ข้ามไปเนื้อหา

การทำให้เป็นเทพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพวาด Apotheosis of Venice (1585) โดยปาโอโล เวโรเนเซ บนเพดานปาลัซโซดูกาเล

การทำให้เป็นเทพ (อังกฤษ: apotheosis) การกลายเป็นเทพ (deification) หรือ การกลายเป็นพระเจ้า (divinization) เป็นการยกย่องสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สูงส่งจนเทียบเท่าพระเจ้า หรือมองมนุษย์ สิ่งมีชีวิตหรือแนวคิดต่าง ๆ ในลักษณะที่เหมือนกับเทพ การทำให้เป็นเทพในความหมายเดิมเกี่ยวข้องกับศาสนา แต่สามารถใช้ในเชิงเปรียบเปรยถึงการเชิดชูและสรรเสริญหลักการและแนวปฏิบัติในหลายบริบท ทำให้การทำให้เป็นเทพมักเชื่อมโยงกับภาวะนามธรรมอย่างหนึ่ง[1]

การทำให้เป็นเทพเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลายศาสนาในโลกยุคโบราณ มักเกี่ยวข้องกับความเชื่อแบบพหุเทวนิยมเพราะต้องอาศัยความเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะมีเทพองค์ใหม่ปรากฏขึ้น ศาสนาแบบเอกเทวนิยมอย่างศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามไม่ยอมรับความคิดนี้ แม้จะมีการ "ทำให้ศักดิ์สิทธิ์" ในแง่อื่น เช่น เซนต์ในศาสนาคริสต์ (ผ่านการประกาศเป็นนักบุญ) รวมถึงเทววิทยาศาสนาคริสต์ยังมีภาวะคล้ายพระเจ้า หรือกระบวนการชำระมนุษย์เพื่อเข้าถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้าที่เรียกว่า divinization หรือ theosis ในศาสนาคริสต์ตะวันออก ขณะที่ศาสนาฮินดูมีมุมมองว่ามนุษย์ที่เป็นเทพเป็นอวตารหนึ่งของเทพเจ้า

การทำให้เป็นเทพเป็นหัวข้อที่ปรากฏในงานศิลปะหลายชิ้น โดยมักแสดงภาพตัวแบบกำลังขึ้นสู่สวรรค์หรืออยู่บนสวรรค์ รายล้อมด้วยทูตสวรรค์ พุตโตหรือบุคลาธิษฐานของคุณค่าบางประการ ภาพการทำให้เป็นเทพตั้งแต่ยุคบารอกเป็นต้นมามักมีตัวแบบเป็นผู้ปกครอง นายทัพและศิลปินในกรอบคิดแบบกรีก-โรมัน ตัวอย่างเช่น The Apotheosis of Washington โดยคอนสแตนติโน บรูมีดี, The Apotheosis of Cornelis de Witt โดยยัน เดอ เบน และ The Apotheosis of Voltaire โดยอาแล็กซ็องดร์ ดูเปลซี นอกจากนี้ภาวะนามธรรมและสถานที่สามารถถูกทำให้เป็นเทพเช่นกัน งานจิตรกรรมเหล่านี้มักใช้ประดับเพดานหรือภายในโดม[2]

ตะวันออกใกล้โบราณ

[แก้]

ก่อนสมัยเฮลเลนิสต์ ลัทธิจักรพรรดิ (imperial cult) เป็นที่แพร่หลายทั้งในอียิปต์โบราณ (โดยเฉพาะในกรณีของฟาโรห์) และเมโสโปเตเมีย (เช่น พระเจ้านารัมซินแห่งแอกแคด[3] และพระเจ้าฮัมมูราบี[4]) ฟาโรห์ทั้งหมดที่ครองราชย์อยู่จะได้รับการยกเป็นเทพฮอรัสและโอไซริสเมื่อสวรรคต บางพระองค์ยังถือเป็นโอรสของเทพต่าง ๆ อีกด้วย

