ข้ามไปเนื้อหา

คูคูลัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก คู คูลัน)
คูคูลัน
วีรบุรุษและแชมเปียนแห่งอัลสเตอร์
ส่วนหนึ่งของ กลุ่มกิ่งไม้สีชาดแห่งอัลสเตอร์
เซทันตาสังหารสุนัขเฝ้ายามของคูลัน
"เซทันตาสังหารสุนัขของคูลัน" ภาพประกอบโดยสตีเฟน รีด จากหนังสือ The Boys' Cuchulain ค.ศ. 1904
ชื่ออื่นเซทันตา
อาวุธเก บ็อลก์
คัมภีร์วัฏจักรอัลสเตอร์
กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไอริช
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
เซทันตา
บิดา-มารดาเทพลูก์ หรือบิดาเหนือธรรมชาติ
เดช์เทร์ หรือเดช์ทีเน
คู่ครองอีเมอร์
บุตร - ธิดาคอนลา โดยอีฟา

คูคูลัน (ไอริชเก่า: Cú Chulainn; ไอริช: Cú Chulainn; อังกฤษ: Cú Chulainn หรือ อังกฤษ: Cuchulainn) หรือชื่อเมื่อเกิดว่า เซทันตา (Sétanta) เป็นวีรบุรุษนักรบและกึ่งเทพในวัฏจักรอัลสเตอร์ของปกรณัมปรัมปราไอริช ตลอดจนปรากฏในคติชนสกอตแลนด์และแมนซ์บางสาย[1][2] โดยทั่วไปเขาถูกมองว่าเป็นร่างปรากฏหรือบุตรของเทพลูก์ ส่วนมารดาคือเดช์เทร์ ซึ่งมักระบุว่าเป็นน้องสาวของคอนโคบาร์ มัก เนสซา กษัตริย์แห่งอัลสเตอร์[3][4]

คูคูลันเดิมมีชื่อว่าเซทันตา แต่หลังจากสังหารสุนัขเฝ้ายามดุร้ายของคูลันช่างตีเหล็กเพื่อป้องกันตัว แล้วเสนอจะทำหน้าที่เฝ้าบ้านแทนสุนัขจนกว่าจะฝึกลูกสุนัขตัวใหม่ได้ ชื่อ Cú Chulainn จึงมักแปลว่า "สุนัขของคูลัน" หรือในความหมายเชิงวีรคติว่า "นักรบของคูลัน"[5][2] เขาได้รับการฝึกวิชาการรบจากสกาฮัค ผู้มอบหอกเก บ็อลก์ให้ และมีคำพยากรณ์ว่าการกระทำของเขาจะทำให้ชื่อเสียงยืนยาว แต่ชีวิตจะสั้น[6][7]

วีรกรรมใหญ่ที่สุดของคูคูลันอยู่ใน มหาศึกคูลีย์ เมื่ออายุราวสิบเจ็ดปี เขาป้องกันดินแดนอัลสเตอร์เกือบโดยลำพังจากกองทัพของราชินีเมฟแห่งคอนนอตและไอลิลล์ มัก มาตา ในช่วงที่นักรบอูเลดส่วนใหญ่ถูกคำสาปให้อ่อนแรง[8][5] เขามีชื่อเสียงจากสภาพคลุ้มคลั่งในการรบหรือ ริสตาด (ríastrad) ซึ่งทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปจนกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ที่ไม่แยกมิตรกับศัตรู[5][1] เขาต่อสู้จากรถศึกซึ่งขับโดยลาเอก และม้าคู่คือม้าเลียธ มาคากับม้าดุบ ซังเลนด์[8]

ภรรยาหลักของคูคูลันคืออีเมอร์ แต่เขามีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นหลายคน โดยเฉพาะอีฟา ผู้ให้กำเนิดบุตรชื่อคอนลา ซึ่งต่อมาคูคูลันสังหารโดยไม่รู้ว่าเป็นลูกของตนเอง[9] คูคูลันเองสิ้นชีวิตในสนามรบโดยผูกตัวกับเสาหิน เพื่อให้ตายยืนอยู่ต่อหน้าศัตรู[10][11] ภาพของคูคูลัน โดยเฉพาะรูปปั้น The Dying Cuchulain ของโอลิเวอร์ เชพพาร์ดที่ไปรษณีย์กลางดับลิน กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในวัฒนธรรมและการเมืองไอริชสมัยใหม่[1][12]

ชื่อ

[แก้]

ชื่อเกิดของคูคูลันคือ Sétanta หรือเซทันตา ดาอิที โอ โฮกอนเสนอว่าชื่อนี้อาจเกี่ยวข้องกับชนเคลต์ชื่อ Setantii ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของบริเตนโรมัน[2] ส่วนชื่อ Cú Chulainn อธิบายในเรื่องวัยเด็กว่าเกิดจากการที่เขาแทนที่สุนัขของคูลัน คำว่า หมายถึงสุนัขล่าเนื้อ แต่ในวรรณกรรมไอริชยุคต้นยังใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงนักรบได้ด้วย จึงอาจเข้าใจชื่อว่า "สุนัขของคูลัน" หรือ "นักรบของคูลัน"[2][1]

