ข้ามไปเนื้อหา

กาลไภรวมนเทียร (อุชเชน)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กาลไภรวมนเทียร
काल भैरव मन्दिर
ศาสนา
ศาสนาศาสนาฮินดู
เขตอุชเชน
เทพกาลไภรวะ
ที่ตั้ง
ที่ตั้งไภรวครห์ อุชเชน
รัฐรัฐมัธยประเทศ
ประเทศอินเดีย
กาลไภรวมนเทียร (อุชเชน)ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย
กาลไภรวมนเทียร (อุชเชน)
ที่ตั้งในประเทศอินเดีย
พิกัดภูมิศาสตร์23°13′05″N 75°46′07″E / 23.218174°N 75.768618°E / 23.218174; 75.768618
ระดับความสูง481 เมตร (1,578 ฟุต)

กาลไภรวมนเทียร เป็นมนเทียรในนครอุชเชน รัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นบูชาพระกาลไภรวะ เทพารักษ์ของนครอุชเชน[1] มนเทียรตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำศิปรา และเป็นหนึ่งในมนเทียรที่มีผู้เดินทางมามากที่สุดในนครด้วยจำนวนยอดเข้าชมหลายร้อยคนต่อวัน[2] มนเทียรนี้มีความพิเศษที่ธรรมเนียมการถวายสุราแก่เทพเจ้าองค์ประธานของมนเทียร[3]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

มนเทียรหลังปัจจุบันสร้างขึ้นบนซากของมนเทียรเก่าของเดิมซึ่งเชื่อว่าสร้างขึ้นโดยกษัตริย์นามว่า ภัทรเสน (Bhadrasen) ปรากฏกาากล่าวถึงมนเทียรนี้ใน อวันติขัณฑะ (Avanti Khanda) ในคัมภีร์ สกันทปุราณะ[4][2] มีการค้นพบมูรติพระศิวะ, พระปารวตี, พระวิษณุ และพระคเณศ จาสมัยปรมระ (ศตวรรษที่ 9-13) ในมนเทียร[5] ผนังภายในยังเคยประดับด้วยจิตรกรรมมัลวะซึ่งเลือนหายไปตามกาลเวลา[4]

สถาปัตยกรรมของมนเทียรหลังปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลมราฐา ตามมุขปาฐะท้องถิ่นบอกเล่าว่าเมื่อครั้นมราฐาพ่ายในสงครามที่ปานีปัฏครั้งที่สาม (ค.ศ. 1761) นายพลมราฐา มหัทจี ศินเฑ ถวายปครี (ผ้าโพกศีรษะ) ของตนแก่เทพเจ้า และสวดขอให้มีชัยชนะเพื่อฟื้นฟูมราฐาในอินเดียเหนือ หลังเขาประสบความสำเร็จได้ตามที่ขอ เขาจึงกลับมาบูรณะมนเทียรนี้[6]

เทพเจ้าองค์ประธาน

[แก้]

ตามชื่อ มนเทียรนี้มีพระกาลไภรวะ (หรือ พระกาลไภรพ) เป็นเทพเจ้าองค์ประธาน มูรติของพระกาลไภรวะในมนเทียรมีลักษณะเป็นใบหน้าในก้อนหินที่ประดับด้วยชั้นของผงกุงกุมะและสินทูร เศียรของเทพเจ้าทำมาจากโลหะเงิน ประดับด้วยผ้าโพกศีรษะแบบมราฐา ตามธรรมเนียมบอกเล่าถึงที่มาของมนเทียรหลังปัจจุบัน[6]

ธรรมเนียมการบูชาอัษฏไภรวะ ("พระไภรวะแปดพระองค์") เป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมไศวนิกาย พระกาลไภรวะถือเป็นเทพเจ้าอวค์ประธานในแปดองค์นี้ ธรรมเนียมการบูชาพระกาลไภรวะในอดีตเป็นที่นิยมเป็นพิเศษในสำนักกปาลิกา และ อโฆระ นครอุชเชนเป็นศูนย์กลางของทั้งสองสำนักนี้[4]

พระกาลไภรวะได้รัขการนับถือเป็นเทพารักษ์ของนครอุชเชน[1] และถือเป็นองค์เสนาบดีประจำนคร[7]

การถวายสุรา

[แก้]
นักบวชขณะเอียงชามตื้นบรรจุสุราของถวายเข้าในปากของเทวรูป

มนเทียรนี้มีธรรมเนียมการถวายสุราแด่พระกาลไภรวะ ในฐานะหนึ่งในห้าเครื่องถวายบูชาเชิงตันตระ หรือ ปัญจมการ อันประกอบด้วย มทยะ (สุรา), มางสะ (เนื้อ), มีนะ หรือ มัสยะ (ปลา), มุทรา (ธัญญาหาร) และ มิถุนะ (เพศสสัมพันธ์) ในอดีต เครื่องบูชาทั้งห้าประการข้าวต้นจะประกอบถวายแด่พระองค์ แต่ในปัจจุบันมีเพียงสุราเท่านั้นที่ยังคงถวายให้ อีกสี่เครื่องบูชานั้นถวายในรูปพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์แทน[3]

