ความไร้สัญชาติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search

ความไร้สัญชาติ (อังกฤษ: statelessness) เป็นข้อความคิดทางกฎหมายซึ่งพรรณนาถึงการที่บุคคลไม่มีสัญชาติ (nationality) ใด ๆ เลย กล่าวคือ สภาวะซึ่งบุคคลไม่เป็นที่รับรองว่าเกี่ยวข้องกับรัฐชาติรัฐใด ๆ เลย บุคคลเช่นนี้เรียก คนไร้สัญชาติ (stateless person)

ไร้สัญชาติ แบ่งเป็นสองลักษณะ คือ

  • ไร้สัญชาติโดยนิตินัย (de jure stateless) เป็นกรณีที่บุคคล "ไม่มีรัฐใดนับว่าเป็นผู้ถือสัญชาติโดยผลของกฎหมายแห่งรัฐนั้นเลย" (not considered as a national by any state under the operation of its law)[1] ผู้ไร้สัญชาติโดยนิตินัยอาจเป็นผู้ลี้ภัย (refugee) ด้วย แต่มิใช่ว่าผู้ขอที่ลี้ภัย (asylum) ทุกคนจะไร้สัญชาติโดยนิตินัย
  • ไร้สัญชาติโดยพฤตินัย (de facto stateless) เป็นกรณีที่บุคคลไม่ได้อยู่ในรัฐที่ตนถือสัญชาติ และไม่อาจรับความคุ้มครองจากรัฐที่ตนกำลังอาศัยอยู่นั้น[2] ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเบียดเบียนของรัฐ หรือการขาดความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างรัฐทั้งสองดังกล่าว

เหตุผลที่บุคคลไร้สัญชาตินั้นมีอยู่มากมายทั่วโลก[3] ปรกติแล้ว สัญชาติได้มาโดยหลักสองประการ คือ หลักดินแดน (jus soli) กับหลักสืบสายโลหิต (jus sanguinis) หลักดินแดนระบุว่า บุคคลเกิดในดินแดนของรัฐใด ย่อมได้สัญชาติของรัฐนั้น ส่วนหลักสืบสายโลหิตว่า บิดามารดาถือสัญชาติใด บุคคลย่อมถือสัญชาติตามนั้นด้วย ปัจจุบัน รัฐส่วนใหญ่ใช้หลักทั้งสองนี้ควบคู่กัน และการขัดกันของกฎหมายสัญชาติก็เป็นสาเหตุหนึ่งของความไร้สัญชาติ เป็นต้นว่า แม้รัฐหลายรัฐจะเปิดให้บุคคลได้สัญชาติตามบุพการี ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเกิดที่ใดก็ตาม แต่หลายรัฐก็ยังไม่ยอมรับให้บุคคลได้สัญชาติจากมารดาซึ่งถือสัญชาติของตน[4] ความขัดข้องนี้ส่งผลให้เกิดอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women) ซึ่งห้ามเลือกปฏิบัติในการให้สัญชาติเพราะเหตุแห่งเพศ[5]

อีกเหตุหนึ่งของความไร้สัญชาติ คือ การสืบทอดของรัฐ (state succession)[6] ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ปรากฏว่า บุคคลกลายเป็นไร้สัญชาติ เพราะรัฐที่ตนถือสัญชาตินั้นสิ้นสุดลงหรือตกอยู่ในความควบคุมของรัฐอื่น และไม่มีรัฐใหม่มาสืบทอดต่อ ตัวอย่างที่แจ้งชัด คือ คราวที่สหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวียล่มสลาย[7][8][9]

อนึ่ง ยังมีกรณีที่บุคคลสละสัญชาติของตนเองโดยสมัครใจ จึงเป็นเหตุให้บุคคลนั้นไร้สัญชาติ เช่น แกรี เดวิส (Garry Davis) ที่เรียกตนเองว่า "พลเมืองโลก" (world citizen) แต่ปรกติแล้ว กฎหมายของรัฐส่วนใหญ่ในโลกนี้จะยอมให้ราษฎรของตนสละสัญชาติตนก็ต่อเมื่อได้สัญชาติใหม่แล้ว

อีกเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไร้สัญชาติ คือ กรณีที่บุคคลเป็นราษฎรของดินแดนซึ่งไม่เป็นรัฐ เป็นต้นว่า ดินแดนปาเลสไตน์ ซาฮาราตะวันตก และไซปรัสเหนือ

ความไร้สัญชาตินั้นบังเกิดขึ้นมายาวนานหลายร้อยปี แต่ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่งใฝ่ใจแก้ไขเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มใน ค.ศ. 1954 เมื่อสหรัฐอเมริกาตกลงรับอนุสัญญาเกี่ยวกับสถานะของคนไร้สัญชาติ (Convention relating to the Status of Stateless Persons) ซึ่งวางกรอบการคุ้มครองคนไร้สัญชาติ เจ็ดปีให้หลัง คือ ค.ศ. 1961 จึงมีการทำอนุสัญญาว่าด้วยการลดความไร้สัญชาติ (Convention on the Reduction of Statelessness) ซึ่งประกอบด้วยข้อบทที่มุ่งหมายป้องกันและบรรเทาความไร้สัญชาติ ต่อมา ประชาคมระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาคได้ทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับเพื่อวางมาตรการพิเศษเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดให้รัฐที่ผูกพันตนตามอนุสัญญานี้ต้องรับรองว่า เด็กทุกคนจะมีสัญชาติ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก[10][11]

อย่างไรก็ดี การไม่อาจพิสูจน์สัญชาติ เช่น เข้าเมืองโดยไม่มีเอกสาร (undocumented immigrant) ไม่นับว่าไร้สัญชาติ แต่การขาดหนังสือสำคัญบางอย่าง เช่น สูติบัตร อาจนำไปสู่ความไร้สัญชาติได้ บุคคลหลายล้านคนบนโลกนี้ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีหนังสือสำคัญ เป็นเหตุให้ระบุสัญชาติแน่นอนไม่ได้ และประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพราะมิรู้ที่จะแสวงหาความคุ้มครองโดยอาศัยความเป็นพลเมืองของรัฐใด[12]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Convention relating to the Status of Stateless Persons, article 1(1)". http://www.unhcr.org/refworld/docid/415c3cfb4.html. 
  2. "The Concept of Stateless Persons under International Law". UNHCR. http://www.unhcr.org/refworld/docid/4ca1ae002.html. 
  3. "Statelessness". Forced Migration Review. Refugee Studies Centre. http://www.fmreview.org/statelessness. 
  4. "Remarks on Statelessness and Gender Discrimination". US Department of State. http://www.state.gov/g/176132.htm. 
  5. "Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women (CEDAW)". http://www.un.org/womenwatch/daw/cedaw/cedaw.htm. 
  6. "International Observatory on Statelessness". http://www.nationalityforall.org/state-succession. 
  7. Southwick, Katherine. "Ethiopia-Eritrea: statelessness and state succession". Forced Migration Review. http://www.fmreview.org/sites/fmr/files/FMRdownloads/en/FMRpdfs/FMR32/15-17.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 27 August 2012. 
  8. UNHCR. "Nationality and Statelessness: A Handbook for Parliamentarians". http://www.ipu.org/pdf/publications/nationality_en.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 27 August 2012. 
  9. Tekle, Amare. "Eritrea: State succession and the effort to eliminate statelessness". http://africanarguments.org/2010/12/13/state-succession-and-the-effort-to-eliminate-statelessness-the-case-of-eritrea/. เรียกข้อมูลเมื่อ 27 August 2012. 
  10. "Children's right to nationality". Archived from the original on 2012-07-17. http://archive.is/mjvO. 
  11. UNHCR. "Interpreting the 1961 Statelessness Convention and Preventing Statelessness among Children". http://www.unhcr.org/4e847ecf9.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 27 August 2012. 
  12. "De Jure Statelessness in the Real World: Applying the Prato Summary Conclusions". Open Society Foundations. http://www.soros.org/initiatives/justice/articles_publications/publications/prato-20110302. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]