ในภาษาอังกฤษพบรูปสะกดหลายแบบ เช่น Cú Chulainn, Cúchulainn, Cuchulainn และ Cuchulain ส่วนบทความนี้ใช้รูปไทย คูคูลัน เป็นชื่อหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับชุดบทความวัฏจักรอัลสเตอร์และคำสำคัญ เช่น มหาศึกคูลีย์, อีเมอร์, สกาฮัค และเก บ็อลก์

ตำนาน

[แก้]

กำเนิด

[แก้]

มีหลายสำนวนของเรื่องกำเนิดอัศจรรย์ของคูคูลัน ในสำนวนเก่าของ การกำเนิดของคูคูลัน (Compert Con Culainn) มารดาของเขาคือเดช์เทร์ เป็นบุตรีและคนขับรถศึกของคอนโคบาร์ มัก เนสซา กษัตริย์แห่งอูเลด นางติดตามคอเนอร์และขุนนางอัลสเตอร์ไล่ล่านกวิเศษ เมื่อหิมะตกหนัก พวกเขาเข้าไปขอพักในเรือนหลังหนึ่ง เจ้าของเรือนคือเทพลูก์ ผู้ทำให้เดช์เทร์ตั้งครรภ์บุตรของตน[3][13]

ในสำนวนภายหลังและเป็นที่รู้จักมากกว่า เดช์เทร์เป็นน้องสาวของคอนโคบาร์ นางหายไปจากเอเมนมาคา แล้วปรากฏในเรือนของเทพลูก์ในฐานะภรรยาผู้ให้กำเนิดเด็กชายในคืนนั้น เด็กได้รับชื่อว่า เซทันตา[3][14] สำนวนต่าง ๆ ยังกล่าวถึงปัญหาผู้อุปถัมภ์หรือพ่อบุญธรรมของเด็ก โดยมีบุคคลสำคัญหลายคนในอัลสเตอร์ร่วมรับผิดชอบ เช่น คอนโคบาร์ เซ็นคา บลาอิ เฟอร์กุส แม็ค โรอิค อาเมอร์กิน และฟินน์เคอม์ ภรรยาของอาเมอร์กิน[5] เขาเติบโตในที่ราบเมือร์เธมเนในพื้นที่ลูธปัจจุบัน และใกล้ชิดกับคอนอล เคอร์นัคตั้งแต่วัยเยาว์[5]

คูคูลันขออาวุธจากกษัตริย์ ภาพประกอบโดยสตีเฟน รีด จาก The Boys' Cuchulain ค.ศ. 1904

วัยเด็ก

[แก้]

เรื่องวัยเด็กของคูคูลันปรากฏเป็นชุดเรื่องย้อนความในมหาศึกคูลีย์ และมักเรียกว่า วีรกรรมวัยเด็กของคูคูลัน (Macgnímrada Con Culaind) เมื่อยังเป็นเด็กที่บ้านบิดามารดาในที่ราบเมือร์เธมเน เซทันตาขอไปเข้ากลุ่มเด็กนักรบที่เอเมนมาคา แต่เขาไปเองโดยไม่รู้ธรรมเนียมว่าต้องขอความคุ้มครองก่อน เด็กนักรบจึงมองว่าเขาท้าทายและโจมตี เขากลายเป็นริสตาดที่คลุ้มคลั่งในการรบและเอาชนะเด็กทั้งหมดเพียงลำพัง[5][8]

รูปแกะสลักคูคูลันวัยเยาว์พร้อมไม้และลูกเฮอร์ลิง

ต่อมาคูลันช่างเหล็กเชิญคอเนอร์ไปงานเลี้ยงที่บ้าน ก่อนเดินทาง คอเนอร์เห็นเซทันตาเล่นเฮอร์ลิงอย่างยอดเยี่ยม จึงชวนเขาตามไปงานเลี้ยงภายหลัง แต่เมื่อคูลันถามว่าจะมีใครตามมาหรือไม่ คอเนอร์ลืมเซทันตาไปและให้ปล่อยสุนัขเฝ้ายามออกมา เมื่อเซทันตามาถึง สุนัขตัวใหญ่โจมตีเขา เขาสังหารมันด้วยไม้และลูกเฮอร์ลิงหรือทุ่มกระแทกกับหินตั้งตามแต่สำนวน[5][15] เมื่อคูลันเสียใจ เซทันตาสัญญาจะเลี้ยงสุนัขตัวใหม่ให้ และจนกว่าจะโตพอ เขาจะเฝ้าบ้านแทน คัธบัดจึงประกาศว่าเขาจะชื่อ คูคูลัน Cú Chulainn หรือ สุนัขของคูลันตั้งแต่นั้น[5]

