การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล
| การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล | |
|---|---|
พระราชวังนารายันหิติ ที่ประทับในอดีตของราชวงศ์ หลังการยุบเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ อาคารและพื้นที่นี้จึงเปลี่ยนไปเป็นพิพิธภัณฑ์ | |
| สถานที่ | Tribhuvan Sadan พระราชวังนารายันหิติ กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล |
| พิกัด | 27°42′56″N 85°19′12″E / 27.7156°N 85.32°E |
| วันที่ | 1 มิถุนายน 2001 19 Jestha 2058 เนปาลสัมพัต |
| เป้าหมาย | พระบรมวงศานุวงศ์เนปาล |
| ประเภท | การกราดยิงหมู่, ฆาตกรรมหมู่ในครอบครัว, การปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์, ฆาตกรรม-ฆ่าตัวตาย |
| อาวุธ | |
| ตาย | 10 (รวมผู้ก่อเหตุ) |
| เจ็บ | 5 |
| ผู้ก่อเหตุ | ทิเปนทระศาหะ และโต้แย้งว่ารวมถึงชญาเนนทระศาหะ[6] |
การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล (ยังเรียกเป็น Durbar Hatyakanda, เนปาล: दरबार हत्याकाण्ड) เป็นการกราดยิงหมู่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ที่พระราชวังนารายันหิติ ที่ประทับของพระมหากษัตริย์เนปาลในขณะนั้น ทำให้มีสมาชิกราชวงศ์ศาหะสิ้นพระชนม์ 9 พระองค์ รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีพีเรนทระกับสมเด็จพระราชินีไอศวรรยา[7] ทีมสอบสวนที่รัฐบาลแต่งตั้งระบุว่ามกุฎราชกุมารทิเปนทระเป็นผู้ก่อเหตุสังหารหมู่[8] ทิเปนทระได้รับการประกาศให้เป็นพระมหากษัตริย์หลังการสวรรคตของพระราชบิดามารดา แต่ทรงอยู่ในอาการโคม่าหลังยิงตัวพระองค์เองในที่เกิดเหตุ พระองค์สิ้นพระชนม์ในโรงพยาบาลสามวันต่อมาโดยไม่ฟื้นคืนสติ จากนั้นชญาเนนทระ พระเชษฐาของทิเปนทระ จึงขึ้นครองราชย์
ภูมิหลัง
[แก้]พีเรนทระขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เนปาลใน ค.ศ. 1972 หลังสมเด็จพระเจ้ามเหนทระแห่งเนปาล พระราชบิดา สวรรคต สืบทอดตำแหน่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่รู้จักกันในชื่อ ระบบปัญจายัต หลังประชามติฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคถูกปฏิเสธใน ค.ศ. 1980 การเคลื่อนไหวของประชาชนใน ค.ศ. 1990 จึงยุติระบบปัญจายัต และพีเรนทระทรงสละอำนาจบริหารของพระองค์ในเวลาต่อมา[9] บทบาทของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญทำให้พระองค์ได้รับความนิยมและเป็นที่เคารพนับถืออย่างมากจากประชาชนชาวเนปาล[10][11]
หลังจากพีเรนทระขึ้นครองราชย์ ราชวงศ์ศาหะได้ริเริ่มธรรมเนียมการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ในวันศุกร์ที่สามของทุกเดือนตามปฏิทินเนปาล โดยสมาชิกในราชวงศ์จะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ งานเลี้ยงอาหารค่ำที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2001 นั้น ทิเปนทระจะเป็นเจ้าภาพ ณ ที่ประทับของพระองค์ คือ Tribhuvan Sadan ภายในบริเวณพระราชวังนารายันหิติ สมาชิกหลักของราชวงศ์ได้รับเชิญทั้งหมด ยกเว้นเจ้าชายชญาเนนทระผู้ประทับอยู่ที่จิตรวัน[12]
