ข้ามไปเนื้อหา

จตุรงค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชุดหมากรุกจากรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย

จตุรงค์ (สันสกฤต: चतुरङ्ग, IAST: caturaṅga) เป็นเกมกระดานกลยุทธ์โบราณของอินเดีย ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในอินเดียราวคริสตศตวรรษที่ 7[1]

แม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่นักประวัติศาสตร์หมากรุกส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า จตุรงค์เป็นบรรพบุรุษร่วมของเกมกระดาน หมากรุกสากล หมากรุกไทย เซียงฉี (จีน) จังกี (เกาหลี) โชกิ (ญี่ปุ่น) สิตตุยิน (พม่า) อุกจาตรัง (กัมพูชา) และหมากรุกอินเดียสมัยใหม่[1] เกมถูกรับมาในชื่อ จาตรัง (ชาตรันจ์) ในเปอร์เซียสมัยซาสซานิด ซึ่งเป็นรูปแบบของหมากรุกที่ถูกนำมาสู่ยุโรปในยุคกลางตอนปลาย[2]

กฎกติกาดั้งเดิมของจตุรงค์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดทั้งหมด แต่นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ามีกฎคล้ายคลึงกับชาตรันจ์ (Shatranj) ซึ่งเป็นเกมที่พัฒนาต่อมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเดินของ คชะ (ช้าง) ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงและไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน[3]

นิรุกติศาสตร์

[แก้]

จตุรงค์ (caturaṅga) เป็นคำประสมภาษาสันสกฤตประเภทพหุพรีหิสมาส (Bahuvrihi compound) หมายถึง "ผู้มี 4 เหล่า" หรือ "ประกอบด้วย 4 ส่วน" และในบทกวีมหากาพย์มักหมายถึง "กองทัพ" ชื่อนี้มาจากรูปแบบการรบที่กล่าวถึงในมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย โดยจตุรงค์หมายถึงกองทัพสี่ส่วน ได้แก่ กองทัพช้าง กองทัพรถ กองทัพม้า และกองทัพราบ

[4][5] รูปแบบการรบโบราณ อักเษาหิณี มีลักษณะคล้ายกับการจัดทัพจตุรงค์

ประวัติศาสตร์

[แก้]
พระกฤษณะและพระราธาเล่นจตุรงค์บนอัษฎาบทขนาด 8×8

ต้นกำเนิด

[แก้]

ต้นกำเนิดของจตุรงค์เป็นปริศนามานานหลายศตวรรษ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดและเก่าแก่ที่สุดย้อนไปถึงสมัยจักรวรรดิคุปตะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยเรื่อง หรรษาจริต ของ พาณภัฏฏะ (ประมาณ ค.ศ. 625) ได้มีการกล่าวถึงชื่อจตุรงค์ไว้ว่า

ภายใต้ร่มพระบารมีของกษัตริย์พระองค์นี้ [...] มีเพียงเหล่าภมรเท่านั้นที่แก่งแย่งกันตอมน้ำค้าง, เท้าเดียวที่ถูกตัดออกคือหน่วยวัดความยาว, และมีเพียงบนกระดานอัษฎาบทเท่านั้นที่จะเรียนรู้วิธีการจัดทัพจตุรงค์ได้, หาใช่การตัดแขนขาทั้งสี่ของเหล่านักโทษประหารไม่...[6]

ตามความเห็นของสจ๊วต คูลิน จตุรงค์ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในคัมภีร์ภวิษยปุราณะของชาวฮินดู[7] อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าคัมภีร์ฉบับนี้มีการแต่งเติมและแทรกเนื้อหาในภายหลัง ถึงขั้นมีการกล่าวถึงการปกครองของอังกฤษในอินเดียด้วย[8] บางครั้งมีการกล่าวอ้างว่า สุบันธุ เป็นผู้กล่าวถึงเกมกระดานโบราณของอินเดียในหนังสือ วาสวาทัตตะ ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 7 หลังคริสต์ศักราช:

ฤดูกาลแห่งสายฝนกำลังดำเนินเกมรบ โดยมีเหล่ากบเป็นดั่งตัวหมาก [nayadyutair] พวกมันมีกายสีเหลืองสลับเขียวราวกับถูกแต้มด้วยครั่ง ต่างพากันกระโดดโลดเต้นอยู่บนผืนนาที่แลดูเป็นตารางสี่เหลี่ยมสีดำ

