จักรวรรดิเยอรมัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก จักรวรรดิเยอรมนี)
จักรวรรดิเยอรมัน
Deutsches Reich
ไรช์เยอรมัน
ค.ศ. 1871–1918
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
Gott mit uns
"พระเจ้าทรงอยู่กับเรา"
เพลงชาติ
อาณาเขตจักรวรรดิเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
รัฐและดินแดนต่างๆในจักรวรรดิเยอรมัน
(สีน้ำเงินคือราชอาณาจักรปรัสเซีย)
เมืองหลวง เบอร์ลิน
52°31′N 13°24′E / 52.517°N 13.400°E / 52.517; 13.400พิกัดภูมิศาสตร์: 52°31′N 13°24′E / 52.517°N 13.400°E / 52.517; 13.400
ภาษา ภาษาราชการ:
เยอรมัน
ศาสนา ข้อมูลในปี ค.ศ. 1890[1]
ส่วนใหญ่:
62.8% โปรเตสแตนต์
รัฐบาล สหพันธรัฐแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
(ถึงตุลาคม 1918)
สหพันธรัฐแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา
(ตั้งแต่ตุลาคม 1918)
จักรพรรดิ
 -  1871–1888 วิลเฮล์มที่ 1
 -  1888 ฟรีดริชที่ 3
 -  1888–1918 วิลเฮล์มที่ 2
นายกรัฐมนตรี
 -  1871–1890 ออทโท ฟอน บิสมาร์ค (คนแรก)
 -  1918 มักซีมีเลียนแห่งบาเดิน (สุดท้าย)
การปกครอง ไรชส์ทาค
ยุคประวัติศาสตร์ จักรวรรดินิยมใหม่/สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
 -  การสร้างเอกภาพ 18 มกราคม 1871
 -  สถาปนารัฐธรรมนูญ 16 เมษายน 1871
 -  สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 28 กรกฎาคม 1914
 -  การปฏิวัติเยอรมัน 3 พฤศจิกายน 1918
 -  ประกาศสงบศึก 11 พฤศจิกายน 1918
 -  วิลเฮล์มที่ 2 สละราชสมบัติ 28 พฤศจิกายน 1918
 -  สนธิสัญญาแวร์ซาย 28 มิถุนายน 1ย919
พื้นที่
 -  1910 540,857.54 ตร.กม. (208,826 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1871 ประมาณการ 40,050,792 
 -  1910 ประมาณการ 64,925,993 
     ความหนาแน่น 120 คน/ตร.กม.  (310.9 คน/ตารางไมล์)
ก่อนหน้า
ถัดไป
สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ
ราชอาณาจักรบาวาเรีย
ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก
แกรนด์ดัชชีบาเดิน
แกรนด์ดัชชีเฮ็สเซิน
สาธารณรัฐไวมาร์
สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2
ดินแดนลุ่มแม่น้ำซาร์
เสรีนครดันซิก
สาธารณรัฐลิทัวเนีย
สาธารณรัฐเชโกสโลวาเกียที่ 1
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ  เยอรมนี
 โปแลนด์
 ฝรั่งเศส
 เดนมาร์ก
 รัสเซีย
 เบลเยียม
 ลิทัวเนีย
 เนเธอร์แลนด์
 เช็กเกีย
พื้นที่และประชากรไม่รวมอาณานิคมในทวีปอื่นที่ยึดครอง

จักรวรรดิเยอรมัน (เยอรมัน: Deutsches Kaiserreich) เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกแผ่นดินของชาวเยอรมัน ตั้งแต่ที่พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิเยอรมันในค.ศ. 1871 จนถึงการสละราชสมบัติของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ในค.ศ. 1918 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในเยอรมัน ชื่อจักรวรรดิเยอรมันในภาษาเยอรมันอย่างเป็นทางการคือ ไรช์เยอรมัน (เยอรมัน: Deutsches Reich) อย่างไรก็ตาม แม้จักรวรรดิจะล่มสลายไปในปี ค.ศ. 1918 แต่ชื่อ ดอยท์เชิสไรช์ ก็ยังถูกใช้เป็นชื่อทางการของสาธารณรัฐไวมาร์ต่อไป

จักรวรรดิเยอรมันประกอบด้วย 26 ดินแดนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดินแดนส่วนใหญ่ต่างถูกปกครองและมีราชวงศ์เป็นของตนเอง ดินแดนเหล่านี้ประกอบด้วย 4 ราชอาณาจักร, 6 แกรนด์ดัชชี, 5 ดัชชี (6 ก่อนปี 1876), 7 ราชรัฐ, 3 เสรีนครรัฐ และ 1 ดินแดนในพระองค์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราชอาณาจักรปรัสเซียจะเป็นหนึ่งในดินแดนตามที่กล่าวมานี้ แต่ราชอาณาจักรปรัสเซียกลับเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตและประชากรมากที่สุดและมากกว่าดินแดนอีก 25 แห่งที่เหลือรวมกัน ดังนั้นราชอาณาจักรปรัสเซียจึงเป็นดินแดนที่มีอำนาจครอบงำจักรวรรดิเยอรมัน

