ข้ามไปเนื้อหา

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
ริ้วกระบวนพระอิสริยยศอัญเชิญพระโกศสู่พระเมรุ
ริ้วกระบวนพระอิสริยยศอัญเชิญพระโกศสู่พระเมรุ
การสิ้นพระชนม์
พระนามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
วันสิ้นพระชนม์27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 (15 ปีที่แล้ว)
สถานที่สิ้นพระชนม์ตึก 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช
ประดิษฐานพระศพพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
พระโกศพระโกศทองใหญ่
ฉัตรคราวแรก : เบญจปฎลเศวตฉัตร
ต่อมา : สัปตปฎลเศวตฉัตร
พระเมรุพระเมรุ ท้องสนามหลวง
วันพระราชทานเพลิงพระศพ9 เมษายน พ.ศ. 2555 (14 ปีที่แล้ว)
ประดิษฐานพระอัฐิพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
วิมานพระอัฐิ วังรื่นฤดี
ประดิษฐานพระสรีรางคารวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร
จังหวัดนครปฐม
อนุสรณ์เสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
กรุงเทพมหานคร
ลอยที่ทะเลอ่าวไทย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:37 น. ณ ตึก 84 ปี ชั้น 5 โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม - 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ระหว่างวันที่ 8 - 12 เมษายน พ.ศ. 2555 ณ พระเมรุ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระพลานามัยก่อนสิ้นพระชนม์

[แก้]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มีพระอาการประชวรตามพระชันษา คณะแพทย์จากศิริราชพยาบาลได้ถวายการรักษาและเฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด โดยมีพลเอกประพัทธ์ กุวานนท์ ราชองครักษ์ประจำพระองค์และเป็นราชเลขานุการส่วนพระองค์และเป็นพระญาติด้วย ได้ทำการรับสนองพระบัญชามาตลอด แต่ในปี พ.ศ. 2543 พลเอกประพัทธ์ กุวานนท์ ป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ เสนอชื่อของท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ (กฤดากร) รองราชเลขาธิการ และเป็นนักเรียนในพระอุปถัมภ์ ที่เคยอาศัยในพระตำหนักของเสด็จพระนางฯ กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เมื่อคราวประทับที่สหราชอาณาจักร เข้ามาเป็นผู้ดูแลรับสนองพระบัญชาสืบต่อในฐานะเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ และในกลางปีนั้นพลเอกประพัทธ์ก็ถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ จึงเข้ามาถวายงานในวังรื่นฤดี และได้กรุณาให้สัมภาษณ์ถึงพระจริยวัตรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ซึ่งท่านผู้หญิงบุตรีเองก็เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ด้วย[1]

ในเวลาต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน มีรับสั่งน้อยลง แต่ทรงทราบกิจทุกเรื่อง[1] แต่พระอาการดังกล่าวทำให้พระวรกายด้านซ้ายขยับยาก คณะแพทย์ศิริราชจึงได้ถวายพระโอสถ มีนางพยาบาลมาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และมีนักกายภาพบำบัดมาถวายการออกกำลัง[1]

ต่อมาพระองค์ประชวรด้วยเส้นเลือดตีบ โดยพระอาการได้ดำเนินระยะมาถึงจุดที่พระองค์ไม่สามารถรับสั่งได้ ซึ่งอย่างไรก็ดี พระองค์ทรงเข้าพระทัยทุกอย่าง พระองค์จะทรงพยักพระพักตร์แสดงว่าทรงเข้าพระทัย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กล่าวถึงพระอาการประชวรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ว่ามีพระอาการดีขึ้น โดยมีนางสุรัสวดี กุวานนท์ แม็กซี่ พระภาคิไนยในพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารเคยตามเสด็จไปอยู่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ได้กลับมาจากต่างประเทศ และรับหน้าที่ถวายการดูแลทูลเป็นภาษาอังกฤษกับพระองค์ได้คนเดียว ซึ่งเคยทูลภาษาอังกฤษความหมายว่า “หากไม่โปรดอาหารที่เสวย ก็ทรงคายออกเถอะ” พระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยเป็นอย่างดี[2]