โดยสีที่กล่าวถึงไม่ได้หมายถึงสีของหมากทั้งสองฝ่าย แต่หมายถึงสีตามธรรมชาติของตัวกบเอง

จตุรงค์อาจมีรากฐานที่เก่าแก่กว่านั้นมาก โดยอาจย้อนกลับไปได้ถึง 5,000 ปี มีการค้นพบซากโบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายตัวหมากและกระดานหมากรุกจาก 2,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาลได้ที่เมืองโลถัล (ในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ)[9] อีกหนึ่งข้อสนับสนุนที่ว่าจตุรงค์มีความเก่าแก่มาก คือการที่รถม้าเป็นหมากที่มีอานุภาพสูงที่สุดบนกระดาน ทั้งที่รถม้าได้ล้าสมัยไปจากสมรภูมิจริงมาอย่างน้อยห้าหรือหกศตวรรษแล้ว โดยถูกแทนที่ด้วยทหารม้าเบาและทหารม้าหนัก[ ต้องการแหล่งอ้างอิง ] ข้อโต้แย้งคือ พวกมันยังคงมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรม และยังคงถูกใช้สำหรับการเดินทางและการขนส่ง ในขบวนแห่ ในเกม และในการแข่งขัน

แพร่กระจายออกไปนอกประเทศอินเดีย

[แก้]

แม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่นักประวัติศาสตร์หมากรุกส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าจตุรงค์เป็นบรรพบุรุษร่วมกันของเกมกระดานเช่น หมากรุกสากล เซียงฉี (จีน) จังกี (เกาหลี) โชกิ (ญี่ปุ่น) สิตตุหยิน (พม่า) หมากรุก (ไทย) อุกจาตรัง (กัมพูชา) และ หมากรุกอินเดีย สมัยใหม่[1]

ในภาษาอาหรับ คำศัพท์ส่วนใหญ่ของหมากรุกมาจาก จตุรงค์โดยตรง: หมากรุกสมัยใหม่เรียกว่าชาตรันจ์ในภาษาอาหรับ และบิชอปถูกเรียกว่าช้าง (al-fil)[10] หมากรุกเตมือร์ก็ถูกนำเข้ามาในอิหร่านในภายหลังเช่นกัน[ต้องการอ้างอิง]

เกมนี้ได้รับการแนะนำให้โลกตะวันตกเป็นครั้งแรกในหนังสือ De ludis orientalibus libri duo ของทอมัส ไฮด์ (Thomas Hyde) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1694 ต่อมา เซอร์ วิลเลียม โจนส์ (Sir William Jones) ได้ตีพิมพ์บทแปลเอกสารภาษาสันสกฤตที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเกมนี้[11]

เกม

[แก้]

การจัดเตรียม

[แก้]
a b c d e f g h
8 a8 b8 c8 d8 e8 f8 g8 h8 8
7 a7 b7 c7 d7 e7 f7 g7 h7 7
6 a6 b6 c6 d6 e6 f6 g6 h6 6
5 a5 b5 c5 d5 e5 f5 g5 h5 5
4 a4 b4 c4 d4 e4 f4 g4 h4 4
3 a3 b3 c3 d3 e3 f3 g3 h3 3
2 a2 b2 c2 d2 e2 f2 g2 h2 2
1 a1 b1 c1 d1 e1 f1 g1 h1 1
a b c d e f g h
อัษฎาบท กระดานใช้เล่นจตุรงค์ ขนาด 8×8 ไม่มีลายสลับสีขาว-ดำ, บางครั้งมีสัญลักษณ์พิเศษ

จตุรงค์ เล่นบนกระดานขนาด 8×8 ที่ไม่มีลายตารางสลับขาว-ดำ เรียกว่าอัษฎาบท[12] ซึ่งเป็นชื่อของเกมอีกชนิดหนึ่งอีกด้วย บางครั้งกระดานจะมีเครื่องหมายพิเศษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบความหมายที่แน่ชัด เครื่องหมายเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกติกาของจตุรงค์ แต่ถูกวาดตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น เครื่องหมายพิเศษเหล่านี้ตรงกับช่องสี่เหลี่ยมที่ คชะ ทั้งสี่ที่เริ่มต้นบนกระดานไม่สามารถเดินไปถึงได้้ตามกฎการเคลื่อนที่ เอช. เจ. อาร์. เมอร์เรย์ (H. J. R. Murray) สันนิษฐานว่ากระดานอัษฎาบทเคยถูกใช้สำหรับเกมลูกเต๋าประเภทแข่งขัน (race game) มาก่อน อาจคล้ายกับเกม เจากาภาระ ซึ่งเครื่องหมายเหล่านั้นจะมีหน้าที่สำคัญในเกมดังกล่าว

