ขบวนการนักศึกษาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขบวนการนักศึกษาในประเทศไทย เป็นพลังการเมืองอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ค่อย ๆ มีบทบาททางการเมืองจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จนเพิ่มขึ้นสูงสุดในเหตุการณ์ 14 ตุลา (2516) มีการขยายตัวเป็นขบวนการฝ่ายซ้ายร่วมกับองค์การกรรมกรและเกษตรกร และร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา (2519) และการเสื่อมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้ขบวนการนักศึกษาเข้าสู่ยุคถดถอย มีบทบาทเป็นเพียงพันธมิตรของกลุ่มผลประโยชน์อื่น เช่น องค์การนอกภาครัฐ (NGO) หรือกลุ่มผลประโยชน์ของชาวบ้านในท้องถิ่น จนหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ขบวนการนักศึกษากลับมาเป็นพลังที่โดดเด่นในการต่อต้านเผด็จการทหาร

ประวัติ[แก้]

กำเนิด[แก้]

จอมพล แปลก พิบูลสงคราม กล่าวต่อนักศึกษาในปี 2483

ตั้งแต่มีการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นักศึกษาส่วนใหญ่ดำเนินกิจกรรมที่ไม่เป็นการเมือง และนักศึกษาส่วนน้อยที่ส่งเสริมประชาธิปไตยถูกรัฐปราบปรามอย่างรวดเร็ว[1]:142 การประท้วงสำคัญครั้งแรกของนักศึกษาเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องดินแดนคืนจากอินโดจีนฝรั่งเศสในปี 2483[1]:143 นักศึกษาประมาณ 100 คนเข้าร่วมฝึกกับขบวนการเสรีไทย และพลีชีพในภารกิจหลังแนวข้าศึก[2]:73 ครั้งที่สองเป็นการชุมนุมของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2492 เพื่อเรียกร้องให้อิทธิพลของกองทัพออกจากมหาวิทยาลัย[1]:143 สมาชิกฝ่ายซ้าย 200 คนรวมนักศึกษาถูกจับกุมฐานมีส่วนในกบฏสันติภาพ[2]:73 ช่วงปี 2489–2500 นักศึกษามีการเคลื่อนไหวในระดับปัจเจก เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ แม้แต่นักศึกษาที่ประท้วงการเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 ที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้เป็นข้ออ้างรัฐประหาร ก็ถูกจับกุมหลังจากนั้น[1]:144 แม้ว่าขบวนการนักศึกษาจะเป็นช่วยก่อให้เกิดรัฐประหาร[2]:74 กิจกรรมจึงกลับไปเป็นไม่เป็นการเมืองอีกครั้ง ยกเว้นกลุ่มนักศึกษาฝ่ายขวาที่รณรงค์ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์[1]:144–5 มีการออกวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ในปี 2503 ซึ่งสะท้อนความคิดต่อต้านวัตถุนิยม และสังคมนิยมกับศาสนาพุทธผสมกัน[2]:75 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนับสนันขบวนการนักศึกษาอยู่บ้าง แต่ทรงรู้สึกว่าจะต้องถูกควบคุม และการเดินขบวนอย่างเปิดเผยเป็นสิ่งผิด[2]:75

บทบาทนำ[แก้]

ในพทุธทศวรรษ 2510 ช่วงนี้นับเป็นจุดสูงสุดของขบวนการนักศึกษาไทย[2]:74 อุดมศึกษาขยายตัวอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ สุดท้ายประสบความสำเร็จในการโค่นล้มระบอบเผด็จการ ขบวนการนักศึกษาไทยเริ่มเป็นอิสระจากรัฐ และได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยม และขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามทั่วโลก[1]:145–6 นอกจากนี้การขจัดระบบรัฐสภาทำให้เปิดพื้นที่ให้กับขบวนการนักศึกษาแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการ[1]:146 ต้นทศวรรษนั้น ขบวนการนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีพันธมิตรกว้างขวาง นักศึกษามีแนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยม สังคมนิยม ชาตินิยมและกษัตริย์นิยม[1]:146–7 การเคลื่อนไหวของนักศึกษาค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากปี 2511 จนสูงสุดในปี 2515[2]:75 การเคลื่อนไหวที่สำคัญ เช่น การคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นนำโดยธีรยุทธ บุญมี แห่งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ผลทำให้รัฐบาลทหารคิดกำจัดประชากรนักศึกษาประมาณร้อยละ 2 ที่เห็นว่าเป็นนักปฏิวัติ[2]:75, การรณรงค์ต่อต้านการล่าสัตว์ในเขตป่าสงวนของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหาร ในเหตุการณ์ 14 ตุลา (2516) ขบวนการนักศึกษาสามารถระดมมวลชนได้ถึง 150,000 คน ซึ่งเป็นการชุมนุมใหญ่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์[1]:147 เหตุการณ์นี้แสดงภาพลักษณ์ว่าผลประโยชน์ของนักศึกษาตรงกับผลประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์[2]:76

