คูคูลัน
| คูคูลัน | |
|---|---|
วีรบุรุษและแชมเปียนแห่งอัลสเตอร์ | |
| ส่วนหนึ่งของ กลุ่มกิ่งไม้สีชาดแห่งอัลสเตอร์ | |
"เซทันตาสังหารสุนัขของคูลัน" ภาพประกอบโดยสตีเฟน รีด จากหนังสือ The Boys' Cuchulain ค.ศ. 1904 | |
| ชื่ออื่น | เซทันตา |
| อาวุธ | เก บ็อลก์ |
| คัมภีร์ | วัฏจักรอัลสเตอร์ |
| กลุ่มชาติพันธุ์ | ชาวไอริช |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | เซทันตา |
| บิดา-มารดา | เทพลูก์ หรือบิดาเหนือธรรมชาติ เดช์เทร์ หรือเดช์ทีเน |
| คู่ครอง | อีเมอร์ |
| บุตร - ธิดา | คอนลา โดยอีฟา |
คูคูลัน (ไอริชเก่า: Cú Chulainn; ไอริช: Cú Chulainn; อังกฤษ: Cú Chulainn หรือ อังกฤษ: Cuchulainn) หรือชื่อเมื่อเกิดว่า เซทันตา (Sétanta) เป็นวีรบุรุษนักรบและกึ่งเทพในวัฏจักรอัลสเตอร์ของปกรณัมปรัมปราไอริช ตลอดจนปรากฏในคติชนสกอตแลนด์และแมนซ์บางสาย[1][2] โดยทั่วไปเขาถูกมองว่าเป็นร่างปรากฏหรือบุตรของเทพลูก์ ส่วนมารดาคือเดช์เทร์ ซึ่งมักระบุว่าเป็นน้องสาวของคอนโคบาร์ มัก เนสซา กษัตริย์แห่งอัลสเตอร์[3][4]
| หัวข้อในวัฏจักรอัลสเตอร์ |
|---|
| ตัวละครอัลสเตอร์ |
| ตัวละครคอนนอต |
| ผู้ลี้ภัยจากอัลสเตอร์ |
| ตัวละครอื่น |
| อาวุธและสัตว์ |
| สถานที่ |
| เรื่องเล่า |
คูคูลันเดิมมีชื่อว่าเซทันตา แต่หลังจากสังหารสุนัขเฝ้ายามดุร้ายของคูลันช่างตีเหล็กเพื่อป้องกันตัว แล้วเสนอจะทำหน้าที่เฝ้าบ้านแทนสุนัขจนกว่าจะฝึกลูกสุนัขตัวใหม่ได้ ชื่อ Cú Chulainn จึงมักแปลว่า "สุนัขของคูลัน" หรือในความหมายเชิงวีรคติว่า "นักรบของคูลัน"[5][2] เขาได้รับการฝึกวิชาการรบจากสกาฮัค ผู้มอบหอกเก บ็อลก์ให้ และมีคำพยากรณ์ว่าการกระทำของเขาจะทำให้ชื่อเสียงยืนยาว แต่ชีวิตจะสั้น[6][7]
วีรกรรมใหญ่ที่สุดของคูคูลันอยู่ใน มหาศึกคูลีย์ เมื่ออายุราวสิบเจ็ดปี เขาป้องกันดินแดนอัลสเตอร์เกือบโดยลำพังจากกองทัพของราชินีเมฟแห่งคอนนอตและไอลิลล์ มัก มาตา ในช่วงที่นักรบอูเลดส่วนใหญ่ถูกคำสาปให้อ่อนแรง[8][5] เขามีชื่อเสียงจากสภาพคลุ้มคลั่งในการรบหรือ ริสตาด (ríastrad) ซึ่งทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปจนกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ที่ไม่แยกมิตรกับศัตรู[5][1] เขาต่อสู้จากรถศึกซึ่งขับโดยลาเอก และม้าคู่คือม้าเลียธ มาคากับม้าดุบ ซังเลนด์[8]
ภรรยาหลักของคูคูลันคืออีเมอร์ แต่เขามีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นหลายคน โดยเฉพาะอีฟา ผู้ให้กำเนิดบุตรชื่อคอนลา ซึ่งต่อมาคูคูลันสังหารโดยไม่รู้ว่าเป็นลูกของตนเอง[9] คูคูลันเองสิ้นชีวิตในสนามรบโดยผูกตัวกับเสาหิน เพื่อให้ตายยืนอยู่ต่อหน้าศัตรู[10][11] ภาพของคูคูลัน โดยเฉพาะรูปปั้น The Dying Cuchulain ของโอลิเวอร์ เชพพาร์ดที่ไปรษณีย์กลางดับลิน กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในวัฒนธรรมและการเมืองไอริชสมัยใหม่[1][12]
ชื่อ