สิ้นพระชนม์

[แก้]
ประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์

สำนักพระราชวัง มีประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พระนามาภิไธยในขณะนั้น) สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ใจความว่า[3][4]

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ ตึก 84 ปี ชั้น 5 ด้านตะวันออก โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 37 นาที วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 รวมพระชันษา 85 ปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐาน พระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวายมีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป

อนึ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 13 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สำนักพระราชวัง
27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

[แก้]
การลดธงครึ่งเสาที่โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สำนักนายกรัฐมนตรี ออกประกาศเรื่องการสิ้นพระชนม์ มีใจความสำคัญว่า รัฐบาลรับทราบการสิ้นพระชนม์ด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ตลอดจนเห็นว่า มีพระกรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา จึงให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา และให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน เริ่มนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม (ยกเว้นวันที่ 12 สิงหาคม) เป็นต้นไป[5] ซึ่งพระราชพิธีพระศพจะจัดให้สมพระเกียรติเช่นเดียวกับพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

พระราชพิธีพระศพ

[แก้]

เคลื่อนพระศพสู่พระบรมมหาราชวัง

[แก้]

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:50 น. สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เชิญพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา จากโรงพยาบาลศิริราช สู่พระบรมมหาราชวัง โดยมีท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ และท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามขบวน[6]

การถวายน้ำสรงพระศพ

[แก้]

พระราชพิธี

[แก้]

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์จำนวนหนึ่งเสด็จไปทรงรอที่พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง แล้วถวายน้ำสรงที่สายสิญจน์ซึ่งคล้องจากพระบาทพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

เวลา 16:55 น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งพิมานรัตยาโดยลิฟต์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าในพระฉาก ซึ่งพระศพบรรทมอยู่บนพระแท่น ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารและสักการะพระศพ จากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสรงน้ำพระสุคนธ์พระราชทานที่พระบาทพระศพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สรงน้ำพระสุคนธ์และน้ำขมิ้นพระราชทานที่พระอุระพระศพ จากนั้นทรงหวีพระเกศาพระศพขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วทรงหวีลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงหักพระสางวางไว้ในพาน จากนั้นทรงทอดผ้าไตรสดับปกรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายพระสุกำพระศพ จากนั้นพระราชทานซองพระศรีบรรจุดอกบัวและธูปเทียนข้างพระกรพระศพ แล้วทรงปิดพระพักตร์พระศพด้วยแผ่นทองคำจำหลักลายดุน เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระลองใน ทรงสวมพระชฎาทองคำที่พระเศียรพระศพ แล้วเสด็จพระราชดำเนินออกนอกพระฉาก ประทับพระราชอาสน์ เจ้าพนักงานปิดฝาพระลองใน ถวายคลุมตาดทอง แล้วทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เชิญพระลองในเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินตาม ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เชิญพระโกศพระศพไปประดิษฐานที่มุขตะวันตก แต่ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง เนื่องจากในขณะนั้นบนพระแท่นประดิษฐานพระโกศทองใหญ่เปล่าไว้อยู่แล้ว[7]:53

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับพระราชอาสน์ พระราชทานพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนสักการะพระศพและนมัสการพระพุทธรูป แล้วพระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่หน้าพระโกศพระศพทั้งหมด จากนั้นทรงทอดผ้าไตรบนโต๊ะที่พระภูษาโยง พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงคมพระโกศพระศพและพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกพระราชทานให้เจ้าพนักงานเชิญไปตั้งที่หน้าพระแท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม ทรงคม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[8] หลังจากพระบรมวงศานุวงศ์ทยอยเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว คืนวันเดียวกัน เจ้าพนักงานได้ดำเนินการเปลื้องพระโกศทองใหญ่ลงจากบนพระแท่นแว่นฟ้าทอง แล้วตำรวจหลวงเชิญพระลองในขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นแว่นฟ้าทอง แล้วประกอบพระโกศทองใหญ่กลับเข้าไป[7]:59