หลังปี 1850 ได้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็วในรัฐเยอรมันต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมถ่านหิน, เหล็ก (และเหล็กกล้าในกาลต่อมา), เคมีภัณฑ์ และกิจการรถไฟ เมื่อแรกสถาปนาจักรวรรดิในปี 1871 จักรวรรดิมีประชากร 41 ล้านคน และในปี 1913 ได้เพิ่มขึ้นไปเป็น 68 ล้านคน ตลอดเวลา 47 ปีที่จักรวรรดิเยอรมันคงอยู่ จักรวรรดิได้กลายเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรม, เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ของโลก โดยได้รับรางวัลโนเบลมากกว่าชาติอื่นๆ[2]

เยอรมันกลายเป็นมหาอำนาจจากการขยายเครือข่ายทางรถไฟอย่างรวดเร็ว, มีกองทัพบกที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดในโลก, และเป็นฐานอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในห้วงเวลาเพียงไม่ถึงทศวรรษ กองทัพเรือเยอรมันกลายเป็นกองทัพเรือที่ทรงแสนยานุภาพเป็นลำดับสองรองจากราชนาวีอังกฤษ ในคราวที่นายกรัฐมนตรี ออทโท ฟอน บิสมาร์ค ถูกปลดโดยจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ในปี ค.ศ. 1890 นั้น เป็นห้วงเวลาที่จักรวรรดิเยอรมันรุ่งเรืองและฮึกเหิมอย่างมาก ในวิกฤตการณ์ปี 1914 จักรวรรดิเยอรมันได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับสองชาติได้แก่ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และราชอาณาจักรอิตาลี เป็นจุดกำเนิดของฝ่ายมหาอำนาจกลางในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อแผนการเข้ายึดกรุงปารีสก่อนฤดูใบไม้ร่วงประสบความล้มเหลวและแนวรบด้านตะวันตกยังคงคุมเชิงกัน เยอรมันก็ถูกกองเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรปิดล้อมทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเสบียงอาหาร แม้แนวรบด้านตะวันตกจะไม่คืบหน้า แต่เยอรมันกลับประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในแนวรบด้านตะวันออก สนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์ในปี 1918 ทำให้เยอรมันได้ดินแดนทางตะวันออกมาอย่างมากมาย เยอรมันได้พยายามปิดล้อมเกาะอังกฤษด้วยกองเรือดำน้ำแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักจากราชนาวีอังกฤษได้จัดเรือคุ้มกันเรือที่มาจากอาณานิคม เหตุโทรเลขซิมแมร์มันน์ในปี 1917 ได้นำพาสหรัฐอเมริกาเข้ามาสู่สงคราม ชาวเยอรมันเริ่มอ่อนล้าจากสงครามในห้วงเวลาที่ลัทธิสังคมนิยมจากการปฏิวัติรัสเซียไหลบ่าเข้ามาสู่ชาวเยอรมัน

แนวรบที่ถูกโต้กลับและสงครามตลอดสี่ปีทำให้เกิดยุคข้าวยากหมากแพงไปทั่วทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในรัฐบาลจักรพรรดิเยอรมัน จนทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นในปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1918 รัฐบาลจักรพรรดิเยอรมันได้ประกาศสงบศึก ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 หลังจากนั้นสองสัปดาห์ จักพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงประกาศสละราชสมบัติและลี้ภัยทางการเมืองไปยังเนเธอร์แลนด์ จักรวรรดิเยอรมันได้แปรเปลี่ยนสถานะเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ภายใต้ระบอบประธานาธิบดี

ภูมิหลัง[แก้]

สงครามนโปเลียนในต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ได้ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ของชนชาติที่พูดภาษาเยอรมันล่มสลายและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อสงครามยุติ ได้มีการจัดการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาขึ้นในปี 1815 เพื่อจัดระเบียบทวีปยุโรปเสียใหม่ การประชุมนี้ได้ทำให้เกิดสมาพันธรัฐเยอรมันขึ้นมา เป็นการรวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆของบรรดารัฐเยอรมัน ขบวนการชาตินิยมเยอรมันได้นำพาเยอรมันเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีความเป็นเสรีและประชาธิปไตยมากขึ้น ขบวนการได้เสนอให้ผนวกแนวคิดที่เรียกว่า "อุดมการณ์รวมกลุ่มเยอรมัน" เข้าไปในนโยบาย Realpolitik ของ ออทโท ฟอน บิสมาร์ค นายกรัฐมนตรีปรัสเซีย โดยบิสมาร์คต้องการแผ่ขยายอำนาจของราชวงศ์โฮเอ็นโซลเลิร์นแห่งปรัสเซียเข้าครอบงำรัฐเยอรมันอื่นๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดคือการรวมชาติเยอรมันที่มีปรัสเซียเป็นแกนนำ และยังต้องการขจัดอิทธิพลของราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งออสเตรียที่มีต่อรัฐเยอรมันเหล่านี้