วันหนึ่งที่เอเมนมาคา คูคูลันได้ยินคัธบัดสอนศิษย์ว่าใครก็ตามที่รับอาวุธในวันนั้นจะมีชื่อเสียงชั่วนิรันดร์ แต่ชีวิตจะสั้น เขาจึงรีบไปขออาวุธจากคอเนอร์ ทั้งที่ยังเป็นเด็ก ไม่มีอาวุธใดรับแรงของเขาได้จนกว่าจะเป็นอาวุธของคอเนอร์เอง ต่อมาเขาขอรถศึก และมีเพียงรถศึกของกษัตริย์เท่านั้นที่ทนเขาได้ จากนั้นเขาออกทำศึกและสังหารบุตรสามคนของเนคตา สเคเน ซึ่งเคยโอ้อวดว่าสังหารชาวอัลสเตอร์มากกว่าจำนวนชาวอัลสเตอร์ที่ยังเหลืออยู่[5][8] เมื่อกลับมาในสภาพคลุ้มคลั่ง ชาวอูเลดกลัวว่าเขาจะฆ่าพวกตนเอง จึงใช้หญิงแห่งเอเมนทำให้เขาอายและจับเขาแช่น้ำเย็นจนความร้อนจากริสตาดสงบลง[5]

อีเมอร์และการฝึกของคูคูลัน

[แก้]
คูคูลันวัยหนุ่ม ภาพโดยสตีเฟน รีด

เมื่อคูคูลันเติบโต ชาวอัลสเตอร์กังวลว่าความงามและเสน่ห์ของเขาจะทำให้เขาแย่งภรรยาหรือลูกสาวของผู้อื่น จึงพยายามหาภรรยาให้ แต่คูคูลันต้องการเพียงอีเมอร์ บุตรีของฟอร์กัล โมนัค[6][1] ฟอร์กัลไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน จึงเสนอให้คูคูลันไปฝึกวิชากับสกาฮัค นักรบหญิงผู้เลื่องชื่อในดินแดนอัลบาหรือสกอตแลนด์ โดยหวังว่าเขาจะตายในภารกิจนั้น[6][7] คูคูลันเดินทางไปยังดุน สกาอิธ หรือป้อมแห่งเงา ซึ่งประเพณีภายหลังมักเชื่อมกับเกาะสกาย[7] สกาฮัคสอนศิลปะการรบทั้งหมดแก่เขา รวมถึงการใช้เก บ็อลก์ หอกมีเงี่ยงร้ายแรงที่ขว้างด้วยเท้าและต้องผ่าออกจากร่างเหยื่อ[6][1] ศิษย์ร่วมสำนักของเขาคือเฟอร์เดีย ผู้กลายเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมอุปถัมภ์ของคูคูลัน[5]

ในช่วงฝึก สกาฮัคมีศึกกับอีฟา คู่ปรับหรือพี่น้องของนาง สกาฮัคกลัวว่าคูคูลันจะตาย จึงให้ยานอนหลับเพื่อกันเขาจากสนามรบ แต่ยานั้นทำให้เขาหลับเพียงหนึ่งชั่วโมงเพราะพละกำลังของเขา คูคูลันเข้าต่อสู้กับอีฟาแบบตัวต่อตัวและชนะด้วยกลลวง โดยทำให้นางตกใจว่า ม้าและรถศึกอันเป็นสิ่งที่นางรักที่สุดตกหน้าผา จากนั้นเขาจับนางไว้และยอมไว้ชีวิต หากนางเลิกเป็นศัตรูกับสกาฮัคและยอมมีบุตรกับเขา[6][16] หลังกลับจากสกอตแลนด์ คูคูลันยังต้องเผชิญการขัดขวางของฟอร์กัล เขาบุกป้อมของฟอร์กัล ฆ่าคนของฟอร์กัลจำนวนหนึ่ง ชิงอีเมอร์และทรัพย์สินกลับมา ฟอร์กัลเองตกจากกำแพงตาย[16] เรื่องนี้ปิดด้วยการแต่งงานของคูคูลันกับอีเมอร์ และวางอีเมอร์เป็นภรรยาหลักผู้มีปัญญาและศักดิ์ศรีคู่กับวีรบุรุษของอัลสเตอร์

การสังหารบุตรของตน

[แก้]

หลายปีต่อมา คอนลา บุตรของคูคูลันกับอีฟา เดินทางมายังไอร์แลนด์เพื่อตามหาบิดา เขาปฏิบัติตามข้อห้ามที่ได้รับ เช่น ห้ามบอกชื่อและห้ามถอยจากการท้าทาย ชาวอัลสเตอร์จึงมองเขาเป็นผู้รุกรานลึกลับ[9][17] คูคูลันเข้าต่อสู้กับเขาโดยไม่รู้ความจริง และสังหารคอนลาด้วยเก บ็อลก์ เมื่อทราบภายหลังว่าเป็นลูกของตน เขาตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างยิ่ง[17] เรื่องคูคูลันฆ่าบุตรของตนมีความคล้ายคลึงกับตำนานวีรบุรุษอื่น เช่น รอสตัมกับโซห์ราบในวรรณกรรมเปอร์เซีย และเรื่องบิดากับบุตรในวรรณกรรมเยอรมันเก่าอย่าง บทเพลงของฮิลเดแบรนด์ (เยอรมัน: Hildebrandslied)[18] อย่างไรก็ตาม ในบริบทไอริช เรื่องนี้ยังผูกเข้ากับการฝึกกับสกาฮัค ความสัมพันธ์กับอีฟา และความน่าสะพรึงของเก บ็อลก์ซึ่งย้อนกลับมาทำลายครอบครัวของคูคูลันเอง