ทั้งนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เป็นพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ล่าสุดที่มีพระประสงค์ให้อัญเชิญพระศพของพระองค์ประทับลงในพระโกศตามโบราณราชประเพณี ซึ่งแตกต่างจากพระบรมศพและพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชสกุลมหิดลตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ประทับในหีบทั้งหมด เนื่องด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เคยมีพระดำรัสไว้ว่า "จะดำรงพระเกียรติยศของการเป็นขัตติยนารีแห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างสูงที่สุด" สำนักพระราชวังจึงจัดตรงตามโบราณราชประเพณี โดยเทียบเคียงกับงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทุกประการ รวมถึงมีการพระราชทานเพลิงพระบุพโพด้วย ยกเว้นเฉพาะการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพจริง ที่อัญเชิญพระโกศเข้าสู่เตาไฟฟ้าแทนการตั้งบนพระจิตกาธาน เนื่องจากพระเมรุในงานดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับเมื่อครั้งพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งมีเตาไฟฟ้าแยกไว้ต่างหาก[9]

ประชาชน

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ตั้งแต่เวลา 13:00-16:00 น.

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระราชทานพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ดังนี้

  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 2 - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 10 – 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 14 - 15 กันยายน พ.ศ. 2554
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 3 – 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554[10]

พิธีถวายเลี้ยงภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ ในการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ระหว่างการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ครบทั้ง 100 วัน ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

การบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลประจำวันพุธ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้พระบรมวงศานุวงศ์ สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา และราชินีกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศล ถวายพระศพประจำสัปดาห์ในทุกวันพุธ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน 7 วัน จนถึงพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน 100 วัน โดยมีกำหนดการดังนี้

หลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน พระราชทานพระศพแล้ว จะงดการประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ และงดการถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงพระศพต่อไป

การประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลกงเต็ก

[แก้]

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13:30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ ในการคณะสงฆ์จีนนิกายบำเพ็ญกุศล (พิธีกงเต็ก) ถวายพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์อัญเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาประทับ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม ประธานกรรมการสงฆ์จีนนิกายอ่านประกาศการบำเพ็ญกุศล (กงเต็ก) จากนั้นเสด็จลงมณฑลพิธี เจ้าพนักงานเชิญเทวทูตม้าเข้าถวาย ทรงอธิษฐาน แล้วมอบเจ้าพนักงานนำไปเผา พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์ จากนั้นมีพิธีสรงน้ำดวงพระวิญญาณ พระสงฆ์จีน 86 รูปขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จตามพระสงฆ์จีนไปถวายเครื่องเสวยคาว-หวาน ผลไม้ ที่หน้าพระโกศพระศพ พระสงฆ์จีน 21 รูปเชิญดวงพระวิญญาณเสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สวดพระพุทธมนต์

เวลา 16:00 น. ประกอบพิธีลอยกระทงและปล่อยนกปล่อยปลา พระสงฆ์จีน 15 รูปเดินนำเสด็จไปยังท่าราชวรดิฐ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา ทรงคม แล้วทรงยืน พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ เจ้าพนักงานเชิญเทวทูตม้าเข้าถวาย ทรงอธิษฐาน แล้วมอบเจ้าพนักงานนำไปเผา พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ปล่อยชีวิตสัตว์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล และข้าราชบริพารลอยกระทง ปล่อยนก ปล่อยปลา

ต่อมาเวลา 18:00 น. ประกอบพิธีโยคะตันตระ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และทรงจุดธูปเทียนเซ่นไหว้ดวงพระวิญญาณ เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่เวไนยสัตว์ พระสงฆ์จีนสวดพระธารณีมนต์เจริญธรรมอธิษฐาน

กระทั่งเวลา 20:50 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์จีนสดับปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นเสด็จลงบันไดมุขด้านทิศเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังลานหน้าประตูศรีสุนทร ทรงวางกระดาษเงิน-กระดาษทองในพระตำหนักหลุยส์ เครสเซนต์ เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษจำลอง ทรงจุดไฟเผาเครื่องกระดาษ