บิสมาร์คได้นำปรัสเซียเข้าสู่สงครามสามครั้งและได้รับชัยชนะอย่างงดงาม คือสงครามชเลสวิกครั้งที่สองกับเดนมาร์กในปี 1864, สงครามออสเตรีย–ปรัสเซียในปี 1866 และสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียในปี 1870–71

สถาปนาจักรวรรดิ[แก้]

พระเจ้าวิลเฮล์มแห่งปรัสเซียประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ณ พระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส หลังมีชัยในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
ดูบทความหลักที่: การสร้างเอกภาพเยอรมนี

หลังจากที่ปรัสเซียได้ชัยชนะจากสงครามทั้งสาม ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1870 รัฐสภาแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อสมาพันธรัฐเป็นจักรวรรดิ และมีมติให้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิ และภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1871 ในช่วงการปิดล้อมกรุงปารีสนั้นเอง ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1871 พระเจ้าวิลเฮล์มก็ทรงประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ณ ห้องกระจก ในพระราชวังแวร์ซาย[3]

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน รัฐธรรมนูญเยอรมันฉบับที่สองก็ได้ถูกรับรองโดยไรชส์ทาค เมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1871 และจักรพรรดิวิลเฮล์มก็ทรงประกาศใช้ในอีกสองวันถัดมา[3] รัฐธรรมนูญฉบับที่สองนี้ มีเค้าโครงเดิมมาจากรัฐธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือที่ร่างขึ้นโดยบิสมาร์ค โครงสร้างทางการเมืองการปกครองยังคงเหมือนเดิม สภานิติบัญญัติของจักรวรรดิมีชื่อเรียกว่า "ไรชส์ทาค" (Reichstag) สมาชิกของไรชส์ทาคมาจากใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปของชายชาวเยอรมัน

การตรากฎหมายต่างๆต้องผ่านมติเห็นชอบจากสภาสหพันธ์ที่เรียกว่า "บุนเดสรัท" (Bundesrat) ประกอบด้วยผู้แทนจาก 27 รัฐในจักรวรรดิ แต่ละรัฐมีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นรัฐที่ใหญ่และประชากรมากก็จะมีสิทธิออกเสียงมาก เช่นราชอาณาจักรปรัสเซียมีสิทธิออกเสียงถึง 17 สิทธิจากทั้งหมด 58 สิทธิ ปรัสเซียต้องการเสียงจากรัฐอื่นๆอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกินกึ่งหนึ่ง ส่วนอำนาจฝ่ายบริหารเป็นของจักรพรรดิหรือที่เรียกว่าไกเซอร์ (Kaiser) ซึ่งจะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหนึ่งคนเพื่อเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญเยอรมนี้ได้ให้อำนาจจักรพรรดิไว้ค่อนข้างมาก สามารถแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ตามพระราชอัธยาศัย รัฐบาลจักรวรรดินี้ไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวง ดังนั้นแล้วนายกรัฐมนตรีจึงเปรียบเสมือน "รัฐบาลหนึ่งบุรุษ" รับผิดชอบและดูแลราชการแทบจะทุกอย่าง (ทั้งด้านการคลัง, การสงคราม, การต่างประเทศ ฯลฯ) แม้ว่าไรชส์ทาคจะทำหน้าที่ตรากฎหมาย, ยกเลิกกฎหมาย, ผ่านกฎหมาย ดังที่กล่าวมา แต่อำนาจที่แท้จริงทั้งปวงอยู่ที่จักรพรรดิ ซึ่งทรงใช้อำนาจผ่านทางนายกรัฐมนตรี

รัฐและดินแดนต่างๆในจักรวรรดิ ยังคงมีรัฐบาลเป็นของตนแต่มีอำนาจจำกัด ยกตัวอย่างเช่น การสแตมป์ไปรษณีย์และการผลิตเหรียญทอง 1 มาร์คนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกรุงเบอร์ลิน ส่วนการผลิตเงินสกุลมาร์คที่มีมูลค่าเกินกว่านั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐต่างๆมีอำนาจสถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นของตนเอง บางรัฐอาจมีกำลังทหารเป็นของตนเอง อำนาจทหารทั้งหมดจะถูกริบไปอยู่ที่รัฐบาลกรุงเบอร์ลินในยามศึกสงคราม

