การศึกษาในประเทศเกาหลีเหนือ
| ข้อมูลทั่วไป | |
|---|---|
| ภาษาที่ใช้ | เกาหลี |

การศึกษาในประเทศเกาหลีเหนือเป็นการศึกษาแบบถ้วนหน้าและเป็นระบบโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐโดยรัฐบาล ณ ค.ศ. 2021 สถาบันสถิติแห่งยูเนสโกไม่ได้รายงานข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับอัตราการรู้หนังสือของเกาหลีเหนือ เด็กในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจะต้องผ่านการศึกษาระดับอนุบาลเป็นเวลา 1 ปี ประถมศึกษา 5 ปี และมัธยมศึกษา 6 ปี หลังจากนั้นจึงจะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเทคนิคได้
ใน ค.ศ. 1988 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) รายงานว่า ประเทศเกาหลีเหนือมีครูระดับก่อนประถมศึกษา 35,000 คน ประถมศึกษา 60,000 คน มัธยมศึกษา 111,000 คน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 23,000 คน แลหลังมัธยมศึกษาอื่น ๆ อีก 4,000 คน
ประวัติศาสตร์
[แก้]เกาหลีในอดีต
[แก้]การศึกษาในระบบมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งเกาหลีในสมัยจารีตและเกาหลีเหนือในสมัยปัจจุบัน ในช่วงราชวงศ์โชซ็อน ราชสำนักได้จัดตั้งระบบโรงเรียนที่สอนวิชาขงจื๊อในหัวเมืองต่าง ๆ รวมถึงในโรงเรียนมัธยมส่วนกลาง 4 แห่งในเมืองหลวง แต่ไม่มีระบบการประถมศึกษาที่สนับสนุนโดยรัฐ[1]
ในศตวรรษที่ 15 โรงเรียนที่สนับสนุนโดยรัฐมีคุณภาพลดลงและถูกแทนที่ความสำคัญโดยสถานศึกษาเอกชนที่เรียกว่าซอว็อน ศูนย์กลางของการฟื้นฟูแนวคิดขงจื๊อใหม่ในศตวรรษที่ 16 ส่วนการอุดมศึกษาให้บริการโดยซ็องกยุงกวัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติหลักคำสอนขงจื๊อในโซล โดยจำกัดจำนวนรับนักศึกษาไว้ที่ 200 คน ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ผ่านการสอบเข้ารับราชการระดับล่างและกำลังเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับสูงสุด[1]
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการศึกษา ซอว็อนถูกยกเลิกโดยรัฐบาลกลาง มิชชันนารีคริสเตียนตั้งโรงเรียนสมัยใหม่ที่สอนหลักสูตรตะวันตก ในจำนวนนั้นมีโรงเรียนสำหรับสตรีแห่งแรกคือมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา จัดตั้งโดยมิชชันนารีคณะเมทอดิสต์ชาวอเมริกันในฐานะโรงเรียนประถมศึกษาในโซลเมื่อ ค.ศ. 1886 ในช่วงปีสุดท้ายของราชวงศ์ มีโรงเรียนเอกชนมากถึง 3,000 แห่งที่สอนวิชาสมัยใหม่ให้แก่ทั้งชายและหญิงซึ่งก่อตั้งโดยมิชชันนารีและบุคคลอื่น ๆ
หลังญี่ปุ่นผนวกเกาหลีใน ค.ศ. 1910 ระบอบอาณานิคมจัดตั้งระบบการศึกษาโดยมีเป้าหมายสองประการ คือ เพื่อให้คนเกาหลีมีการศึกษาขั้นต่ำที่ออกแบบมาเพื่อฝึกฝนให้พร้อมสำหรับบทบาทในเศรษฐกิจสมัยใหม่และทำให้กลายเป็นพสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อจักรพรรดิญี่ปุ่น และเพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสูงกว่าให้แก่ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรเกาหลีเป็นจำนวนมาก[1]
ญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณไปกับประการหลังมากกว่า และโอกาสสำหรับคนเกาหลีนั้นถูกจำกัดอย่างเข้มงวด มหาวิทยาลัยของรัฐที่เลียนแบบมหาวิทยาลัยหลวงโตเกียวถูกจัดตั้งขึ้นในโซลเมื่อ ค.ศ. 1923 แต่จำนวนคนเกาหลีที่ได้รับอนุญาตให้เข้าศึกษาที่นั่นไม่เคยเกินร้อยละ 40 ของจำนวนผู้เข้าเรียนทั้งหมด ส่วนนักศึกษาที่เหลือเป็นชาวญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารี เช่น วิทยาลัยซุงชิลในเปียงยาง และวิทยาลัยคริสเตียนโชซ็อนในโซล เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสอื่น ๆ ให้แก่คนเกาหลีที่ปรารถนาจะรับการศึกษาระดับสูง[1]
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
