การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
ริ้วกระบวนพระอิสริยยศอัญเชิญพระโกศสู่พระเมรุ | |
| การสิ้นพระชนม์ | |
|---|---|
| พระนาม | สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา |
| วันสิ้นพระชนม์ | 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 |
| สถานที่สิ้นพระชนม์ | ตึก 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช |
| ประดิษฐานพระศพ | พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง |
| พระโกศ | พระโกศทองใหญ่ |
| ฉัตร | คราวแรก : เบญจปฎลเศวตฉัตร ต่อมา : สัปตปฎลเศวตฉัตร |
| พระเมรุ | พระเมรุ ท้องสนามหลวง |
| วันพระราชทานเพลิงพระศพ | 9 เมษายน พ.ศ. 2555 |
| ประดิษฐานพระอัฐิ | พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วิมานพระอัฐิ วังรื่นฤดี |
| ประดิษฐานพระสรีรางคาร | วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม อนุสรณ์เสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ลอยที่ทะเลอ่าวไทย |
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:37 น. ณ ตึก 84 ปี ชั้น 5 โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม - 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ระหว่างวันที่ 8 - 12 เมษายน พ.ศ. 2555 ณ พระเมรุ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
พระพลานามัยก่อนสิ้นพระชนม์
[แก้]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มีพระอาการประชวรตามพระชันษา คณะแพทย์จากศิริราชพยาบาลได้ถวายการรักษาและเฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด โดยมีพลเอกประพัทธ์ กุวานนท์ ราชองครักษ์ประจำพระองค์และเป็นราชเลขานุการส่วนพระองค์และเป็นพระญาติด้วย ได้ทำการรับสนองพระบัญชามาตลอด แต่ในปี พ.ศ. 2543 พลเอกประพัทธ์ กุวานนท์ ป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ เสนอชื่อของท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ (กฤดากร) รองราชเลขาธิการ และเป็นนักเรียนในพระอุปถัมภ์ ที่เคยอาศัยในพระตำหนักของเสด็จพระนางฯ กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เมื่อคราวประทับที่สหราชอาณาจักร เข้ามาเป็นผู้ดูแลรับสนองพระบัญชาสืบต่อในฐานะเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ และในกลางปีนั้นพลเอกประพัทธ์ก็ถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ จึงเข้ามาถวายงานในวังรื่นฤดี และได้กรุณาให้สัมภาษณ์ถึงพระจริยวัตรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ซึ่งท่านผู้หญิงบุตรีเองก็เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ด้วย[1]
ในเวลาต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน มีรับสั่งน้อยลง แต่ทรงทราบกิจทุกเรื่อง[1] แต่พระอาการดังกล่าวทำให้พระวรกายด้านซ้ายขยับยาก คณะแพทย์ศิริราชจึงได้ถวายพระโอสถ มีนางพยาบาลมาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และมีนักกายภาพบำบัดมาถวายการออกกำลัง[1]
ต่อมาพระองค์ประชวรด้วยเส้นเลือดตีบ โดยพระอาการได้ดำเนินระยะมาถึงจุดที่พระองค์ไม่สามารถรับสั่งได้ ซึ่งอย่างไรก็ดี พระองค์ทรงเข้าพระทัยทุกอย่าง พระองค์จะทรงพยักพระพักตร์แสดงว่าทรงเข้าพระทัย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กล่าวถึงพระอาการประชวรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ว่ามีพระอาการดีขึ้น โดยมีนางสุรัสวดี กุวานนท์ แม็กซี่ พระภาคิไนยในพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารเคยตามเสด็จไปอยู่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ได้กลับมาจากต่างประเทศ และรับหน้าที่ถวายการดูแลทูลเป็นภาษาอังกฤษกับพระองค์ได้คนเดียว ซึ่งเคยทูลภาษาอังกฤษความหมายว่า “หากไม่โปรดอาหารที่เสวย ก็ทรงคายออกเถอะ” พระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยเป็นอย่างดี[2]
สิ้นพระชนม์
[แก้]
สำนักพระราชวัง มีประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พระนามาภิไธยในขณะนั้น) สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ใจความว่า[3][4]
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ ตึก 84 ปี ชั้น 5 ด้านตะวันออก โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 37 นาที วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 รวมพระชันษา 85 ปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐาน พระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวายมีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป
อนึ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 13 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
— สำนักพระราชวัง
27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
[แก้]
