กิเยร์โม เอสตาบิเล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กีเยร์โม เอสตาบีเล
250px
เอสตาบีเลในปี ค.ศ. 1930
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม กีเยร์โม เอสตาบีเล
วันเกิด 17 มกราคม ค.ศ. 1905(1905-01-17)
สถานที่เกิด บัวโนสไอเรส, อาร์เจนตินา
วันเสียชีวิต 26 ธันวาคม ค.ศ. 1966 (61 ปี)
สถานที่เสียชีวิต บัวโนสไอเรส, อาร์เจนตินา
ตำแหน่ง กองหน้า
สโมสรเยาวชน
เอสปอร์ตีโบเมตัน
1920–1923 อูรากัน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1924–1930 อูรากัน 119 (102)
1930–1934 เจนัว 41 (15)
1934–1935 นาโปลี 20 (3)
1935–1936 เจนัว 1 (1)
1936–1939 เรดสตาร์ ? (?)
ทีมชาติ
1930 อาร์เจนตินา 4 (8)
จัดการทีม
1931–1932 เจนัว
1937–1939 เรดสตาร์
1939–1940 ซานโลเรนโซเดอัลมาโกร
1939–1960 อาร์เจนตินา
1940–1941 เอสตูเดียนเตสลาปลาตา
1940–1949 อูรากัน
1949–1960 ราซินกลุบเดอาเบยาเนดา
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้กับสโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น

กีเยร์โม เอสตาบีเล (สเปน: Guillermo Stábile; 17 มกราคม ค.ศ. 1905 - 26 ธันวาคม ค.ศ. 1966) เป็นอดีตนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนตินา ในระดับสโมสร เอสตาบีเลเล่นทั้งในลีกอิตาลีและฝรั่งเศส เขาเป็นดาวซัลโวถล่มประตูมากที่สุดในฟุตบอลโลก ค.ศ. 1930 ที่ประเทศอุรุกวัยเป็นเจ้าภาพด้วยจำนวนประตู 8 ประตู ในฐานะผู้ฝึกสอน เขาพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โกปาอาเมริกาได้ถึง 6 ครั้ง รวมทั้งพาสโมสรราซินกลุบเดอาเบยาเนดา คว้าแชมป์ลีกภายในประเทศได้ 3 ครั้ง

ทีมชาติ[แก้]

ในฟุตบอลโลก ค.ศ. 1930 เอสตาบีเลลงเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนตินานัดแรกเมื่อเขามีอายุได้ 25 ปี ลงในนัดที่พบกับเม็กซิโกเป็นนัดที่สองของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเขาไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมในนัดแรกที่พบกับฝรั่งเศส

เขาสามารถทำแฮตทริกให้กับทีมชาติได้เป็นครั้งแรกในนัดที่พบกับเม็กซิโกซึ่งเป็นนัดแรกของเจ้าตัวด้วย โดยนัดนั้นอาร์เจนตินาถล่มเม็กซิโกไปอย่างยับเยิน 6-3

ในนัดชิงชนะเลิศที่จะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าภาพอย่างอุรุกวัย เอสตาบีเลได้ทำประตูให้อาร์เจนตินานำอุรุกวัย 2-1 เมื่อจบการแข่งขันในครึ่งแรก อย่างไรก็ตาม เจ้าภาพอุรุกวัยได้พลิกสถานการณ์ภายในครึ่งหลัง ทำให้จบเกม อาร์เจนตินาของเอสตาบีเลต้องพ่ายแพ้ให้กับเจ้าภาพไป 4-2

และนั่นก็คือฟุตบอลโลกสมัยเดียวของเจ้าตัว

เสียชีวิต[แก้]

สตาบิเล่ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1966 หลังจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศอังกฤษ

อ้างอิง[แก้]

[1]

  1. http://www.oknation.net/blog/BaiToNg-Travel/2012/07/02/entry-4