การลักพาตัวชิน ซัง-อก และชเว อึน-ฮี
| การลักพาตัวชิน ซัง-อกและชเว อึน-ฮี | |
|---|---|
| เป็นส่วนหนึ่งของการลักพาตัวชาวเกาหลีใต้โดยประเทศเกาหลีเหนือ | |
| ชื่อท้องถิ่น | 신상옥·최은희 납치 사건 |
| สถานที่ | การลักพาตัว: ฮ่องกง การกักขัง: เกาหลีเหนือ[a] |
| วันที่ | ค.ศ. 1978 – 13 มีนาคม ค.ศ. 1986[2] |
| เป้าหมาย | ชิน ซัง-อก |
| ประเภท | การลักพาตัว |
| ผู้ก่อเหตุ | คิม จ็อง-อิล |
| เหตุจูงใจ | เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีเหนือ |
การลักพาตัวชิน ซัง-อกและชเว อึน-ฮี เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีเหนือระหว่าง ค.ศ. 1978 ถึง 1986 ชิน ซัง-อกเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเคยแต่งงานกับนักแสดงหญิง ชเว อึน-ฮี พวกเขาร่วมกันก่อตั้งบริษัทชินฟีล์ม (Shin Film) และผลิตภาพยนตร์จำนวนมากตลอดทศวรรษ 1960 สร้างชื่อเสียงแก่เกาหลีใต้ในเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1978 ชเวถูกลักพาตัวในฮ่องกงและถูกนำตัวไปยังเกาหลีเหนือเพื่อพบกับคิม จ็อง-อิล ผู้นำสูงสุดของประเทศในอนาคต การลักพาตัวชินเกิดขึ้นตามมาในอีกหกเดือนให้หลัง
หลังติดคุกเป็นเวลาสามปี ชินได้กลับมาพบกับชเว ทั้งสองได้รับคำสั่งจากคิม จ็อง-อิลให้ผลิตภาพยนตร์ให้แก่เขาเพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากลให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ ชินกำกับภาพยนตร์เจ็ดเรื่องให้แก่คิมตั้งแต่ ค.ศ. 1984 ถึง 1985 ได้แก่ An Emissary of No Return, Love, Love, My Love, Runaway, Breakwater, Salt, The Tale of Shim Chong และเรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Pulgasari ใน ค.ศ. 1986 ชเวและชินหลบหนีจากการควบคุมของเกาหลีเหนือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐขณะอยู่ในเวียนนา ภายใต้คำสั่งของคิม ภาพยนตร์ของชินจึงถูกสั่งห้ามฉายในเกาหลีเหนือนับตั้งแต่นั้น
คิม จ็อง-อิลและภาพยนตร์
[แก้]คิม จ็อง-อิลเข้าทำงานในกรมโฆษณาชวนเชื่อและการปลุกปั่นใน ค.ศ. 1966 และกลายเป็นผู้อำนวยการกองภาพยนตร์และศิลปะในเวลาต่อมา[3] เขามีใจรักในภาพยนตร์อย่างมาก โดยมีห้องสมุดส่วนตัวที่รวบรวมภาพยนตร์ไว้ถึง 15,000 เรื่อง ในฐานะผู้อำนวยการ เขาเข้าถึงประชาชนด้วยภาพยนตร์และอุปรากรที่มีแก่นเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือความภาคภูมิใจในชาติ และความภาคภูมิใจในตัวคิม อิล-ซ็องโดยเฉพาะ
ชาลส์ เค. อาร์มสตรอง เขียนไว้ในหนังสือ Tyranny of the Weak: North Korea and the World 1950–1992 ของเขาว่า "คิมนำพาศิลปะเกาหลีเหนือไปในทิศทางที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่บิดาของเขา ภายใต้การชี้นำของเขา ภาพยนตร์และอุปรากรเรื่องใหม่ ๆ มุ่งเน้นไปที่การต่อสู้เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นของคิม อิล-ซ็องและสหายในแมนจูเรียช่วงทศวรรษ 1930 อย่างไม่เคยมีมาก่อน"[4]
คิม จ็อง-อิลรู้สึกหงุดหงิดกับภาพยนตร์ของเขาในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เขาสามารถบอกได้ว่าเมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นที่ออกฉายทั่วโลก ภาพยนตร์ของเขานั้นแข็งทื่อและไร้ชีวิตชีวา การวินิจฉัยของเขาคือการขาดความกระตือรือร้นของนักแสดงและทีมงาน แบรดลีย์ เค. มาร์ติน ผู้เขียนหนังสือ Under the Loving Care of the Fatherly Leader: North Korea and the Kim Dynasty อธิบายเรื่องนี้โดยอ้างถึงบันทึกเสียงของคิมใน ค.ศ. 1983 ว่า "คิมเสนอว่าความแตกต่างก็คือบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีเหนือรู้ดีว่ารัฐจะเลี้ยงดูพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจะทำงานเพียงขั้นต่ำที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พยายามอย่างเต็มที่... คิมกล่าวว่า 'เพราะพวกเขาต้องหาเงิน' บุคลากรในอุตสาหกรรมหนังฝ่ายใต้ (เกาหลีใต้) จึงยอมหลั่งเลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตา เพื่อให้ได้ผลงานออกมา"[5]