สำนักนายกรัฐมนตรี ออกประกาศเรื่องการสิ้นพระชนม์ มีใจความสำคัญว่า รัฐบาลรับทราบการสิ้นพระชนม์ด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ตลอดจนเห็นว่า มีพระกรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา จึงให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา และให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน เริ่มนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม (ยกเว้นวันที่ 12 สิงหาคม) เป็นต้นไป[5] ซึ่งพระราชพิธีพระศพจะจัดให้สมพระเกียรติเช่นเดียวกับพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
พระราชพิธีพระศพ
[แก้]เคลื่อนพระศพสู่พระบรมมหาราชวัง
[แก้]วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:50 น. สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เชิญพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา จากโรงพยาบาลศิริราช สู่พระบรมมหาราชวัง โดยมีท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ และท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามขบวน[6]
การถวายน้ำสรงพระศพ
[แก้]พระราชพิธี
[แก้]วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์จำนวนหนึ่งเสด็จไปทรงรอที่พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง แล้วถวายน้ำสรงที่สายสิญจน์ซึ่งคล้องจากพระบาทพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
เวลา 16:55 น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งพิมานรัตยาโดยลิฟต์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าในพระฉาก ซึ่งพระศพบรรทมอยู่บนพระแท่น ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารและสักการะพระศพ จากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสรงน้ำพระสุคนธ์พระราชทานที่พระบาทพระศพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สรงน้ำพระสุคนธ์และน้ำขมิ้นพระราชทานที่พระอุระพระศพ จากนั้นทรงหวีพระเกศาพระศพขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วทรงหวีลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงหักพระสางวางไว้ในพาน จากนั้นทรงทอดผ้าไตรสดับปกรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายพระสุกำพระศพ จากนั้นพระราชทานซองพระศรีบรรจุดอกบัวและธูปเทียนข้างพระกรพระศพ แล้วทรงปิดพระพักตร์พระศพด้วยแผ่นทองคำจำหลักลายดุน เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระลองใน ทรงสวมพระชฎาทองคำที่พระเศียรพระศพ แล้วเสด็จพระราชดำเนินออกนอกพระฉาก ประทับพระราชอาสน์ เจ้าพนักงานปิดฝาพระลองใน ถวายคลุมตาดทอง แล้วทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เชิญพระลองในเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินตาม ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เชิญพระโกศพระศพไปประดิษฐานที่มุขตะวันตก แต่ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง เนื่องจากในขณะนั้นบนพระแท่นประดิษฐานพระโกศทองใหญ่เปล่าไว้อยู่แล้ว[7]: 53
เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประทับพระราชอาสน์ พระราชทานพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนสักการะพระศพและนมัสการพระพุทธรูป แล้วพระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่หน้าพระโกศพระศพทั้งหมด จากนั้นทรงทอดผ้าไตรบนโต๊ะที่พระภูษาโยง พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงคมพระโกศพระศพและพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกพระราชทานให้เจ้าพนักงานเชิญไปตั้งที่หน้าพระแท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม ทรงคม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[8] หลังจากพระบรมวงศานุวงศ์ทยอยเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว คืนวันเดียวกัน เจ้าพนักงานได้ดำเนินการเปลื้องพระโกศทองใหญ่ลงจากบนพระแท่นแว่นฟ้าทอง แล้วตำรวจหลวงเชิญพระลองในขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นแว่นฟ้าทอง แล้วประกอบพระโกศทองใหญ่กลับเข้าไป[7]: 59
ทั้งนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เป็นพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ล่าสุดที่มีพระประสงค์ให้อัญเชิญพระศพของพระองค์ประทับลงในพระโกศตามโบราณราชประเพณี ซึ่งแตกต่างจากพระบรมศพและพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชสกุลมหิดลตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ประทับในหีบทั้งหมด เนื่องด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เคยมีพระดำรัสไว้ว่า "จะดำรงพระเกียรติยศของการเป็นขัตติยนารีแห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างสูงที่สุด" สำนักพระราชวังจึงจัดตรงตามโบราณราชประเพณี โดยเทียบเคียงกับงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทุกประการ รวมถึงมีการพระราชทานเพลิงพระบุพโพด้วย ยกเว้นเฉพาะการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพจริง ที่อัญเชิญพระโกศเข้าสู่เตาไฟฟ้าแทนการตั้งบนพระจิตกาธาน เนื่องจากพระเมรุในงานดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับเมื่อครั้งพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งมีเตาไฟฟ้าแยกไว้ต่างหาก[9]
ประชาชน
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ตั้งแต่เวลา 13:00-16:00 น.