หลังจากนั้นนักศึกษามีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น บางส่วนร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายและนักสังคมนิยมเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งประเด็นร้อนอย่างการปิดฐานทัพสหรัฐในประเทศ[2]:76 ในช่วงนี้นักสึกษาจำนวนมากมีอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายมากขึ้น ขบวนการนักศึกษามีเอกภาพมากขึ้น[1]:148 ขบวนการนักศึกษามีทั้งขบวนการมูลวิวัติและผลประโยชน์เชิงสถาบันสายกลาง[2]:76 กลางปี 2519 องค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นฝ่ายซ้ายที่ได้รับอิทธิพลแนวคิดจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แบบลัทธิเหมา[2]:76 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง คือ การยกเลิกระบบอาวุโส และเปลี่ยนการจัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างมหาวิทยาลัยเป็นการจัดค่ายชนบทแทน[2]:76 ขบวนการนักศึกษาดำเนินการใกล้ชิดกับองค์การแรงงาน และสร้างพันธมิตรระหว่างนักศึกษา กรรมกรและเกษตรกร[2]:76–7 ฝ่ายขวามีปฏิกิริยาตอบโต้ความก้าวหน้าของกลุ่มฝ่ายซ้าย และถูกโจมตีจากธานินทร์ กรัยวิเชียร[2]:77

การถดถอย[แก้]

หลังการกวาดล้างขบวนการนักศึกษาครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา (2519) มีนักศึกษากว่า 3,000 คนหนีไปเข้าร่วมกับ พคท. จนกลายเป็นขบวนการฝ่ายซ้ายใหญ่ที่สุดของไทยขบวนการหนึ่ง[1]:148 บางส่วนยังเคลื่อนไหวในเขตเมืองเพื่อสนับสนุน พคท. ในช่วงนี้ยังพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ้าง และเคลื่อนไหวในประเด็นอย่างสงครามอินโดจีน ปัญหาผู้อพยพ และปัญหาเศรษฐกิจ[1]:148

กิจกรรมของนักศึกษาในสมัยรัฐบาลธานินทร์ต้องทำอย่างปิดลับ[3]:147 ขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายในเมืองยังเป็นผู้นำองค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่ได้ แต่ถึงแม้ยังมีบทบาทสูงในการชี้นำประเด็นสังคม แต่กลุ่มต่าง ๆ ขัดแย้งกัน และจากสถานการณ์การเมืองนอกประเทศ ทำให้เกิดความสับสนต่อแนวทางและอุดมการณ์ของ พคท. จนนำสู่สภาพซบเซาในปี 2524–25[3]:148–9

ในปี 2527 ขบวนการนักศึกษาปรับรูปแบบแบ่งการเคลื่อนไหวออกเป็น 4 แนวทาง คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), กิจกรรมอาสาพัฒนาชนบทโดย "สหพันธค่ายอาสาพัฒนาชนบทแห่งประเทศไทย" (คอทส.), การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดย "คณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมระหว่าง 16 สถาบัน" (สคท.) และแนวงานภายในโดย "เครือข่ายสภานักศึกษา"[1]:158 คอทส. และเครือข่ายสภานักศึกษาแทบไม่มีบทบาททางสังคมและหายไปในที่สุด[3]:166 สนนท. มีบทบาทรณรงค์ต่อต้านทุจริตในรัฐบาลชาติชาย รณรงค์ต่อต้านรัฐธรรมนูญปี 2534 ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ การนำของนักศึกษาถูกยึดกุมโดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง[1]:159

มีงานวิจัยตั้งสมมติฐานว่านักศึกษาขาดสำนักทางการเมืองจากแนวคิดปัจเจกนิยม การขยายตัวของทุนนิยมและบริโภคนิยม รวมทั้งระบบการศึกษาไทยที่ปิดกั้น และระบบธุรกิจและสื่อ และตัวแสดงอื่น ๆ ขึ้นมามีบทบาทแทนขบวนการนักศึกษา เช่น พรรคการเมือง องค์การภาคประชาชน ขบวนการสังคมใหม่ ปัญญาชน และสื่อมวลชน ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ขบวนการนักศึกษา[1]:152, 155 บทบาทนักศึกษาส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในเหตุการณ์การเมืองอย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (2535) หรือวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553[1]:149 ส่วนปัจจัยภายในพบว่าขบวนการนักศึกษาเป็นขบวนการแบบปิด มีระยะเวลาน้อย และมีข้อจำกัดในการขยายฐานมวลชน[1]:150 นอกจากนี้ยังขาดอุดมการณ์ชี้นำ โดยหันจากอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายมาเป็นอุดมการณ์ขององค์การนอกภาครัฐ (NGO) และนักวิชาการเป็นคน ๆ ไป, มรดกความคิดที่เน้นการเปลี่ยนแปลงจากชนบท และมรดกความคิดที่หวาดกลัวต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐ[1]:150–1