ไม่มีใครทราบแรงจูงใจในการฆาตกรรมของทิเปนทระอย่างแน่ชัด และมีทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย ทฤษฎีที่กล่าวถึงกันมากที่สุดเชื่อมโยงแรงจูงใจของทิเปนทระกับความสัมพันธ์ของพระองค์กับ Devyani Rana ซึ่งพระองค์ได้พบที่สหราชอาณาจักร และคบหากันมาหลายปีแล้ว[13][14] บางคนกล่าวหาว่าราชวงศ์คัดค้านการสมรสที่อาจเกิดขึ้นของทั้งคู่ เนื่องจากภูมิหลังทางครอบครัวของมารดาและพันธมิตรทางการเมืองของบิดาของเธอ มารดาของ Devyani มาจากราชวงศ์สินธิยา (house of Scindia) อดีตราชวงศ์ผู้ปกครองรัฐควาลิยัรซึ่งสมาชิกในราชวงศ์เป็นวรรณะต่ำและถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยกว่ากษัตริย์เนปาลมาก มารดาของว่าที่เจ้าสาวเตือนลูกสาวว่าการแต่งงานกับมกุฎราชกุมารแห่งเนปาลอาจทำให้มาตรฐานการครองชีพของเธอลดลง[14][15][16] อีกทฤษฎีหนึ่งระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับอิทธิพลจากอินเดียหากทิเปนทระสมรสกับ Devyani ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้คัดค้าน ทฤษฎีอื่น ๆ กล่าวอ้างว่า ทิเปนทระไม่พอพระทัยกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีการมอบอำนาจให้กับบุคคลภายนอกมากเกินไปหลังการเคลื่อนไหวของประชาชนใน ค.ศ. 1990[15]
เหตุการณ์
[แก้]เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่พระราชวงศ์แห่งเนปาลขึ้นภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นผลให้กษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะ (Birendra Bir Bikram Shah Dev) และสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ (Aiswarya) เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกองค์สำคัญในราชวงศ์เนปาลทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกตื่นตะลึง และยังความเศร้าโศกโกลาหลให้แก่ชาวเนปาลอย่างมหันต์
สำนักพระราชวังได้ประกาศสาเหตุของโศกนาฏกรรมว่า เกิดจากอุบัติเหตุพระแสงปืนลั่นโดยมกุฎราชกุมารดิเพนทรา (Dipentra) เป็นผู้ทำพระแสงปืนลั่นในขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์กำลังร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ ก่อนที่องค์มกุฎราชกุมารจะทำพระแสงปืนลั่นถูกพระองค์เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังและแหล่งข่าวหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่องค์มกุฏราชกุมาณทรงบันดาลโทสะในขณะทรงวิวาทกับพระราชมารดาเรื่องการที่องค์มกุฎราชกุมาร ทรงต้องการจะอภิเษกกับสตรีจากตระกูลรานา (Rana) และแหล่งข่าวอีกหลายกระแส ตั้งข้อสงสัยว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตกอยู่ในพระอาการมึนเมาจากน้ำจัณฑ์ (สุรา) และยาเสพติด
หลังจากจัดงานพระบรมศพเรียบร้อย ในวันที่ 3 มิถุนายน ทางการเนปาลก็ได้อัญเชิญให้มกุฎราชกุมาร ดิเพนทรา ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา แต่ในวันเดียวกัน พระองค์ก็สวรรคตลงอีกพระองค์หนึ่ง ทำให้ทางการเนปาลต้องถวายการแต่งตั้งให้เจ้าชายชญาเนนทร (Gyanendra) พระอนุชาของกษัตริย์พิเรนทรา ซึ่งมิได้ประทับในกาฐมาณฑุขณะเกิดโศกนาฏกรรม
การสวรรคตของกษัตริย์พิเรนทรา ส่งผลให้การเมืองภายในประเทศของเนปาลเกิดความปั่นป่วนขึ้นเกือบจะในทันที ประชาชนจำนวนมากได้รวมตัวกันเป็นขบวนประท้วงไปตามถนนในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสืบหาความจริงของโศกนาฏกรรมโดยด่วน ประชาชนที่กำลังโกรธแค้นได้ทำลายสาธารณสมบัติ และต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย ทำให้ทางการต้องประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับถูกสั่งปิดข้อหาลงข่าวที่ไม่เหมาะสม ขณะที่ผู้นำกลุ่มลัทธิเหมา (Maoist) นายประจันดา (Prachanda เป็นชื่อย่อจาก Pushpa Kamal Dahal) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ฝ่ายซ้าย (leftist) ฝ่ายชาตินิยม (nationalist) และฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ (republican) ร่วมกันตั้งรัฐบาลเฉพาะการณ์ขึ้นในระหว่างที่ประเทศกำลังระส่ำระสาย นอกจากนี้ นายมาดาว์ กุมาร เนปาล (Madhav Kumar Nepal) หัวหน้าพรรคแนวร่วมคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (Nepal Communist Party-United Marxist and Leninist : NCP-UML) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านของเนปาลได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 14 มิถุนายน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการสวรรคตของกษัตริย์พิเรนทรา