ลูกิดและแดร์บฟอร์กาลล์

[แก้]

เรื่องเล่าบางสำนวนกล่าวว่า ระหว่างอยู่ต่างแดน คูคูลันช่วยแดร์บฟอร์กาลล์ เจ้าหญิงสแกนดิเนเวียจากการถูกสังเวยแก่โฟโมเรียน นางหลงรักเขาและมาพร้อมสาวใช้ในร่างหงส์ เมื่อคูคูลันไม่รู้ว่าเป็นนาง เขายิงหงส์ด้วยสลิงแล้วช่วยชีวิตโดยดูดหินออกจากบาดแผล[19] เพราะได้ลิ้มเลือดของนาง เขาไม่อาจแต่งงานกับนาง และยกนางให้ลูกิด รีอับ แดร์ก บุตรบุญธรรมของตน[19] เรื่องลูกิดและแดร์บฟอร์กาลล์แสดงด้านมืดของสังคมอัลสเตอร์ เมื่อหญิงอัลสเตอร์อิจฉาความงามหรือเสน่ห์ทางเพศของแดร์บฟอร์กาลล์จนทำร้ายนางถึงตาย ลูกิดตายด้วยความเศร้า และคูคูลันแก้แค้นโดยทำลายเรือนที่หญิงเหล่านั้นอยู่[19] ตอนนี้ไม่ใช่แกนหลักเท่ามหาศึกคูลีย์ แต่ช่วยขยายภาพคูคูลันในฐานะบุคคลที่ถูกพันธะเกียรติยศและการแก้แค้นกำกับ

มหาศึกคูลีย์

[แก้]
"คูคูลันในศึก" ภาพประกอบโดยโจเซฟ คริสเตียน เลย์เอนเดกเกอร์ จาก Myths & Legends of the Celtic Race ค.ศ. 1911

เมื่ออายุราวสิบเจ็ดปี คูคูลันป้องกันอัลสเตอร์จากกองทัพคอนนอตในมหาศึกคูลีย์ เมฟแห่งคอนนอตยกทัพเพื่อชิงวัวสีน้ำตาลแห่งคูลีย์ (Donn Cúailnge) จากดาเร แม็ค เฟียคนา เพราะต้องการให้ทรัพย์สินของตนทัดเทียมกับไอลิลล์ มัก มาตา ผู้มีวัวเขาขาวฟินน์เบนนัค (Finnbennach) ผู้เป็นสามีของเมฟเอง[8][5] ขณะนั้นชายอูเลดถูกคำสาปให้อ่อนแรงเหมือนเจ็บครรภ์ คูคูลันจึงเป็นผู้ขัดขวางกองทัพเกือบเพียงคนเดียว[5] เขาใช้สิทธิการต่อสู้ตัวต่อตัวที่ทางข้ามน้ำ เอาชนะแชมเปียนของเมฟทีละคนและถ่วงเวลากองทัพเป็นเวลาหลายเดือน[8] ในระหว่างนั้น มอร์ริแกนปรากฏในร่างหญิงงามและเสนอความรักแก่เขา แต่เมื่อถูกปฏิเสธ นางโจมตีเขาในรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลาไหล หมาป่า และวัวสาว ระหว่างที่เขากำลังสู้กับลอค แม็ค โมเฟมิส คูคูลันทำให้นางบาดเจ็บในแต่ละร่าง ต่อมานางปรากฏเป็นหญิงชรารีดนมวัว เขาดื่มนมและอวยพรให้นางสามครั้ง ทำให้บาดแผลของนางหาย[5] หลังการต่อสู้หนักครั้งหนึ่ง ลูก์ปรากฏมาเยียวยาบาดแผลของคูคูลันและบอกว่าเป็นบิดาของเขา เมื่อคูคูลันตื่นขึ้นและเห็นกลุ่มเด็กนักรบแห่งเอเมนมาคาถูกกองทัพคอนนอตสังหาร เขาเกิดการบ้าคลั่ง แปลงร่างเป็นริสตาดรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ร่างกายบิดเปลี่ยน ดวงตาและอวัยวะต่าง ๆ ถูกบรรยายอย่างน่าสะพรึง และเขาโจมตีกองทัพจนสังหารผู้คนจำนวนมาก[5][8]

คูคูลันอุ้มร่างเฟอร์เดียข้ามน้ำ ภาพประกอบโดยเออร์เนสต์ วอลล์คัสซินส์ จาก Celtic Myths and Legends ค.ศ. 1905