[แก้]ชื่อเกิดของคูคูลันคือ Sétanta หรือเซทันตา ดาอิที โอ โฮกอนเสนอว่าชื่อนี้อาจเกี่ยวข้องกับชนเคลต์ชื่อ Setantii ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของบริเตนโรมัน[2] ส่วนชื่อ Cú Chulainn อธิบายในเรื่องวัยเด็กว่าเกิดจากการที่เขาแทนที่สุนัขของคูลัน คำว่า cú หมายถึงสุนัขล่าเนื้อ แต่ในวรรณกรรมไอริชยุคต้นยังใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงนักรบได้ด้วย จึงอาจเข้าใจชื่อว่า "สุนัขของคูลัน" หรือ "นักรบของคูลัน"[2][1]
ในภาษาอังกฤษพบรูปสะกดหลายแบบ เช่น Cú Chulainn, Cúchulainn, Cuchulainn และ Cuchulain ส่วนบทความนี้ใช้รูปไทย คูคูลัน เป็นชื่อหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับชุดบทความวัฏจักรอัลสเตอร์และคำสำคัญ เช่น มหาศึกคูลีย์, อีเมอร์, สกาฮัค และเก บ็อลก์
ตำนาน
[แก้]กำเนิด
[แก้]มีหลายสำนวนของเรื่องกำเนิดอัศจรรย์ของคูคูลัน ในสำนวนเก่าของ การกำเนิดของคูคูลัน (Compert Con Culainn) มารดาของเขาคือเดช์เทร์ เป็นบุตรีและคนขับรถศึกของคอนโคบาร์ มัก เนสซา กษัตริย์แห่งอูเลด นางติดตามคอเนอร์และขุนนางอัลสเตอร์ไล่ล่านกวิเศษ เมื่อหิมะตกหนัก พวกเขาเข้าไปขอพักในเรือนหลังหนึ่ง เจ้าของเรือนคือเทพลูก์ ผู้ทำให้เดช์เทร์ตั้งครรภ์บุตรของตน[3][13]
ในสำนวนภายหลังและเป็นที่รู้จักมากกว่า เดช์เทร์เป็นน้องสาวของคอนโคบาร์ นางหายไปจากเอเมนมาคา แล้วปรากฏในเรือนของเทพลูก์ในฐานะภรรยาผู้ให้กำเนิดเด็กชายในคืนนั้น เด็กได้รับชื่อว่า เซทันตา[3][14] สำนวนต่าง ๆ ยังกล่าวถึงปัญหาผู้อุปถัมภ์หรือพ่อบุญธรรมของเด็ก โดยมีบุคคลสำคัญหลายคนในอัลสเตอร์ร่วมรับผิดชอบ เช่น คอนโคบาร์ เซ็นคา บลาอิ เฟอร์กุส แม็ค โรอิค อาเมอร์กิน และฟินน์เคอม์ ภรรยาของอาเมอร์กิน[5] เขาเติบโตในที่ราบเมือร์เธมเนในพื้นที่ลูธปัจจุบัน และใกล้ชิดกับคอนอล เคอร์นัคตั้งแต่วัยเยาว์[5]

วัยเด็ก
[แก้]เรื่องวัยเด็กของคูคูลันปรากฏเป็นชุดเรื่องย้อนความในมหาศึกคูลีย์ และมักเรียกว่า วีรกรรมวัยเด็กของคูคูลัน (Macgnímrada Con Culaind) เมื่อยังเป็นเด็กที่บ้านบิดามารดาในที่ราบเมือร์เธมเน เซทันตาขอไปเข้ากลุ่มเด็กนักรบที่เอเมนมาคา แต่เขาไปเองโดยไม่รู้ธรรมเนียมว่าต้องขอความคุ้มครองก่อน เด็กนักรบจึงมองว่าเขาท้าทายและโจมตี เขากลายเป็นริสตาดที่คลุ้มคลั่งในการรบและเอาชนะเด็กทั้งหมดเพียงลำพัง[5][8]

ต่อมาคูลันช่างเหล็กเชิญคอเนอร์ไปงานเลี้ยงที่บ้าน ก่อนเดินทาง คอเนอร์เห็นเซทันตาเล่นเฮอร์ลิงอย่างยอดเยี่ยม จึงชวนเขาตามไปงานเลี้ยงภายหลัง แต่เมื่อคูลันถามว่าจะมีใครตามมาหรือไม่ คอเนอร์ลืมเซทันตาไปและให้ปล่อยสุนัขเฝ้ายามออกมา เมื่อเซทันตามาถึง สุนัขตัวใหญ่โจมตีเขา เขาสังหารมันด้วยไม้และลูกเฮอร์ลิงหรือทุ่มกระแทกกับหินตั้งตามแต่สำนวน[5][15] เมื่อคูลันเสียใจ เซทันตาสัญญาจะเลี้ยงสุนัขตัวใหม่ให้ และจนกว่าจะโตพอ เขาจะเฝ้าบ้านแทน คัธบัดจึงประกาศว่าเขาจะชื่อ คูคูลัน Cú Chulainn หรือ สุนัขของคูลันตั้งแต่นั้น[5]
