การแกะรอยในเพชรพระอุมา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การแกะรอยในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาทักษะ วิชาความรู้และวิธีการการแกะรอย สะกดรอย สอดแทรกไว้ในเพชรพระอุมา โดยผ่านตัวละครที่มีอาชีพพรานป่าหรือพรานนำทาง สะท้อนให้เห็นถึงการติดตามร่องรอยเช่นเครื่องหมายต่าง ๆ ตามพื้นดิน กิ่งไม้ ร่องรอยการขูดขีดตามต้นไม้ใหญ่ หรือร่องรอยของสัตว์หรือมนุษย์ ที่ได้ทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ รองรอยของสัตว์ป่าส่วนใหญ่ที่พรานป่านิยมใช้ในการแกะรอยคือรอยเท้า ร่องรอยการถูไถของร่างกายกับกิ่งไม้หรือบริเวณโคนต้นไม้ กลิ่นปัสสาวะและร่องรอยของเลือดในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ[1] การตามรอยสัตว์ในชั้นเชิงของพรานป่า จะสำรวจสภาพของป่าและสภาพแวดล้อมบริเวณป่า เนื่องจากสภาพของป่ามีความแตกต่างกันตามสภาพของภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ

การแกะรอยสัตว์นั้น พรานป่าผู้ชำนาญการแกะรอยจะสังเกตสภาพแวดล้อมของป่าก่อนทำการแกะรอย ถ้าป่าที่ตามแกะรอยสัตว์เป็นป่าดงดิบ อันตรายในการแกะรอยย่อมมากกว่าการแกะรอยในป่าดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณ ต้นไม้น้อยใหญ่ในป่า จึงมีความแตกต่างกันตามแต่ชนิดของป่า ป่าดงดิบส่วนใหญ่ต้นไม้ที่เจริญเติบโตในป่าได้แก่ ยางโอน ยางแดง สัก มะหวด ล้านช้าง มะเดื่อปล้อง นอกจากไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าแล้ว แหล่งไม้เถาไม้เลื้อยในป่า ก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกหลายชนิด เช่น ค่างแว่น ลิง ชะนีหน้าขาว กระรอกดำ หมี กระแต เป็นต้น[2]

การแกะรอย[แก้]

พนมเทียนได้นำความรู้เรื่องการแกะรอย และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการแกะรอยไว้ในเพชรพระอุมา ได้แก่ความรู้ในการแกะรอยเพื่อติดตามสัตว์และการแกะรอยเพื่อติดตามบุคคล โดยการใช้เครื่องหมายเพื่อกำหนดสัญลักษณ์หรือทำร่องรอยเอาไว้ การกำหนดสัญลักษณ์สามารถกำหนดได้จากสัตว์หรือบุคคลที่ถูกแกะรอยได้สร้างหรือทิ้งไว้ ในการแกะรอยเพื่อตามล่าสัตว์ ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้สะท้อนทักษะและวิชาความรู้ในเชิงพรานของรพินทร์ ไพรวัลย์ ให้เห็นถึงลักษณะและร่องรอยที่พรานป่า นิยมใช้เป็นสิ่งสำคัญในการแกะรอยติดตามสัตว์หรือกลุ่มคนดังนี้

การแกะรอยเลือด[แก้]

การแกะรอยเลือดสัตว์ในเพชรพระอุมา เป็นการตามร่องรอยการหยดของเลือดจากบาดแผลของสัตว์ที่ถูกยิง ร่องรอยของเลือดอาจเกิดจากการปะทะกันระหว่างพรานป่าและสัตว์ หรือเป็นการการตามร่องรอยเลือดของสัตว์ที่ถูกยิงจากห้าง สัตว์ป่าเมื่อได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง จะเตลิดหนีเข้าป่าเพื่อเอาตัวรอด แต่จะทิ้งร่องรอยของหยดเลือดเอาไว้ตามทางที่หลบหนี พรานป่าจะใช้ร่อยรอยหยดเลือดของสัตว์ในการแกะรอยเพื่อให้ได้ตัว ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาทักษะ ความรู้และประสบการณ์ในการเดินป่าของตนเอง สะท้อนถึงความสำคัญในการแกะรอยเลือดของสัตว์ผ่านทางรพินทร์ ไพรวัลย์ และคณะนายจ้าง