เขาต้องการผู้มีมุมมองใหม่และมีไฟในการทำงานเพื่อที่จะพัฒนาภาพยนตร์เกาหลีเหนือ ในแผนการภาพรวมขนาดใหญ่ของคิม จ็อง-อิล ข้อความบางส่วนเพิ่มเติมจากบันทึกเสียงระบุไว้ดังนี้: "ถ้าเราฉายหนังตะวันตกทางโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง ฉายแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ เมื่อนั้นความคิดแบบสุญนิยมก็จะเกิดขึ้น... สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ทั้งความรักชาติ ความรักชาติ – เราต้องเพิ่มพูนสิ่งนี้ แต่เรากลับทำให้พวกเขาไปคลั่งไคล้สิ่งต่าง ๆ ของตะวันตก... ดังนั้นเราต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าก่อนที่จะเปิดรับ... ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องการมอบสิทธิ์ให้ในระดับจำกัด"[6]
การจับกุม
[แก้]วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1978 นักแสดงหญิง ชเว อึน-ฮี เดินทางไปยังฮ่องกงหลังได้รับข้อเสนอให้กำกับภาพยนตร์ พร้อมกับความเป็นไปได้ในการบริหารสถาบันศิลปะการแสดงในโรงเรียนแห่งหนึ่งในฮ่องกง[7] ตามรายงานเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1984 โดยสำนักงานวางแผนความมั่นคงแห่งชาติ (Agency for National Security Planning - ANSP) ของเกาหลีใต้ ระบุว่าชเวถูกลักพาตัวโดยสายลับเกาหลีเหนือในฮ่องกงเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1978[8] เธอถูกนำตัวไปจากรีพัลส์เบย์ (Repulse Bay) และเดินทางถึงท่าเรือนัมโพ เกาหลีเหนือ ในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1978 เธอถูกกักตัวไว้ในวิลลาหรูที่เรียกว่าอาคารหมายเลข 1 (Building Number 1)[9] ชเวได้เที่ยวชมเมืองและได้รับชมทั้งเปียงยางและสถานที่เกิดของคิม อิล-ซ็อง รวมถึงสถานที่สำคัญและพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ[10] ต่อมาเธอได้รับครูสอนพิเศษส่วนตัว ซึ่งคอยให้คำแนะนำเธอเกี่ยวกับชีวิตและความสำเร็จของคิม อิล-ซ็อง คิม จอง-อิลพาเธอไปชมภาพยนตร์ อุปรากร ละครเพลง และงานเลี้ยงต่าง ๆ เขาถามความคิดเห็นของเธอเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายเรื่องและให้ความเคารพต่อมุมมองของเธอ เธอไม่ได้รับแจ้งว่าตนเองถูกลักพาตัวมาเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อสำหรับชินจนกระทั่งห้าปีหลังจากที่เธอถูกจับกุม[11]
หลังชเวหายตัวไป ชิน ซัง-อกเริ่มออกตามหาเธอ ในขณะนั้นทั้งคู่ได้หย่าร้างกันและชินมีครอบครัวใหม่แล้ว ชินยังต้องเผชิญกับความยากลำบากกับรัฐบาลเกาหลีใต้เนื่องจากใบอนุญาตทำภาพยนตร์ของบริษัทชินสตูดิโอส์ (Shin Studios) ถูกเพิกถอน เขาเดินทางไปทั่วโลกโดยหวังว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของเขาจะได้รับการอนุมัติให้สร้างหกเดือนหลังชเวถูกจับกุม ชินถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือขณะอยู่ในฮ่องกง[12] ANSP ระบุว่าการลักพาตัวชินเริ่มขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม แม้เขาจะได้รับที่พักอันหรูหราเช่นกัน แต่ในตอนแรกเขาไม่ได้รับแจ้งเรื่องการจับกุมชเว หลังพยายามหลบหนีไม่สำเร็จสองครั้ง เขาถูกส่งตัวเข้าคุกในข้อหาไม่เชื่อฟัง ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 ชินได้รับจดหมายระบุว่าเขาจะได้รับการปล่อยตัวจากคุก และในวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1983 ชินและชเวก็กลับมาพบกันอีกครั้งในงานเลี้ยงที่จัดโดยคิม จ็อง-อิล[13]