วันหนึ่งที่เอเมนมาคา คูคูลันได้ยินคัธบัดสอนศิษย์ว่าใครก็ตามที่รับอาวุธในวันนั้นจะมีชื่อเสียงชั่วนิรันดร์ แต่ชีวิตจะสั้น เขาจึงรีบไปขออาวุธจากคอเนอร์ ทั้งที่ยังเป็นเด็ก ไม่มีอาวุธใดรับแรงของเขาได้จนกว่าจะเป็นอาวุธของคอเนอร์เอง ต่อมาเขาขอรถศึก และมีเพียงรถศึกของกษัตริย์เท่านั้นที่ทนเขาได้ จากนั้นเขาออกทำศึกและสังหารบุตรสามคนของเนคตา สเคเน ซึ่งเคยโอ้อวดว่าสังหารชาวอัลสเตอร์มากกว่าจำนวนชาวอัลสเตอร์ที่ยังเหลืออยู่[5][8] เมื่อกลับมาในสภาพคลุ้มคลั่ง ชาวอูเลดกลัวว่าเขาจะฆ่าพวกตนเอง จึงใช้หญิงแห่งเอเมนทำให้เขาอายและจับเขาแช่น้ำเย็นจนความร้อนจากริสตาดสงบลง[5]
อีเมอร์และการฝึกของคูคูลัน
[แก้]
เมื่อคูคูลันเติบโต ชาวอัลสเตอร์กังวลว่าความงามและเสน่ห์ของเขาจะทำให้เขาแย่งภรรยาหรือลูกสาวของผู้อื่น จึงพยายามหาภรรยาให้ แต่คูคูลันต้องการเพียงอีเมอร์ บุตรีของฟอร์กัล โมนัค[6][1] ฟอร์กัลไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน จึงเสนอให้คูคูลันไปฝึกวิชากับสกาฮัค นักรบหญิงผู้เลื่องชื่อในดินแดนอัลบาหรือสกอตแลนด์ โดยหวังว่าเขาจะตายในภารกิจนั้น[6][7] คูคูลันเดินทางไปยังดุน สกาอิธ หรือป้อมแห่งเงา ซึ่งประเพณีภายหลังมักเชื่อมกับเกาะสกาย[7] สกาฮัคสอนศิลปะการรบทั้งหมดแก่เขา รวมถึงการใช้เก บ็อลก์ หอกมีเงี่ยงร้ายแรงที่ขว้างด้วยเท้าและต้องผ่าออกจากร่างเหยื่อ[6][1] ศิษย์ร่วมสำนักของเขาคือเฟอร์เดีย ผู้กลายเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมอุปถัมภ์ของคูคูลัน[5]
ในช่วงฝึก สกาฮัคมีศึกกับอีฟา คู่ปรับหรือพี่น้องของนาง สกาฮัคกลัวว่าคูคูลันจะตาย จึงให้ยานอนหลับเพื่อกันเขาจากสนามรบ แต่ยานั้นทำให้เขาหลับเพียงหนึ่งชั่วโมงเพราะพละกำลังของเขา คูคูลันเข้าต่อสู้กับอีฟาแบบตัวต่อตัวและชนะด้วยกลลวง โดยทำให้นางตกใจว่า ม้าและรถศึกอันเป็นสิ่งที่นางรักที่สุดตกหน้าผา จากนั้นเขาจับนางไว้และยอมไว้ชีวิต หากนางเลิกเป็นศัตรูกับสกาฮัคและยอมมีบุตรกับเขา[6][16] หลังกลับจากสกอตแลนด์ คูคูลันยังต้องเผชิญการขัดขวางของฟอร์กัล เขาบุกป้อมของฟอร์กัล ฆ่าคนของฟอร์กัลจำนวนหนึ่ง ชิงอีเมอร์และทรัพย์สินกลับมา ฟอร์กัลเองตกจากกำแพงตาย[16] เรื่องนี้ปิดด้วยการแต่งงานของคูคูลันกับอีเมอร์ และวางอีเมอร์เป็นภรรยาหลักผู้มีปัญญาและศักดิ์ศรีคู่กับวีรบุรุษของอัลสเตอร์
การสังหารบุตรของตน
[แก้]หลายปีต่อมา คอนลา บุตรของคูคูลันกับอีฟา เดินทางมายังไอร์แลนด์เพื่อตามหาบิดา เขาปฏิบัติตามข้อห้ามที่ได้รับ เช่น ห้ามบอกชื่อและห้ามถอยจากการท้าทาย ชาวอัลสเตอร์จึงมองเขาเป็นผู้รุกรานลึกลับ[9][17] คูคูลันเข้าต่อสู้กับเขาโดยไม่รู้ความจริง และสังหารคอนลาด้วยเก บ็อลก์ เมื่อทราบภายหลังว่าเป็นลูกของตน เขาตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างยิ่ง[17] เรื่องคูคูลันฆ่าบุตรของตนมีความคล้ายคลึงกับตำนานวีรบุรุษอื่น เช่น รอสตัมกับโซห์ราบในวรรณกรรมเปอร์เซีย และเรื่องบิดากับบุตรในวรรณกรรมเยอรมันเก่าอย่าง บทเพลงของฮิลเดแบรนด์ (เยอรมัน: Hildebrandslied)[18] อย่างไรก็ตาม ในบริบทไอริช เรื่องนี้ยังผูกเข้ากับการฝึกกับสกาฮัค ความสัมพันธ์กับอีฟา และความน่าสะพรึงของเก บ็อลก์ซึ่งย้อนกลับมาทำลายครอบครัวของคูคูลันเอง