การแกะรอยเลือดของสัตว์ ร่องรอยของเลือดที่ไหลจากบาดแผลจะเป็นร่องรอยบนพื้นดิน หยดเลือดจะหยดเป็นทางยาวติด ๆ กัน หรือหยดเลือดจะหยดเป็นระยะทางที่ห่างกัน พรานป่าผู้ชำนาญทางในการแกะรอย สามารถอ่านร่องรอยการหยดของเลือกและสามารถแกะรอยเลือดถึงอาการบาดเจ็บของสัตว์ที่ถูกยิงได้ รวมถึงความฉกรรจ์ของบาดแผล รอยเลือดที่ปรากฏในเพชรพระอุมา ส่วนมากเกิดจากการถูกยิงจากคณะนายจ้าง พรานป่าและรพินทร์ไพรวัลย์ การแกะรอยเลือดของสัตว์ที่ถูกยิง พรานป่าจะสังเกตการหยดของเลือดที่พื้นดิน ถ้าหยดเลือดหยดถี่ ๆ ติดกัน หมายถึงสัตว์ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่ไกลมากนัก

พนมเทียนกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ พันโทหม่อมราชวงศ์เชษฐา วราฤทธิ์ หม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์ ร่วมออกติดตามในการแกะร่องรอยเลือดของเอิ้น ลูกหาบที่ถูกไอ้กุด เสือสมิงที่แอบย่องมาคาบลูกหาบในคณะเดินทางไปเป็นอาหาร พร้อมกับลากศพไปแอบซ่อนไว้ รพินทร์ใช้หลักการแกะรอยเลือดของเอิ้นที่หยดเป็นทางหายเข้าไปในป่า รอยเลือดที่ไหลจากศพเป็นจำนวนมาก เว้นระยะห่างกันเป็นหย่อม ๆ และเริ่มถี่ขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งถึงที่ซ่อนของศพเอิ้น[3] การแกะรอยเลือดของสัตว์ สามารถเป็นการบ่งบอกถึงบาดแผลของสัตว์ที่ถูกยิงได้

พนมเทียนได้นำเอาทักษะความรู้ในการสังเกตรอยหยดเลือดและการคาดคะเนของบาดแผล สอดแทรกในเพชรพระอุมาผ่านทางพันตรีไชยยันต์ อนันตรัย ที่มองเห็นหยดเลือดของไอ้แหว่ง ช้างใหญ่เกเรที่ถูกกระสุนปืนผ่านผ่านเข้ากลางลำตัวแล้วทะลุเลยออกไป ถึงแม้กระสุนจะไม่ฝังใน แต่เลือดของไอ้แหว่งกลับหยดเป็นทางจำนวนมาก ทำให้ไชยยันต์สามารถคาดคะเนได้ถึงการจบชีวิตของไอ้แหว่งในอีกไม่นาน[4]

การแกะรอยหยดเลือด นอกจากจะเป็นการแกะรอยเพื่อตามล่าสัตว์ที่ถูกอาวุธปืนแล้ว รอยเลือดของสัตว์ยังเป็นร่องรอยชี้ชัดอย่างชัดเจนถึงการถูกกระสุนปืน ซึ่งการยิงสัตว์ในตอนกลางคืน นอกจากจะมองเห็นเป้าหมายไม่ถนัดแล้ว การเหนี่ยวไกปืนยิงออกไปยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า กระสุนปืนถูกสัตว์ที่ยิงหรือไม่ ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้สะท้อนให้เห็นถึงการแกะรอยเลือดของสัตว์ที่ถูกยิงในตอนกลางคืน ที่ทิ้งร่องรอยของการดิ้นทุรนทุรายจากการเจ็บปวด ผ่านทางการยิงปืนของเชษฐา ที่ยิงไอ้กุดที่หวนย้อนกลับมากินซากของเอิ้น ลูกหาบที่ถูกกัดตาย ร่องรอยเลือดของไอ้กุดที่ถูกยิงในตอนกลางคืน แสดงถึงความเจ็บปวดจากการถูกยิง ร่องรอยของการดิ้นเป็นวงกลมพร้อมกับเลือดที่กระเซ็นไปทั่วบริเวณ[5]

