คะกุเระคิริชิตัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แม่พระและพระกุมารตามคติของคะกุเระคิริชิตังที่พรางตามอย่างเทพีในพุทธศาสนา
รูปปั้นพระแม่มารีย์อำพรางในรูปลักษณ์ของเจ้าแม่กวนอิม

คะกุเระคิริชิตัง (ญี่ปุ่น: 隠れキリシタン Kakure Kirishitan, "คริสตังลับ", "คริสตังหลบซ่อน" ?) เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่ใช้อ้างอิงถึงชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างลับ ๆ หลังเกิดเหตุการณ์กบฏชิมะบะระในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1630[1][2] ที่เวลาต่อมาความเชื่อของพวกเขาได้พัฒนาต่างออกไปจากเดิมโดยมีการผสานความเชื่อนอกศาสนาเข้ามาเนื่องจากขาดการติดต่อกับโลกภายนอก

ปัจจุบันผู้สืบเชื้อสายคะกุเระคิริชิตังได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกตามครรลองที่ควรจะเป็น แต่มีคะกุเระคิริชิตังบางส่วนยังยึดถือแนวทางการปฏิบัติที่สืบทอดตามอย่างบรรพบุรุษต่อซึ่งถูกเรียกว่า ฮะนะเระคิริชิตัง (ญี่ปุ่น: 離れキリシタン Hanare Kirishitan ?) หรือ "คริสตังแปลกแยก" ปัจจุบันเหลืออยู่ในหมู่เกาะโกะโต[3]

ประวัติ[แก้]

ประวัติตอนต้น[แก้]

ประเทศญี่ปุ่นได้รับการเผยแผ่ศาสนาจากชาวสเปนและโปรตุเกส ที่มีการติดต่อค้าขายกันมายาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฟรันซิสโก คาเบียร์ได้เข้าไปเผยแผ่ศาสนาในปี ค.ศ. 1549 มีชาวญี่ปุ่นรับเชื่อถึง 200 คน และหลังจากนั้นเกือบหนึ่งศตวรรษชาวคริสต์ในญี่ปุ่นก็ทวีจำนวนขึ้นถึง 300,000 คน ซึ่งพ่อค้าต่างชาติล้วนมีสัมพันธ์อันดีกับหมอสอนศาสนาสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าชนชั้นปกครองญี่ปุ่น จนกระทั่งมีการขับไล่หมอสอนศาสนาออกจากประเทศในศตวรรษที่ 17 ส่วนคริสตชนที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาก็หลบหนีออกนอกประเทศ ส่วนที่ยังอยู่ก็ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา บ้างก็ถูกเผาทั้งเป็น บ้างก็ถูกตรึงกางเขน รีดนาทาเร้น หรือลงโทษอย่างทารุณต่าง ๆ นานา ซึ่งศาสนิกชนที่ยอมตายนี้อาจมีถึงหลักพันถึงหลักแสนคน[4] และทำให้มิชชันนารีไม่ได้เข้าไปเผยแผ่ศาสนาในญี่ปุ่นยาวนานถึง 200 ปี[5]

การผสานความเชื่อ[แก้]