ลูกิดและแดร์บฟอร์กาลล์
[แก้]เรื่องเล่าบางสำนวนกล่าวว่า ระหว่างอยู่ต่างแดน คูคูลันช่วยแดร์บฟอร์กาลล์ เจ้าหญิงสแกนดิเนเวียจากการถูกสังเวยแก่โฟโมเรียน นางหลงรักเขาและมาพร้อมสาวใช้ในร่างหงส์ เมื่อคูคูลันไม่รู้ว่าเป็นนาง เขายิงหงส์ด้วยสลิงแล้วช่วยชีวิตโดยดูดหินออกจากบาดแผล[19] เพราะได้ลิ้มเลือดของนาง เขาไม่อาจแต่งงานกับนาง และยกนางให้ลูกิด รีอับ แดร์ก บุตรบุญธรรมของตน[19] เรื่องลูกิดและแดร์บฟอร์กาลล์แสดงด้านมืดของสังคมอัลสเตอร์ เมื่อหญิงอัลสเตอร์อิจฉาความงามหรือเสน่ห์ทางเพศของแดร์บฟอร์กาลล์จนทำร้ายนางถึงตาย ลูกิดตายด้วยความเศร้า และคูคูลันแก้แค้นโดยทำลายเรือนที่หญิงเหล่านั้นอยู่[19] ตอนนี้ไม่ใช่แกนหลักเท่ามหาศึกคูลีย์ แต่ช่วยขยายภาพคูคูลันในฐานะบุคคลที่ถูกพันธะเกียรติยศและการแก้แค้นกำกับ
มหาศึกคูลีย์
[แก้]
เมื่ออายุราวสิบเจ็ดปี คูคูลันป้องกันอัลสเตอร์จากกองทัพคอนนอตในมหาศึกคูลีย์ เมฟแห่งคอนนอตยกทัพเพื่อชิงวัวสีน้ำตาลแห่งคูลีย์ (Donn Cúailnge) จากดาเร แม็ค เฟียคนา เพราะต้องการให้ทรัพย์สินของตนทัดเทียมกับไอลิลล์ มัก มาตา ผู้มีวัวเขาขาวฟินน์เบนนัค (Finnbennach) ผู้เป็นสามีของเมฟเอง[8][5] ขณะนั้นชายอูเลดถูกคำสาปให้อ่อนแรงเหมือนเจ็บครรภ์ คูคูลันจึงเป็นผู้ขัดขวางกองทัพเกือบเพียงคนเดียว[5] เขาใช้สิทธิการต่อสู้ตัวต่อตัวที่ทางข้ามน้ำ เอาชนะแชมเปียนของเมฟทีละคนและถ่วงเวลากองทัพเป็นเวลาหลายเดือน[8] ในระหว่างนั้น มอร์ริแกนปรากฏในร่างหญิงงามและเสนอความรักแก่เขา แต่เมื่อถูกปฏิเสธ นางโจมตีเขาในรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลาไหล หมาป่า และวัวสาว ระหว่างที่เขากำลังสู้กับลอค แม็ค โมเฟมิส คูคูลันทำให้นางบาดเจ็บในแต่ละร่าง ต่อมานางปรากฏเป็นหญิงชรารีดนมวัว เขาดื่มนมและอวยพรให้นางสามครั้ง ทำให้บาดแผลของนางหาย[5] หลังการต่อสู้หนักครั้งหนึ่ง ลูก์ปรากฏมาเยียวยาบาดแผลของคูคูลันและบอกว่าเป็นบิดาของเขา เมื่อคูคูลันตื่นขึ้นและเห็นกลุ่มเด็กนักรบแห่งเอเมนมาคาถูกกองทัพคอนนอตสังหาร เขาเกิดการบ้าคลั่ง แปลงร่างเป็นริสตาดรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ร่างกายบิดเปลี่ยน ดวงตาและอวัยวะต่าง ๆ ถูกบรรยายอย่างน่าสะพรึง และเขาโจมตีกองทัพจนสังหารผู้คนจำนวนมาก[5][8]

ตอนสะเทือนใจที่สุดของ มหาศึกคูลีย์ คือการต่อสู้กับเฟอร์เดีย เพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมอุปถัมภ์จากสำนักสกาฮัค เมฟใช้คำสัญญา ของขวัญ และเกียรติยศล่อให้เฟอร์เดียออกมาสู้กับคูคูลัน ทั้งสองต่อสู้กันหลายวันที่ท่าน้ำซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าอัธ ฟีร์ ดิอัด หรืออาร์ดีในเทศมณฑลลาวท์[5] เพราะทั้งสองรู้วิชาของกันและกัน การต่อสู้จึงยืดเยื้ออย่างโหดร้าย สุดท้ายคูคูลันใช้หอกเก บ็อลก์สังหารเฟอร์เดีย และโศกเศร้าต่อการตายของสหาย[8][5] เมื่อชาวอูเลดฟื้นตัว การรบใหญ่จึงเริ่มขึ้น คูคูลันพักฟื้นอยู่ข้างสนามจนเห็นเฟอร์กุส แม็ค โรอิคผู้เคยเป็นบิดาอุปถัมภ์ของเขาบุกเข้ามา เขาทวงสัญญาที่เฟอร์กุสเคยให้ไว้ว่า หากคูคูลันยอมหลีกทางให้ครั้งหนึ่ง เฟอร์กุสต้องยอมหลีกทางให้เขาในวันหน้า เฟอร์กุสจึงถอย ทำให้พันธมิตรของเมฟเสียขวัญ[5] เมฟต้องล่าถอยกลับคอนนอต แม้คูคูลันมีโอกาสฆ่านาง เขากลับปล่อยนางไปเพราะเห็นว่าไม่ควรฆ่าผู้หญิง และยังคุ้มกันการล่าถอยของนางช่วงหนึ่ง[5]