กฎ

[แก้]

ตำแหน่งเริ่มต้นเป็นไปตามรูปภาพ ฝ่ายขาวเริ่มเดินก่อน เป้าหมายในจตุรงค์คือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (เช่น 'ฝ่ายขาว') รุกฆาตราชาของฝ่ายตรงข้าม หรือลดอีกฝ่าย (เช่น 'ฝ่ายดำ') ให้เหลือราชาเพียงตัวเดียว หากฝ่ายที่เหลือราชาตัวเดียวสามารถกินหมากตัวสุดท้ายของคู่ต่อสู้จนเหลือเพียงราชาตัวเดียวได้เช่นกัน จะถือว่าเสมอกัน[13]

a b c d e f g h
8 a8 b8 c8 d8 e8 f8 g8 h8 8
7 a7 b7 c7 d7 e7 f7 g7 h7 7
6 a6 b6 c6 d6 e6 f6 g6 h6 6
5 a5 b5 c5 d5 e5 f5 g5 h5 5
4 a4 b4 c4 d4 e4 f4 g4 h4 4
3 a3 b3 c3 d3 e3 f3 g3 h3 3
2 a2 b2 c2 d2 e2 f2 g2 h2 2
1 a1 b1 c1 d1 e1 f1 g1 h1 1
a b c d e f g h
กระดานเริ่มต้นของจตุรงค์[14] ราชาไม่ได้หันหน้าเข้าหากัน: ราชาสีขาวเริ่มต้นที่ e1; ราชาสีดำเริ่มต้นที่ d8.