ยุคบิสมาร์ค[แก้]

ออทโท ฟอน บิสมาร์ค นายกรัฐมนตรีคนแรก

บิสมาร์คได้ประกาศนโยบายภายในประเทศมีบทบาทอย่างมากในการปลอมและวัฒนธรรมทางการเมืองของเผด็จการจักรวรรดินิยม หมกมุ่นหักด้วยอำนาจการเมืองดังต่อไปนี้การรวมกันในทวีป 1871 รัฐบาลกึ่งรัฐสภาของเยอรมันดำเนินการปฏิวัติทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ค่อนข้างเรียบจากข้างต้นที่ผลักดันให้พวกเขาไปพร้อมกันสู่การเป็นกำลังอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

นโยบายต่างประเทศ[แก้]

ก่อนปี 1871 บิสมาร์คของนโยบายต่างประเทศได้ระมัดระวังและพยายามรักษาความสมดุลของพลังงานในยุโรป ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือฝรั่งเศสซึ่งถูกทิ้งพ่ายแพ้และไม่พอใจหลังจาก เป็นภาษาฝรั่งเศสขาดความแข็งแรงให้กับความพ่ายแพ้เยอรมันด้วยตัวเองที่พวกเขาแสวงหาพันธมิตรกับรัสเซียซึ่งจะดักระหว่างสองประเทศเยอรมนีในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (ตามที่ในที่สุดจะเกิดขึ้นในปี 1914) บิสมาร์คต้องการที่จะป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดและรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัสเซียและพันธมิตรจึงเกิดขึ้นกับพวกเขาและออสเตรีย - ฮังการี (ซึ่งโดย 1880s นั้นมีการลดลงอย่างช้าๆไปยังดาวเทียมเยอรมัน), Dreikaiserbund (สามจักรพรรดิ) ในช่วงเวลานี้บุคคลภายในทหารเยอรมันได้สนับสนุนการนัดหยุดงานซึ่งยึดเอาเสียก่อนกับรัสเซีย แต่บิสมาร์ครู้ว่าความคิดดังกล่าวเป็นบ้าบิ่น เขาเคยเขียนว่า"ยอดเยี่ยมที่สุดชัยชนะจะไม่ได้ประโยชน์กับประเทศรัสเซียเนื่องจากสภาพภูมิอากาศทะเลทรายของมัน, และความประหยัดของตนและมี แต่คนชายแดนเพื่อป้องกัน"และเพราะมันจะออกจากประเทศเยอรมันกับอีกขมเพื่อนบ้านไม่พอใจ, บิสมาร์คความยากลำบากครั้งเดียวขัดนโยบายต่างประเทศของประเทศของเขากับสถานการณ์ได้ง่ายของเรา (เฉพาะอำนาจที่แข็งแกร่งในซีกโลกตะวันตก) ว่า ชาวอเมริกันเป็นคนโชคดีมาก.พวกเขากำลังล้อมรอบไปทางทิศเหนือและทิศใต้โดยเพื่อนบ้านอ่อนแอและ ไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกโดยปลา.

ขณะที่นายกฯ ยังคงระมัดระวังการใด ๆ การพัฒนานโยบายต่างประเทศที่ดูได้จากระยะไกลเพื่อการสงคราม ใน 1886 เขาได้ย้ายไปหยุดการขายพยายามของม้าไปฝรั่งเศสในบริเวณที่พวกเขาอาจจะมีการใช้กองทหารม้าและยังสั่งให้สอบสวนในการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ของรัสเซียยาจากสารเคมีเยอรมันงาน บิสมาร์คตะแบงปฏิเสธที่จะรับฟังจอร์จเฮอร์เบิร์ zu Munster (ทูตไปยังประเทศฝรั่งเศส) ซึ่งรายงานกลับมาที่ฝรั่งเศสไม่ได้แสวงหาสงคราม revanchist, และในความเป็นจริงได้หมดหวังสำหรับสันติสุขที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

บิสมาร์คและส่วนมากของโคตรของเขาถูกอนุรักษนิยมซึ่งมีจิตใจและมุ่งเน้นความสนใจนโยบายของพวกเขาต่างประเทศในประเทศเพื่อนบ้านของเยอรมัน ในปี 1914, 60% ของเงินลงทุนต่างประเทศเป็นภาษาเยอรมันในยุโรปต่างไปเพียง 5% ของเงินลงทุนของอังกฤษ ส่วนใหญ่เงินไปพัฒนาประเทศเช่นรัสเซียที่ขาดเงินทุนหรือความรู้ทางเทคนิคในการทำให้เป็นอุตสาหกรรมด้วยตัวเอง ก่อสร้าง แบกแดดรถไฟ, การเงินโดยธนาคารเยอรมันถูกออกแบบมาเพื่อที่สุดเชื่อมต่อกับจักรวรรดิเยอรมนีตุรกีและ อ่าวเปอร์เซีย แต่ก็ยังชนกันที่มีความสนใจภูมิศาสตร์การเมืองอังกฤษและรัสเซีย