ภาพยนตร์
[แก้]ชินและชเวได้รับชมคลังภาพยนตร์ส่วนตัวขนาดใหญ่ของคิม จ็อง-อิล ซึ่งมีรายงานว่าประกอบด้วยภาพยนตร์กว่า 15,000 เรื่องจากทั่วโลก ทั้งคู่ได้รับคำสั่งให้รับชมและวิจารณ์ภาพยนตร์วันละสี่เรื่อง ภาพยนตร์ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ แม้จะมีภาพยนตร์จากฮอลลีวูดบ้างเป็นครั้งคราว ชินและชเวแสดงออกถึงความเคารพต่อความรู้และมุมมองด้านภาพยนตร์ของคิม ในที่สุด คิมได้แบ่งปันความต้องการที่จะให้ชินกำกับภาพยนตร์และส่งเข้าประกวดในระดับนานาชาติ ชินได้รับห้องทำงานที่โชซ็อนฟีล์มสตูดิโอส์ (Choson Film Studios) ในเปียงยาง[14] คิมตระหนักดีว่าแนวทางโฆษณาชวนเชื่อในประเทศของภาพยนตร์เขาอาจไม่ดึงดูดผู้ชมระดับสากลและไม่ได้รับเลือกให้เข้าประกวดในระดับนานาชาติ เขาจึงอนุญาตให้ชินขยายขอบเขตเนื้อหาและเลือกหัวข้อที่จะเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศได้มากขึ้น[15] ชินเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1983[14] ชินและชเวได้รับรางวัลจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของพวกเขาในเทศกาลภาพยนตร์ที่เชโกสโลวาเกีย ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายและใช้ทุนสร้างสูงที่สุดที่พวกเขาทำภายใต้คิม จ็อง-อิลคือ Pulgasari ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพยนตร์ Godzilla ที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น[14]
ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ชินและชเวทำในเกาหลีเหนือถูกสั่งห้ามฉายทันทีหลังจากที่พวกเขาหลบหนี[16] ตามคำไว้อาลัยของชินในมุนฮวาอิลโบ (Munhwa Ilbo) ใน ค.ศ. 2006 ระบุว่าภาพยนตร์เจ็ดเรื่องที่ชินกำกับในเกาหลีเหนือถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pulgasari เนื่องจากในเวลาต่อมาได้กลายเป็นภาพยนตร์เกาหลีเหนือเรื่องแรกที่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์เกาหลีใต้[17]
ภาพยนตร์ของพวกเขามีดังต่อไปนี้:
- An Emissary of No Return (Doraoji annun milsa, ค.ศ. 1984): สร้างจากบทละครเวที Bloody Conference ที่เขียนโดยคิม อิล-ซ็อง ในภาพยนตร์เรื่องนี้ รี จุน ทูตเกาหลีในการประชุมสันติภาพสากล ณ กรุงเฮก ค.ศ. 1907 พยายามโน้มน้าวประชาคมระหว่างประเทศให้ช่วยยกเลิกสนธิสัญญาคุ้มครองญี่ปุ่น–เกาหลี ค.ศ. 1905 ซึ่งทำให้เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น รี จุนกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมและเมื่อเขาล้มเหลวในการขอความสนับสนุนจากมหาอำนาจตะวันตก เขาจึงทำฮารากิริต่อหน้าเหล่านักการทูต ชินถ่ายทำบางส่วนของภาพยนตร์ในเชโกสโลวาเกียและใช้นักแสดงชาวยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการภาพยนตร์เกาหลีเหนือ[18]
- Love, Love, My Love (Sarang sarang nae sarang, ค.ศ. 1984): เป็นการนำนิทานพื้นบ้านเกาหลีโบราณ The Tale of Chunhyang มาตีความใหม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในรูปแบบภาพยนตร์เพลงและนำเสนอสิ่งที่เป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์เกาหลีเหนือ นั่นคือฉากจูบที่เห็นลาง ๆ ระหว่างนักแสดงนำสองคน ชุนฮยังตกหลุมรักกับมงนยง ขุนนางผู้มั่งคั่ง แต่เขาต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อฝึกฝนเป็นข้าราชการ ระหว่างที่เขาจากไป ผู้ว่าราชการคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งและตกหลุมรักชุนฮยัง เมื่อถูกปฏิเสธเขาจึงจองจำเธอ ในตอนที่เธอกำลังจะถูกประหารชีวิต มงนยงก็กลับมาช่วยเธอได้ทัน[18]