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระราชทานพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ดังนี้
- พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 2 - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 10 – 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 14 - 15 กันยายน พ.ศ. 2554
- พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 3 – 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554[10]
พิธีถวายเลี้ยงภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ ในการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ระหว่างการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ครบทั้ง 100 วัน ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
การบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลประจำวันพุธ
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้พระบรมวงศานุวงศ์ สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา และราชินีกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศล ถวายพระศพประจำสัปดาห์ในทุกวันพุธ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน 7 วัน จนถึงพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน 100 วัน โดยมีกำหนดการดังนี้
- วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และ วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์
- วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554 สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา และสมาชิกราชินีกุล
- วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554 คณะองคมนตรี และสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (อภัยวงศ์, จารุดุล, กุวานนท์)
- วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 คณะรัฐมนตรี และข้าราชการทหาร - ตำรวจ (4 เหล่าทัพ)
- วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554 สมาชิกรัฐสภา และทายาทข้าทูลละอองธุลีพระบาทในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
- วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 และ วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554 พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) พระราชทานพระศพ
- วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554 หน่วยงานตุลาการ และหน่วยงานองค์กรอิสระ
- วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และบริษัทในเครือ 6 ราย สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ องค์กรในพระบรมราชูปถัมภ์ และองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์
- วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554 กระทรวง กรม กองต่างๆ องค์กรศาสนา และพราหมณ์
- วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554 สถาบันการศึกษาภาครัฐ-เอกชน และสถาบันการเงิน
- วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554 องค์กรสาธาณกุศล องค์กร-บริษัทเอกชน และองค์การมหาชน
- วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554 สื่อมวลชนทุกแขนง คณะลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด และอาสาสมัครรักษาดินแดน
- วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ข้าราชบริพารในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา และองค์กรในพระอุปถัมภ์ฯ
- วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 และ วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) พระราชทานพระศพ
หลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน พระราชทานพระศพแล้ว จะงดการประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ และงดการถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงพระศพต่อไป
การประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลกงเต็ก
[แก้]ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13:30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ ในการคณะสงฆ์จีนนิกายบำเพ็ญกุศล (พิธีกงเต็ก) ถวายพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์อัญเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาประทับ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม ประธานกรรมการสงฆ์จีนนิกายอ่านประกาศการบำเพ็ญกุศล (กงเต็ก) จากนั้นเสด็จลงมณฑลพิธี เจ้าพนักงานเชิญเทวทูตม้าเข้าถวาย ทรงอธิษฐาน แล้วมอบเจ้าพนักงานนำไปเผา พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์ จากนั้นมีพิธีสรงน้ำดวงพระวิญญาณ พระสงฆ์จีน 86 รูปขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จตามพระสงฆ์จีนไปถวายเครื่องเสวยคาว-หวาน ผลไม้ ที่หน้าพระโกศพระศพ พระสงฆ์จีน 21 รูปเชิญดวงพระวิญญาณเสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สวดพระพุทธมนต์
เวลา 16:00 น. ประกอบพิธีลอยกระทงและปล่อยนกปล่อยปลา พระสงฆ์จีน 15 รูปเดินนำเสด็จไปยังท่าราชวรดิฐ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา ทรงคม แล้วทรงยืน พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ เจ้าพนักงานเชิญเทวทูตม้าเข้าถวาย ทรงอธิษฐาน แล้วมอบเจ้าพนักงานนำไปเผา พระสงฆ์จีนสวดพระพุทธมนต์ปล่อยชีวิตสัตว์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล และข้าราชบริพารลอยกระทง ปล่อยนก ปล่อยปลา