โดยเครื่องกระดาษที่ใช้พิธี ประกอบด้วย พระตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ ที่เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ ในบรรยากาศริมทะเล ซึ่งเป็นพระตำหนักที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับเมื่อครั้งทรงอยู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งภายในมีการจัดสวนและรถยนต์พระที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีหีบฉลองพระองค์ ภูเขาเงิน ภูเขาทอง ภูเขาเสริมบารมี เครื่องเงินเครื่องทอง หีบบรรจุกระดาษเงินกระดาษทองจำนวน 6-7 หีบ ขณะที่ส่วนประกอบของพิธีได้มีการจำลองรูปพระมหาโพธิสัตว์ความสูง 3 เมตร ที่ทำหน้าที่ดูแลดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่มารับส่วนกุศล ภูเขาเงินภูเขาทองสำหรับอุทิศให้กับวิญญาณไร้ญาติต่างๆ หุ่นกระดาษข้าราชบริพารจำนวน 1 คู่ ห้องสรงสำหรับสรงน้ำดวงพระวิญญาณ ถ่งพวง หรือ ไม้แขวนฉลองพระองค์ที่ใช้สำหรับอัญเชิญดวงพระวิญญาณ เทวทูตกระดาษขี่ม้าขี่นกจำนวน 3-4 ชุด เสื้อกระดาษสำหรับเผาให้วิญญาณไร้ญาติจำนวน 360 ชุด นอกจากนี้รวมถึงรูปสุนัข และไก่แจ้ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่โปรด

สิ่งของอุปโภคและบริโภคในพิธีทิ้งกระจาดหรือพิธีโยคะตันตระ ถวายเป็นพระกุศลในพิธีกงเต็กครั้งนี้ จะประทานให้นายทหารพิเศษจากกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยต่อไป เพื่อน้อมถวายเป็นพระกุศล

การประโคมย่ำยาม

[แก้]

การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง แต่เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง เท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง คือ

  • ยาม 1 เวลา 06:00 น.
  • ยาม 2 เวลา 09:00 น.
  • ยาม 3 เวลา 12:00 น.
  • ยาม 4 เวลา 15:00 น.
  • ยาม 5 เวลา 18:00 น.
  • ยาม 6 เวลา 21:00 น.
  • ยาม 7 เวลา 24:00 น.

ในการประโคมงานพระศพฯ กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี 2 หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ

  • วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ)
  • วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้

  • วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม “เพลงสำหรับบท” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง “ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง “ประโคมเพลงชุดนางหงส์”

เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ก็ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง การที่กรมศิลปากร นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามนั้น

แต่โบราณดั้งเดิม ไม่ได้มี “วงปี่พาทย์” ร่วมประโคมย่ำยาม จะมีแต่เฉพาะ “วงแตรสังข์ และ วงปี่ไฉนกลองชนะ” ของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังและวงกลองสี่ปี่หนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) ประโคมในงานพระบรมศพ พระศพ เท่านั้น

พิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล

[แก้]

ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 186 รูป เพือถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ในโอกาสสิ้นพระชนม์ครบ 50 วัน ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 และในโอกาสสิ้นพระชนม์ครบ 100 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โอกาสนี้คณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการส่วนราชการ ตัวแทนองค์กรต่างๆ และประชาชน ร่วมพิธีด้วย และทุกจังหวัดได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรพร้อมกันกับในส่วนกลาง

ประชาชนถวายสักการะพระศพ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 7 วัน เป็นต้นไป[11]

สถาปนาพระเกียรติยศ

[แก้]

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการผ่านท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กรมศิลปากรดำเนินการสร้างฉัตรเหนือยอดพระเมรุเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) จากเดิมคือเบญจปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 5 ชั้น) เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา โดยข้อความพระบรมราชโองการระบุไว้ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2554 ว่าเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เป็นสมเด็จพระปิตุลาธิราช และเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นที่เคารพนับถือในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประดิษฐานพระศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานเป็นลำดับมา บัดนี้ ถึงวาระที่จะได้พระราชทานเพลิงพระศพเป็นอวสานแห่งการพระราชกุศล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีขึ้น ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนานัปการ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ขึ้น โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตรกางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเพิ่มเติมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป [12]