ตอนสะเทือนใจที่สุดของ มหาศึกคูลีย์ คือการต่อสู้กับเฟอร์เดีย เพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมอุปถัมภ์จากสำนักสกาฮัค เมฟใช้คำสัญญา ของขวัญ และเกียรติยศล่อให้เฟอร์เดียออกมาสู้กับคูคูลัน ทั้งสองต่อสู้กันหลายวันที่ท่าน้ำซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าอัธ ฟีร์ ดิอัด หรืออาร์ดีในเทศมณฑลลาวท์[5] เพราะทั้งสองรู้วิชาของกันและกัน การต่อสู้จึงยืดเยื้ออย่างโหดร้าย สุดท้ายคูคูลันใช้หอกเก บ็อลก์สังหารเฟอร์เดีย และโศกเศร้าต่อการตายของสหาย[8][5] เมื่อชาวอูเลดฟื้นตัว การรบใหญ่จึงเริ่มขึ้น คูคูลันพักฟื้นอยู่ข้างสนามจนเห็นเฟอร์กุส แม็ค โรอิคผู้เคยเป็นบิดาอุปถัมภ์ของเขาบุกเข้ามา เขาทวงสัญญาที่เฟอร์กุสเคยให้ไว้ว่า หากคูคูลันยอมหลีกทางให้ครั้งหนึ่ง เฟอร์กุสต้องยอมหลีกทางให้เขาในวันหน้า เฟอร์กุสจึงถอย ทำให้พันธมิตรของเมฟเสียขวัญ[5] เมฟต้องล่าถอยกลับคอนนอต แม้คูคูลันมีโอกาสฆ่านาง เขากลับปล่อยนางไปเพราะเห็นว่าไม่ควรฆ่าผู้หญิง และยังคุ้มกันการล่าถอยของนางช่วงหนึ่ง[5]

งานเลี้ยงของบริกรุ

[แก้]

งานเลี้ยงของบริกรุ (Fled Bricrenn) เล่าว่าบริกรุผู้ก่อความวุ่นวายยุยงวีรบุรุษสามคน คือ คูคูลัน, คอนอล เคอร์นัค และโลเอแกเร บูอาดัค ให้แข่งขันกันเพื่อชิง ส่วนของแชมเปียน (curadmír)[20][21] ในการทดสอบทุกครั้ง คูคูลันเหนือกว่าคู่แข่ง แต่คอนอลและโลเอแกเรไม่ยอมรับผล สุดท้ายคู รอย แม็ค แดเรแห่งมันสเตอร์ปรากฏในร่างชายอัปลักษณ์และท้าทายให้วีรบุรุษตัดหัวเขา แล้วให้เขากลับมาตัดหัวตอบแทน คอนอลและโลเอแกเรตัดหัวเขาได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องยอมให้ตนเองถูกตัดหัว กลับหนีไป มีเพียงคูคูลันที่กล้าพอจะยอมรับเงื่อนไข คู รอยจึงไว้ชีวิตเขาและประกาศว่าเขาเป็นแชมเปียน[20] แบบทดสอบตัดหัวนี้มีความคล้ายกับวรรณกรรมยุโรปยุคกลางภายหลัง เช่น เซอร์กาเวนกับอัศวินเขียว[21]

การตายของคู รอย

[แก้]

คู รอยปรากฏอีกครั้งในเรื่องการบุกเกาะอินิส เฟอร์ ฟัลกา ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเกาะแมน เขาเข้าร่วมกับชาวอัลสเตอร์โดยปลอมตัวและช่วยชิงทรัพย์กับจับบลัธนัต บุตรีของกษัตริย์แห่งเกาะมา[22] เมื่อคู รอยเลือกส่วนแบ่งเป็นบลัธนัต คูคูลันพยายามขัดขวาง แต่คู รอยเอาชนะเขา ตัดผมและกดเขาลงดินก่อนพาบลัธนัตหนีไป[22]

บลัธนัตภายหลังทรยศคู รอยและช่วยคูคูลันฆ่าเขา แต่เฟอร์เคิร์ทเน กวีของคู รอยโกรธที่นายถูกทรยศ จึงจับบลัธนัตกระโดดหน้าผาตายไปพร้อมกัน[22] ตอนนี้สะท้อนความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างเกียรติยศ การทรยศ ความรัก และหน้าที่ของกวีในโลกวีรคติไอริช

ความหึงหวงครั้งเดียวของอีเมอร์

[แก้]
อีเมอร์ตำหนิคูคูลัน ภาพประกอบโดย เอช. อาร์. มิลลาร์ จาก Celtic Myths and Legends ค.ศ. 1905

การป่วยของคูคูลัน หรือ Serglige Con Culainn เล่าว่าคูคูลันตกหลุมรักฟันด์ ภรรยาของมานานนัน แม็ค ลีร์ ซึ่งมาจากโลกเร้นลับ ฟันด์ถูกโฟโมเรียนคุกคามและขอให้คูคูลันช่วยปกป้องนาง[23] คูคูลันกับฟันด์รักกัน แต่อีเมอร์ ภรรยาหลักของเขาเกิดความหึงหวงและพยายามเผชิญหน้ากับคู่แข่ง เมื่ออีเมอร์เห็นความรักของฟันด์ต่อนายของตน นางยอมเสียสละและจะยกคูคูลันให้ฟันด์ แต่ฟันด์ก็สะเทือนใจต่อความสูงส่งของอีเมอร์และกลับไปหามานานนัน มานานนันสะบัดผ้าคลุมระหว่างฟันด์กับคูคูลัน ทำให้ทั้งสองไม่พบกันอีก และในบางสำนวน คูคูลันกับอีเมอร์ดื่มยาลืมเรื่องนี้[23][24] ตอนนี้ทำให้คูคูลันปรากฏในฐานะวีรบุรุษที่ถูกโลกเร้นลับ ความรัก และความเปราะบางทางใจครอบงำ ไม่ใช่เพียงนักรบในสนามรบ