ต่อมาเวลา 18:00 น. ประกอบพิธีโยคะตันตระ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และทรงจุดธูปเทียนเซ่นไหว้ดวงพระวิญญาณ เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่เวไนยสัตว์ พระสงฆ์จีนสวดพระธารณีมนต์เจริญธรรมอธิษฐาน
กระทั่งเวลา 20:50 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์จีนสดับปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นเสด็จลงบันไดมุขด้านทิศเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังลานหน้าประตูศรีสุนทร ทรงวางกระดาษเงิน-กระดาษทองในพระตำหนักหลุยส์ เครสเซนต์ เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษจำลอง ทรงจุดไฟเผาเครื่องกระดาษ
โดยเครื่องกระดาษที่ใช้พิธี ประกอบด้วย พระตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ ที่เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ ในบรรยากาศริมทะเล ซึ่งเป็นพระตำหนักที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับเมื่อครั้งทรงอยู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งภายในมีการจัดสวนและรถยนต์พระที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีหีบฉลองพระองค์ ภูเขาเงิน ภูเขาทอง ภูเขาเสริมบารมี เครื่องเงินเครื่องทอง หีบบรรจุกระดาษเงินกระดาษทองจำนวน 6-7 หีบ ขณะที่ส่วนประกอบของพิธีได้มีการจำลองรูปพระมหาโพธิสัตว์ความสูง 3 เมตร ที่ทำหน้าที่ดูแลดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่มารับส่วนกุศล ภูเขาเงินภูเขาทองสำหรับอุทิศให้กับวิญญาณไร้ญาติต่างๆ หุ่นกระดาษข้าราชบริพารจำนวน 1 คู่ ห้องสรงสำหรับสรงน้ำดวงพระวิญญาณ ถ่งพวง หรือ ไม้แขวนฉลองพระองค์ที่ใช้สำหรับอัญเชิญดวงพระวิญญาณ เทวทูตกระดาษขี่ม้าขี่นกจำนวน 3-4 ชุด เสื้อกระดาษสำหรับเผาให้วิญญาณไร้ญาติจำนวน 360 ชุด นอกจากนี้รวมถึงรูปสุนัข และไก่แจ้ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่โปรด
สิ่งของอุปโภคและบริโภคในพิธีทิ้งกระจาดหรือพิธีโยคะตันตระ ถวายเป็นพระกุศลในพิธีกงเต็กครั้งนี้ จะประทานให้นายทหารพิเศษจากกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยต่อไป เพื่อน้อมถวายเป็นพระกุศล
การประโคมย่ำยาม
[แก้]การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง แต่เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง เท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง คือ
- ยาม 1 เวลา 06:00 น.
- ยาม 2 เวลา 09:00 น.
- ยาม 3 เวลา 12:00 น.
- ยาม 4 เวลา 15:00 น.
- ยาม 5 เวลา 18:00 น.
- ยาม 6 เวลา 21:00 น.
- ยาม 7 เวลา 24:00 น.
ในการประโคมงานพระศพฯ กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี 2 หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ
- วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ)
- วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้
- วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม “เพลงสำหรับบท” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
- วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง “ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
- วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง “ประโคมเพลงชุดนางหงส์”
เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ก็ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง การที่กรมศิลปากร นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามนั้น
แต่โบราณดั้งเดิม ไม่ได้มี “วงปี่พาทย์” ร่วมประโคมย่ำยาม จะมีแต่เฉพาะ “วงแตรสังข์ และ วงปี่ไฉนกลองชนะ” ของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังและวงกลองสี่ปี่หนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) ประโคมในงานพระบรมศพ พระศพ เท่านั้น
พิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล
[แก้]ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 186 รูป เพือถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ในโอกาสสิ้นพระชนม์ครบ 50 วัน ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 และในโอกาสสิ้นพระชนม์ครบ 100 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โอกาสนี้คณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการส่วนราชการ ตัวแทนองค์กรต่างๆ และประชาชน ร่วมพิธีด้วย และทุกจังหวัดได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรพร้อมกันกับในส่วนกลาง
ประชาชนถวายสักการะพระศพ
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 7 วัน เป็นต้นไป[11]
สถาปนาพระเกียรติยศ
[แก้]วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการผ่านท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กรมศิลปากรดำเนินการสร้างฉัตรเหนือยอดพระเมรุเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) จากเดิมคือเบญจปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 5 ชั้น) เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา โดยข้อความพระบรมราชโองการระบุไว้ว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2554 ว่าเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เป็นสมเด็จพระปิตุลาธิราช และเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นที่เคารพนับถือในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประดิษฐานพระศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานเป็นลำดับมา บัดนี้ ถึงวาระที่จะได้พระราชทานเพลิงพระศพเป็นอวสานแห่งการพระราชกุศล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีขึ้น ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนานัปการ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ขึ้น โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี
จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตรกางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเพิ่มเติมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป [12]
ประกาศ ณ วันที่ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบันผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายกรัฐมนตรี
ในการนี้ พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะผู้ออกแบบพระเมรุ จึงได้ปรับแบบยอดพระเมรุเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร รวมทั้งพระโกศพระอัฐิทองคำลงยาองค์ใหญ่ก็จะปรับเป็นยอดสัปตปฎลเศวตฉัตรเช่นเดียวกัน[13] โดยมีพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 17:09 น. เป็นปฐมฤกษ์ จนถึงเวลา 17:39 น. เป็นที่สุดแห่งฤกษ์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ในพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ[14] นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้พระมหาพิชัยราชรถในการอัญเชิญพระโกศทรงพระศพแทนเวชยันตราชรถ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามเศวตฉัตรที่ได้รับพระราชทานมาใหม่อีกด้วย ทำให้เป็นการใช้พระมหาพิชัยราชรถองค์จริงเชิญพระโกศทรงพระศพจริงเป็นครั้งแรกในรอบ 101 ปี นับตั้งแต่เชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2454 เป็นครั้งหลังสุด เนื่องจากหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีในครั้งนั้นก็ได้ระงับการใช้งานพระมหาพิชัยราชรถไปเนื่องจากทรุดโทรมลงมาก และถึงแม้จะบูรณะพระมหาพิชัยราชรถกลับมาใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อ พ.ศ. 2539 แล้ว ก็ยังเป็นการเชิญพระโกศเปล่าที่ไม่มีพระศพประดิษฐานภายใน
พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
[แก้]พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ขึ้น ระหว่างวันที่ 8-12 เมษายน พ.ศ. 2555 โดยกำหนดการพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ การบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 8 เมษายน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 9 เมษายน พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ในวันที่ 10 เมษายน การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิ ในวันที่ 11 เมษายน การเชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐานที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และการเชิญพระผอบพระสรีรางคารไปบรรจุยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในวันที่ 12 เมษายน
สำหรับการดำเนินการพระราชพิธีฯ นั้น มีการสร้างพระเมรุและอาคารประกอบ เช่น พระที่นั่งทรงธรรม หอเปลื้อง ศาลาลูกขุน เป็นต้น นอกจากนี้ในการก่อสร้างพระเมรุยังมีการติดตั้งลิฟท์ที่ใช้เป็นที่ขึ้นของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเข้าสู่พระจิตกาธานภายในพระเมรุ ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธีนั้น ได้มีการซ่อมแซมพระมหาพิชัยราชรถ พระยานมาศสามลำคาน ราชรถน้อย พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ เพื่อพร้อมใช้ในพิธีจริง ซึ่งราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบเหล่านี้ได้ใช้ในการซ้อมย่อยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม และ 25 มีนาคม รวมถึงการการซ้อมใหญ่ในวันที่ 31 มีนาคม
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 07:00 น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ โดยพระราชาคณะ 30 รูป สดับปกรณ์ก่อนเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้เปลื้องพระลองทองใหญ่ประกอบพระโกศออกเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพไปประดิษฐานที่พระยานมาศ สามลำคาน
หลังจากนั้น ริ้วขบวนที่ 1 จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ไปยังพระมหาพิชัยราชรถที่ รออยู่ที่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารเส้นทางจากประตูศรีสุนทร ประตูเทวาภิรมย์ ถนนมหาราช ถนนท้ายวังและถนนสนามไชย กำลังพล 622 นาย
จากนั้น ริ้วขบวนที่ 2 จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพโดยพระมหาพิชัยราชรถจากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง เส้นทางจากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ถนนสนามไชย ถนนราชดำเนิน เข้าถนนกลาง ท้องสนามหลวง กำลังพล 1,114 นาย
ต่อด้วย ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพโดยพระยานมาศสามลำคาน เวียนรอบพระเมรุโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุกำลังพล 367 นาย
เวลา 16:30 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ
เวลา 22:00 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ (จริง)
การพระราชทานเพลิงพระบุพโพ
[แก้]วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555 มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบุพโพ (น้ำเหลือง) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณที่จัดขึ้นสืบต่อกันมาเป็นประเพณี ก่อนการถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระสรีระพระศพที่บรรจุลงในพระโกศ โดยในครั้งนี้เป็นไปตามพระประสงค์ส่วนพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ที่มีพระดำริไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยโบราณด้วย โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เสด็จแทนพระองค์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
โดยพิธีการเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 08:30 น. หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่งนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร และประทับพระเก้าอี้ข้างพระราชอาสน์ จากนั้นเจ้าพนักงานสนมพลเรือน ถวายบังคมพระศพทางด้านหน้าที่ประดิษฐานพระศพ แล้วขึ้นเกยร้านม้าบนพระแท่นสุวรรณเบญจดลด้านหลัง เพื่อเปลื้องพระโกศทองใหญ่ออก เชิญไปพักที่ข้างพระแท่นสุวรรณเบญจดล เจ้าพนักงานภูษามาลา เชิญถ้ำพระบุพโพ ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อถึงลานหน้าบันได เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายพระกลดกางกั้นถ้ำพระบุพโพ แล้วเชิญออกทางประตูกำแพงแก้วด้านตะวันตก ไปขึ้นเกยและประดิษฐานหีบเครื่องพระบุพโพบนพระวอวิมาน ส่วนถ้ำพระบุพโพเชิญโดยรถยนต์พระที่นั่ง เข้าขบวนเชิญออกจากพระบรมมหาราชวัง ไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อขบวนเดินทางถึง ได้เชิญพระบุพโพเทียบที่บันไดเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ทางด้านหลัง แล้วเชิญขึ้นเมรุแล้วปิดม่าน จากนั้น พลเรือเอกหม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เสด็จขึ้นเมรุทรงทอดผ้าไตร วางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ พระราชวงศ์ พระประยูรญาติและข้าราชบริภาร วางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ แล้วพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงวางดอกไม้จันทน์และทรงจุดไฟพระราชทานเพลิงพระบุพโพ (จริง) ที่หน้าหีบเครื่องพระบุพโพ[15]
อ้างอิง
[แก้]หมายกำหนดการ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พุทธศักราช ๒๕๕๕ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/B/023/4.PDF
- 1 2 3 "สกุลไทย - พระจริยวัตรในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2011-07-15. สืบค้นเมื่อ 2011-07-29.
- ↑ ดวงใจแผ่นดิน พระประสงค์ในเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ เดลินิวส์ วัน จันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 02:53 น.
- ↑ ประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สำนักพระราชวัง, เข้าถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- ↑ "NNT - HRH Princess Bejaratana Rajasuda passes away at 85". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2011-09-07. สืบค้นเมื่อ 2011-09-18.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์, เล่ม ๑๒๘, ตอนพิเศษ ๘๒ ง, ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๕
- ↑ เชิญพระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯจากศิริราชถึงพระบรมมหาราชวังจาก นสพ. ไทยรัฐ
- 1 2 กรมศิลปากร, กระทรวงวัฒนธรรม (2557). จดหมายเหตุงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ISBN 978-616-283-098-3. สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 – โดยทาง D-Library | National Library of Thailand.
- ↑ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ "เปิดตำนานเรื่องพระโกศ ทรงพระศพ ตามโบราณราชประเพณี". กระปุก.คอม. 18 ตุลาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "กำหนดการงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานจากสำนักพระราชวัง" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2017-10-05. สืบค้นเมื่อ 2011-09-18.
- ↑ "เปิดให้ประชาชนเข้า สักการะ พระศพหลังครบ 7 วัน". นสพ.ไทยรัฐ. 29 กรกฎาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เล่ม ๑๒๙, ตอน พิเศษ ๖๑ ง, วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕, หน้า ๑
- ↑ โปรดเกล้าฯ ฉัตรพระเมรุ 7 ชั้น[ลิงก์เสียถาวร] จากข่าวสดออนไลน์
- ↑ กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดจัดพิธียกฉัตรในวันที่ 3 เมษายน เก็บถาวร 2012-03-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน,เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2555
- ↑ สำนักข่าวแห่งชาติ, พิธีพระราชทานเพลิงพระบุพโพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส[ลิงก์เสียถาวร]
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์
- ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เก็บถาวร 2014-12-21 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เก็บถาวร 2012-04-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน - องค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะแห่งประเทศไทย
- ประมวลภาพพระราชพิธี
- Thailand Princess Bejaratana Rajasuda Sirisobhabannavadi's Royal Cremation - Reuters
- Thailand bids farewell to their princess in elaborate procession[ลิงก์เสียถาวร] - Reuters
- Thailand Princess Bejaratana Rajasuda Sirisobhabannavadi's Royal Funeral - Huffington Post
- Princess Bejaratana Bangkok April 9 2012[ลิงก์เสียถาวร] - Daylife
- Royal Cremation of Princess Bejaratana[ลิงก์เสียถาวร] - Indian Times
- Yahoo! World Events[ลิงก์เสียถาวร] - Yahoo!
- ประมวลภาพพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เก็บถาวร 2013-08-21 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน - กระทรวงวัฒนธรรม