ข้ามไปเนื้อหา

คีลอยด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Keloid
คีลอยด์บริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง
การออกเสียง
สาขาวิชาDermatology
การตั้งต้นแผลเป็น
ปัจจัยเสี่ยงเชื้อสายแอฟริกาใต้สะฮารา, เอเชีย หรือ ลาตินอเมริกา

คีลอยด์ (อังกฤษ: Keloid) หรือแผลเป็นคีลอยด์[1] เป็นการเกิดแผลเป็นชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 3 (ระยะเริ่มต้น) หรือชนิดที่ 1 (ระยะปลาย) เป็นหลัก เป็นผลมาจากการเจริญเติบโตมากเกินไปของเนื้อเยื่อแกรนูเลชัน (granulation tissue) จากคอลลาเจนชนิดที่ 3 ในบริเวณผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บที่หายแล้ว ซึ่งจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 1

คีลอยด์มีลักษณะเป็นแผลเป็น มีความแข็งคล้ายยางลบ (rubbery–firm consistency) เป็นปุ่ม (nodule) มันวาว อาจมีสีตั้งแต่สีชมพูไปจนถึงสีผิว หรือสีแดงไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม แผลเป็นคีลอยด์เป็นแผลชนิดไม่ร้ายแรง และไม่ติดต่อ แต่บางครั้งอาจมีอาการคันอย่างรุนแรงหรือปวด[2] ในกรณีที่รุนแรง อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของผิวหนัง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นคีลอยด์และผู้ที่มีอายุระหว่าง 10 ถึง 30 ปี มีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์สูงกว่า[3]

คีลอยด์จะโตเกินขอบเขตของบาดแผลเดิม ซึ่งไม่ควรสับสนกับแผลเป็นนูน (hypertrophic scar) ซึ่งจะไม่โตเกินขอบเขตของบาดแผลเดิม

คีลอยด์ที่ข้อมือหลังผ่าตัด

จากการตรวจเนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์ คีลอยด์เป็นเนื้องอกไฟโบรติกที่มีลักษณะเฉพาะคือกลุ่มของเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) ที่ผิดปกติซึ่งมีการสะสมของสารเคลือบเซลล์ (extracellular matrix) มากเกินไป โดยเฉพาะคอลลาเจน ไฟโบรเนกติน อีลาสติน และโปรตีโอไกลแคน โดยทั่วไปแล้ว บริเวณตรงกลางของคีลอยด์นั้นไร้เซลล์และมีมัดคอลลาเจนหนาแน่นกว่าเมื่อเทียบกับบริเวณอื่น และก่อตัวเป็นก้อนในส่วนลึกของชั้นหนังแท้

ภาพจุลภาคของคีลอยด์ เส้นใย hyalinised collagen หนาเป็นลักษณะเฉพาะของกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ผิดปกตินี้ (ย้อมสี H&E)

การรักษามีหลากหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยแรงกด (pressure therapy) การแปะแผ่นเจลซิลิโคน (silicone gel sheeting) การฉีดไตรแอมซิโนโลนอะซิโทไนด์ (triamcinolone acetonide) ภายในรอยโรค การผ่าตัดด้วยความเย็น (cryosurgery) การฉายรังสี (radiation) การใช้ pulsed dye laser การใช้อินเตอร์เฟียรอน (interferon) การใช้ฟลูออโรยูราซิล (fluorouracil; 5-FU) และการผ่าตัดออก การรักษาแผลเป็นคีลอยด์ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับอายุ ไม่แนะนำให้ใช้การฉายรังสี ยาต้านเมตาบอไลต์ (anti-metabolites) และคอร์ติโคสเตอรอยด์ในเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เช่น ความผิดปกติของการเจริญเติบโต[4]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Rapini RP, Bolognia JL, Jorizzo JL (2007). Dermatology: 2-Volume Set. St. Louis: Mosby. p. 1499. ISBN 978-1-4160-2999-1.
  2. Ogawa R (February 2010). "The most current algorithms for the treatment and prevention of hypertrophic scars and keloids". Plastic and Reconstructive Surgery. 125 (2): 557–568. doi:10.1097/PRS.0b013e3181c82dd5. PMID 20124841. S2CID 21364302.
  3. Bloom D (February 1956). "Heredity of keloids; review of the literature and report of a family with multiple keloids in five generations". New York State Journal of Medicine. 56 (4): 511–519. PMID 13288798.
  4. Arno AI, Gauglitz GG, Barret JP, Jeschke MG (November 2014). "Up-to-date approach to manage keloids and hypertrophic scars: a useful guide". Burns. 40 (7): 1255–1266. doi:10.1016/j.burns.2014.02.011. PMC 4186912. PMID 24767715.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
การจำแนกโรค
ทรัพยากรภายนอก