อิมโฮเทป อัครเสนาบดีของฟาโรห์โจเซอร์ถูกยกให้เป็นเทพหลังเสียชีวิต เขาเป็นหนึ่งในชาวอียิปต์ที่ไม่ใช่พระราชวงศ์ประมาณ 12 คนที่ได้รับเกียรตินี้[5][6] การกลายเป็นเทพของอิมโฮเทปค่อย ๆ เกิดขึ้นกว่าพันปี ซึ่งต่อมาเขาได้รับการบูชาในฐานะเทพแห่งการแพทย์[7]

กรีกโบราณ

[แก้]
รูปนูนการกลายเป็นเทพของอคิลลีสบนรถม้ามอนเตเลโอเนของอิทรัสคัน ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล

ในศาสนากรีกโบราณและโรมันมีมนุษย์หลายคนที่กลายเป็นเทพ พวกเขามักถูกทำให้เป็นเทพโดยหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโอลิมปัส ตัวอย่างเช่น เฮราคลีส[8] แอสคลีเพียส[9] และไซคี (ที่กลายเป็นเทพหลังทานอาหารทิพย์ที่ซูสประทานให้) ลัทธิวีรบุรุษกรีก (Greek hero cult) เป็นความเชื่อที่ว่าวีรบุรุษมีอำนาจมากกว่ามนุษย์แต่น้อยกว่าเทพ มีพลังจำกัดและมีธรรมชาติแบบใต้พิภพ (chthonic) ชาวกรีกโบราณจะทำพิธีกรวดน้ำหรือบูชาโดยการเผาที่สักการสถานหรือเนินหลุมศพของวีรบุรุษเพื่อขอพรและการปกป้อง[10]

ผู้ปกครองโลกกรีกคนแรกที่ได้รับการยกเป็นเทพ คือ พระเจ้าพีลิปโปสที่ 2 แห่งมาเกโดนีอา ภาพพระองค์ประทับบนบัลลังก์ถูกใช้ร่วมกับเทพโอลิมปัสในขบวนอภิเษกของพระองค์กับมเหสีองค์ที่ 6: "สิ่งที่พระองค์ทำกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดสู่กษัตริย์มาเกโดนีอาที่ต่อมาได้รับการบูชาในเอเชียของกรีก ส่งต่อไปยังจูเลียส ซีซาร์และจักรพรรดิแห่งโรม"[11] ผู้ปกครองสมัยเฮลเลนิสต์เหล่านี้อาจได้รับการยกเป็นเทพหลังสวรรคต เช่น อเล็กซานเดอร์มหาราชและราชวงศ์ทอเลมี ราชินีเบเรนิซที่ 2 ในประวัติศาสตร์ได้รับการยกเป็นเทพเหมือนผู้ปกครองราชวงศ์ทอเลมีอื่น ๆ กลุ่มดาวผมเบเรนิซตั้งชื่อตามพระนาง[12]

โรมโบราณ

[แก้]
งานแกะสลักการกลายเป็นเทพของจักรพรรดิอันโตนีนุส ปิอุสและฟาอัสตินาผู้อาวุโส อัครมเหสี ที่ฐานเสาของพระองค์ในโรม

ควีรีนุส เป็นเทพที่ผ่านการทำให้เป็นเทพจากการผสานกับโรมุลุส กษัตริย์ในตำนานองค์แรกของโรม[13][14] เพียงองค์เดียวที่ชาวโรมันยอมรับจนถึงช่วงปลายสมัยสาธารณรัฐ[15] หลังจากนั้นการทำให้เป็นเทพในโรมโบราณเป็นกระบวนการที่ผู้ปกครองผู้วายชนม์ถูกยกเป็นเทพโดยผู้ปกครองคนถัดมา โดยได้รับความเห็นชอบจากกฤษฎีกาของวุฒิสภาและประชาชน ตัวอย่างแรกคือการกลายเป็นเทพของจูเลียส ซีซาร์โดยอ็อกตาเวียน บุตรบุญธรรมและสมาชิกคณะสามผู้นำที่สองใน 42 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ปกครองคนปัจจุบันอาจใช้การทำให้เป็นเทพนี้ในการสร้างความชอบธรรมและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน นอกเหนือจากความเคารพต่อผู้ปกครองคนก่อน