- Runaway (Talchulgi, ค.ศ. 1984): เรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นช่วงทศวรรษ 1920 ในสมัยอาณานิคมญี่ปุ่น ตัวเอกชื่อซงรยูลและภรรยาของเขา (แสดงโดยชเว อึน-ฮี) อาศัยอยู่อย่างยากจน ครอบครัวย้ายไปที่คันโดในแมนจูเรียเพื่อหาชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความทุกข์ยากของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป ซงรยูลเข้าร่วมกลุ่มของคิม อิล-ซ็องและเมื่อเขาอยู่กับเหล่านักรบกองโจร เขาได้ระเบิดรถไฟของกองทัพญี่ปุ่น[18]
- Breakwater (Bangpaje, ค.ศ. 1985): เป็นภาพยนตร์เกาหลีเหนือ ค.ศ. 1985 กำกับโดยผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ ชิน ซัง-อก ระหว่างช่วงที่เขาถูกลักพาตัวในเกาหลีเหนือ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายผลงานที่ชินทำภายใต้การดูแลของคิม จ็อง-อิลและผลิตโดยสตูดิโอชินฟีล์มของรัฐ Bangpaje เป็นที่รู้จักจากการแสดงภาพการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนัมโพทางฝั่งตะวันตกของเกาหลีเหนือ ตามบันทึกความทรงจำของชิน ซัง-อกและชเว อึน-ฮีใน ค.ศ. 2001 เนื้อหาหลักของภาพยนตร์มุ่งเน้นไปที่คนงานและวิศวกรที่ได้รับมอบหมายให้ปิดกั้นทะเลเปิดระยะทาง "20 รี" เพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดมหึมา[19] การดำเนินเรื่องเน้นย้ำถึงการใช้แรงงานร่วม วีรกรรมทางอุตสาหกรรม และความทุ่มเทให้การสร้างสังคมนิยม คนงานต้นแบบ ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่พรรคต้องเผชิญอุปสรรคทางธรรมชาติและความล้มเหลวทางเทคนิคในขณะพยายามทำให้เขื่อนเสร็จสมบูรณ์ ตัวเขื่อนเองทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเรื่อง ซึ่งเป็นตัวแทนของชัยชนะของการจัดระเบียบมนุษย์และความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์ที่มีเหนือธรรมชาติ[19] รายละเอียด ลำดับฉาก รายชื่อตัวละคร และการพัฒนาบทที่เฉพาะเจาะจงนั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เคยเปิดให้สาธารณชนรับชมนอกเกาหลีเหนือ Bangpaje ผลิตขึ้นในช่วงที่ชิน ซัง-อกและนักแสดงหญิงชเว อึน-ฮีถูกกักตัวในเกาหลีเหนือ (ค.ศ. 1978–1986) ในช่วงเวลานี้ชินกำกับภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาภาพยนตร์เกาหลีเหนือภายใต้การชี้นำของคิม จ็อง-อิล[20] ภาพยนตร์เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในรายชื่อผลงานที่รวบรวมโดยชินและชเวหลังจากที่พวกเขาหลบหนี โดยอยู่ในรายชื่อเคียงข้างผลงานอย่าง An Emissary of No Return, Salt, Love, Love, My Love, Shimcheong และ Pulgasari[21] Bangpaje ถือเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สามารถหาดูได้ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ตั้งข้อสังเกตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เคยถูกเผยแพร่และไม่สามารถรับชมได้ในหอจดหมายเหตุหรือคอลเล็กชันสาธารณะ ต่างจากผลงานอื่น ๆ ของชินในเกาหลีเหนือ[22] ผลก็คืองานเขียนทางวิชาการเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอาศัยเพียงคำอธิบายจากบันทึกความทรงจำและบันทึกรายชื่อภาพยนตร์เท่านั้น แทนที่จะเป็นการวิเคราะห์จากภาพ ไม่มีการบันทึกบทวิจารณ์ร่วมสมัยหรือการตอบรับจากสาธารณะ เนื่องจากภาพยนตร์ไม่ได้ออกฉายเพื่อการรับชมทั่วไปและยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับขึ้นในช่วงระหว่างเรื่อง Runaway และ Salt