ตัวหมากและวิธีการเดิน

[แก้]
ชิ้นส่วนจตุรงค์
รูปภาพ ชื่อ
ราชา (ขุน)
มนตรี หรือ เสนาบดี (แม่ทัพใหญ่) (เฟอร์ซ; รูปแบบดั้งเดิมของเม็ด)
รถะ หรือ สากะตะ (รถม้า; เรือ)
คชะ หรือ หัสดิน (ช้าง; ต่อมาเรียกว่า อัลฟิล; รูปแบบดั้งเดิมของโคน)
อัศวะ (ม้า)
ปทติ ภาตะ หรือ ไสนิกะ (ทหารราบ; เบี้ย)
  • ราชา (กษัตริย์): เดินได้หนึ่งก้าวในทิศทางใดก็ได้ (แนวตั้ง แนวนอน หรือแนวทแยง) เหมือนกับขุนในหมากรุก ในจตุรงค์ไม่มีการเข้าป้อม
    • ตัวแม่ทัพในหมากรุกจีน จะไม่สามารถเดินในแนวทแยงได้ ซึ่งี่อาจเป็นลักษณะการเดินดั้งเดิมของราชา มุมมองส่วนน้อยที่ว่าจตุรงค์อาจพัฒนามาจากหมากรุกจีนได้หยิบยกประเด็นวิวัฒนาการนี้ขึ้นมาอ้างอิง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสมเหตุสมผลที่จะสันนิษฐานว่าการเดินในลักษณะจำกัดเช่นนั้นอาจเคยมีอยู่ในจตุรงค์ดั้งเดิม (Proto-chaturanga) ของอินเดียเช่นกัน
  • มนตรี (ที่ปรึกษา/รัฐมนตรี); หรือที่รู้จักกันในชื่อเสนาบดี (แม่ทัพ): เดินได้หนึ่งช่องในแนวทแยง เหมือนกับตัวเฟอร์ส ในชาตรันจ์
  • รถะ (รถม้า) (หรือที่รู้จักกันในชื่อ สากฏะ) เดินเหมือนเรือในหมากรุก คือเดินในแนวนอนหรือแนวตั้งเป็นระยะกี่ช่องก็ได้ผ่านช่องที่ว่างอยู่ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือไม่มีการเข้าป้อม
  • คชะ (ช้าง) (หรือที่รู้จักกันในชื่อ หัสติ) มีรูปแบบการเดิน 3 แบบที่อธิบายไว้ในวรรณกรรมโบราณ:
    1. เดินไปยังช่องที่ 2 ในแนวทแยงทิศทางใดก็ได้ โดยกระโดดข้ามช่องแรกไป เหมือนกับ อัลฟิล ในชาตรันจ์ของอิหร่าน เซนเตเรจของเอธิโอเปีย หมากรุกเตมือร์ของมองโกเลีย และหมากรุกคูเรียร์ในยุคกลาง ในทางคณิตศาสตร์หมากรุกเรียกหมากประเภทนี้ว่า (2,2)-leaper
      • การเคลื่อนไหวเดียวกันนี้ใช้สำหรับเรือใน จตุราชี ซึ่งเป็นเกมจตุรงค์แบบสี่ผู้เล่น[15]
      • ม้าในหมากรุกจีน เดินคล้ายกัน แต่ไม่สามารถกระโดดข้ามหมากที่ขวางอยู่ได้
      • ช้างในหมากรุกเกาหลีเดินคล้ายกัน แต่เริ่มด้วยการเดินตรงก่อแล้วจึงทแยงออก และไม่สามารถกระโดดข้ามหมากได้
    2. เดินไปข้างหน้าหนึ่งช่อง หรือเดินแนวทแยงทิศทางใดก็ได้หนึ่งช่อง (รวม 5 ทิศ)
    3. เดินไปยังช่องที่ 2 ในแนวตั้งหรือแนวนอน โดยกระโดดข้ามช่องแรกไป; ทำให้เกิดคำถามว่าการเดินหนึ่งก้าวไปข้างหน้าหรือหนึ่งก้าวในทิศทางตั้งฉากใดๆ สำหรับแม่ทัพทองในหมากรุกญี่ปุ่นเป็นการประดิษฐ์ของญี่ปุ่นหรือไม่ และการเดินของอูฐ (1,3) ตามประเพณีแล้ว เป็นการประดิษฐ์ของเตมือร์หรือไม่
      • ตัวหมากที่มีการเดินแบบนี้เรียกว่าดับบาบา[16] ใน หมากรุกบางรูปแบบ การเดินแบบนี้ได้รับการอธิบายโดยปรมาจารย์หมากรุกชาวอาหรับ อัล-อัดลี[17][18][19] [20] ประมาณปี ค.ศ. 840 ในงานหมากรุกของเขา (ซึ่งสูญหายไปบางส่วน) (คำว่า dabbāba ในภาษาอาหรับในสมัยก่อนหมายถึง เครื่องมือล้อมเมือง ที่มีหลังคาคลุมสำหรับโจมตีป้อมปราการที่มีกำแพงล้อมรอบ ปัจจุบันหมายถึง " รถถัง ทหาร")
      • สิ่งนี้ชวนให้นึกถึงจตุราชีที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งช้างเคลื่อนไหวเหมือนเรือ
      • โยฮันเนส โคห์ทซ์ (ค.ศ. 1843–1918) นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันเสนอว่านี่อาจเป็นลักษณะการเดินดั้งเดิมของ รถะ
  • อัศวะ (ม้า): เคลื่อนที่เหมือนม้าในหมากรุก
  • ปทติหรือภาตะ (ทหารราบ) หรือที่รู้จักกันในชื่อไซนิกา (นักรบ) เคลื่อนที่และจับกินเหมือนกับเบี้ย ในหมากรุก แต่ไม่มีตัวเลือกสองก้าวในการเดินครั้งแรก [21]

กฎเพิ่มเติม

[แก้]

อัล-อัดลีได้กล่าวถึงกฎเพิ่มเติมอีกสองข้อ:

  • การอับ (Stalemate) ฝ่ายที่ถูกทำให้อับ (Stalemate) จะเป็นฝ่ายชนะ กฎนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในหมากรุกยุคกลางบางประเภทในอังกฤษราว ค.ศ. 1600 ตามแหล่งข้อมูลบางแหล่งระบุว่าไม่มีการอับ เนื่องจากพระราชาถูกบังคับให้เดินและถูกจับได้ในที่สุด[22]
  • ผู้เล่นที่สามารถกำจัดหมากบริวารของฝ่ายตรงข้ามได้จนหมด (เหลือเพียงราชาตัวเดียว) จะเป็นฝ่ายชนะ ในชาตรันจ์ถือเป็นการชนะเช่นกัน แต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายตรงข้ามจะต้องไม่สามารถกำจัดหมากบริวารของผู้เล่นให้เหลือราชาตัวเดียวได้ภายในตาเดินถัดไป (หากทำได้จะถือว่าเสมอกัน)