อาณาเขต[แก้]

รัฐและดินแดนในจักรวรรดิ[แก้]

ก่อนการสร้างเอกภาพเยอรมนีในปี 1871 ชนชาติเยอรมันแบ่งออกเป็นรัฐอิสระ 27 รัฐ รัฐเหล่านี้ประกอบไปด้วย ราชอาณาจักร, แกรนด์ดัชชี, ดัชชี, ราชรัฐ, เสรีนคร และ ดินแดนในพระองค์:

ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา Saxe-Coburg and Gotha ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา Saxe-Coburg and Gotha ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา Schwarzburg-Sondershausen Schwarzburg-Sondershausen Schwarzburg-Sondershausen Schwarzburg-Sondershausen Schwarzburg-Sondershausen Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt Schwarzburg-Rudolstadt ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Principality of Reuss-Greiz Duchy of Saxe-Altenburg Duchy of Saxe-Altenburg Duchy of Saxe-Altenburg Duchy of Saxe-Altenburg Duchy of Saxe-Altenburg Principality of Reuss-Gera Principality of Reuss-Gera Principality of Reuss-Gera Principality of Reuss-Gera Principality of Reuss-Gera Principality of Reuss-Gera ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย Thuringian states Thuringian states Thuringian states Thuringian states Alsace-Lorraine แกรนด์ดัชชีบาเดิน ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก ราชอาณาจักรบาวาเรีย ราชอาณาจักรบาวาเรีย ราชอาณาจักรบาวาเรีย ราชอาณาจักรซัคเซิน แกรนด์ดัชชีเฮ็สเซิน แกรนด์ดัชชีเฮ็สเซิน Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Duchy of Anhalt Waldeck (state) Waldeck (state) Waldeck (state) ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ดัชชีเบราน์ชไวก์ ราชรัฐลิพเพอ ราชรัฐลิพเพอ Principality of Schaumburg-Lippe Principality of Schaumburg-Lippe ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค ฮัมบวร์ค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค เสรีนครลือเบค รัฐเบรเมิน รัฐเบรเมิน รัฐเบรเมิน รัฐเบรเมิน รัฐเบรเมิน รัฐเบรเมิน แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค แกรนด์ดัชชีโอลเดินบวร์ค เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ เมคเลินบวร์ค-ชเวรีน เมคเลินบวร์ค-ชเวรีน เมคเลินบวร์ค-ชเวรีน เมคเลินบวร์ค-ชเวรีน ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซียGerman Empire states map.svg
เกี่ยวกับภาพนี้
ดินแดน เมืองหลวง
ราชอาณาจักร (Königreiche)
Flag of Prussia (1892-1918).svg ปรัสเซีย เบอร์ลิน
Flag of Bavaria (striped).svg บาวาเรีย มิวนิก
Flagge Königreich Sachsen (1815-1918).svg ซัคเซิน เดรสเดิน
Flagge Königreich Württemberg.svg เวือร์ทเทมแบร์ก ชตุทท์การ์ท
แกรนด์ดัชชี (Großherzogtümer)
Flagge Großherzogtum Baden (1891–1918).svg บาเดิน คาร์ลสรูเออ
Flagge Großherzogtum Hessen ohne Wappen.svg เฮ็สเซิน ดาร์มชตัดท์
Flagge Großherzogtümer Mecklenburg.svg เมคเลินบวร์ค-ชเวรีน ชเวรีน
Flagge Großherzogtümer Mecklenburg.svg เมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ นอยชเตรลิทซ์
Civil flag of Oldenburg.svg โอลเดินบวร์ค โอลเดินบวร์ค
Flagge Großherzogtum Sachsen-Weimar-Eisenach (1897-1920).svg ซัคเซิน-ไวมาร์-ไอเซนัค ไวมาร์
ดัชชี (Herzogtümer)
Flagge Herzogtum Anhalt.svg อันฮัลท์ เดสเซา
Flagge Herzogtum Braunschweig.svg เบราน์ชไวก์ เบราน์ชไวก์
Flagge Herzogtum Sachsen-Coburg-Gotha (1826-1911).svg ซัคเซิน-อัลเทนบูร์ก อัลเทนบูร์ก
Flagge Herzogtum Sachsen-Coburg-Gotha (1911-1920).svg ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา โคบูร์ก
Flagge Herzogtum Sachsen-Coburg-Gotha (1826-1911).svg ซัคเซิน-ไมนิงเงิน ไมนิงเงิน
ราชรัฐ (Fürstentümer)
Flagge Fürstentum Lippe.svg ลิพเพอ เดทมอลด์
Flagge Fürstentum Reuß jüngere Linie.svg เราส์-เกอรา เกอรา
Flagge Fürstentum Reuß ältere Linie.svg เราส์-ไกรซ์ ไกรซ์
Flagge Fürstentum Schaumburg-Lippe.svg ชอมบวร์ค-ลิพเพอ บึคเคอบูร์ก
Flagge Fürstentümer Schwarzburg.svg ชวาร์ซบวร์ค-รูดอลชตัดท์ รูดอลชตัดท์
Flagge Fürstentümer Schwarzburg.svg ชวาร์ซบวร์ค-ซอนเดอร์สเฮาเซิน ซอนเดอร์สเฮาเซิน
Flag of Germany (3-2 aspect ratio).svg วัลด์เอ็คและปิร์มงต์ อาโรลเซิน
เสรีและฮันเซอนคร (Freie und Hansestädte)
Flag of Bremen.svg เบรเมิน
Flag of Hamburg.svg ฮัมบวร์ค
Flag of the Free City of Lübeck.svg ลือเบค
ดินแดนในพระองค์ (Reichsländer)
Dienstflagge Elsaß-Lothringen Kaiserreich.svg เอลส์อัสส์-โลทริงเงิน ชตราสส์บวร์ค