- [23]Salt (Sogum, ค.ศ. 1985): เรื่องราวที่มีฉากหลังในคันโดช่วงทศวรรษ 1930 ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ชเว อึน-ฮีรับบทเป็นภรรยาของซงรยูล ครอบครัวให้ที่พำนักแก่พ่อค้าชาวจีนเชื้อสายเกาหลีผู้มั่งคั่ง และตัวพ่อถูกฆ่าตายในการต่อสู้ระหว่างตำรวจญี่ปุ่นและกลุ่มโจรจีน เธอเชื่อว่าสามีของเธอเสียชีวิตเพราะคอมมิวนิสต์ จากนั้นชเวซึ่งอยู่ในความยากจนได้ขอความช่วยเหลือจากพ่อค้าชาวจีนเชื้อสายเกาหลี แต่เขากลับข่มขืนเธอ หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมหลายครั้ง เพื่อนบ้านได้บอกเธอเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายที่ทำกำไรได้งาม นั่นคือการลักลอบขนเกลือ ระหว่างที่เธอกำลังลักลอบขนเกลือ กลุ่มที่เธออยู่ด้วยถูกโจมตีโดยญี่ปุ่น และกลุ่มคอมมิวนิสต์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้ เธอพบว่าแท้จริงแล้วคอมมิวนิสต์คือผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนทั่วไปและตัดสินใจเข้าร่วมกับพวกเขา ชเวได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมอสโกจากบทบาทนี้[18]
- The Tale of Shim Chong (Simcheongjeon, ค.ศ. 1985): ชินกำกับเวอร์ชันภาพยนตร์เพลงของนิทานโบราณเรื่องความกตัญญูนี้ ชิมช็องอาศัยอยู่กับพ่อที่ตาบอด เธอเสียสละตัวเองเพื่อให้พ่อหายจากอาการตาบอด เธอจึงถูกพาตัวไปโดยกะลาสีเรือพาณิชย์ พวกเขาโยนเธอลงจากเรือและเธอก็ลงไปสู่พระราชวังของเทพเจ้าแห่งทะเล เธอถูกส่งกลับขึ้นบกภายในดอกกล้วยไม้ยักษ์ที่ลอยน้ำได้ เธอถูกพบโดยกษัตริย์ และทั้งสองก็ตกหลุมรักและแต่งงานกัน ในตอนจบ ชิมช็องได้กลับมาพบกับพ่อของเธอ และเขาก็หายจากอาการตาบอด[18]
- Pulgasari (ค.ศ. 1985): ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพยนตร์ Godzilla ที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลุกฮือของชาวนาในเกาหลีสมัยกลาง เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งโดนเข็มตำนิ้วขณะเย็บผ้า และเลือดก็หยดลงบนของเล่นรูปสัตว์ประหลาดตัวเล็ก ๆ ที่ทำจากข้าว ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาเป็นสัตว์ประหลาด มันต่อสู้เพื่อชาวนาและทำลายพระราชวังของจักรพรรดิ อย่างไรก็ตาม ความหิวกระหายของมันนั้นใหญ่หลวงมากจนเริ่มกินเครื่องมือทำกินของชาวนา เด็กหญิงผู้สร้างมันขึ้นมาจึงตัดสินใจเสียสละตัวเองด้วยการปลอมตัวเป็นอาหารของ Pulgasari เมื่อสัตว์ประหลาดกินเด็กหญิงเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ มันก็ระเบิดและตายลง[18]
การหลบหนี
[แก้]เพื่อเป็นการป้องกันตนเองหากพวกเขาสามารถหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือได้ ชเวและชินตัดสินใจลักลอบนำเครื่องบันทึกเสียงเข้าไปในการสนทนาของพวกเขากับคิม จ็อง-อิลเพื่อจะได้มีหลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้เต็มใจละทิ้งเกาหลีใต้มา ในการสนทนาครั้งหนึ่งซึ่งถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1983 คิมพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับแผนการของเขาในการลักพาตัวชินและชเวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ เขาสั่งชินและชเวว่าจะเป็นการดีที่สุดหากพวกเขาบอกกับสื่อมวลชนว่าพวกเขาเดินทางมายังเกาหลีเหนือด้วยความสมัครใจ[14] ชินและชเวเข้าร่วมการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1984 ที่เบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งพวกเขากล่าวว่าตนเองอยู่ในเกาหลีเหนือตามความต้องการของตนเอง