ในพุทธทศวรรษ 2540 บทบาทของ สนนท. เป็นการสนับสนุนในปัญหาเฉพาะ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การวางท่อส่งแก๊ส การรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน สำหรับบทบาททางการเมือง เช่น การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สิทธิเลือกตั้งของเยาวชน[1]:160–1 นักศึกษาเข้าร่วมการประท้วงรัฐบาลทักษิณที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยมีปริมาณมากที่สุดนับแต่พฤษภาทมิฬ แต่การเข้าร่วมเป็นไปอย่างอิสระขาดการประสานงาน[1]:161 สามกลุ่มที่มีบทบาท ได้แก่ สนนท., ศูนย์ประสานงานนักเรียนสินิตนักศึกษา และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง[1]:162 พรรคสานแสงทองของมหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกมองว่าเป็นเครือข่ายเยาวชนของพรรคประชาธิปัตย์[1]:162 ความแตกแยกของคณะกรรมการกับเลขาธิการ สนนท. เรื่องการเข้าร่วมกับกลุ่ม พธม. อย่างเด็มตัวทำให้องค์การนักศึกษาหลายแห่งถอนตัวออกไป[1]:163–4 สนนท. พยายามปรับปรุงโครงสร้างใหม่โดยหันมาทำงานแบบคณะกรรมการตัดสิน และพยายามฟื้นฟูบทบาทด้วยการต่อต้านรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 โดยไม่ค่อยสำเร็จ[1]:164

นักศึกษาหลายกลุ่มเข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐประหาร 2549, ต่อต้านการปราบการชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ขณะเดียวกันนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านทักษิณ ในปี 2556 การชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) สามารถระดมกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่าย และยังมีการกระจายตัวตามแนวรถไฟฟ้า[1]:166

หลังรัฐประหาร 2557[แก้]

ขบวนการนักศึกษาหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 มี 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1. นักศึกษาในกรุงเทพมหานครที่ต่อต้านรัฐประหาร เช่น กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีประชาธิปไตย กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 2. กลุ่มนักศึกษาต่างจังหวัดที่รณรงค์ปัญหาท้องถิ่น เช่น กลุ่มดาวดิน 3. กลุ่มนักเรียนมัธยมที่เน้นประเด็นระเบียบในโรงเรียน เช่น กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท การดำเนินกิจกรรมที่โดดเด่น เช่น การตรวจสอบการทุจริตในอุทยานราชภักดิ์ การรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560[1]:166–8

ปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นฟูบทบาทของขบวนการนักศึกษา ได้แก่ การหวนคืนสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมอย่างในอดีต และบทบาทของการแสดงออกของกลุ่มอื่น ๆ ถูกทำให้เงียบลง, การสนับสนุนของนักวิชาการ และสถานภาพเป็นอภิสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย[1]:170–1 ในช่วงนี้แม้มีเสียงวิจารณ์ว่าขบวนการนักศึกษาเป็นฝันของเด็กไร้เดียงสา หรือปัจจุบันไม่เหมือนเดิม แต่ ผศ. อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ขบวนการการเมืองเก่าอย่าง พธม., แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กปปส. มาถึงทางตัน การใช้กฎหมายปราบปรามขบวนการนักศึกษามักมีเพดานบังคับใช้จำกัด,[4] ธิกานต์ ศรีนารา อาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ มองว่าขบวนการนักศึกษาปัจจุบันมีลักษณะเป็นกลุ่มอิสระคล่องตัว ต่างจากการตัดสินใจจากส่วนกลางแบบ ศนท.[4]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 1.12 1.13 1.14 1.15 1.16 1.17 1.18 1.19 1.20 1.21 1.22 1.23 1.24 1.25 1.26 เลิศชูสกุล, กนกรัตน์ (2561). "การเติบโต ความถดถอย และการฟื้นตัวของขบวนการนักศึกษาไทย". พัฒนศาสตร์. 1 (1). {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 2.12 2.13 2.14 Sripokangkul, Siwach (2019). "Understanding the Social Environment Determinants of Student Movements: A Consideration of Student Activism in Thailand And The Thai "Social Cage"". IJPAS. 15 (1).
  3. 3.0 3.1 3.2 ชมสินทรัพย์มั่น, ภาคิไนย์. "ขบวนการนักศึกษาไทย: วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาไทยในเมืองช่วงระหว่าง 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ถึงปี พ.ศ. 2531". การเมือง การบริหาร และกฎหมาย. 4 (2).
  4. 4.0 4.1 มองข้ามยุคสมัย ‘ขบวนการนักศึกษา’ ในความเงียบยังมีการเคลื่อนไหว