การตาย

[แก้]
ความตายของคูคูลัน ภาพประกอบโดยสตีเฟน รีด จาก The Boys' Cuchulain ค.ศ. 1904

การตายของคูคูลัน (Aided Con Culainn หรือ Brislech Mór Maige Muirthemne) เล่าว่าเมฟสมคบกับลูกิด บุตรของคู รอย, แอร์ก บุตรของคาร์เบร นีอา เฟร์ และบุตรของผู้ที่คูคูลันเคยสังหาร เพื่อล่อเขาไปสู่ความตาย[10][11] ชะตาของเขาถูกผูกกับเกซา หรือข้อห้ามศักดิ์สิทธิ์หลายข้อ เช่น ห้ามกินเนื้อสุนัข แต่ก็มีข้อห้ามทางสังคมไม่ให้ปฏิเสธไมตรีหรืออาหารที่มีผู้มอบให้ เมื่อหญิงชราเสนอเนื้อสุนัข เขาจึงถูกบังคับให้ละเมิดข้อห้ามและอ่อนกำลังลง[1][11]

ศัตรูใช้หอกวิเศษสามเล่ม ซึ่งมีคำพยากรณ์ว่ากษัตริย์จะตายด้วยแต่ละเล่ม หอกแรกสังหารลาเอก ราชาแห่งคนขับรถศึก หอกที่สองสังหารม้าเลียธ มาคา ราชาแห่งม้า และหอกที่สามแทงคูคูลันจนบาดเจ็บถึงตาย[11] เขาผูกตัวกับเสาหินเพื่อให้ตายยืนอยู่ต่อหน้าศัตรู ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้จนกว่านกกาหรืออีกาจะเกาะบนไหล่ แสดงว่าเขาสิ้นชีวิตแล้ว[10][11] เสาหินดังกล่าวในประเพณีท้องถิ่นมักระบุเป็น เสาหินโคลคาฟาร์มอร์ (Clochafarmore) ใกล้ดันดอล์ก[1] หลังคูคูลันตาย คอนอล เคอร์นัคไล่ล่าลูกิดตามคำสัตย์ว่า หากคูคูลันตายก่อน เขาจะล้างแค้นก่อนตะวันตกดิน คอนอลฆ่าลูกิดและแอร์ก แล้วนำศีรษะกลับไปยังทารา[11] เรื่องนี้ปิดชีวิตของวีรบุรุษตามคำพยากรณ์เดิม คือชื่อเสียงนิรันดร์แลกกับชีวิตสั้น

รูปร่างลักษณะ

[แก้]

ข้อความไอริชกล่าวถึงรูปร่างของคูคูลันหลายแบบ เขามักถูกพรรณนาเป็นหนุ่มน้อย ตัวไม่ใหญ่ ยังไม่มีเครา และมีลักษณะงามหรือรุนแรงตามบริบท[14] ในบางเรื่องเขาถูกกล่าวว่ามีผมดำหรือคิ้วดำ แต่ใน มหาศึกคูลีย์ เฟเดล์มผู้พยากรณ์กล่าวถึงเขาว่ามีสีผมอ่อนหรือทองในบางลักษณะ[5] คำบรรยายใน มหาศึกคูลีย์ นำเสนอภาพเหนือจริงของคูคูลัน เช่น ผมสามสีเป็นชั้น ๆ รอยบุ๋มหลายสีบนแก้ม รูม่านตาหลายชั้น และเล็บเหมือนกรงเล็บเหยี่ยวหรือกริฟฟิน[5] ภาพเช่นนี้ไม่ใช่ภาพเหมือนสมจริง แต่เป็นภาษาวีรคติที่ทำให้ร่างของคูคูลันเป็นทั้งมนุษย์ นักรบ และสิ่งเหนือธรรมชาติ

เรื่องเล่าภายหลัง

[แก้]

รถศึกปีศาจของคูคูลัน

[แก้]

Síaburcharpat Con Culaind หรือ "รถศึกปีศาจของคูคูลัน" เล่าว่านักบุญแพทริกพยายามทำให้กษัตริย์โลเอแกเร แม็ค นีลล์รับคริสต์ศาสนา กษัตริย์ขอให้แพทริกเรียกคูคูลันจากความตายมาเป็นหลักฐาน แพทริกจึงทำให้วีรบุรุษปรากฏพร้อมรถศึก ม้าคู่ และลาเอกคนขับรถศึก[25][26] เมื่อคูคูลันปรากฏอีกครั้ง เขากล่าวต่อกษัตริย์ ยืนยันอำนาจของพระเจ้า และขอให้ตนเองได้รับอนุญาตเข้าสู่สวรรค์[26] เรื่องนี้สะท้อนการนำวีรบุรุษก่อนคริสต์หรือกึ่งก่อนคริสต์เข้ามาอยู่ในกรอบคริสต์ศาสนา โดยให้แพทริกเป็นผู้รับรองและไถ่กู้ความทรงจำของวีรชนเก่า