ประกาศ ณ วันที่ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

ในการนี้ พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะผู้ออกแบบพระเมรุ จึงได้ปรับแบบยอดพระเมรุเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร รวมทั้งพระโกศพระอัฐิทองคำลงยาองค์ใหญ่ก็จะปรับเป็นยอดสัปตปฎลเศวตฉัตรเช่นเดียวกัน[13] โดยมีพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 17:09 น. เป็นปฐมฤกษ์ จนถึงเวลา 17:39 น. เป็นที่สุดแห่งฤกษ์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ในพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ[14] นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้พระมหาพิชัยราชรถในการอัญเชิญพระโกศทรงพระศพแทนเวชยันตราชรถ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามเศวตฉัตรที่ได้รับพระราชทานมาใหม่อีกด้วย ทำให้เป็นการใช้พระมหาพิชัยราชรถองค์จริงเชิญพระโกศทรงพระศพจริงเป็นครั้งแรกในรอบ 101 ปี นับตั้งแต่เชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2454 เป็นครั้งหลังสุด เนื่องจากหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีในครั้งนั้นก็ได้ระงับการใช้งานพระมหาพิชัยราชรถไปเนื่องจากทรุดโทรมลงมาก และถึงแม้จะบูรณะพระมหาพิชัยราชรถกลับมาใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อ พ.ศ. 2539 แล้ว ก็ยังเป็นการเชิญพระโกศเปล่าที่ไม่มีพระศพประดิษฐานภายใน

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ

[แก้]
ริ้วขบวนที่ 2 เคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ขึ้น ระหว่างวันที่ 8-12 เมษายน พ.ศ. 2555 โดยกำหนดการพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ การบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 8 เมษายน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 9 เมษายน พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ในวันที่ 10 เมษายน การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิ ในวันที่ 11 เมษายน การเชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐานที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และการเชิญพระผอบพระสรีรางคารไปบรรจุยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในวันที่ 12 เมษายน

สำหรับการดำเนินการพระราชพิธีฯ นั้น มีการสร้างพระเมรุและอาคารประกอบ เช่น พระที่นั่งทรงธรรม หอเปลื้อง ศาลาลูกขุน เป็นต้น นอกจากนี้ในการก่อสร้างพระเมรุยังมีการติดตั้งลิฟท์ที่ใช้เป็นที่ขึ้นของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเข้าสู่พระจิตกาธานภายในพระเมรุ ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธีนั้น ได้มีการซ่อมแซมพระมหาพิชัยราชรถ พระยานมาศสามลำคาน ราชรถน้อย พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ เพื่อพร้อมใช้ในพิธีจริง ซึ่งราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบเหล่านี้ได้ใช้ในการซ้อมย่อยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม และ 25 มีนาคม รวมถึงการการซ้อมใหญ่ในวันที่ 31 มีนาคม

ทหารปืนใหญ่จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ยิงสลุตถวายพระเกียรติ­แก่พระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร­ะราชทานเพลิงพระศพ

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 07:00 น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ โดยพระราชาคณะ 30 รูป สดับปกรณ์ก่อนเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้เปลื้องพระลองทองใหญ่ประกอบพระโกศออกเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพไปประดิษฐานที่พระยานมาศ สามลำคาน

หลังจากนั้น ริ้วขบวนที่ 1 จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ไปยังพระมหาพิชัยราชรถที่ รออยู่ที่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารเส้นทางจากประตูศรีสุนทร ประตูเทวาภิรมย์ ถนนมหาราช ถนนท้ายวังและถนนสนามไชย กำลังพล 622 นาย

จากนั้น ริ้วขบวนที่ 2 จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพโดยพระมหาพิชัยราชรถจากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง เส้นทางจากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ถนนสนามไชย ถนนราชดำเนิน เข้าถนนกลาง ท้องสนามหลวง กำลังพล 1,114 นาย

ต่อด้วย ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพโดยพระยานมาศสามลำคาน เวียนรอบพระเมรุโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุกำลังพล 367 นาย

เวลา 16:30 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ

เวลา 22:00 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ (จริง)

การพระราชทานเพลิงพระบุพโพ

[แก้]