ผลที่ตามมา
[แก้]เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2001 มีการจัดพิธี katto ของฮินดูเพื่อขับไล่หรือกำจัดวิญญาณของกษัตริย์ผู้ล่วงลับออกจากเนปาล นักบวชฮินดูนามว่า Durga Prasad Sapkota แต่งกายเป็นพีเรนทระเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ ขี่ช้างออกจากกาฐมาณฑุไปยังสถานที่เนรเทศเชิงสัญลักษณ์ โดยนำทรัพย์สินของกษัตริย์จำนวนมากไปด้วย[17] พิธี katto ครั้งที่สองจัดขึ้นแก่ทิเปนทระในวันที่ 14 มิถุนายน[18]
การสังหารหมู่ครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดจากการก่อความไม่สงบของกลุ่มลัทธิเหมา หลังการขึ้นครองราชย์ของชญาเนนทระ ราชวงศ์ก็สูญเสียความนิยมจากประชาชนชาวเนปาลไปมาก การสังหารหมู่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ในเนปาล
เหยื่อจากเหตุการณ์สังหารหมู่
[แก้]สมเด็จพระราชาธิบดีพีเรนทระ สมเด็จพระราชินีไอศวรรยา และพระราชโอรสธิดาของพระองค์ถูกสังหาร เช่นเดียวกับพี่น้องของพีเรนทระสามพระองค์ (เจ้าหญิงศานติ, เจ้าหญิงศารทะ และเจ้าชายธีเรนทระ) เจ้าหญิงชยันตี พระธิดาในลูกพี่ลูกน้องของพิเรนทระ และพี่/น้องเขยของพิเรนทระองค์หนึ่ง (กุมาร ขัทคะ พระสวามีในเจ้าหญิงศารทะ) เจ้าหญิงโกมล สมเด็จพระราชินีในอนาคต ได้รับบาดเจ็บหนัก และเข้าโรงพยาบาล 4 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ[19]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Wrap royal shootings inquiry complete + Dipendra ceremony". YouTube (YouTube video). Associated Press. 21 July 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 November 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-11-04.
- ↑ Journeyman Pictures (2019-01-10). "The Shocking Massacre of the Nepalese Royal Family (2001)". YouTube. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- ↑ McConnachie, James (2002-06-02). "When a prince goes postal". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
- 1 2 "20 years of macabre Royal Massacre ( with photos)". english.ratopati.com (ภาษาNepali). สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
{{cite web}}: CS1 maint: unrecognized language (ลิงก์) - ↑ Journeyman Pictures (2019-01-10). "The Shocking Massacre of the Nepalese Royal Family (2001)". YouTube. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- ↑ Birendra Bir Bikram Shah Dev ที่สารานุกรมบริตานิกา
- ↑ "Death, Love and Conspiracy: The Nepalese Royal Massacre of 2001 (Durbar Hatyakanda)". Association for Diplomatic Studies & Training. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 March 2023. สืบค้นเมื่อ 2022-05-03.
- ↑ "Bodyguards fired over Nepal royal massacre". The Irish Times. 2001-07-03. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 April 2020. สืบค้นเมื่อ 2019-11-19.
- ↑ Crossette, Barbara (4 June 2001). "Birendra, 55, Nepal's King During Transition to Democracy, Is Dead". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 December 2018. สืบค้นเมื่อ 16 July 2022.