ตำนานน็อกมานี

[แก้]

ในคติชนยุคหลัง คูคูลันบางครั้งถูกจินตนาการใหม่เป็นยักษ์ร้ายผู้เป็นคู่ต่อสู้ของฟิน แม็ค คูล เรื่อง "A Legend of Knockmany" ซึ่งบันทึกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เล่าว่าฟินหลอกคูคูลันโดยปลอมตัวเป็นทารก และภรรยาของฟินอบขนมบางก้อนใส่เหล็กไว้เพื่อทำให้คูคูลันตกใจในพละกำลังของ "ทารก"[27][28] คูคูลันเสียพลังเมื่อฟินกัดนิ้วกลางของเขา ทำให้เขาหมดความแข็งแกร่งและขนาด[27] เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแกนของวัฏจักรอัลสเตอร์ยุคกลาง แต่แสดงให้เห็นว่าคูคูลันถูกนำไปเล่าใหม่ในคติชนชาวบ้าน โดยเปลี่ยนจากวีรบุรุษอัลสเตอร์เป็นยักษ์หรือคู่ปรับของฟิน แม็ค คูล

ความคล้ายคลึงเชิงอินโด-ยูโรเปียน

[แก้]

นักวิชาการบางคนเปรียบเทียบคูคูลันกับวีรบุรุษอินโด-ยูโรเปียนอื่น เช่น รอสตัมในวรรณกรรมเปอร์เซีย ฮิลเดอบรันด์ในวรรณกรรมเยอรมันเก่า และเฮราคลีสในปกรณัมกรีก[18][29] ความคล้ายคลึงที่กล่าวถึงบ่อย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ร้ายตั้งแต่วัยเยาว์ ความสัมพันธ์กับปศุสัตว์หรือวัว ความเกือบไร้เทียมทานในสนามรบ เรื่องบิดาฆ่าบุตรโดยไม่รู้ตัว และการตายแบบวีรชน[18] อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเช่นนี้ควรใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าตัวละครเหล่านี้มีต้นกำเนิดเดียวกันโดยตรง เพราะหลักฐานทางภาษา โบราณคดี และมานุษยวิทยามักไม่เพียงพอสำหรับข้อสรุปแบบเด็ดขาด[30]

ในวัฒนธรรมสมัยใหม่

[แก้]
The Dying Cuchulain โดยโอลิเวอร์ เชพพาร์ด ค.ศ. 1911 ปัจจุบันอยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์กลางดับลิน

ภาพลักษณ์และการเมือง

[แก้]

ภาพของคูคูลันถูกนำมาใช้ในชาตินิยมไอริชอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในช่วง Gaelic Revival และยุคปฏิวัติไอริช โรงเรียนเซนต์เอนดาของแพทริก เพียร์สมีแผงกระจกสีคูคูลัน และรูปปั้นคูคูลันผู้กำลังตายของโอลิเวอร์ เชพพาร์ดถูกตั้งในไปรษณีย์กลางดับลินเพื่อระลึกถึงการก่อการกำเริบอีสเตอร์ ค.ศ. 1916[12][31] รูปปั้นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและการเสียสละของขบวนการชาตินิยมไอริช[31] ในไอร์แลนด์เหนือ ภาพคูคูลันยังถูกใช้ในจิตรกรรมฝาผนังทั้งโดยกลุ่มชาตินิยมไอริชและบางกลุ่มยูเนียนนิสต์/ลอยัลลิสต์ ซึ่งตีความเขาเป็น "ผู้พิทักษ์อัลสเตอร์" จากศัตรูทางใต้[32] การใช้เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าตัวละครปกรณัมสามารถถูกดึงไปใช้ในความทรงจำและการเมืองสมัยใหม่ได้หลายฝ่าย

วรรณกรรม

[แก้]

เลดี้เกรกอรีเล่าเรื่องคูคูลันใหม่ในหนังสือ Cuchulain of Muirthemne ค.ศ. 1902 ซึ่งเป็นงานสำคัญของ Celtic Revival แม้งานนี้จะทำให้เรื่องแพร่หลายในผู้อ่านสมัยใหม่ แต่ก็ปรับภาษาให้โรแมนติกและลดความรุนแรงจากต้นฉบับบางส่วน[33][1] ดับเบิลยู. บี. เยตส์นำคูคูลันไปใช้ในบทละครและบทกวีหลายชิ้น เช่น On Baile's Strand, The Green Helmet, At the Hawk's Well, The Only Jealousy of Emer และ The Death of Cuchulain[1] คูคูลันยังปรากฏในวรรณกรรมเยาวชน งานเล่าใหม่ในภาษาอังกฤษและไอริช บทเรียนโรงเรียน และวัฒนธรรมสมัยนิยมจำนวนมาก ความแพร่หลายดังกล่าวทำให้เขาเป็นหนึ่งในตัวละครปกรณัมไอริชที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกสมัยใหม่