หลังจากถ่ายทำ Pulgasari เสร็จสิ้น ทั้งสองกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับคิมเกี่ยวกับภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งในขณะที่พวกเขาเดินทางไปยังเวียนนาใน ค.ศ. 1986 คิมขอให้ชเวและชินเดินทางไปยังเมืองหลวงของออสเตรียเพื่อหาผู้ที่จะมาลงทุนในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับเจงกิส ข่าน[24] วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1986 คู่สามีภรรยาลงทะเบียนเข้าพักที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เวียนนา (InterContinental Vienna) เพื่อพบกับนักข่าวชื่อ อากิระ เอโนกิ (Akira Enoki) ภายใต้ข้ออ้างของการให้สัมภาษณ์ และโน้มน้าวให้บอดีการ์ดชาวเกาหลีเหนือออกไปจากห้อง[24] ชเวและชินจัดการขึ้นรถแท็กซี่ไปได้ และหลังถูกกลุ่มชาวเกาหลีเหนือไล่ตามจนเข้าไปในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง ทั้งคู่ก็ลงจากรถแท็กซี่และวิ่งสุดชีวิตเข้าไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ[25] เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1986 โดยประกาศว่าคู่สามีภรรยาหนีพ้นจากการดูแลของเกาหลีเหนือและได้ขอลี้ภัยทางการเมืองในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ[26]
หลังการหลบหนี ชินพำนักอยู่ในสหรัฐเป็นเวลาหลายปีเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก่อนจะกลับบ้านเกิดที่เกาหลีใต้ ด้านเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าชินและชเวถูกลักพาตัว แต่กลับยืนกรานว่าชินและชเวได้แปรพักตร์มายังเกาหลีเหนือด้วยความสมัครใจ[27] และอ้างว่าพวกเขาได้ยักยอกเงินจำนวนมหาศาลของเกาหลีเหนือที่ตั้งใจจะใช้เป็นทุนสร้างภาพยนตร์เจงกิส ข่าน[26]
บันทึกเหตุการณ์ในภายหลัง
[แก้]หลังการตีพิมพ์หนังสือของพอล ฟิชเชอร์ A Kim Jong-Il Production ใน ค.ศ. 2015 การลักพาตัวชิน ซัง-อกและชเว อึน-ฮีได้รับความสนใจอย่างมากจากบุคคลภายนอกเกาหลี แวนิตีแฟร์ (Vanity Fair) บันทึกข้อมูลการจัดฉาย Pulgasari ในย่านบรุกลิน นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015[16] เดอะวอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) คาดการณ์ว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์เพื่อเล่าเรื่องราวนี้อีกครั้ง[28] บีบีซีเรดิโอโฟร์ (BBC Radio Four) ออกอากาศละครวิทยุความยาว 90 นาทีในเดือนกันยายน ค.ศ. 2017[29]
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 ที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ 2016 ในสายการประกวดภาพยนตร์สารคดีโลก (World Cinema Documentary Competition) มีการนำเสนอภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายในเกาหลีเหนือในชื่อเรื่องท่านผู้นำ & คนทำหนัง (The Lovers and the Despot) ซึ่งกำกับโดยโรเบิร์ต แคนแนนและรอสส์ แอดัม