ชาวคริสต์ที่ยังหลงเหลือในญี่ปุ่นถูกเรียกว่า "คริสตังลับ" เพราะชนกลุ่มนี้ยังคงนับถือศาสนาคริสต์อย่างลับ ๆ โดยจะปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในห้องลับภายในบ้านของตนเอง เมื่อเวลาผ่านไป รูปเคารพของบรรดานักบุญในคริสต์ศาสนาได้ถูกแปลงรูปให้คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปและรูปของพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระแม่มารีย์ที่ถูกพรางให้เหมือนเจ้าแม่กวนอิม (ญี่ปุ่น: マリア観音 Maria-Kannon ?)[6] ผู้สวดมนต์ยังได้ดัดแปลงคำสวดมนต์ให้ฟังคล้ายกับบทสวดมนต์ในศาสนาพุทธ แต่ยังคงรักษารูปคำเดิมที่ยังไม่แปลจากภาษาละติน ภาษาโปรตุเกส และภาษาสเปนปะปนอยู่ ข้อความในคัมภีร์ไบเบิลถูกถ่ายทอดในลักษณะของมุขปาฐะเนื่องจากหวาดเกรงว่าทางการจะริบพระคัมภีร์ฉบับตีพิมพ์ไปเสีย การดำรงอยู่ของชุมชนชาวคริสต์ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำที่เป็นที่พึงพาได้ เนื่องจากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้นมีการกวาดล้างนักบวชคาทอลิกอย่างกว้างขวาง[1] อย่างเช่นบทสวดวันทามารีอาจะมีความแตกต่างจากภาษาละตินดังนี้[3]

ละติน: Ave Maria gratia plena dominus tecum benedicta...
ญี่ปุ่น: Ame Maria karassa binno domisu terikobintsu...

ในบางกรณี ชุมชนดังกล่าวได้หลีกเลี่ยงการสั่งสอนตามแนวทางเดิมในคริสต์ศาสนา พวกเขาได้หลงลืมความหมายของการภาวนาไปเสีย และศาสนาของพวกเขาได้กลายรูปเป็นลัทธิบูชาบรรพบุรุษไปแทน เนื่องจากบรรพบุรุษของพวกเขาเหล่านั้นได้เสียชีวิตในการกวาดล้างทางศาสนาและกลายเป็นมรณสักขีในศาสนาคริสต์ โดยมีคะกุเระคิริชิตังคนหนึ่งกล่าวว่า "เราเอ่ยนามพระแม่มารีย์หลายครั้ง แต่เรามิได้สวดอ้อนวอนท่าน และเราก็ไม่ได้อ้างเอ่ยต่อพระเจ้าองค์ใดเป็นการเฉพาะ หากเป็นบรรพบุรุษของเรามากกว่า"[4] ทั้งยังถือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างชาวพุทธและชินโตปะปนด้วย โดยนักบวชคะกุเระคิริชิตังรูปหนึ่งกล่าวว่า "เมื่อก่อนมันอาจจะเป็นแค่การอำพราง…แต่ตอนนี้ผมเชื่อในพระเจ้าองค์อื่น ๆ ด้วย"[4] และกล่าวอีกว่า "ผมมีแท่นบูชาพระพุทธรูปและศาลเจ้าชินโตในบ้านผมด้วย"[3] ทั้งพวกเขายังร่วมงานประเพณีของชินโตและพุทธอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ[5]

ชาวคริสตังลับปรากฏอีกครั้งเมื่อเบอร์นาร์ด เพอตีฌ็อง (Bernard Petitjean) นักบวชคาทอลิกชาวฝรั่งเศส ได้ทำการก่อสร้างโบสถ์โออุระในนะงะซะกิเมื่อ ค.ศ. 1865 ชาวคริสต์บางส่วนได้ออกมาปฏิบัติศาสนกิจอย่างเปิดเผย และหลังปี ค.ศ. 1873 ซึ่งเป็นยุคฟื้นฟูเมจิได้ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา คริสตังลับถูกเรียกว่า "มุกะชิคิริชิตัง" (ญี่ปุ่น: 昔キリシタン Mukashi Kirishitan ?) หรือ "คริสตังโบราณ" ซึ่งไม่เรียกเพียงแต่ชาวคริสต์พื้นเมืองแถบคีวชูเท่านั้น หากแต่รวมชาวคริสต์ชนบทจากภูมิภาคอื่น ๆ ในญี่ปุ่นด้วย[1]

