การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เกือบหนึ่งในสี่ของดินแดนเอสโตเนียครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำ[1] ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครอง และสถานที่ในภาพคือบึงมานนิกยาร์เวอ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเอนด์ลา

การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องและรักษาพื้นที่ที่มีน้ำอยู่หรือใกล้พื้นผิวโลก เช่น ที่ลุ่มน้ำขัง, ที่ลุ่มชื้นแฉะ และพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อยร้อยละหกของโลก และได้กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการอนุรักษ์เนื่องจากบริการของระบบนิเวศที่พวกมันจัดหาให้ ผู้คนมากกว่าสามพันล้านคนหรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลกได้รับความต้องการน้ำขั้นพื้นฐานจากพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นน้ำจืดภายในท้องถิ่น ผู้คนจำนวนเท่ากันพึ่งพาข้าวเป็นอาหารหลัก ซึ่งเป็นพืชผลที่ปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติและทำขึ้นเอง ในบางส่วนของโลก เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำกิลอมเบอโรในประเทศแทนซาเนีย ประชากรในท้องถิ่นเกือบทั้งหมดอาศัยการเพาะปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการดำรงชีวิต[2]

การประมงยังเป็นแหล่งโปรตีนและรายได้ที่สำคัญอย่างยิ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ปริมาณการจับปลาทั้งหมดจากน่านน้ำภายในท้องถิ่น (แม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ) อยู่ที่ 8.7 ล้านเมตริกตันใน ค.ศ. 2002[3] นอกจากอาหารแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำยังมีไฟเบอร์, เชื้อเพลิง และพืชสมุนไพร พวกมันยังให้ระบบนิเวศที่มีคุณค่าสำหรับนกและสัตว์น้ำอื่น ๆ, ช่วยลดผลกระทบที่เป็นอันตรายจากน้ำท่วม, ควบคุมมลพิษ และควบคุมสภาพอากาศ โดยตั้งแต่ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงสุนทรียศาสตร์ เหตุผลในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา

คำจำกัดความของพื้นที่ชุ่มน้ำ[แก้]

มีคำจำกัดความที่หลากหลายของพื้นที่ชุ่มน้ำ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ หรือที่เรียกว่าอนุสัญญาแรมซาร์ นิยามว่าพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่ ทะเลสาบและแม่น้ำ, ที่ลุ่มน้ำขังและที่ลุ่มชื้นแฉะ, ทุ่งหญ้าเปียกและพื้นที่พรุ, โอเอซิส, ปากน้ำ, ดินดอนสามเหลี่ยมและที่ลุ่มราบน้ำขึ้นถึง, พื้นที่ทางทะเลใกล้ชายฝั่ง, ป่าชายเลนและพืดหินปะการัง ตลอดจนแหล่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น บ่อปลา, นาข้าว, อ่างเก็บน้ำ และบ่อเกลือ ในขณะเดียวกัน สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) หรือโครงการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ อธิบายว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็น "พื้นที่ที่น้ำท่วมหรืออิ่มตัวจากน้ำผิวดิน หรือน้ำใต้ดินที่ความถี่และระยะเวลาเพียงพอที่จะรองรับ และภายใต้สภาวะแวดล้อมรองรับ ความชุกของพืชที่ปรับให้เข้ากับชีวิตในสภาพดินอิ่มตัว พื้นที่ชุ่มน้ำโดยทั่วไปประกอบด้วยที่ลุ่มน้ำขัง, ที่ลุ่มชื้นแฉะ, พรุ และพื้นที่ที่คล้ายคลึงกัน"[4] ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำแตกต่างกันไปตามระดับความเค็ม, เขตภูมิอากาศ, พรรณไม้ประจำถิ่นที่รองรับ, ภูมิประเทศโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นชายฝั่งหรือในแผ่นดิน เป็นต้น

พื้นที่ชุ่มน้ำ

หน้าที่พื้นที่ชุ่มน้ำ[แก้]

หน้าที่หลักที่กระทำโดยพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่ การกรองน้ำ, การจัดเก็บน้ำ, กำลังผลิตทางชีวภาพ และให้แหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่า[5] ส่วนหน้าที่เพิ่มเติมและการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำมีอธิบายไว้ในบทความพื้นที่ชุ่มน้ำ

