เพลเอ็นมาส, เวนโล, เวนราย
  • กลุ่มลิมบูร์กกลาง: เอคท์-ซุสเทเริน, เลอดาล, มาสโกว์, เนเดอร์เวร์ท, รูร์ดาเลิน, รูร์มอนด์, เวร์ท
  • กลุ่มลิมบูร์กใต้: เบก, บรุนส์ซุม, ไอส์เดิน-มาร์กราเทิน,กุลเพิน-วิทเทิม, เฮร์เลิน, แกร์กราเดอ, ลันด์กราฟ, มาสทริชท์, เมร์สเซิน, นุท, โอนเดอร์บังเคิน, สคินเนิน, ซิมเพิลเฟลด์, สเตน, ฟาลส์, ฟาลเคินบูร์กอานเดอเกิล, ฟูเรินดาล

เศรษฐกิจ[แก้]

เศรษฐกิจของลิมบูร์กมีขนาดไม่ใหญ่มาก คิดเป็นร้อยละ 5.7 เท่านั้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเนเธอร์แลนด์ (ปี ค.ศ. 2018) [3] ในอดีต มีการขุดถ่านหินและพีต แต่เหมืองถ่านหินถูกทยอยปิดไปในช่วง ค.ศ. 1965 ถึง 1975 ส่งผลให้คนงานที่ทำงานในเหมืองกว่า 60,000 คนต้องตกงาน รัฐบาลได้ชดเชยด้วยการย้ายสำนักงานรัฐบาลหลายแห่งไปยังเฮร์เลิน เพื่อเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ เช่น สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ปัจจุบัน บริษัทดีเอสเอ็มที่เคยเป็นบริษัทขุดถ่านหินของรัฐได้เปลี่ยนมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมเคมี ปัจจุบันได้ขายส่วนธุรกิจปิโครเคมีให้กับบริษัทซาบิคในซาอุดิอารเบีย นอกจากนี้ ลิมบูร์กยังเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตรถยนต์เฟเดแอลโดยปัจจุบันดำเนินการผลิตให้กับรถมินิ บริษัทเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์ในเวนโล โรงงานกระดาษในมาสทริชท์ ภายใต้ของลิมบูร์กยังเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้แต่ปัจจุบันได้ลดกำลังการผลิตไป และเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นแทน

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ลิมบูร์กเป็นจังหวัดเดียวในเนเธอร์แลนด์ที่เรียกตำแหน่งหัวหน้าจังหวัดว่า "ผู้ราชการจังหวัด" แทนที่จะเป็น "ข้าหลวงในพระองค์" อย่างจังหวัดอื่น
  2. "CBS Statline". opendata.cbs.nl.
  3. "Regional GDP per capita ranged from 30% to 263% of the EU average in 2018". Eurostat.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ จังหวัดลิมบูร์ก