ข้ามไปเนื้อหา

การรุกรานเคียฟรุสของมองโกล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การรุกรานรุสของมองโกล
ส่วนหนึ่งของ การรุกรานยุโรปของมองโกล

การรุกรานยุโรปของมองโกล ค.ศ. 1236–1242
วันที่ค.ศ. 1223 (การรุกรานระลอกแรก)
ค.ศ. 1237–1241 (การรุกรานหลัก)
สถานที่
ผล มองโกลได้รับชัยชนะ
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
คู่สงคราม
จักรวรรดิมองโกล
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
กำลัง
ป.60,000[1] ป.25,000–50,000 นาย รวมทหารรักษาการณ์และชนเผ่าต่าง ๆ[2][a]

จักรวรรดิมองโกลได้รุกรานและพิชิตพื้นที่ส่วนใหญ่ของเคียฟรุสในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยปล้นสะดมเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เรียซัน, ยาโรสลาฟล์, เปรียสลาฟล์ และวลาดิมีร์ รวมถึงเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ได้แก่ เคียฟ (ประชากร 50,000 คน) และแชร์นีฮิว (ประชากร 30,000 คน) โดยทั่วไปถือว่าการล้อมเคียฟใน ค.ศ. 1240 โดยชาวมองโกลเป็นจุดสิ้นสุดของรัฐเคียฟรุส[4][5] ซึ่งอยู่ในสภาวะแตกแยกเป็นแว่นแคว้นอยู่ก่อนแล้ว[6] ส่วนแว่นแคว้นและศูนย์กลางเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่งทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้สามารถรอดพ้นจากการถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง หรือได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้รับความเสียหายเลยจากการรุกรานของมองโกล ได้แก่ กาลิเซีย-วอลฮิเนีย, ปัสคอฟ, สโมเลนสค์, โปลอตสค์, วิเตบสค์ และอาจรวมถึงรอสตอฟและอูลิชด้วย[4][7][8][9]

การทัพของมองโกลมีจุดเริ่มต้นจากยุทธการที่แม่น้ำคาลกาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1223 ซึ่งส่งผลให้มองโกลได้รับชัยชนะเหนือระเบียบกำลังของแว่นแคว้นต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มชนชาวคูมันที่เหลืออยู่ภายใต้การนำของเคอเทน พวกมองโกลได้ล่าถอยกลับไปหลังจากรวบรวมข้อมูลข่าวกรองซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการการลาดตระเวนด้วยกำลัง จากนั้นการรุกรานเต็มรูปแบบโดยบาตู ข่านจึงได้ตามมา โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของเคียฟรุสถูกยึดครองในช่วง ค.ศ. 1236–1238[6] พวกมองโกลสามารถยึดเคียฟได้ใน ค.ศ. 1240 แล้วจึงเคลื่อนทัพไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่ราชอาณาจักรฮังการีและประเทศโปแลนด์[6] ความสูญเสียอย่างหนักที่พวกมองโกลได้รับในช่วงเวลาของการรุกรานได้ทำให้การทัพในเวลาต่อมาอ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ทางตะวันตกรอดพ้นจากการถูกทำลายล้าง[10][11]

การรุกรานสิ้นสุดลงเนื่องจากกระบวนการสืบราชบัลลังก์ของมองโกลหลังจากการสิ้นพระชนม์ของโอเกเดย์ ข่าน แม้แต่แว่นแคว้นต่าง ๆ ที่รอดพ้นจากการถูกพิชิตทางกายภาพ ในท้ายที่สุดก็ถูกบีบบังคับให้ยอมรับอำนาจสูงสุดของมองโกลในรูปแบบของการส่งบรรณาการ เช่นในกรณีของกาลิเซีย-วอลฮิเนีย, โปลอตสค์ และนอฟโกฮอด หากไม่ใช่การตกเป็นรัฐบรรณาการโดยตรงของโกลเดนฮอร์ด ซึ่งดำเนินไปจนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14[5] แม้ว่ากองทัพรัสเซียจะสามารถเอาชนะพวกมองโกลได้ในยุทธการที่คูลิโคโวใน ค.ศ. 1380 แต่การเรียกเก็บภาษีบรรณาการของมองโกลจากบรรดาเจ้าผู้ครองนครรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปจนถึงราว ค.ศ. 1480[6]

การรุกรานของมองโกลได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของชาวรุส หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการก้าวขึ้นมาของมอสโกในฐานะศูนย์กลางอำนาจหลักของชาวรัสเซีย ในขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์สืบราชบัลลังก์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้จักรวรรดิมองโกลเกิดการแตกแยก และในที่สุดสิ่งนี้ทำให้ชาวรัสเซียที่รวมกลุ่มกันใหม่ภายใต้การนำของอิวานผู้โหดร้าย สามารถเอาชนะรัฐผู้สืบทอดของจักรวรรดิมองโกล เช่น รัฐข่านคาซัน และรัฐข่านอัสตราฮัน เพื่อสถาปนาจักรวรรดิของตนเองขึ้นมาได้

หมายเหตุ

[แก้]
  1. นักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการที่เป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดขนาดของกองทัพเคียฟรุส โดยทำได้เพียงคำนวณจำนวนกำลังพลอย่างคร่าว ๆ ในยุทธการเฉพาะเจาะจงบางยุทธการเท่านั้น ทั้งนี้ ประชากรของศูนย์กลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งสามารถจัดตั้งกองกำลังเพื่อต่อต้านได้นั้นมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 30,000 คน [3]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Khrustalev 2008, p. 63.
  2. Fennell, John. "The Crisis of Medieval Russia: 1200–1304". London, 1983. p. 85: "If we assume that each of the larger cities could field, say, between 3,000 and 5,000 men, we can arrive at a total of about 60,000 fighting troops. If we add to this another 40,000 from smaller towns and from the various Turkic allies in the Principality of Kiev, then the total coincides with the 100,000 estimated by S. M. Solov'ev in his History of Russia. But then this is only a rough estimate of the potential number. We have no idea how many, towns and districts actually mustered troops- for instance, it seems highly unlikely that Novgorod sent any at all. Certainly, none came to help their outpost at Torzhok. Perhaps then half or a quarter – or even a smaller fraction- of the total was the most the Russians could muster."
  3. Khrustalev 2008, pp. 98–99.
  4. 1 2 Plokhy, Serhii (2015). The gates of Europe : a history of Ukraine. New York: Basic Books. pp. (p. 48–52). ISBN 9780465050918.
  5. 1 2 "Rusland §2. Het Rijk van Kiëv". Encarta Encyclopedie Winkler Prins (ภาษาดัตช์). Microsoft Corporation/Het Spectrum. 2002.
  6. 1 2 3 4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ":0"
  7. Halperin 1987, p. 99.
  8. Martin, Michael (2017-04-17). City of the Sun: Development and Popular Resistance in the Pre-Modern West (ภาษาอังกฤษ). Algora Publishing. ISBN 978-1-62894-281-1.
  9. "The Mongol Invasion of Russia in the 13th Century | Study.com". Study.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-05-15.
  10. Khrustalev 2008, pp. 131–132.
  11. Pashuto, Vladimir (1950). Grekov, Boris (บ.ก.). Очерки по истории Галицко-Волынской Руси [Essays on the history of Galician-Volhynian Rus'] (ภาษารัสเซีย). Moscow: Издательство академии наук СССР. pp. 221–222.

แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ

[แก้]
  • Full Collection of Russian Annals, St. Petersburg, 1908 and Moscow, 2001, ISBN 5-94457-011-3.

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]