งานเลี้ยงของบริกรุ
[แก้]งานเลี้ยงของบริกรุ (Fled Bricrenn) เล่าว่าบริกรุผู้ก่อความวุ่นวายยุยงวีรบุรุษสามคน คือ คูคูลัน, คอนอล เคอร์นัค และโลเอแกเร บูอาดัค ให้แข่งขันกันเพื่อชิง ส่วนของแชมเปียน (curadmír)[20][21] ในการทดสอบทุกครั้ง คูคูลันเหนือกว่าคู่แข่ง แต่คอนอลและโลเอแกเรไม่ยอมรับผล สุดท้ายคู รอย แม็ค แดเรแห่งมันสเตอร์ปรากฏในร่างชายอัปลักษณ์และท้าทายให้วีรบุรุษตัดหัวเขา แล้วให้เขากลับมาตัดหัวตอบแทน คอนอลและโลเอแกเรตัดหัวเขาได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องยอมให้ตนเองถูกตัดหัว กลับหนีไป มีเพียงคูคูลันที่กล้าพอจะยอมรับเงื่อนไข คู รอยจึงไว้ชีวิตเขาและประกาศว่าเขาเป็นแชมเปียน[20] แบบทดสอบตัดหัวนี้มีความคล้ายกับวรรณกรรมยุโรปยุคกลางภายหลัง เช่น เซอร์กาเวนกับอัศวินเขียว[21]
การตายของคู รอย
[แก้]คู รอยปรากฏอีกครั้งในเรื่องการบุกเกาะอินิส เฟอร์ ฟัลกา ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเกาะแมน เขาเข้าร่วมกับชาวอัลสเตอร์โดยปลอมตัวและช่วยชิงทรัพย์กับจับบลัธนัต บุตรีของกษัตริย์แห่งเกาะมา[22] เมื่อคู รอยเลือกส่วนแบ่งเป็นบลัธนัต คูคูลันพยายามขัดขวาง แต่คู รอยเอาชนะเขา ตัดผมและกดเขาลงดินก่อนพาบลัธนัตหนีไป[22]
บลัธนัตภายหลังทรยศคู รอยและช่วยคูคูลันฆ่าเขา แต่เฟอร์เคิร์ทเน กวีของคู รอยโกรธที่นายถูกทรยศ จึงจับบลัธนัตกระโดดหน้าผาตายไปพร้อมกัน[22] ตอนนี้สะท้อนความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างเกียรติยศ การทรยศ ความรัก และหน้าที่ของกวีในโลกวีรคติไอริช
ความหึงหวงครั้งเดียวของอีเมอร์
[แก้]
การป่วยของคูคูลัน หรือ Serglige Con Culainn เล่าว่าคูคูลันตกหลุมรักฟันด์ ภรรยาของมานานนัน แม็ค ลีร์ ซึ่งมาจากโลกเร้นลับ ฟันด์ถูกโฟโมเรียนคุกคามและขอให้คูคูลันช่วยปกป้องนาง[23] คูคูลันกับฟันด์รักกัน แต่อีเมอร์ ภรรยาหลักของเขาเกิดความหึงหวงและพยายามเผชิญหน้ากับคู่แข่ง เมื่ออีเมอร์เห็นความรักของฟันด์ต่อนายของตน นางยอมเสียสละและจะยกคูคูลันให้ฟันด์ แต่ฟันด์ก็สะเทือนใจต่อความสูงส่งของอีเมอร์และกลับไปหามานานนัน มานานนันสะบัดผ้าคลุมระหว่างฟันด์กับคูคูลัน ทำให้ทั้งสองไม่พบกันอีก และในบางสำนวน คูคูลันกับอีเมอร์ดื่มยาลืมเรื่องนี้[23][24] ตอนนี้ทำให้คูคูลันปรากฏในฐานะวีรบุรุษที่ถูกโลกเร้นลับ ความรัก และความเปราะบางทางใจครอบงำ ไม่ใช่เพียงนักรบในสนามรบ
การตาย
[แก้]