[แก้]หลังการสถาปนาประเทศเกาหลีเหนือ ระบบการศึกษาที่เลียนแบบมาจากสหภาพโซเวียตเป็นส่วนใหญ่ได้รับการจัดตั้งขึ้น ตามแหล่งข้อมูลของเกาหลีเหนือระบุว่า ในช่วงเวลาที่สถาปนาเกาหลีเหนือ เด็กวัยเรียนถึงสองในสามไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จำนวน 2.3 ล้านคนเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ใน ค.ศ. 1950 การศึกษาประถมศึกษาเริ่มเป็นภาคบังคับสำหรับเด็ก อย่างไรก็ตาม การปะทุของสงครามเกาหลีได้ทำให้การบรรลุเป้าหมายนี้ล่าช้าออกไป การศึกษาประถมศึกษาถ้วนหน้ายังไม่บรรลุผลจนกระทั่ง ค.ศ. 1956 เมื่อถึง ค.ศ. 1958 แหล่งข้อมูลเกาหลีเหนืออ้างว่ามีการประกาศใช้การศึกษาภาคบังคับระดับประถมและมัธยมศึกษารวมเจ็ดปี[2][1]
ในทศวรรษ 1950 เนื่องจากการถูกทำลายของโรงเรียนต่าง ๆ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีระหว่างสงครามเกาหลี นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหลายพันคนถูกส่งไปศึกษาต่อในกลุ่มตะวันออกในทวีปยุโรป หลังเกิดการปฏิวัติฮังการี ค.ศ. 1956 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเรียกตัวนักเรียนทุกคนกลับประเทศ แต่ยังคงส่งนักเรียนไปศึกษาต่อในสหภาพโซเวียตต่อไป[3]
ใน ค.ศ. 1959 มีการนำ "การศึกษาถ้วนหน้าโดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย" มาใช้ในทุกโรงเรียน ซึ่งรวมถึงการเรียนการสอน สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา ตำราเรียน เครื่องแบบ รวมถึงที่พักและอาหารที่มีให้แก่นักเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใน ค.ศ. 1967 การศึกษา 9 ปีกลายเป็นภาคบังคับ ใน ค.ศ. 1975 ระบบการศึกษาภาคบังคับ 11 ปี ซึ่งรวมถึงการศึกษาปฐมวัย 1 ปีและการประถมและมัธยมศึกษา 10 ปี เริ่มถูกใช้ ตามสุนทรพจน์ใน ค.ศ. 1983 ของคิม อิล-ซ็องที่กล่าวต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของกลุ่มประเทศขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในเปียงยาง ระบุว่าการศึกษาภาคบังคับระดับอุดมศึกษาถ้วนหน้าจะถูกนำมาใช้ "ในอนาคตอันใกล้" ในเวลานั้น นักเรียนไม่มีค่าใช้จ่ายในโรงเรียน รัฐเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียนให้แก่ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเกาหลีเหนือในขณะนั้นซึ่งมีจำนวน 18.9 ล้านคน[2][1]
ใน ค.ศ. 2012 ผู้นำ คิม จ็อง-อึน สนับสนุนให้เกาหลีเหนือขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 11 เป็น 12 ปี ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ร่างกฎหมายขยายการศึกษาภาคบังคับผ่านความเห็นชอบในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 ก่อนหน้าการปฏิรูปนี้ เกาหลีเหนือมีระบบการศึกษาฟรี 11 ปี ประกอบด้วยอนุบาล 1 ปี ประถมศึกษา 4 ปี และมัธยมศึกษา 6 ปีก่อนเข้าเรียนวิทยาลัย ภายหลังการปฏิรูป ระบบประกอบด้วยอนุบาล 1 ปี ประถมศึกษา 5 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับระบบการศึกษาในเกาหลีใต้และจีน[4]
การประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
[แก้]ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวน 9,530 แห่ง หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนประชาชน นักเรียนจะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไปหรือโรงเรียนมัธยมศึกษาพิเศษที่เน้นด้านดนตรี ศิลปะ หรือภาษาต่างประเทศ โดยโรงเรียนเหล่านี้จะสอนทั้งวิชาเฉพาะทางและวิชาทั่วไป สถาบันปฏิวัติมันกย็องแด สถานที่สำหรับเตรียมความพร้อมให้แก่บุตรหลานของชนชั้นนำเกาหลีเหนือเพื่อเข้ารับราชการเป็นนายทหารในกองทัพประชาชนเกาหลี ถือเป็นโรงเรียนพิเศษที่สำคัญซึ่งเน้นการฝึกอบรมสมัยใหม่ด้านเศรษฐศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับโรงเรียนปฏิวัติคัง พัน-ซ็อก[5][6][1]