อาณานิคม[แก้]

บิสมาร์คมีหลักประกันจำนวนทรัพย์สินอาณานิคมเยอรมันระหว่าง 1880s ในแอฟริกาและแปซิฟิก แต่เขาไม่เคยเห็นค่ามากในอาณาจักรอาณานิคมต่างประเทศอาณานิคมของเยอรมันยังไม่ได้พัฒนายังคงไม่ดี แต่พวกเขาตื่นเต้นดอกเบี้ยของศาสนาซึ่งมีจิตใจที่ได้รับการสนับสนุนเครือข่ายที่กว้างขวางของมิชชันนารี

ชาวเยอรมันมีความฝันของจักรวรรดินิยมในยุคอาณานิคมตั้งแต่ 1848 ตาม 1890s, การขยายอาณานิคมของเยอรมันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ( Kiauchau ในประเทศจีน Marianas, Caroline หมู่เกาะ, ซามัว) นำไปสู่การ frictions กับอังกฤษ, รัสเซีย, ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดในสถานประกอบการอยู่ในอาณานิคมแอฟริกา เน้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจไมเคิล Perraudin และ Jürgen Zimmerer, EDS เยอรมันอาณานิคมและเอกลักษณ์ของชาติ (2010) มุ่งเน้นที่ผลกระทบทางวัฒนธรรมในทวีปแอฟริกาและประเทศเยอรมนี.

ยุคจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2[แก้]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ประวัติศาสตร์เยอรมนี
ตราแผ่นดินเยอรมนี

กิจการภายในประเทศ[แก้]

นโยบายต่างประเทศ[แก้]

การทหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: ไคแซร์ลีเชอเวร์

เศรษฐกิจ[แก้]

คมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

ประชากรศาสตร์[แก้]

ภาษาชนกลุ่มน้อย[แก้]

ร้อยละของชนกลุ่มน้อยทางภาษาของจักรวรรดิเยอรมันในปี 1900

เพราะความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หลายภาษาของ ยุโรปกลาง, ประชากรของจักรวรรดิเยอรมันประกอบด้วยผู้ที่มีชนชาติที่แตกต่างกัน แต่ 92.5% ของประชากรมีภาษาเยอรมันเป็นภาษาแรกของพวกเขาคิดอย่างมีนัยสำคัญสูงกว่าประเทศใหญ่อื่น ๆ ของเวลา อังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย) ภาษาชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่มีจำนวนมากของผู้พูดได้ ภาษาโปแลนด์, ภาษาแม่ของ 5.45% ของประชาชนในจักรวรรดิ ภาษาชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ มีการพูดในระดับภูมิภาคโดยเฉพาะคนไม่กี่คนที่ถูกชนกลุ่มน้อยแม้ในพื้นที่ของตน