ร้านค้าด้านนอกของมนเทียรมีจำหน่ายตะกร้าของบูชาต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยมะพร้าว ดอกไม้ และสุราหนึ่งขวด[8] ในปี 2015 รัฐบาลรัฐมัธยประเทศเปิดร้านขายสุราด้านนอกมนเทียรเพื่อยืนยันว่าสาธุชนที่เดินทางมาจะไม่ต้องเผชิญปัญหาคนค้าสุราที่ไม่มีใบอนุญาต ร่านดังกล่าวขายทั้งสุราพื้นบ้าน และ สุราแบบฝรั่ง[9]

ทุก ๆ วันมีสาธุชนนำสุรามาถวายแก่เทพเจ้าหลายร้อยคน[2] โดยจะยื่นสุราในขวดแก่นักบวชซึ่งจะนำสุรานั้นเทลงในชามตื้น จากนั้นจึงประกอบพิธีสวดถวายเครื่องบูชา นำชามที่ใส่สุราสัมผัสกับปากของเทพเจ้าซึ่งมีรอยเป็นแถบ (slit) อยู่ จากนั้นจะเอียงชามเล็กน้อย สุราในชามก็จะไหลหายไป[3] สุราจะเหลือคืนกลับไปประมาณหนึ่งในสามของขวด ซึ่งจะนำกลับไปรับประทานต่อในฐานะประสาทัม[8]

นักบวชของมนเทียรและสาธุชนหลายคนเชื่อว่าด้านหลังรอยเป็นแถบที่ปากของเทพเจ้าไม่มีโพรงอยู่ข้างหลัง การที่สุราหายวับไปเมื่อเอียงชามนั้นคือการที่เทพเจ้าทรงดื่มสุราที่ถวายอย่างอัศจรรย์ กระนั้น มนเทียรไม่อนุญาตให้บุคคลใดก็ตาทำการตรวจสอบเทวรูป รวมถึงยังกล่าวอ้างว่าเฉพาะนักบวชของมนเทียรเท่านั้นที่สามารถกระทำการอัศจรรย์นี้ได้ บุคคลภายนอกหากมาทำการถวายสุราเช่นนี้จะไม่สามารถทำให้เทวรูป "กลืนสุรา" ได้แบบที่นักบวชทำ[3]

มีการคาดการณ์จำนวนสุราที่ถวายแด่เทพเจ้าอยู่ที่หลายร้อยลิตรต่อวัน กระนั้นทางมนเทียรไม่ได้มีการเผยแพร่จำนวนที่แน่ชัด[10] ในปี 2016 ระหว่างช่วงอุชไชนสิงหัสถะ รัฐบาลของรัฐสั่งห้ามการขายสุราในนครอุชเชนทั้งเดือน ยกเว้นเพียงร้านขาด้านหน้ามนเทียรนี้ที่จำหน่ายได้[11]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 V Guhan (24 กุมภาพันธ์ 2013). "Where Lord Shiva is guardian and ruler". Indian Express. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 3 "Ujjain's Kalbhairav, the god to whom Hindu devotees offer liquor". India TV. 20 กุมภาพันธ์ 2013.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. 1 2 3 4 N.K. Singh (31 กรกฎาคม 1994). "One for the lord". India Today.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 1 2 3 "Temples". District Collector, Ujjain. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 21 กันยายน 2015. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Holy City – Ujjain". Kalidasa Akademi. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 7 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. 1 2 "ग्रहों की बाधाएं दूर करते है उज्जैन के कालभैरव" (ภาษาฮินดี). Aaj Tak. 17 มกราคม 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. Diana L. Eck (2013). India: A Sacred Geography. Three Rivers Press. น. 238. ISBN 9780385531924.
  8. 1 2 Nilanjana Sengupta (12 พฤศจิกายน 2006). "When gods accept whisky". The Times of India.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. Milind Ghatwai (1 กุมภาพันธ์ 2015). "Ujjain: Nod to liquor outlets near Kal Bhairav temple". Indian Express.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. Sunil Magariya (1 กุมภาพันธ์ 2015). "MP: Ujjain Kal Bhairav temple to get dedicated liquor counters". Hindustan Times.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. Vinit and Ritesh Mishra (24 เมษายน 2016). "Liquor banned in Ujjain, but sales surge at Bhairav temple". Hindustan Times.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)