การตายของคูคูลัน (Aided Con Culainn หรือ Brislech Mór Maige Muirthemne) เล่าว่าเมฟสมคบกับลูกิด บุตรของคู รอย, แอร์ก บุตรของคาร์เบร นีอา เฟร์ และบุตรของผู้ที่คูคูลันเคยสังหาร เพื่อล่อเขาไปสู่ความตาย[10][11] ชะตาของเขาถูกผูกกับเกซา หรือข้อห้ามศักดิ์สิทธิ์หลายข้อ เช่น ห้ามกินเนื้อสุนัข แต่ก็มีข้อห้ามทางสังคมไม่ให้ปฏิเสธไมตรีหรืออาหารที่มีผู้มอบให้ เมื่อหญิงชราเสนอเนื้อสุนัข เขาจึงถูกบังคับให้ละเมิดข้อห้ามและอ่อนกำลังลง[1][11]
ศัตรูใช้หอกวิเศษสามเล่ม ซึ่งมีคำพยากรณ์ว่ากษัตริย์จะตายด้วยแต่ละเล่ม หอกแรกสังหารลาเอก ราชาแห่งคนขับรถศึก หอกที่สองสังหารม้าเลียธ มาคา ราชาแห่งม้า และหอกที่สามแทงคูคูลันจนบาดเจ็บถึงตาย[11] เขาผูกตัวกับเสาหินเพื่อให้ตายยืนอยู่ต่อหน้าศัตรู ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้จนกว่านกกาหรืออีกาจะเกาะบนไหล่ แสดงว่าเขาสิ้นชีวิตแล้ว[10][11] เสาหินดังกล่าวในประเพณีท้องถิ่นมักระบุเป็น เสาหินโคลคาฟาร์มอร์ (Clochafarmore) ใกล้ดันดอล์ก[1] หลังคูคูลันตาย คอนอล เคอร์นัคไล่ล่าลูกิดตามคำสัตย์ว่า หากคูคูลันตายก่อน เขาจะล้างแค้นก่อนตะวันตกดิน คอนอลฆ่าลูกิดและแอร์ก แล้วนำศีรษะกลับไปยังทารา[11] เรื่องนี้ปิดชีวิตของวีรบุรุษตามคำพยากรณ์เดิม คือชื่อเสียงนิรันดร์แลกกับชีวิตสั้น
รูปร่างลักษณะ
[แก้]ข้อความไอริชกล่าวถึงรูปร่างของคูคูลันหลายแบบ เขามักถูกพรรณนาเป็นหนุ่มน้อย ตัวไม่ใหญ่ ยังไม่มีเครา และมีลักษณะงามหรือรุนแรงตามบริบท[14] ในบางเรื่องเขาถูกกล่าวว่ามีผมดำหรือคิ้วดำ แต่ใน มหาศึกคูลีย์ เฟเดล์มผู้พยากรณ์กล่าวถึงเขาว่ามีสีผมอ่อนหรือทองในบางลักษณะ[5] คำบรรยายใน มหาศึกคูลีย์ นำเสนอภาพเหนือจริงของคูคูลัน เช่น ผมสามสีเป็นชั้น ๆ รอยบุ๋มหลายสีบนแก้ม รูม่านตาหลายชั้น และเล็บเหมือนกรงเล็บเหยี่ยวหรือกริฟฟิน[5] ภาพเช่นนี้ไม่ใช่ภาพเหมือนสมจริง แต่เป็นภาษาวีรคติที่ทำให้ร่างของคูคูลันเป็นทั้งมนุษย์ นักรบ และสิ่งเหนือธรรมชาติ
เรื่องเล่าภายหลัง
[แก้]รถศึกปีศาจของคูคูลัน
[แก้]Síaburcharpat Con Culaind หรือ "รถศึกปีศาจของคูคูลัน" เล่าว่านักบุญแพทริกพยายามทำให้กษัตริย์โลเอแกเร แม็ค นีลล์รับคริสต์ศาสนา กษัตริย์ขอให้แพทริกเรียกคูคูลันจากความตายมาเป็นหลักฐาน แพทริกจึงทำให้วีรบุรุษปรากฏพร้อมรถศึก ม้าคู่ และลาเอกคนขับรถศึก[25][26] เมื่อคูคูลันปรากฏอีกครั้ง เขากล่าวต่อกษัตริย์ ยืนยันอำนาจของพระเจ้า และขอให้ตนเองได้รับอนุญาตเข้าสู่สวรรค์[26] เรื่องนี้สะท้อนการนำวีรบุรุษก่อนคริสต์หรือกึ่งก่อนคริสต์เข้ามาอยู่ในกรอบคริสต์ศาสนา โดยให้แพทริกเป็นผู้รับรองและไถ่กู้ความทรงจำของวีรชนเก่า
ตำนานน็อกมานี
[แก้]ในคติชนยุคหลัง คูคูลันบางครั้งถูกจินตนาการใหม่เป็นยักษ์ร้ายผู้เป็นคู่ต่อสู้ของฟิน แม็ค คูล เรื่อง "A Legend of Knockmany" ซึ่งบันทึกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เล่าว่าฟินหลอกคูคูลันโดยปลอมตัวเป็นทารก และภรรยาของฟินอบขนมบางก้อนใส่เหล็กไว้เพื่อทำให้คูคูลันตกใจในพละกำลังของ "ทารก"[27][28] คูคูลันเสียพลังเมื่อฟินกัดนิ้วกลางของเขา ทำให้เขาหมดความแข็งแกร่งและขนาด[27] เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแกนของวัฏจักรอัลสเตอร์ยุคกลาง แต่แสดงให้เห็นว่าคูคูลันถูกนำไปเล่าใหม่ในคติชนชาวบ้าน โดยเปลี่ยนจากวีรบุรุษอัลสเตอร์เป็นยักษ์หรือคู่ปรับของฟิน แม็ค คูล