การแกะรอยบนพื้นดิน[แก้]

รอยเท้ากวางที่ใช้ในการแกะรอย

การแกะรอยบนพื้นดินสัตว์ส่วนใหญ่ พรานป่าจะมีวิธีการแกะรอยอยู่ 2 วิธีคือ การแกะรอยสัตว์เมื่อยังมองไม่เห็นตัวสัตว์ และ การแกะรอยสัตว์ภายหลังจากสัตว์ได้รับบาดเจ็บ การแกะรอยสัตว์โดยที่พรานป่าหรือพรานนำทางยังมองไม่เห็นตัวสัตว์นั้น เป็นการแกะรอยสัตว์ที่ไม่ค่อยเสี่ยงอันตรายเท่าที่ควร ความระมัดระวังในการแกะรอยไม่ค่อยสูง แตกต่างจากการแกะรอยสัตว์ภายหลังจากสัตว์ได้รับบาดเจ็บ ที่ต้องอาศัยการระมัดระวังในการจู่โจมของสัตว์ที่ได้รับอันตราย เพราะสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง มักจะหลบซ่อนอำพรางตัว และจู่โจมเข้าทำร้ายพรานโดยไม่รู้ตัว แต่การแกะรอยสามารถทำได้สะดวก โดยการสังเกตร่องรอยของเลือดจากบาดแผลที่ตกติดตามใบไม้และพื้นดิน[6]

การแกะรอยสัตว์ในช่วงฤดูฝน พรานป่าจะสามารถแกะรอยสัตว์ได้อย่างง่ายดายโดยสังเกตจากรอยเท้าของสัตว์ที่ปรากฏบนพื้นดิน หรือบริเวณใบไม้ที่ร่วงหล่นลงพื้นดินและสัตว์ได้เหยียบย่ำผ่านไป ถ้าในช่วงฤดูร้อน พรานป่าจะสังเกตร่องรอยของสัตว์และแกะรอยจากเปลือกไม้ บริเวณโคนต้นไม้และยางไม้ที่สัตว์แหยีบย่ำและเดินผ่านไป การแกะรอยสัตว์บนพื้นดิน พรานป่าสามารถสังเกตร่องรอยดินโคลนจากรอยเท้าสัตว์ ที่ติดตามใบไม้หรือกิ่งไม้ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้พรานป่าสามารถคาดคะเนขนาดของสัตว์ที่แกะรอยได้ด้วย

ถ้าพรานป่าที่ทำการแกะรอย พบร่องรอยของสัตว์เดินนำไปข้างหน้าในลักษณะมุ่งตรงไม่มีการวกวนย้อนกลับ แสดงว่าสัตว์ที่ทำการแกะรอยนั้นเดินอย่างรวดเร็วและเดินไประยะไกล แต่ถ้ารอยเท้าของสัตว์ที่แกะรอยมีลักษณะการเดินที่วกวน แสดงว่าสัตว์ที่ถูกแกะรอยนั้นเดินช้า และจะเดินอยู่ในระยะใกล้ตัวของพราน ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังและสำรวจบริเวณรอบ ๆ ตัว พร้อมกับรีบเดินทางลัดไปคอยดักสัตว์อยู่ข้างหน้า

การแกะรอยปัสสาวะ รอยมูล[แก้]