ที่ไม่ใช่ภาษาเยอรมัน กลุ่มภาษา (0.5%) เช่น ภาษาเดนมาร์ก, ภาษาดัตช์ และ ภาษาฟรีสแลนด์เหนือ ได้ตั้งอยู่ในภาคเหนือและ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักร (ภาษาพลาสต์ดอยช์จะถูกพูดในตอนเหนือของประเทศเยอรมนีก็จะเรียกว่าต่ำทางภาษาเยอรมันและเป็นสารตั้งต้นของเยอรมันสูงหรือฮาร์ชดอยช์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเดนมาร์ก, ดัตช์และภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน แต่ภาษาเดนมาร์ก และ ภาษาฟรีสแลนด์เหนือได้พูดส่วนใหญ่ในภาคเหนือของ รัสเซีย จังหวัดชเลวิกโฮลสไตน์และภาษาดัตช์ในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตกของ จังหวัดของปรัสเซียของ ฮันโนเฟอร์, นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน และ จังหวัดไรน์

ภาษาสลาฟ (6.28%) เช่น ภาษาโปแลนด์ ,ภาษามาซูเรียน,ภาษาคาซูเบียน, ภาษาเซิร์บ และ ภาษาเช็ก นั้นตั้งอยู่ในทิศตะวันออก ภาษา โปแลนด์ ส่วนใหญ่ในโปแลนด์ รัสเซีย ของ จังหวัดของโพชนาน, ปรัสเซียตะวันออก และ แคว้นซิลีเซีย (ตอนบนแคว้นซิลีเซีย) หมู่เกาะขนาดเล็กยังมีชีวิตอยู่ในRecklinghausen (นอร์ดไรน์-เวสต์ฟาเลน) ที่มี 13,8% ของประชากร) และใน ปรัสเซีย ของ คาเลา (บรานเดนบวร์ก) (5.5%) และในส่วนของ ปรัสเซียตะวันออก และ แคว้นพอเมอเรเนียน ภาษาเช็ก เป็นภาษาพูดส่วนใหญ่ในภาคใต้ของ จังหวัดของแคว้นซิลีเซีย, ภาษามาซูเรียน ในตอนใต้ของ ปรัสเซียตะวันออก, ในภาคเหนือของ ปรัสเซียตะวันตก ภาษาคาซูเบียน ใน ลูเทเซีย ภูมิภาคของ รัสเซีย (บรานเดนบวร์ก และ แคว้นซิลีเซีย)และราชอาณาจักรแซกโซนี

ภาษาโรมานซ์ (0.52%) มีอยู่เพียงที่ชายแดนตะวันตกของจักรวรรดิเยอรมัน กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ภาษาฝรั่งเศส ชุมชนที่พูดภาษาใกล้ชายแดนที่ ประเทศฝรั่งเศส ใน ไรน์แลนด์ อัลซาส-ลอแรน, ที่มันเกิดขึ้น 11.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ที่นี่ยังมีชีวิตอยู่ ภาษาอิตาลี ชนกลุ่มน้อยที่พูดภาษาของตนเองเป็น 9.5% ของประชากรในปรัสเซียของ ไดเฮนโฟเลนซ์ (แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหล็ก)วอลลูน ทำถึง 28.7% ใน ปรัสเซีย ของ มาลเมดี (จังหวัดไรน์)

ภาษากลุ่มบอลติก มีขนาดเล็กที่สุดและมีเพียงประกอบด้วย ภาษาลิทัวเนีย คนที่พูดภาษา (0.19%) ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดปรัสเซียของ ปรัสเซียตะวันออก

ภาษาท้องถิ่นของพลเมืองในจักรวรรดิเยอรมัน
(1 ธันวาคม ค.ศ. 1900)[4]
ภาษา ประชากร ร้อยละ (%)
เยอรมัน 51,883,131 92.05
ภาษาเยอรมัน และ ภาษาอื่นๆ 252,918 0.45
โปแลนด์ 3,086,489 5.48
ฝรั่งเศส 211,679 0.38
มาซูเรียน, 142,049 0.25
เดนมาร์ก 141,061 0.25
ลิทัวเนีย 106,305 0.19
คาซูเรียน 100,213 0.18
Wendish (Sorbian) 93,032 0.16
ดัตช์ 80,361 0.14
อิตาลี 65,930 0.12
โมราเวีย 64,382 0.11
เช็ก 43,016 0.08
ฟรีสแลนด์ 20,677 0.04
อังกฤษ 20,217 0.04
รัสเซีย 9,617 0.02
สวีเดน 8,998 0.02
ฮังการี 8,158 0.01
สเปน 2,059 0.00
โปรตุเกส 479 0.00
ภาษาอื่นๆ 14,535 0.03
สัมมะโนประชากร เมื่อ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1900 56,367,187 100

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Whitaker's Almanak, 1897, by Joseph Whitaker; p. 548
  2. "Nobel Prizes by Country – Evolution of National Science Nobel Prize Shares in the 20th Century, by Citizenship (Juergen Schmidhuber, 2010)". Idsia.ch. สืบค้นเมื่อ 2 December 2012. 
  3. 3.0 3.1 Case 1902, p. 140
  4. "Fremdsprachige Minderheiten im Deutschen Reich" (ใน German). สืบค้นเมื่อ 20 January 2010. 