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ระบบการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาถูกแบ่งออกเป็นระดับอนุบาล 1 ปี ประถมศึกษา (โรงเรียนประชาชน) 4 ปีสำหรับเด็กอายุ 6 ถึง 9 ปี และระดับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (โรงเรียนมัธยมศึกษา) 6 ปีสำหรับเด็กอายุ 10 ถึง 15 ปี ทั้งนี้มีระดับอนุบาล 2 ปีสำหรับเด็กอายุ 4 ถึง 6 ปี แต่มีเพียงปีที่สอง (ระดับอนุบาลสูง) เท่านั้นที่เป็นการศึกษาภาคบังคับ[1]
ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิชาที่มีเนื้อหาปูพื้นฐานทางการเมือง รวมถึงวิชา "คิม อิล-ซ็องผู้ยิ่งใหญ่" และ "ศีลธรรมคอมมิวนิสต์" ตลอดจน "นโยบายพรรคคอมมิวนิสต์" มีสัดส่วนร้อยละ 5.8 ของการเรียนการสอนทั้งหมด[7][1]
การศึกษาทางสังคม
[แก้]
นอกเหนือจากโครงสร้างอย่างเป็นทางการของโรงเรียนและห้องเรียนแล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "การศึกษาทางสังคม" การศึกษานี้รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตร ชีวิตครอบครัว และขอบข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคมเกาหลีเหนือ โดยมีการให้ความสำคัญกับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีต่อเด็กที่กำลังเติบโตและบทบาทของสภาพแวดล้อมในการพัฒนาลักษณะนิสัยของเด็กคนนั้น ๆ[1]
แนวคิดของการศึกษาทางสังคมคือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง ซึ่งเด็ก ๆ จะถูกแยกออกจากอิทธิพลที่ไม่ได้วางแผนไว้ ตามคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือคนหนึ่งใน ค.ศ. 1990 ระบุว่า "การศึกษาในโรงเรียนนั้นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม และมีสมรรถภาพทางกายที่ดี หลังเลิกเรียน เด็ก ๆ ของเรามีเวลาว่างหลายชั่วโมง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องจัดระเบียบการศึกษานอกเวลาเรียนของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ"[1]
ในบทนิพนธ์ว่าด้วยการศึกษาสังคมนิยม (Theses on Socialist Education) ค.ศ. 1977 คิม อิล-ซ็องอธิบายองค์ประกอบของการศึกษาทางสังคมไว้ว่า ในสหภาพเด็กเกาหลีและสันนิบาตเยาวชนรักชาติสังคมนิยม เยาวชนจะได้เรียนรู้ธรรมชาติของชีวิตในเชิงรวมกลุ่มและเชิงองค์กรในเกาหลีเหนือ บางคนเตรียมตัวเพื่อเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานเกาหลี ในหอและวังนักเรียนนักศึกษาและเด็กนักเรียน ซึ่งบริหารโดยคณะกรรมการกลางสันนิบาตเยาวชน เยาวชนจะเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรมากมายหลังเลิกเรียน[8][1]
มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรม เช่น ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถานและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติเกาหลี รวมถึงสื่อมวลชนที่อุทิศตนเพื่อตอบสนองเป้าหมายของการศึกษาทางสังคม มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "วังเด็กนักเรียน" (schoolchildren's palace) ขึ้นในเปียงยาง มันกย็องแด และที่อื่น ๆ วังเหล่านี้มีการจัดบรรยายและสัมมนาทางการเมือง การแข่งขันโต้วาที การท่องบทกวี และเวทีเสวนาทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีโรงยิมและโรงละครภายในตัวอาคาร วังนักเรียนและเด็กในเปียงยางสามารถดึงดูดเด็ก ๆ ได้ประมาณ 10,000 คนต่อวันในช่วงต้นทศวรรษ 1990[8][1]
เกาหลีเหนือเปรียบเทียบระบบการศึกษาของตนกับมาตรฐานอุดมคติที่ได้รับการสนับสนุนโดยแนวทางสากล เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
การอุดมศึกษา