ละครชุดสั้นทางโทรทัศน์ของฝรั่งเศส Kim Kong ผลิตโดยอาร์ต (Arte) เขียนบทโดยไซมอน จาบลอนกาและอเล็กซิส เลอ เซ็ก กำกับโดยสตีเฟน คาเฟียโร และนำแสดงโดยโจนาธาน แลมเบิร์ต มีเนื้อหาอ้างอิงมาจากเหตุการณ์เหล่านี้[30]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ชินยังเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่เขาถูกลักพาตัว แต่ยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าติดตามของเกาหลีเหนือ ตามคำกล่าวของเทรุโยชิ นากาโนะ (Teruyoshi Nakano) ผู้กำกับเทคนิคพิเศษใน Pulgasari ผลงานชิ้นสุดท้ายในเกาหลีเหนือของชิน ระบุว่า "เขาเดินทางไปประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุดในการหลบหนี"[1]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ Homenick, Brett (June 26, 2019). "An Explosive Career! Toho SFX Director Teruyoshi Nakano Reflects on Some of His Non-Godzilla Films!". Vantage Point Interviews. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 8, 2019. สืบค้นเมื่อ February 5, 2025.
- ↑ Yoon, Min-sik (May 17, 2023). "[Korean History] Operation Vienna: Filmmakers' perilous escape from clutches of North Korea". The Korea Herald (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ January 18, 2025.
- ↑ Armstrong, Charles K. (2013). Tyranny of the Weak: North Korea and the World, 1950–1992. Ithaca: Cornell University Press. p. 210 ISBN 080-146-893-0.
- ↑ Armstrong, Charles K. (2013). Tyranny of the Weak: North Korea and the World, 1950–1992. Ithaca: Cornell University Press. p. 211 ISBN 080-146-893-0.
- ↑ Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader. New York: Thomas Dunne Books. p. 333. ISBN 0-312-32221-6.
- ↑ Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader. New York: Thomas Dunne Books. p. 336. ISBN 0-312-32221-6.
- ↑ Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il Production: The Extraordinary True Story of a Kidnapped Filmmaker, His Star Actress, and a Young Dictator's Rise to Power. Flatiron Books. pp. 84, 86 ISBN 978-1250054265.
- ↑ "국가안전기획부, 1978년 홍콩에서 실종된 영화배우 최은희와 영화감독 신상옥 납북 발표" [Agency for National Security Planning announces abduction of actress Choi Eun-hee and filmmaker Shin Sang-ok, who disappeared in Hong Kong in 1978, to North Korea]. The Dong-A Ilbo (ภาษาเกาหลี). April 2, 1984. สืบค้นเมื่อ December 15, 2024.
- ↑ Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il Production: The Extraordinary True Story of a Kidnapped Filmmaker, His Star Actress, and a Young Dictator's Rise to Power. Flatiron Books. p. 96 ISBN 978-1250054265.
- ↑ Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il Production: The Extraordinary True Story of a Kidnapped Filmmaker, His Star Actress, and a Young Dictator's Rise to Power. Flatiron Books. p. 113 ISBN 978-1250054265.
- ↑ Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader. New York: Thomas Dunne Books. p. 327. ISBN 0-312-32221-6.
- ↑ Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il Production: The Extraordinary True Story of a Kidnapped Filmmaker, His Star Actress, and a Young Dictator's Rise to Power. Flatiron Books. p. 124 ISBN 978-1250054265.
- ↑ Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader. New York: Thomas Dunne Books. ISBN 0-312-32221-6.
- 1 2 3 4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อauto - ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อauto1 - 1 2 Romano, N. (April 6, 2015). "How Kim Jong Il Kidnapped a Director, Made a Godzilla Knockoff, and Created a Cult Hit". Vanity Fair.