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Berghahn, Volker Rolf. Modern Germany: society, economy, and politics in the twentieth century (1987) ACLS E-book
  • Berghahn, Volker Rolf. Imperial Germany, 1871–1914: Economy, Society, Culture, and Politics (2nd ed. 2005)
  • Blackbourn, David. The Long Nineteenth Century: A History of Germany, 1780–1918 (1998) excerpt and text search
  • Blackbourn, David, and Geoff Eley. The Peculiarities of German History: Bourgeois Society and Politics in Nineteenth-Century Germany (1984) online edition ISBN 0-19-873058-6
  • Blanke, Richard. Prussian Poland in the German Empire (1981)
  • Brandenburg, Erich. Die Reichsgründung (2 vols, 1923, online: vol. 1 vol. 2)
  • Cecil, Lamar. Wilhelm II: Prince and Emperor, 1859–1900 (1989) online edition; vol2: Wilhelm II: Emperor and Exile, 1900–1941 (1996) online edition
  • Chickering, Roger. Imperial Germany and the Great War, 1914-1918 (2nd ed. 2004) excerpt and text search
  • Clark, Christopher. Iron Kingdom: The Rise and Downfall of Prussia, 1600–1947 (2006), the standard scholarly survey
  • Dawson, William Harbutt. The Evolution of Modern Germany (1908), 503pp covers 1871-1906 with focus on social and economic history & colonies online free
  • Dawson, William Harbutt. Germany at Home (1908) 275 pp; popular description of social life in villages and cities online
  • Dawson, William Harbutt. Bismarck and state socialism; an exposition of the social and economic legislation of Germany since 1870 (1890) 175 pp online
  • Dawson, William Harbutt. Municipal life and government in Germany (1914); 507pp describes the workings of local government and the famous bureaucracy online
  • Dawson, William Harbutt. Germany and the Germans (1894) 387pp; politics and parties, Volume 2 online
  • Feuchtwanger, Ed (2002). Imperial Germany 1850-1918. Routledge. ISBN 1-13462-072-1. 
  • Fischer, Fritz. From Kaiserreich to Third Reich: Elements of Continuity in German History, 1871–1945. (1986). ISBN 0-04-943043-2.
  • Hayes, Carlton J. H. "The History of German Socialism Reconsidered," American Historical Review (1917) 23#1 pp. 62-101 online
  • Holborn, Hajo. A History of Modern Germany: 1840–1945 (1969), pp 173–532
  • Jefferies, Mattew. Imperial Culture in Germany, 1871–1918. (Palgrave, 2003) ISBN 1-4039-0421-9.
  • Kennedy, Paul. The Rise of the Anglo-German Antagonism, 1860–1914 (2nd ed. 1988) ISBN 1-57392-301-X
  • Kitchen, Martin (2011). A History of Modern Germany: 1800 to the Present. John Wiley & Sons. ISBN 1-44439-689-7. 
  • Koch, Hannsjoachim W. A constitutional history of Germany in the nineteenth and twentieth centuries (1984).

ภูมิประวัติศาสตร์[แก้]

  • Berghahn, Volker Rolf. "Structure and Agency in Wilhelmine Germany: The history of the German Empire, Past, present and Future," in Annika Mombauer and Wilhelm Deist, eds. The Kaiser: New Research on Wilhelm II's Role in Imperial Germany (2003) pp 281–93, historiography
  • Chickering, Roger, ed. Imperial Germany: A Historiographical Companion (1996), 552pp; 18 essays by specialists
  • Dickinson, Edward Ross. "The German Empire: an Empire?" History Workshop Journal Issue 66, (Autumn 2008) online in Project MUSE, with guide to recent scholarship
  • Eley, Geoff, and James Retallack, "Introduction" in Geoff Eley and James Retallack, eds. Wilhelminism and Its Legacies: German Modernities, Imperialism, and the Meanings of Reform, 1890-1930 (2004) online
  • Jefferies, Matthew. Contesting the German Empire 1871 - 1918 (2008) excerpt and text search
  • Müller, Sven Oliver, and Cornelius Torp, ed. Imperial Germany Revisited: Continuing Debates and New Perspectives (2011)
  • Reagin, Nancy R. "Recent Work on German National Identity: Regional? Imperial? Gendered? Imaginary?" Central European History (2004) v 37, pp 273–289 doi:10.1163/156916104323121483

ข้อมูลปฐมภูมิ[แก้]

  • Vizetelly, Henry. Berlin Under the New Empire: Its Institutions, Inhabitants, Industry, Monuments, Museums, Social Life, Manners, and Amusements (2 vol. London, 1879) online volume 2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]