ชาวคริสต์ส่วนใหญ่ยอมรับแนวทางการปฏิบัติคริสต์ศาสนาแบบใหม่เหล่านี้เลิกหลบซ่อนตัวหลังจากที่เสรีภาพทางศาสนา และได้เข้าร่วมกับศาสนาจักรคาทอลิก หลังประกาศว่าแนวทางเดิมที่ตนนับถือมานั้นไม่ใช่แนวทางดั้งเดิมที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามยังคงมีชาวคริสต์บางส่วนที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมกับศาสนจักรคาทอลิก คนกลุ่มหลังนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ฮะนะเระคิริชิตัง" (ญี่ปุ่น: 離れキリシタン Hanare Kirishitan ?) หรือ "คริสตังแปลกแยก"[1] ซึ่งปัจจุบันศาสนิกชนแปลกแยกนี้ พบที่ย่านอุระกะมิในเมืองนะงะซะกิ และหมู่เกาะโกะโต[2]

ฮะนะเระคิริชิตังในปัจจุบัน[แก้]

ตามธรรมเนียมของฮะนะเระคิริชิตัง เด็กผู้ชายจะเรียนรู้การสวดภาวนาและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจากครอบครัว โดยมีลักษณะสืบทอดศาสนาแบบพระสงฆ์ศาสนาพุทธของญี่ปุ่นคือเป็นแบบปุโรหิต แต่ละบ้านจะมีการสวดไม่เหมือนกันซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานบทสวดทั่วไปเลย และนักบวชขาดความรู้ด้านบทสวดอาทิ พระบิดา (Our Father), วันทามารีอา (Hail Mary), วันทาพระราชินี (the Salve Regina) และบทสวดพื้นฐานอื่น ๆ[5] รวมทั้งไม่เข้าใจบทสวดที่พวกเขาท่องกันมาเลยแม้แต่น้อยและไม่มีทีท่าว่าจะสนใจด้วย โดยพวกเขาสนใจด้านจิตวิญญาณมากกว่าประวัติศาสตร์หรือเทววิทยา[5] หากทายาทของพวกเขาเติบโตขึ้นอาจไม่สนใจ หรือย้ายออกจากแหล่งเดิมจนหมด กอปรกับอัตราการเกิดต่ำของญี่ปุ่น ทำให้ฮะนะเระคิริชิตังลดจำนวนลงและขาดคนรับช่วงต่อ[4] ขณะที่ฮะนะเระคิริชิตังกำลังจะหมดไป ชาวเกาะอิกิสึกิที่รัฐบาลญี่ปุ่นมองข้ามมาตลอดได้แสดงตัวตนในปี ค.ศ. 1980 โดยพวกเขาการแสดงออกด้วยการปฏิบัติศาสนกิจ การแสดงละครผ่านนิทานพื้นบ้าน หรือการสร้างรูปปั้นทางศาสนาที่ก่อนหน้านี้พวกเขากระทำกันอย่างหลบซ่อนมาตลอด

คริสตัล วีลัน (Christal Whelan) นักมานุษยวิทยาได้พบกลุ่มฮะนะเระคิริชิตังในหมู่เกาะโกะโต ซึ่งศาสนิกชนเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากคะกุเระคิริชิตังที่ลี้ภัยมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ ปัจจุบันในหมู่เกาะนี้เหลือนักบวชเพียงสองคนซึ่งทั้งสองมีอายุกว่า 90 ปีและไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ขณะที่สัตบุรุษส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและไม่มีนักบวชสืบทอดพระศาสนาแนวทางนี้อีก[7]

ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น[แก้]