การแกะรอยปัสสาวะของสัตว์ เป็นการแกะรอยในการออกติดตามสัตว์ที่อพยพย้ายถิ่นฐาน ซึ่งจะทิ้งหลักฐานในการเดินทางให้พรานป่าได้ใช้ในการแกะรอยจำนวนมาก เช่นรอยเท้าในการเดินทาง รอยถูไถกับต้นไม้ รอยการนอนแช่ในโตรกหรือแอ่งน้ำ รวมทั้งรอยปัสสาวะอีกด้วย ในเพชรพระอุมา พนมเทียนกำหนดให้การตามรอยปัสสาวะของฝูงกระทิงที่ล่วงหน้าไปก่อนคณะเดินทางและพบเห็นเป็นคนแรกคือพรานจัน ซึ่งพบร่องรอยของปัสสวาะของฝูงกระทิงที่จอมปลวก[7]

รอยปัสสาวะของสัตว์ สามารถบ่งบอกถึงตำแหน่งที่อยู่ของตัวมันเองให้แก่พรานป่าหรือนักล่าสัตว์ได้ทราบ รอยปัสสาวะที่ยังสดและใหม่ส่วนมากจะเป็นฟองและสีของปัสสาวะยังใสไม่ขุ่น การสังเกตรอยปัสสาวะของพรานป่า จะใช้วิธีการสังเกตจากฟองของปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะยังเป็นฟอง แสดงว่าสัตว์นั้นเพิ่งถ่ายเอาไว้ได้ไม่นาน ซึ่งใช้เป็นข้อสันนิษฐานอย่างดีให้กับพรานป่า ว่าสัตว์ที่ติดตามแกะรอยนั้นเพิ่งผ่านบริเวณนั้นไปไม่นาน นอกจากจะเป็นการทิ้งหลักฐานและร่องรอยให้แกะรอยเพื่อติดตามแล้ว รอยปัสสาวะยังสามารถบ่งบอกถึงทิศทางในการมุ่งหน้าเดินทางของสัตว์ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับรอยปัสสาวะของควายป่าเขาเก ที่ทิ้งเอาไว้ให้รพินทร์และดารินใช้ในการแกะรอยเพื่อติดตามในการสังหาร[8]

รอยมูลสัตว์ เป็นร่องรอยที่สัตว์ป่าทิ้งไว้เช่นเดียวกับรอยปัสสาวะ การสังเกตและแกะรอยมูลสัตว์ ส่วนใหญ่พรานป่าผู้ชำนาญทางด้านแกะรอย จะแกะรอยสัตว์ด้วยปัสสาวะและมูลสัตว์ไปพร้อมกัน มูลสัตว์นอกจากจะเป็นการบ่งบอกถึงร่อยรอยการกินของสัตว์แล้ว ยังเป็นการบ่งชี้ตำแหน่งที่อยู่เช่นเดียวกับปัสสาวะ ในเพชรพระอุมา พนมเทียนกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์และพรานจัน แกะร่องรอยของไอ้แหว่งจากมูลที่ถ่ายเอาไว้ ภายหลังจากได้กินต้นไม้ใบไม้ หน่อกล้วยที่เป็นอาหารโปรดและถ่ายมูลทิ้งเอาไว้บริเวณริมป่าละเมาะ[9] และร่องรอยการถ่ายมูลทิ้งเอาไว้ตามพื้นดิน ที่สามารถบอกถึงระยะเวลาในการถ่ายมูลและออกเดินทางของไอ้แหว่ง[10]

การแกะรอยเท้า รอยนอน ฟองน้ำลาย[แก้]

รอยเท้ามนุษย์ที่ใช้ในการแกะรอย

การแกะรอยเท้า รอยนอน ฟองน้ำลาย เป็นการแกะร่องรอยของสัตว์ที่พรานป่าส่วนใหญ่ นิยมใช้เพื่อติดตามล่าสัตว์ป่าที่ต้องการ เป็นการแกะรอยติดตามพฤติกรรมของสัตว์ หรือเป็นการแกะร่องรอยของสัตว์ที่ได้ทิ้งเอาไว้ ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาการแกะรอยเท้า รอยนอนและฟองน้ำลายของสัตว์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพรานมืออาชีพของรพินทร์ ไพรวัลย์ เมื่อมองเห็นร่องรอยของสัตว์ ก็สามารถบอกกล่าวแก่คณะนายจ้างให้ทราบถึงร่องรอยของกระทิงที่ทิ้งเอาไว้

