การปฏิวัติเนปาล พ.ศ. 2533
| การเคลื่อนไหวของประชาชน ปี 1990 | |||
|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ ขบวนการประชาธิปไตยเนปาล | |||
ภาพถ่ายโดย มิน รัตนะ วัชราจารยะ แสดงการเดินขบวนฉลองชัยในปี 1990 | |||
| วันที่ | 18 กุมภาพันธ์ 1990 – 8 เมษายน 1990[1] | ||
| สถานที่ | ประเทศเนปาล | ||
| เป้าหมาย |
| ||
| ผล |
| ||
| คู่ขัดแย้ง | |||
การเคลื่อนไหวของประชาชน ปี 1990 (เนปาล: २०४६ जनआन्दोलन; ๒๐๔๖ ชนอานฺโทลน) เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศเนปาลที่นำไปสู่การล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงล้มเลิกระบอบปัญจายัต[2]
การเคลื่อนไหวนี้มีความโดดเด่นที่การรวมตัวกันของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ในบรรดาพรรคอมมิวนิสต์ที่รวมตัวเป็นแนวหน้าพันธมิตรฝ่ายซ้าย (ULF) แต่ยังมีความร่วมมือกับพรรคเช่น คองเกรสเนปาล (NC) และท้ายที่สุดไปสู่การเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิมากซ์และเลนิน) เป็นต้น
ภูมิหลัง
[แก้]เนปาลเกิดการลุกฮือของประชาชนในปี 1950-51 ซึ่งนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาภายใต้ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เกิดการรัฐประหารปี 1960 โดยกษัตริย์มเหนทระ ซึ่งนำการสั่งให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ผิดกฎหมาย และยึดรวมอำนาจจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามาเป็นของกษัตริย์ทั้งหมด ระบบดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าปัญจายัต[3][4]
ในปี 1972 กษัตริย์วิเรนทระ บุตรของกษัตริย์มเหนทระ ขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์เป็นราชาธิปไตยสัมบูรณ์ สืบทอดอำนาจมหาศาลจากบิดา[5] ตลอดระยะการครองราชย์นี้ สมาชิกพรรคคองเกรสเนปาลจำนวนมากถูกจับกุม ในความพยายามจะคงไว้ซึ่งอำนาจของตน[6] ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 ความตึงทางการเมืองเริ่มคลายลง และขบวนการเคลื่อยไหวของนักเรียนนักศึกษาเพื่อการปฏิรูปรัฐธรมนูญเริ่มก่อตัวขึ้นในเนปาล[7]
ความเคลื่อนไหวนี้มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกษัตริย์วิเรนทระดำริให้มีการจัดการลงประชามิตว่าด้วยระบบรัฐบาลในปี 1980 ระหว่างประชาธิปไตยหลายพรรคกับประบบปัญจายัตซึ่งไม่มีพรรคการเมือง ผลการลงประชามิตพบว่า 45% เห็นด้วยกับประชาธิปไตยหลายพรรค ส่วน 55% เห็นด้วยกับระบบพรรคเดียว[5]
ประวัติศาสตร์
[แก้]ในปี 1989 กลุ่มการเมืองคองเกรสเนปาล ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์และพรรคการเมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับแนวหน้าพันธมิตรฝ่ายซ้าย เริ่มก่อการเคลื่อนไหวในชื่อ ชนอานโทลนะ' (การเคลื่ออนไหวของประชาชน) เริ่มต้นทางการในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1990 รัฐบาลตอบโต้ด้วยการจับกุมผู้นำการเมืองขอบทั้งสองพรรค และสั่งห้ามหนังสือพิมพ์ฝ่ายค้านทั้งหมดตีพิมพ์[8][9]
กษัตริย์วิเรนทระได้ออกมาเรียกร้องต่อประเทศชาติผ่านทางวิทยุให้ยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และดําเนินการปฏิรูปประชาธิปไตยผ่านช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตำรวจยิงผู้ชุมนุมในภักตปุระ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย ซึ่งนำไปสู่การประท้วงที่ลุกฮือขึ้น มีผู้ร่วมประท้วงเป็นนักเรียนนักศึกษาหลายพันคน หลายร้อยคนถูกจับกุมและบาดเจ็บจากการโจมตีของตำรวจ และมีการประท้วงหยุดงานที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ[8][9]
คำสั่งจากรัฐบาลส่วนกลางเริ่มลดลงและรัฐบาลส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรับมือกับความไม่สงบและการประท้วงทั่วประเทศ ในต้นเดือนเมษายน มีผู้ประท้วงถูกยิงเสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่งในลลิตปุระ นำไปสู่การกระตุ้นให้มีผู้คนออกมาประท้วงเพิ่มขึ้นถึง 200,000 คนในกาฐมาณฑุโดยมีข้อเรียกร้องประท้วงต่อรัฐบาลของกษัตริย์โดยตรง[8][9]
ในช่วงหลายวัน ตํารวจยิงและสังหารผู้ประท้วงหลายสิบคนขณะที่ผู้ประท้วงปิดกั้นถนน เดินขบวน และเรียกร้องการฟื้นคืนระบอบประชาธิปไตยหลายพรรคที่เนปาลเคยมีในทศวรรษ 1950 ในช่วงที่การประท้วงรุนแรงสูงสุด ผู้ประท้วงแห่ล้อมอาคารที่ทำการของรัฐและเรียกร้องมห้กษัตริย์ยอมรับข้อเรียกร้อง ตำรวจเลือกไม่เข้าไปขัดขวาง และยอมให้ผู้ประท้วงบุกเข้าทำลายทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ของนายกรัฐมนตรี และรูปปั้นกษัตริย์มเหนทระ ท้ายที่สุด ผู้นำการประท้วงได้ประกาศสลายการชุมนุมเนื่องจากเหตุความรุนแรงจากผู้ชุมนุม ท้ายที่สุดในวันที่ 8 เมษายน 1990 กษัตริย์วิเรนทระออกประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมือง[8][9]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "सम्झनामा जनआन्दोलन ०४६ (श्रृंखला १)" [In memory of Nepalese revolution 1990]. Nepal Live (ภาษาเนปาล). สืบค้นเมื่อ 2021-02-09.
- ↑ HIMAL SOUTHASIAN | March - April 2006 เก็บถาวร 2006-05-07 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ Hachhethu, Krishna (July 1990). "Mass Movement 1990" (PDF). Contributions to Nepalese Studies. 17 (2).
- ↑ Ghimire, Binosh (2022-02-19). "Nepal's democracy revolutions, and achievements and failures". The Kathmandu Post. สืบค้นเมื่อ 2023-09-20.
- 1 2 Malhotra, Inder (2001-06-04). "King Birendra of Nepal". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2024-05-14.
- ↑ Crossette, Barbara (2001-06-03). "Birenda, 55, Ruler of Nepal's Hindu Kingdom". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2024-05-14.
- ↑ "Birendra: Nepal's monarch of change" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2001-06-02. สืบค้นเมื่อ 2024-05-14.
- 1 2 3 4 "People Movement I".
- 1 2 3 4 Gellner, D. (2007). Resistance and the State: Nepalese Experiences. Berghahn Books. ISBN 9781845452162.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Baral, L. R. (1994). "The Return of Party Politics in Nepal". Journal of Democracy. 5: 121–133. doi:10.1353/jod.1994.0012. S2CID 153394711.
- Hachchethu, K. (1992). "Mass Movement 1990" (PDF). Contributions to Nepalese Studies. 17 (2): 177–201.