[แก้]สถาบันอุดมศึกษาประกอบด้วยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยครูซึ่งมีหลักสูตร 4 ปีสำหรับการเตรียมผู้สอนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีหลักสูตร 2 หรือ 3 ปี โรงเรียนแพทย์ที่มีหลักสูตร 6 ปี วิทยาลัยพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และภาษาต่างประเทศ รวมถึงวิทยาลัยและสถาบันทางทหาร รายงานของคิม อิล-ซ็องต่อการประชุมสภาพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 6 ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 เปิดเผยว่าในปีนั้นมี "สถาบันการศึกษาระดับสูง" 170 แห่งและ "โรงเรียนเฉพาะทางระดับสูง" 480 แห่ง[1]
ใน ค.ศ. 1987 มีนักศึกษา 220,000 คนเข้าเรียนในโรงเรียนเฉพาะทางระดับสูงหลักสูตร 2 หรือ 3 ปี และมีนักศึกษา 301,000 คนเข้าเรียนในหลักสูตรวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 4 ถึง 6 ปี ตามข้อมูลของเอเบอร์สตัดต์และบานิสเตอร์ระบุว่าร้อยละ 13.7 ของประชากรที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปกำลังศึกษาอยู่หรือสำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาใน ค.ศ. 1987‐1988 ใน ค.ศ. 1988 รัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายในการผลิต "กองทัพปัญญาชน 1.3 ล้านคน" หมายถึงผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา อันเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายที่ประกาศไว้บ่อยครั้งในการทำให้ "ทั้งสังคมเป็นปัญญาชน"[1]
มหาวิทยาลัย
[แก้]
มหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็อง ก่อตั้งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1946 เป็นสถาบันอุดมศึกษาแบบครอบคลุมเพียงแห่งเดียวของประเทศที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีจำนวนนักศึกษาทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ 16,000 คน ในทัศนะของผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งกล่าวว่าที่นี่คือ "จุดสูงสุดแห่งระบบการศึกษาและสังคมของเกาหลีเหนือ" การแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อที่นี่มีความเข้มข้นมาก[1]
ตามข้อมูลของนักวิชาการชาวเกาหลี–อเมริกันที่ไปเยือนมหาวิทยาลัยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 พบว่ามีนักศึกษาเพียง 1 คนเท่านั้นที่ได้รับการตอบรับจากผู้สมัครทุก 5 หรือ 6 คน เกณฑ์สำคัญในการพิจารณารับเข้าศึกษาคือคะแนนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้เกณฑ์ทางการเมืองจะเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกด้วยเช่นกัน ผู้ที่ปรารถนาจะเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาใดก็ตามจะต้องได้รับการเสนอชื่อโดย "คณะกรรมการแนะนำของวิทยาลัย" ในท้องถิ่น ก่อนจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการระดับอำเภอและระดับจังหวัด[1]
วิทยาลัยและคณะวิชาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็อง ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย ภาษาและวรรณคดีต่างประเทศ ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี พลังงานนิวเคลียร์ ชีววิทยา และวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีบุคลากรในคณะประมาณ 3,000 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้านการสอนและการวิจัย สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดตั้งอยู่บนวิทยาเขตที่ทันสมัยและเป็นตึกสูงทางตอนเหนือของเปียงยาง[1]
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งอื่น ๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีคิม แช็ก และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งมุ่งเน้นที่วิทยาการคอมพิวเตอร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนิวเคลียร์ขนาดใหญ่[9] มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเปียงยาง ทำหน้าที่ฝึกอบรมนักการทูตและเจ้าหน้าที่การค้าระดับปฏิบัติการ และมหาวิทยาลัยการศึกษาคิม ฮย็อง-จิก ทำหน้าที่ฝึกอบรมครู