- ↑ Park, Kyung-il (April 12, 2006). "故 신상옥 감독, 납북 → 탈북 → 망명… 영화같은 삶" [The late director Shin Sang-ok, kidnapped → defected → asylum... A life like a movie]. Munhwa Ilbo (ภาษาเกาหลี). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 27, 2024. สืบค้นเมื่อ February 24, 2025.
- 1 2 3 4 5 6 Schönherr, J. (2011). The North Korean Films of Shin Sang-ok Ritsumei.ac.jp
- 1 2 Shin, Sang-ok; Choi, Eun-hee (2001). 우리의 탈출은 끝나지 않았다 [Our Escape Has Not Ended Yet] (ภาษาเกาหลี). 월간 조선사.
- ↑ Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il Production. Penguin. ISBN 978-0241004303.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|isbn=: checksum (help) - ↑ Shin, Sang-ok; Choi, Eun-hee (1988). 조국은 저 하늘 저멀리 [My Motherland is Far Away], vol. 2 (ภาษาเกาหลี). Pacific Artist Cooperation.
- ↑ Schönherr, Johannes (2012). North Korean Cinema: A History. McFarland. ISBN 978-0786468177.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่า|isbn=: checksum (help) - ↑ Schönherr, J. (2012). North Korean Cinema: A History (Illustrated ed.). McFarland. pp. 85, 201, 211. ISBN 978-0786490523. สืบค้นเมื่อ 11 February 2024.
- 1 2 Fischer, Paul (2015-02-21). "Kim Jong-il and the great movie-star kidnap". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2019-07-06.
- ↑ Fischer, Paul (3 February 2015). A Kim Jong-Il production : the extraordinary true story of a kidnapped filmmaker, his star actress, and a young dictator's rise to power (First ed.). New York: Flatiron Books. p. 300. ISBN 978-1250054265. OCLC 881437062.
- 1 2 "Rumors Reappear with South Korean Couple". The New York Times. 23 March 1986. สืบค้นเมื่อ 6 November 2017.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อauto2 - ↑ Martin, B. K. (January 30, 2015). "Book review: "A Kim Jong-Il Production,’ on filmmaking under duress, by Paul Fischer", The Washington Post.
- ↑ "Episode 1, Lights, Camera, Kidnap!". BBC Radio 4. สืบค้นเมื่อ 6 November 2017.
- ↑ "France's finest". Dramaquarterly.com. สืบค้นเมื่อ 6 November 2017.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Breen, Michael (2011). Kim Jong-il: North Korea's Dear Leader (2nd ed.). Hoboken: John Wiley & Sons. ISBN 9781118153796.
- Bärtås, Magnus; Ekman, Fredrik (2015). All Monsters Must Die: An Excursion to North Korea. Toronto: House of Anansi. ISBN 978-1-77089-881-3.
- Choi Eun-hee (2007). Ch'oe Ŭn-hŭi ŭi kobaek: yŏnghwa poda tŏ yŏnghwa kat'ŭn sam 최 은희 의 고백: 영화 보다 더 영화 같은 삶 [Confessions of Choi Eun-hee] (ภาษาเกาหลี). Seoul: Random House Korea. ISBN 9788925513997.
- Fischer, Paul (2015). A Kim Jong-Il production: the extraordinary true story of a kidnapped filmmaker, his star actress, and a young dictator's rise to power (1st ed.). New York: Flatiron Books. ISBN 978-1-250-05426-5.
- คดีคนหายในคริสต์ทศวรรษ 1970
- พ.ศ. 2515 ในฮ่องกง
- คดีคนหายในคริสต์ทศวรรษ 1980
- การหายสาบสูญโดยถูกบังคับ
- บุคคลที่เคยหายสาบสูญ
- ชาวเกาหลีใต้ที่หายสาบสูญ
- ความสัมพันธ์ฮ่องกง–เกาหลีใต้
- การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศเกาหลีเหนือ
- การลักพาตัวในประเทศเกาหลีใต้
- คู่สมรส
- คดีคนหายในทวีปเอเชีย
- การลักพาตัวในประเทศเกาหลีเหนือ
- คิม จ็อง-อิล
- ชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัว
- ภาพยนตร์เกาหลีเหนือ