  • ชูซะกุ เอ็นโด แต่งนวนิยายเรื่อง ไซเลินซ์ (Silence) หรือ "ความเงียบ" โดยอิงจากประวัติศาสตร์มุขปาฐะของคะกุเระคิริชิตังที่ปฏิบัติศาสนกิจอย่างหลบซ่อน และยังทำเป็นเรื่องสั้นได้แก่เรื่อง มาเทอส์ (Mothers) และ อุนเซ็ง (Unzen)
  • ยะซุฮิเดะ อิโต นักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่น[8][9][10]ในซิมฟอนิกแบนด์ (Symphonic Band) ได้แต่งเพลงชื่อ กลอรีโอซา (Gloriosa) ที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีของคะกุเระคิริชิตัง[9]
  • นะงิซะ โอชิมะ ผลิตภาพยนตร์เรื่อง อะมะกุซะ ชิโร โทะกิซะดะ (Amakusa Shirō Tokisada) หรือ "กบฏ" (The Rebels) ในปี ค.ศ. 1962 เป็นเรื่องราวช่วงกบฏชิะมะบะระ โดยชื่อภาพยนตร์ตั้งตามชื่อของอะมะกุซะ ชิโร หัวหน้ากลุ่มกบฏ

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

  • อะนิเมะเรื่อง ซะมุไรจัมปลู (Samurai Champloo) ที่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในช่วงกบฏชิะมะบะระ และตัวละครตัวหนึ่งชื่อฟู มีบิดาเป็นคะกุเระคิริชิตัง
  • อะนิเมะเรื่อง ซามูไรพเนจร (Rurouni Kenshin) มีเรื่องราวของชูโง มุโต (Shougo Mutou) ก่อการกบฏเช่นเดียวกับกบฏชิะมะบะระ แต่หลังการเสียชีวิตของเขาและซะโยะ น้องสาว รัฐบาลได้เนรเทศผู้ติดตามของชูโงออกนอกประเทศ ที่ต่อมาทูตเนเธอร์แลนด์ได้เชื้อเชิญคนกลุ่มนี้เข้าประเทศด้วย ซึ่งใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปี ค.ศ. 1639 ที่มีการเนรเทศหญิงญี่ปุ่นที่แต่งงานกับสามีชาวดัตช์และอังกฤษพร้อมบุตรที่เมืองฮิระโดะโดยถูกส่งไปที่เมืองบาตาเวียด้วยเรือของบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเอเชียในเมืองนั้น[11]

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 "S". Encyclopedia of Japan. Tokyo: Shogakukan. 2012. OCLC 56431036. สืบค้นเมื่อ 2012-08-09. 
  2. 2.0 2.1 "隠れキリシタン" [Kakure Kirishitan]. Dijitaru Daijisen (ใน Japanese). Tokyo: Shogakukan. 2012. OCLC 56431036. สืบค้นเมื่อ 2012-08-09. 
  3. 3.0 3.1 3.2 Michael Hoffman. "Japan’s ‘Hidden Christians’". The Japan Times (ใน อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 อดิเทพ พันธ์ทอง (24 ธันวาคม 2559). "“คาคุเระคิริชิตัน” คริสเตียนที่ซ่อนเร้นความเชื่อของตนในคราบชาวพุทธ". สโมสรศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Patrick Downes. "Kakure Kirishitan". Catholic Education Resource Center (ใน อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559. 
  6. Schumacher, Mark. "Virgin Mary & Kannon, Two Merciful Mothers". A to Z Photo Dictionary: Japanese Buddhist Statuary. สืบค้นเมื่อ 11 May 2016. 
  7. "Kakure Kirishitan". Catholiceducation.org. 2000-02-04. สืบค้นเมื่อ 2012-12-21. 
  8. "Yasuhide Ito". Bravo music. สืบค้นเมื่อ 2007-12-02. 
  9. 9.0 9.1 "Review". Wasbe. Sep 2001. สืบค้นเมื่อ 2007-12-02. 
  10. "Yasuhide Ito". Composers' Corner. Philharmonic winds. สืบค้นเมื่อ 2007-12-02. 
  11. "平戸観光協会". History. Hirado net. สืบค้นเมื่อ July 10, 2014. 
  12. Boxer, C. R. (1951). The Christian Century in Japan: 1549–1650. University of California Press. p. vi. 

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]