โชซอนเอกซ์เชนจ์ (Choson Exchange) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งโดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากฮาร์วาร์ด เยล วอร์ตันสคูล และสิงคโปร์ ยังดำเนินโครงการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมด้านการเงิน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็องและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐในเกาหลีเหนือ[10] โครงการของพวกเขามุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีเหนือที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี โดยผสมผสานสื่อการเรียนรู้แบบเปิด (OpenCourseWare) และการบรรยายในพื้นที่เพื่อจัดการฝึกอบรมตลอดทั้งปี
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปียงยาง (PUST) เปิดทำการใน ค.ศ. 2010 เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวในประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเอกชน เป็นสถาบันอุดมศึกษาแบบร่วมทุน ก่อตั้ง สนับสนุนเงินทุน และดำเนินการโดยกลุ่มคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิคัลจากเกาหลีใต้ จีน และสหรัฐเป็นหลัก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีชาวยุโรปเพิ่มขึ้นเนื่องจากการสั่งห้ามเดินทางของสหรัฐ[11] วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยคือการให้การศึกษาที่มีคุณภาพด้วยมุมมองระดับสากล บุคลากรผู้สอนทั้งหมดเป็นศาสตราจารย์ชาวต่างชาติที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นวิชาเฉพาะภาษาเยอรมันและภาษาจีน ใน ค.ศ. 2019 มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษารวม 638 คน
นอกจากนี้ โรงเรียนธุรกิจเปียงยาง (평양국제경영학교) ยังเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นโดยวิทยากรชาวต่างชาติ[12] ก่อตั้งโดยรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เพื่อช่วยสอนนักศึกษาด้านการจัดการธุรกิจ[13] อีกหนึ่งสถาบันการศึกษาด้านเศรษฐกิจคือ ศูนย์เพื่อการศึกษาระบบทุนนิยม ซึ่งก่อตั้งใน ค.ศ. 2000[14]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 มหาวิทยาลัยทุกแห่งในเกาหลีเหนือถูกสั่งปิดหลังเหตุการณ์อาหรับสปริง ทำให้รัฐบาลเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการลุกฮือของประชาชนในลักษณะเดียวกันในเกาหลีเหนือ[15]
มหาวิทยาลัยในพื้นที่ห่างไกลได้รับความสนใจจากสื่อในขณะที่มีการเข้ารหัสแผนการสอนและสื่อสารผ่านวิธีการกระจายเสียงวิทยุใน ค.ศ. 2016[16]
โรงเรียนแพทย์
[แก้]ข้อมูล ณ ค.ศ. 2018 มีโรงเรียนแพทย์ 11 แห่งในเกาหลีเหนือ ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เอกชน 10 แห่ง และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ทหาร 1 แห่ง[17] การศึกษาสายการแพทย์ใช้เวลาเรียน 6 ปีหลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วยวิชาแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนเกาหลีโบราณ[17]
นักศึกษาต่างชาติ
[แก้]ก่อนการระบาดทั่วของโควิด-19 มีประมาณการว่ามีนักศึกษาต่างชาติประมาณ 100 คนที่มหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็องและอีก 100 คนที่มหาวิทยาลัยการศึกษาคิม ฮย็อง-จิก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน[18]
เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักศึกษาต่างชาติในเกาหลีเหนือแม้จะยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ แต่ก็ได้รับโอกาสที่ช่วยให้สัมผัสประสบการณ์ในประเทศได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เช่น เสรีภาพในการเคลื่อนที่ภายในตัวเมืองโดยไม่ต้องมีผู้ติดตามคอยประกบ และโอกาสในการใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาท้องถิ่น นักศึกษาต่างชาติได้รับอนุญาตให้ใช้รถไฟใต้ดินและรถแท็กซี่ได้โดยไม่ต้องมีมัคคุเทศก์หรือล่าม ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ หากพวกเขาสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่างประเทศได้[19][20]
นักศึกษาต่างชาติที่มหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็องจะใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาท้องถิ่นที่ผ่านการฝึกอบรมและตรวจสอบมาเป็นพิเศษซึ่งเรียกว่าทงซุกแซ็ง โดยคนเหล่านี้มีหน้าที่ในนามคือเพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านและสอนภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี แต่บุคคลเหล่านี้ได้รับมอบหมายให้สอดแนมนักศึกษาต่างชาติโดยการตรวจค้นทรัพย์สินและติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขา[21]
นักศึกษาต่างชาติที่ประสงค์จะเข้าศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็องจะต้องส่งสูติบัตร หนังสือแสดงเจตจำนง หนังสือรับรองวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี หนังสือรับรองจากตำรวจที่ระบุว่าผู้สมัครไม่มีประวัติอาชญากรรมในประเทศบ้านเกิด ประวัติการรักษาทางการแพทย์ที่รับรองว่าผู้สมัครผ่านการตรวจสุขภาพเมื่อไม่นานมานี้ รายละเอียดพื้นฐานทางการเงินเพื่อแสดงวิธีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในเกาหลีเหนือ รวมถึงหนังสือรับรองความสามารถทางภาษาเกาหลีของผู้สมัคร[22][23][24]
การศึกษาผู้ใหญ่
[แก้]
เนื่องด้วยการให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างต่อเนื่องของสมาชิกทุกคนในสังคม การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่หรือการศึกษาแบบเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจึงได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ประชากรเกือบทุกคนในประเทศมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการศึกษาบางอย่าง ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของ "กลุ่มศึกษาขนาดเล็ก"[1]
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประชากรในพื้นที่ชนบทถูกจัดกลุ่มออกเป็น "ทีมห้าครอบครัว" ทีมเหล่านี้มีหน้าที่ทั้งด้านการศึกษาและการสอดส่องดูแล แต่ละทีมอยู่ในความรับผิดชอบของครูโรงเรียนหรือปัญญาชนคนอื่น ๆ ซึ่งแต่ละคนจะรับผิดชอบดูแลหลายทีมดังกล่าว ส่วนพนักงานในสำนักงานและโรงงานจะมี "ช่วงเวลาการศึกษา" เป็นเวลา 2 ชั่วโมงหลังเลิกงานในทุกวัน ทั้งในหัวข้อทางการเมืองและวิชาทางเทคนิค[1]
สถาบันการศึกษาผู้ใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รวมถึง "วิทยาลัยโรงงาน" ซึ่งสอนทักษะและเทคนิคใหม่ ๆ ให้แก่คนงานโดยไม่บังคับให้พวกเขาต้องออกจากงาน นักศึกษาจะทำงานนอกเวลา เรียนในช่วงเย็น หรือเข้าหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น โดยจะละจากสถานที่ทำงานเพียงประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี "วิทยาลัยเกษตรกรรม" ซึ่งแรงงานในชนบทสามารถศึกษาเพื่อเป็นวิศวกรและผู้ช่วยวิศวกรได้ รวมถึงระบบหลักสูตรทางไกล สำหรับกรรมกรและเกษตรกรที่ไม่สามารถรับการศึกษาในระบบโรงเรียนปกติได้ จะมี "โรงเรียนแรงงาน" และ "โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสำหรับแรงงาน" รองรับ แม้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โรงเรียนเหล่านี้จะมีความสำคัญลดลงจากการนำระบบการศึกษาภาคบังคับ 11 ปีมาใช้[1]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 แม่แบบ:Country study Fourth ed. Washington: Federal Research Division of the Library of Congress. ISBN 0-8444-0794-1.