การกรอง[แก้]

Depiction of the food web of a freshwater wetland.
พื้นที่ชุ่มน้ำจุนเจือใยอาหารขนาดใหญ่และซับซ้อน ซึ่งมีหน้าที่และประโยชน์นานาประการแก่ธรรมชาติและมนุษย์

พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยในการกรองน้ำโดยการกำจัดสารอาหารส่วนเกิน ทำให้น้ำช้าลงเพื่อให้อนุภาคหลุดออกจากน้ำ ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่รากพืชได้ จากการศึกษาพบว่าสามารถขจัดฟอสฟอรัสได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ และไนโตรเจน 95 เปอร์เซ็นต์ได้ออกจากน้ำผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำ[6] พื้นที่ชุ่มน้ำยังปล่อยให้สารมลพิษเกาะตัวและเกาะติดกับอนุภาคในดิน ซึ่งมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของตะกอนที่ไหลบ่าเข้ามา[6] และมีการพบพืชชุ่มน้ำบางแห่งมีโลหะหนักสะสมมากกว่า 100,000 เท่าของความเข้มข้นของน้ำโดยรอบ[7] หากปราศจากการทำงานเหล่านี้ ทางน้ำจะเพิ่มปริมาณสารอาหารและสารก่อมลพิษอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การสะสมความเข้มข้นสูงที่แยกออกมาต่างหาก ตัวอย่างของสถานการณ์ดังกล่าวคือพื้นที่มรณะของแม่น้ำมิสซิสซิปปี โดยเป็นบริเวณที่สารอาหารส่วนเกินทำให้เกิดสาหร่ายบนพื้นผิวจำนวนมาก ซึ่งใช้ออกซิเจนจนหมดและทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน (ระดับออกซิเจนต่ำมาก)

พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถกรองและดูดซับแบคทีเรียที่เป็นอันตรายจากน้ำได้ ห่วงโซ่อาหารที่ซับซ้อนของพวกมันเป็นแหล่งจุลชีพและแบคทีเรียต่าง ๆ ซึ่งสัตว์ไม่มีสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกินเข้าไป สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเหล่านี้สามารถกรองแบคทีเรียได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์จากน้ำด้วยวิธีนี้[6]

พื้นที่จัดเก็บ[แก้]

พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถกักเก็บน้ำท่วมได้ประมาณ 1–1.5 แกลลอนต่อเอเคอร์[5] เมื่อรวมกับพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดโดยประมาณในสหรัฐ (107.7 ล้านเอเคอร์)[8] หมายความว่าพื้นที่ชุ่มน้ำของสหรัฐมีแนวโน้มว่าจะกักเก็บน้ำท่วมได้มากกว่าล้านล้านแกลลอน โดยการจัดเก็บและชะลอน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถเติมน้ำบาดาลได้[5] "ที่ลุ่มน้ำขัง 550,000 เอเคอร์ในรัฐฟลอริดามีมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับบทบาทในการกักเก็บน้ำและเติมให้กับชั้นหินอุ้มน้ำ"[7] ตลอดจนการรวมความสามารถของพื้นที่ชุ่มน้ำในการกักเก็บและชะลอน้ำเข้ากับความสามารถในการกรองตะกอน พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันการกร่อนที่แข็งแกร่ง[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. "About Estonia". Estonian Wildlife Tours.
  2. Water Issue Brief: 'Using wetlands sustainably' (PDF), International Water Management Institute, 2010
  3. Review of the state of world fishery resources: inland fisheries[ลิงก์เสีย], FAO Fisheries Circular. No. 942, Rev.1. Rome, FAO. 2003. 60p
  4. EPA > Wetlands > Definitions
  5. 5.0 5.1 5.2 EPA > Wetlands > Wetlands Facts Sheets > Functions and Values of Wetlands
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 "Ducks Unlimited Canada > Wetland and Waterfowl Conservation > Value of Wetlands > Filter our water". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2012-03-22. สืบค้นเมื่อ 2021-09-06.
  7. 7.0 7.1 DU > Conservation > Habitat
  8. Status and Trends of Wetlands in the Conterminous United States 1998 to 2004. U.S. Fish and Wildlife Service (December 2005), pp. 1-116.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]