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 MacKillop, James (1998). A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
  2. 1 2 3 4 Ó hÓgáin, Dáithí (1991). Myth, Legend & Romance: An Encyclopaedia of the Irish Folk Tradition. Prentice Hall. น. 131–136. ISBN 9780132759595.
  3. 1 2 3 "Compert Con Culainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  4. Hull, Eleanor (1898). The Cuchullin Saga in Irish Literature. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 The Táin. แปลโดย Kinsella, Thomas. Oxford: Oxford University Press (ตีพิมพ์เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2002). 1970. ISBN 9780192803733.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. 1 2 3 4 5 "The Wooing of Emer by Cú Chulainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  7. 1 2 3 Stokes, Whitley. "The Training of Cúchulainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  8. 1 2 3 4 5 6 7 8 "Táin Bó Cúailnge Recension 1". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  9. 1 2 "Aided Óenfir Aífe sources". Irish Sagas Online, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  10. 1 2 3 "Brislech Mór Maige Muirthemne, also known as Aided Con Culainn". CODECS: Online Database and e-Resources for Celtic Studies. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  11. 1 2 3 4 5 6 Stokes, Whitley, บ.ก. (1877). "Cuchulainn's Death, abridged from the Book of Leinster". Revue Celtique. 3: 175–185.
  12. 1 2 Townshend, Charles (2006). Easter 1916: The Irish Rebellion. Penguin Books. ISBN 9780141902760.
  13. van Hamel, A. G., บ.ก. (1933). Compert Con Culainn and Other Stories. Mediaeval and Modern Irish Series. เล่มที่ 3. Dublin: Dublin Institute for Advanced Studies.
  14. 1 2 Cross, Tom Peete; Slover, Clark Harris (1936). Ancient Irish Tales. Henry Holt.
  15. Táin Bó Cúalnge from the Book of Leinster. แปลโดย O'Rahilly, Cecile. Dublin: Dublin Institute for Advanced Studies. 1967.
  16. 1 2 Meyer, Kuno, บ.ก. (1890). "The Oldest Version of Tochmarc Emire". Revue Celtique. 11: 433–457. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  17. 1 2 Meyer, Kuno, บ.ก. (1904). "The Death of Connla". Ériu. 1: 113–121.
  18. 1 2 3 Monette, Connell (2008). The Medieval Hero: Christian and Muslim Traditions. VDM Verlag. น. 91–121. ISBN 9783639065060.
  19. 1 2 3 "The Deaths of Lugaid and Derbforgaill". Ériu. 5. แปลโดย Marstrander, Carl: 201–218. 1911.
  20. 1 2 Early Irish Myths and Sagas. แปลโดย Gantz, Jeffrey. Penguin Books. 1981. น. 219–255. ISBN 9780140443974.
  21. 1 2 "Bricriu's Feast". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  22. 1 2 3 "The Tragic Death of Cúrói mac Dári". Ériu. 2. แปลโดย Best, R. I.: 18–35 1905.
  23. 1 2 "Serglige Con Culainn". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  24. Heroic Romances of Ireland. เล่มที่ 1. แปลโดย Leahy, A. H. 1905. น. 51–85. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  25. "Síaburcharpat Conculaind". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  26. 1 2 Crowe, J. O'Beirne, บ.ก. (1871). "Siabur-Charpat Con Culaind". Journal of the Royal Historical and Archaeological Association of Ireland. 4th series. 1 (2): 371–448. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  27. 1 2 Carleton, William (1845). "A Legend of Knockmany". Tales and Sketches, Illustrating the Character, Usages, Traditions, Sports and Pastimes of the Irish Peasantry. J. Dufly. น. 97–112. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  28. MacKillop, James (2005). Myths and Legends of the Celts. Penguin. น. 231–232. ISBN 9780141017945.
  29. Olmsted, Garrett (2019). The Gods of the Celts and the Indo-Europeans (พิมพ์ครั้งที่ Revised). Tazewell, Virginia. ISBN 9783851241730.{{cite book}}: CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์)
  30. Häusler, Alexander (2000). "Indogermanische Altertumskunde". ใน Beck, H.; Geuenich, D.; Steuer, H. (บ.ก.). Reallexikon der Germanischen Altertumskunde. เล่มที่ 15. น. 402–408.
  31. 1 2 "Cú Chulainn". Talking Statues Dublin. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
  32. Nic Craith, Máiréad (2002). Plural Identities, Singular Narratives: The Case of Northern Ireland. Berghahn Books. น. 93–96. ISBN 9781571817723.
  33. Gregory, Augusta (1902). Cuchulain of Muirthemne: The Story of the Men of the Red Branch of Ulster. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.

บรรณานุกรมคัดเลือก

[แก้]
  • Cross, Tom Peete; Slover, Clark Harris (1936). Ancient Irish Tales. Henry Holt.
  • Early Irish Myths and Sagas. แปลโดย Gantz, Jeffrey. Penguin Books. 1981. ISBN 9780140443974.
  • Hull, Eleanor (1898). The Cuchullin Saga in Irish Literature.
  • MacKillop, James (1998). A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
  • Ó hÓgáin, Dáithí (1991). Myth, Legend & Romance: An Encyclopaedia of the Irish Folk Tradition. Prentice Hall. ISBN 9780132759595.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]