- 1 2 "North Korea—Education System". Encyclopedia of Modern Asia. Macmillan Reference USA. 2001–2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-08-29. สืบค้นเมื่อ 2010-09-26 – โดยทาง BookRags.com.>
- ↑ Csoma, Mózes (2016). From North Korea to Budapest: North Korean students in the Hungarian revolution in 1956. Seoul, Korea: Jimoondang. ISBN 978-89-6297-180-4. OCLC 967595380.
- ↑ "Compulsory Education in N. Korea". world.kbs.co.kr (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-09-03.
- ↑ "Kim Jong-un stresses economic education for students of prestigious schools". Yonhap. October 15, 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2016. สืบค้นเมื่อ October 15, 2012.
- ↑ "Kim Jong-un Stresses Computer and Military Education". KBS World. October 13, 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 9, 2013. สืบค้นเมื่อ October 15, 2012.
- ↑ "North Korea: Education Revolution In Progress". Daily NK. 14 September 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-01-12. สืบค้นเมื่อ 2010-09-26.
- 1 2 Yu, Woo-ik; Lee, Jung Ha; Lee, Chan; Hahn, Bae-ho; Lew, Young Ick (26 August 2010). "North Korea". Encyclopedia Britannica. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-01-13. สืบค้นเมื่อ 2010-09-26.
- ↑ "Kim Chaek University of Technology | Facilities". NTI: Nuclear Threat Initiative. NTI. 26 June 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-04-24. สืบค้นเมื่อ 6 April 2013.
- ↑ "Choson Exchange". Choson Exchange. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-04-28.
- ↑ Kim, Christine (25 October 2017). "Pyongyang university needs non-U.S. teachers as travel ban leaves staff shortages". Reuters. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 October 2017. สืบค้นเมื่อ 4 May 2020.
- ↑ Tollefson, Jeff (2010-02-03). "The long road to higher education in North Korea". The Great Beyond. Nature. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-09-22. สืบค้นเมื่อ 2010-09-26.
- ↑ Fifield, Anna (18 August 2005). "Graduates prove N Korea is now open for business". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 17 October 2009.
- ↑ "NK Showing Increased Interest in Foreign Trade". The Korea Times. 20 November 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 February 2010. สืบค้นเมื่อ 17 October 2009.
- ↑ Cha, Victor D. (2013). The Impossible State: North Korea, Past and Future (ภาษาอังกฤษ). Internet Archive. New York: Ecco. p. 431. ISBN 978-0-06-199850-8. LCCN 2012009517. OCLC 1244862785.
- ↑ "North Korea's radio broadcast of string of mysterious numbers is possible code". the Guardian. AP. 19 July 2016. สืบค้นเมื่อ 7 May 2021.
- 1 2 "북한 의사인력 양성 의대 11곳·고교 졸업후 6년". 데일리메디 (ภาษาเกาหลี). สืบค้นเมื่อ 2023-07-07.
- ↑ Lau, Joyce (27 August 2021). "Inside a North Korean University". Inside Higher Ed. สืบค้นเมื่อ 3 February 2023.
- ↑ Sigley, Alek (11 Aug 2021). "Sojourn in Paradise: The Experiences of Foreign Students in North Korea". The Asia Pacific Journal of Anthropology. 22 (4): 332–351. doi:10.1080/14442213.2021.1952299. S2CID 236979840. สืบค้นเมื่อ 3 February 2023.
- ↑ Sigley, Alek (31 March 2019). "I'm the only Australian living in North Korea. Let me tell you about it". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 4 February 2023.
- ↑ Sigley, Alek (April 2020). "'You think Trump will save you?': my nine days detained by North Korea's secret police". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 3 February 2023.
- ↑ Winn, Patrick (26 February 2019). "Twitter and Cocoa Puffs: The surprising life of a student at North Korea's top university". The World. สืบค้นเมื่อ 4 February 2023.
- ↑ Haddou, Rashid; Winsor, Morgan. "Inside North Korea: What life for a rare foreign student in Pyongyang reveals about the reclusive country". ABC News. American Broadcasting Company. สืบค้นเมื่อ 4 February 2023.
- ↑ "Kim Il-sung University sets new procedures for international students". YouTube. Korea Now. 17 December 2019. สืบค้นเมื่อ 19 February 2023.