- ↑ "Nepalese diaspora fears for future". BBC News. 4 June 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 March 2012. สืบค้นเมื่อ 29 May 2012.
- ↑ Raj 2001, p. 24.
- ↑ Raj 2001, pp. 25–26, 31.
- ↑ "Marriage was motive for Nepalese royal massace". New Straits Times. 17 June 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2023. สืบค้นเมื่อ 16 December 2021.
- 1 2 Aastha, Jana (2001-06-20). "Dipendra and Devyani". Nepali Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-09-11. สืบค้นเมื่อ 2025-12-29.
- 1 2 Mullins, Lisa (1 June 2011). "Why Nepal's Crown Prince Went on a Killing Spree". PRI. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 February 2020. สืบค้นเมื่อ 17 October 2017.
- ↑ Raj 2001, pp. 72–73.
- ↑ "Nepal Banishes Soul of Dead King". ABC News. 11 June 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 June 2015. สืบค้นเมื่อ 25 May 2015.
- ↑ "Nepal inquiry blames crown prince for royal massacre". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2001-06-14. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2025-12-19.
- ↑ "Nepal queen leaves hospital". BBC News. 27 June 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2009. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009.
- ↑ "4 Days, 3 Kings" (PDF). Nepali Times. 22 June 2001. สืบค้นเมื่อ 30 October 2024.
- ↑ "Kumar Khadga Bikram Shah : man behind the persona". Dkagencies. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2017. สืบค้นเมื่อ 21 October 2013.
- ↑ Chester, Ketaki (2011). "Dipendra kicked his father after he shot him". Nepali Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2015. สืบค้นเมื่อ 25 May 2015.
- ↑ "Princess Preksha killed in air crash Kathmandu, November 12, 2001". Ra Online.
- ↑ "Prabhakar Rana, 84". Nepali Times. 4 June 2019. สืบค้นเมื่อ 31 October 2024.
- ↑ Laird, Thomas (18 June 2001). "What Really Happened That Night?". Time magazine. สืบค้นเมื่อ 31 October 2024.
- ↑ "Royal Massacre of Nepal". Yeti Trail Adventure. สืบค้นเมื่อ 31 October 2024.
ข้อมูล
[แก้]- Raj, Prakash A. (2001). "Kay gardeko?": the royal massacre in Nepal. New Delhi: Rupa & Co. ISBN 978-81-7167-571-5.
บรรณานุกรม
[แก้]- Garzilli, Enrica, "A Sanskrit Letter Written by Sylvain Lévi in 1923 to Hemarāja Śarmā Along With Some Hitherto Unknown Biographical Notes (Cultural Nationalism and Internationalism in the First Half of the 21st Cent.: Famous Indologists Write to the Raj Guru of Nepal – no. 1)", in Commemorative Volume for 30 Years of the Nepal-German Manuscript Preservation Project. Journal of the Nepal Research Centre, XII (2001), Kathmandu, ed. by A. Wezler in collaboration with H. Haffner, A. Michaels, B. Kölver, M. R. Pant and D. Jackson, pp. 115–149.
- Garzilli, Enrica, "Strage a palazzo, movimento dei Maoisti e crisi di governabilità in Nepal", in Asia Major 2002, pp. 143–160.
- Garzilli, Enrica, "A Sanskrit Letter Written by Sylvain Lévy in 1925 to Hemarāja Śarmā along with Some Hitherto Unknown Biographical Notes (Cultural Nationalism and Internationalism in the First Half of the 20th Century – Famous Indologists write to the Raj Guru of Nepal – No. 2)", in History of Indological Studies. Papers of the 12th World Sanskrit Conference Vol. 11.2, ed. by K. Karttunen, P. Koskikallio and A. Parpola, Motilal Banarsidass and University of Helsinki, Delhi 2015, pp. 17–53.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Trapped in tradition (Frontline: India's National Magazine)
- Eyewitness Statements
- Devkota, Upendra, "At Chhauni, 1-4 June 2001", in Nepali Times. เก็บถาวร 2025-11-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- Synopsis of the Investigation Committee's report. Wall Street Journal.