ความคล้ายคลึงเชิงอินโด-ยูโรเปียน
[แก้]นักวิชาการบางคนเปรียบเทียบคูคูลันกับวีรบุรุษอินโด-ยูโรเปียนอื่น เช่น รอสตัมในวรรณกรรมเปอร์เซีย ฮิลเดอบรันด์ในวรรณกรรมเยอรมันเก่า และเฮราคลีสในปกรณัมกรีก[18][29] ความคล้ายคลึงที่กล่าวถึงบ่อย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ร้ายตั้งแต่วัยเยาว์ ความสัมพันธ์กับปศุสัตว์หรือวัว ความเกือบไร้เทียมทานในสนามรบ เรื่องบิดาฆ่าบุตรโดยไม่รู้ตัว และการตายแบบวีรชน[18] อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเช่นนี้ควรใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าตัวละครเหล่านี้มีต้นกำเนิดเดียวกันโดยตรง เพราะหลักฐานทางภาษา โบราณคดี และมานุษยวิทยามักไม่เพียงพอสำหรับข้อสรุปแบบเด็ดขาด[30]
ในวัฒนธรรมสมัยใหม่
[แก้]
ภาพลักษณ์และการเมือง
[แก้]ภาพของคูคูลันถูกนำมาใช้ในชาตินิยมไอริชอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในช่วง Gaelic Revival และยุคปฏิวัติไอริช โรงเรียนเซนต์เอนดาของแพทริก เพียร์สมีแผงกระจกสีคูคูลัน และรูปปั้นคูคูลันผู้กำลังตายของโอลิเวอร์ เชพพาร์ดถูกตั้งในไปรษณีย์กลางดับลินเพื่อระลึกถึงการก่อการกำเริบอีสเตอร์ ค.ศ. 1916[12][31] รูปปั้นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและการเสียสละของขบวนการชาตินิยมไอริช[31] ในไอร์แลนด์เหนือ ภาพคูคูลันยังถูกใช้ในจิตรกรรมฝาผนังทั้งโดยกลุ่มชาตินิยมไอริชและบางกลุ่มยูเนียนนิสต์/ลอยัลลิสต์ ซึ่งตีความเขาเป็น "ผู้พิทักษ์อัลสเตอร์" จากศัตรูทางใต้[32] การใช้เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าตัวละครปกรณัมสามารถถูกดึงไปใช้ในความทรงจำและการเมืองสมัยใหม่ได้หลายฝ่าย
วรรณกรรม
[แก้]เลดี้เกรกอรีเล่าเรื่องคูคูลันใหม่ในหนังสือ Cuchulain of Muirthemne ค.ศ. 1902 ซึ่งเป็นงานสำคัญของ Celtic Revival แม้งานนี้จะทำให้เรื่องแพร่หลายในผู้อ่านสมัยใหม่ แต่ก็ปรับภาษาให้โรแมนติกและลดความรุนแรงจากต้นฉบับบางส่วน[33][1] ดับเบิลยู. บี. เยตส์นำคูคูลันไปใช้ในบทละครและบทกวีหลายชิ้น เช่น On Baile's Strand, The Green Helmet, At the Hawk's Well, The Only Jealousy of Emer และ The Death of Cuchulain[1] คูคูลันยังปรากฏในวรรณกรรมเยาวชน งานเล่าใหม่ในภาษาอังกฤษและไอริช บทเรียนโรงเรียน และวัฒนธรรมสมัยนิยมจำนวนมาก ความแพร่หลายดังกล่าวทำให้เขาเป็นหนึ่งในตัวละครปกรณัมไอริชที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกสมัยใหม่
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 MacKillop, James (1998). A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
- 1 2 3 4 Ó hÓgáin, Dáithí (1991). Myth, Legend & Romance: An Encyclopaedia of the Irish Folk Tradition. Prentice Hall. น. 131–136. ISBN 9780132759595.