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Murray, H. J. R. (1913). A History of Chess. Benjamin Press (originally published by Oxford University Press). ISBN 0-936317-01-9. OCLC 13472872.
  2. "World Chess Day 2022: History, Significance And Quotes About The Game". News18 (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2022-07-20. สืบค้นเมื่อ 2022-12-26.
  3. "History and Origins of Chess: From India to Persia and Europe". Profolus (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2020-12-26. สืบค้นเมื่อ 2022-05-21.
  4. Averbakh, Yuri (2012-12-05). A History of Chess: From Chaturanga to the Present Day (ภาษาอังกฤษ). SCB Distributors. ISBN 978-1-936490-45-5.
  5. "The Indian case is that chess originated in the Indian subcontinent in or before the early seventh century AD, where it was known as chaturanga chaturanga or caturanga originally meant four elements or arms, and the term had been used in Sanskrit literature from an early date to describe the four parts of the Indian army: elephants, cavalry, chariots and foot soldiers. These were also the pieces, together with the rajah and mantrin or counsellor, which were used in the game of chaturanga which was thus a representation on the board of a conflict between Indian armies."Ancient board games in perspective : papers from the 1990 British Museum colloquium, with additional contributions. London: British Museum Press. 2007. p. 18. ISBN 978-0-7141-1153-7.
  6. Bana; Cowell, Edward B. (Edward Byles); Thomas, Frederick William (1897). The Harsa-carita of Bana. University of California Libraries. London: Royal Asiatic Society. p. 65.
  7. Culin, Stewart (1898). Chess and playing cards. Washington. pp. 857–858. สืบค้นเมื่อ 29 November 2020.
  8. Rocher, Ludo (1986). The Purāṇas. Otto Harrassowitz. pp. 152–154. ISBN 9783447025225.
  9. Greenberg, Henry J. (30 September 2015). The Anti-War Wargame: a Comprehensive Analysis of the Origins of the Game of Chess 1989-1990. iUniverse. ISBN 9781491773536. สืบค้นเมื่อ 21 June 2021.
  10. "Shatranj". www.cyningstan.com. สืบค้นเมื่อ 2022-05-21.
  11. Henry Edward Bird. Chess History and Reminiscences. Forgotten Books. p. 47. ISBN 978-1-60620-897-7. สืบค้นเมื่อ 21 June 2012.
  12. "Ashtapada". Jean-Louis Cazaux. 2005-07-25. สืบค้นเมื่อ 2013-07-16.
  13. "Chaturanga - The Original Chess". Learn and play online chess (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2022-02-12.
  14. "The History of Chess". ChessZone. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-16. สืบค้นเมื่อ 29 March 2011.
  15. "Early Chess Literature". American Chess Magazine. Vol. 1. W. Borsodi. October 1897. p. 262.
  16. The Chess Variant Pages. "Dabbābah".
  17. "Bill Wall's Chess Page".
  18. Jean-Louis Cazaux, Rick Knowlton (19 September 2017). A World of Chess: Its Development and Variations through Centuries and Civilizations. McFarland. p. 50. ISBN 9781476629018.
  19. Henry J. Greenberg (30 September 2015). The Anti-War Wargame: a Comprehensive Analysis of the Origins of the Game of Chess 1989-1990. iUniverse. p. 133. ISBN 9781491773536.
  20. Thomas R. Trautmann (3 August 2015). Elephants and Kings: An Environmental History. University of Chicago Press. p. 118. ISBN 9780226264363. The chariot and elephant were particularly subject to change.
  21. Pritchard, D. B. (2007). "Chaturanga". ใน Beasley, John (บ.ก.). The Classified Encyclopedia of Chess Variants. John Beasley. p. 263. ISBN 978-0-9555168-0-1. Pawns advanced one square at a time; no castling.
  22. "Chaturanga Game - Chess terms". Chess.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-03-04.

บรรณานุกรม

[แก้]

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]