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555 มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบุพโพ (น้ำเหลือง) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณที่จัดขึ้นสืบต่อกันมาเป็นประเพณี ก่อนการถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระสรีระพระศพที่บรรจุลงในพระโกศ โดยในครั้งนี้เป็นไปตามพระประสงค์ส่วนพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ที่มีพระดำริไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยโบราณด้วย โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เสด็จแทนพระองค์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

โดยพิธีการเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 08:30 น. หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่งนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร และประทับพระเก้าอี้ข้างพระราชอาสน์ จากนั้นเจ้าพนักงานสนมพลเรือน ถวายบังคมพระศพทางด้านหน้าที่ประดิษฐานพระศพ แล้วขึ้นเกยร้านม้าบนพระแท่นสุวรรณเบญจดลด้านหลัง เพื่อเปลื้องพระโกศทองใหญ่ออก เชิญไปพักที่ข้างพระแท่นสุวรรณเบญจดล เจ้าพนักงานภูษามาลา เชิญถ้ำพระบุพโพ ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อถึงลานหน้าบันได เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายพระกลดกางกั้นถ้ำพระบุพโพ แล้วเชิญออกทางประตูกำแพงแก้วด้านตะวันตก ไปขึ้นเกยและประดิษฐานหีบเครื่องพระบุพโพบนพระวอวิมาน ส่วนถ้ำพระบุพโพเชิญโดยรถยนต์พระที่นั่ง เข้าขบวนเชิญออกจากพระบรมมหาราชวัง ไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อขบวนเดินทางถึง ได้เชิญพระบุพโพเทียบที่บันไดเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ทางด้านหลัง แล้วเชิญขึ้นเมรุแล้วปิดม่าน จากนั้น พลเรือเอกหม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เสด็จขึ้นเมรุทรงทอดผ้าไตร วางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ พระราชวงศ์ พระประยูรญาติและข้าราชบริภาร วางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ แล้วพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงวางดอกไม้จันทน์และทรงจุดไฟพระราชทานเพลิงพระบุพโพ (จริง) ที่หน้าหีบเครื่องพระบุพโพ[15]

อ้างอิง

[แก้]

หมายกำหนดการ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พุทธศักราช ๒๕๕๕ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/B/023/4.PDF

  1. 1 2 3 "สกุลไทย - พระจริยวัตรในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2011-07-15. สืบค้นเมื่อ 2011-07-29.
  2. ดวงใจแผ่นดิน พระประสงค์ในเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ เดลินิวส์ วัน จันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 02:53 น.
  3. ประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สำนักพระราชวัง, เข้าถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
  4. "NNT - HRH Princess Bejaratana Rajasuda passes away at 85". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2011-09-07. สืบค้นเมื่อ 2011-09-18.
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์, เล่ม ๑๒๘, ตอนพิเศษ ๘๒ ง, ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๕
  6. เชิญพระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯจากศิริราชถึงพระบรมมหาราชวังจาก นสพ. ไทยรัฐ
  7. 1 2 กรมศิลปากร, กระทรวงวัฒนธรรม (2557). จดหมายเหตุงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ISBN 978-616-283-098-3. สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 โดยทาง D-Library | National Library of Thailand.
  8. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
  9. "เปิดตำนานเรื่องพระโกศ ทรงพระศพ ตามโบราณราชประเพณี". กระปุก.คอม. 18 ตุลาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2025.
  10. "กำหนดการงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานจากสำนักพระราชวัง" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2017-10-05. สืบค้นเมื่อ 2011-09-18.
  11. "เปิดให้ประชาชนเข้า สักการะ พระศพหลังครบ 7 วัน". นสพ.ไทยรัฐ. 29 กรกฎาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.
  12. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เล่ม ๑๒๙, ตอน พิเศษ ๖๑ ง, วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕, หน้า ๑
  13. โปรดเกล้าฯ ฉัตรพระเมรุ 7 ชั้น[ลิงก์เสียถาวร] จากข่าวสดออนไลน์
  14. กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดจัดพิธียกฉัตรในวันที่ 3 เมษายน เก็บถาวร 2012-03-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน,เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2555
  15. สำนักข่าวแห่งชาติ, พิธีพระราชทานเพลิงพระบุพโพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส[ลิงก์เสียถาวร]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]