- 1 2 3 "Compert Con Culainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- ↑ Hull, Eleanor (1898). The Cuchullin Saga in Irish Literature. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 The Táin. แปลโดย Kinsella, Thomas. Oxford: Oxford University Press (ตีพิมพ์เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2002). 1970. ISBN 9780192803733.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 "The Wooing of Emer by Cú Chulainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 Stokes, Whitley. "The Training of Cúchulainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 "Táin Bó Cúailnge Recension 1". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 "Aided Óenfir Aífe sources". Irish Sagas Online, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 "Brislech Mór Maige Muirthemne, also known as Aided Con Culainn". CODECS: Online Database and e-Resources for Celtic Studies. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 4 5 6 Stokes, Whitley, บ.ก. (1877). "Cuchulainn's Death, abridged from the Book of Leinster". Revue Celtique. 3: 175–185.
- 1 2 Townshend, Charles (2006). Easter 1916: The Irish Rebellion. Penguin Books. ISBN 9780141902760.
- ↑ van Hamel, A. G., บ.ก. (1933). Compert Con Culainn and Other Stories. Mediaeval and Modern Irish Series. เล่มที่ 3. Dublin: Dublin Institute for Advanced Studies.
- 1 2 Cross, Tom Peete; Slover, Clark Harris (1936). Ancient Irish Tales. Henry Holt.
- ↑ Táin Bó Cúalnge from the Book of Leinster. แปลโดย O'Rahilly, Cecile. Dublin: Dublin Institute for Advanced Studies. 1967.
- 1 2 Meyer, Kuno, บ.ก. (1890). "The Oldest Version of Tochmarc Emire". Revue Celtique. 11: 433–457. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 Meyer, Kuno, บ.ก. (1904). "The Death of Connla". Ériu. 1: 113–121.
- 1 2 3 Monette, Connell (2008). The Medieval Hero: Christian and Muslim Traditions. VDM Verlag. น. 91–121. ISBN 9783639065060.
- 1 2 3 "The Deaths of Lugaid and Derbforgaill". Ériu. 5. แปลโดย Marstrander, Carl: 201–218. 1911.
- 1 2 Early Irish Myths and Sagas. แปลโดย Gantz, Jeffrey. Penguin Books. 1981. น. 219–255. ISBN 9780140443974.
- 1 2 "Bricriu's Feast". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 "The Tragic Death of Cúrói mac Dári". Ériu. 2. แปลโดย Best, R. I.: 18–35 1905.
- 1 2 "Serglige Con Culainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- ↑ Heroic Romances of Ireland. เล่มที่ 1. แปลโดย Leahy, A. H. 1905. น. 51–85. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- ↑ "Síaburcharpat Conculaind". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 Crowe, J. O'Beirne, บ.ก. (1871). "Siabur-Charpat Con Culaind". Journal of the Royal Historical and Archaeological Association of Ireland. 4th series. 1 (2): 371–448. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 Carleton, William (1845). "A Legend of Knockmany". Tales and Sketches, Illustrating the Character, Usages, Traditions, Sports and Pastimes of the Irish Peasantry. J. Dufly. น. 97–112. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- ↑ MacKillop, James (2005). Myths and Legends of the Celts. Penguin. น. 231–232. ISBN 9780141017945.
- ↑ Olmsted, Garrett (2019). The Gods of the Celts and the Indo-Europeans (พิมพ์ครั้งที่ Revised). Tazewell, Virginia. ISBN 9783851241730.
{{cite book}}: CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์) - ↑ Häusler, Alexander (2000). "Indogermanische Altertumskunde". ใน Beck, H.; Geuenich, D.; Steuer, H. (บ.ก.). Reallexikon der Germanischen Altertumskunde. เล่มที่ 15. น. 402–408.
- 1 2 "Cú Chulainn". Talking Statues Dublin. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- ↑ Nic Craith, Máiréad (2002). Plural Identities, Singular Narratives: The Case of Northern Ireland. Berghahn Books. น. 93–96. ISBN 9781571817723.
- ↑ Gregory, Augusta (1902). Cuchulain of Muirthemne: The Story of the Men of the Red Branch of Ulster. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
บรรณานุกรมคัดเลือก
[แก้]- Cross, Tom Peete; Slover, Clark Harris (1936). Ancient Irish Tales. Henry Holt.
- Early Irish Myths and Sagas. แปลโดย Gantz, Jeffrey. Penguin Books. 1981. ISBN 9780140443974.
- Hull, Eleanor (1898). The Cuchullin Saga in Irish Literature.
- MacKillop, James (1998). A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
- Ó hÓgáin, Dáithí (1991). Myth, Legend & Romance: An Encyclopaedia of the Irish Folk Tradition. Prentice Hall. ISBN 9780132759595.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Táin Bó Cúailnge Recension 1 ที่ CELT
- Táin Bó Cúailnge from the Book of Leinster ที่ CELT
- The Wooing of Emer by Cú Chulainn ที่ CELT
- The Training of Cúchulainn ที่ CELT
- Serglige Con Culainn ที่ CELT
- ภาพเกี่ยวกับคูคูลัน ที่ Wikimedia Commons