ในเพชรพระอุมา ฝูงวัวกระทิงพากันมานอนแช่น้ำอยู่ในโตรก พร้อมกับทิ้งร่องรอยของรอยเท้าที่เหยียบย้ำลงบนผิวดินที่เต็มไปด้วยโคลน รอยการตะกุยของดิน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแกะรอยเท้าและร่องรอยการนอนของกระทิง พร้อมกับเศษไบไม้ที่หล่นเกลื่อนกลาดพร้อมกับฟองน้ำลายที่ติดอยู่ตามใบไม้[11]

การแกะรอยเท้านั้น นอกจากจะใช้แกะรอยเท้าสัตว์แล้วยังสามารถนำมาใช้ในการแกะรอยเท้าของมนุษย์ได้อีกด้วย พรานป่าจะใช้วิธีการสังเกตรอยเท้าของมนุษย์ที่ปรากฏตามพื้นดิน แอ่งน้ำและในโคลนตม เพื่อเป็นร่องรอยสำคัญในการออกติดตามค้นหา ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้กำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ แนะนำให้หม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์ แกะรอยเท้าของแงซายที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ภายหลังจากออกติดตามรอยกระทิง ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการกำหนดทิศทางการเดินของสัตว์ในการแกะรอยได้อีกด้วย[7]

การแกะรอยดินทลาย รอยเลือดที่รากไม้[แก้]

การแกะรอยดินทลาย รอยเลือดที่รากไม้ เป็นการสังเกตสภาพแวะล้อมและร่องรอยของสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ การแกะรอย รอยดินทลาย รอยเลือดที่รากไม้ เป็นการแกะรอยระดับต่ำของสายตา เช่นรอยเท้าสัตว์บนพื้นดินที่สัตว์ทิ้งไว้เป็นหลักฐาน พรานป่าใช้ร่องรอยในการกำหนดทิศทางของการแกะรอย ในเพชรพระอุมา พนมเทียนกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ ตามแกะรอยของไอ้กุดที่คาบศพเอิ้น ลูกหาบที่แอบย่องเข้ามาขบกัดจนเสียชีวิต ร่องรอยการคาบศพเป็นทางยาว ผ่านห้วยและบริเวณป่าละเมาะ และร่องรอยของการพังทลายของดินที่บริเวณรินตลิ่ง ที่เกิดจากการคาบศพไว้ในปากและกระโดดข้ามไป

การทิ้งร่องรอยดินทลายของไอ้กุด เป็นการทิ้งร่องรอยเพื่อให้รพินทร์ติดตามไปจนพบศพเอิ้น โดยลากศพขึ้นไปไปยังริมตลิ่ง แล้ววกต่ำลงห้วย เพื่ออำพรางให้รพินทร์เข้าใจว่ามันคาบศพขึ้นไปยังที่สูง เกิดเป็นรอยดินและรอยเลือดติดอยู่กับรากไม้ เป็นการบ่งชี้ว่าไอ้กุดคาบศพลูกหาบวกกลับลงห้วยอีกครั้ง[12]

อ้างอิง[แก้]

  1. ลักษณะของป่า, พันโทบุญสืบ ลือศิริ, เอกสารประกอบวิชาการรบพิเศษหลักสูตรนายสิบชั้นอาวุโส, 2534, หน้า 3
  2. สังคมพืชในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, บุญชู ธงนำชัยมา, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, 2540, หน้า 11
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 235, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 235
  4. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนดงมรณะ เล่ม 1 หน้า 322, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 322
  5. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 280, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 280
  6. พรานอาชีพ, สุภาคย์ อินคงทอง, สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม 11, 2544, หน้า 5242-5242
  7. 7.0 7.1 พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 421, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 421
  8. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 2 หน้า 1077, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 1077
  9. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 478, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 478
  10. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 301, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 301
  11. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 418, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 418
  12. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 244, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 244