กระบวนการปกติของการทำให้เป็นเทพในโรมโบราณกระทำผ่านการลงคะแนนเสียงของวุฒิสภาโรมันหรือพระราชกฤษฎีกาในสมัยจักรวรรดิ แต่บางครั้งภาพลักษณ์หรือภาษาที่สื่อถึงความเป็นเทพก็ถูกใช้ในหมู่พระราชวงศ์อย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะมีพิธีสาธารณะที่เรียกว่า consecratio ในพิธีมีการปล่อยนกอินทรีให้บินสูงเพื่อสื่อถึงการขึ้นสู่สวรรค์ของวิญญาณบุคคลนั้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงภาพบุคคลบนรถม้าที่กำลังขึ้นสู่สวรรค์ในงานศิลปะหรือบนเหรียญด้วย[16]

ในช่วงที่ลัทธิจักรพรรดิรุ่งเรืองที่สุดสมัยจักรวรรดิ บางครั้งบุคคลอันเป็นที่รักของจักรพรรดิ เช่น รัชทายาท จักรพรรดินีหรือคนรักก็ได้รับการยกเป็นเทพเช่นกัน ผู้ที่ได้รับการทำให้เป็นเทพจะได้รับตำแหน่ง Divus หรือ Diva (สำหรับผู้หญิง) ในชื่อหลังเสียชีวิต ศาสนาโรมันดั้งเดิมมีการแยกระหว่าง deus (เทพ) กับ divus (มนุษย์ผู้กลายเป็นเทพ)[17] ถึงแม้ว่าจะไม่ต่อเนื่องก็ตาม การเคารพบูชา divus จะกระทำที่เทวสถานโรมันหรือเสา

เอเชีย

[แก้]
เศียรของพระบรมรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีองค์ประกอบคล้ายพระพุทธเจ้า

มนุษย์หลายคนได้รับการยกเป็นเทพในลัทธิเต๋า เช่น กวนอู หลี่เถียไกว่และฝาน ไขว่ งักฮุย แม่ทัพสมัยราชวงศ์ซ่งได้รับการยกเป็นเทพในสมัยราชวงศ์หมิง ผู้นับถือบางคนถือว่างักฮุยเป็นหนึ่งในสามแม่ทัพสวรรค์สูงสุด[18][19] ห้องสิน นิยายจีนสมัยราชวงศ์หมิงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสถาปนาเทวดา

ศาสนาพุทธมีแนวคิดเกี่ยวกับเทวดาที่ซับซ้อนและหลากหลาย ตำแหน่งพระพุทธเจ้าเป็นเป้าหมายที่ศาสนิกชนปรารถนาและส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้มีชาติกำเนิดเป็นมนุษย์ นับตั้งแต่พระโคตมพุทธเจ้าเป็นต้นมา พระพุทธเจ้าองค์ถัดไปถูกมองว่าเป็นอวตารหรือบุคคลในอดีตที่กลับชาติมาเกิด

เทพฮินดูสำคัญบางองค์อย่างพระรามทรงเป็นมนุษย์ แต่ถูกมองว่าเป็นอวตารของพระวิษณุ สาวกของสวามีนารายัณ บุคคลในประวัติศาสตร์เชื่อว่าท่านเป็นอวตารของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุอีกทอดหนึ่ง ภารตมาตา บุคลาธิษฐานของชาติอินเดียที่ริเริ่มโดยปัญญาชนชาวเบงกาลีช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19[20] ได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพจากบางกลุ่ม แม้ชาวมุสลิมและชาวซิกข์ในอินเดียจะคัดค้านเนื่องจากขัดกับหลักความเชื่อของตน[21][22]

กษัตริย์ฮินดูและพุทธหลายพระองค์ในอดีตถูกแสดงภาพในลักษณะเทพหลังสวรรคต ตัวอย่างเช่น พระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมรที่มีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า/พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์[23]

ลัทธิบูชาบุคคลเกาหลีเหนือที่ริเริ่มโดยคิม อิล-ซ็องมีแนวคิดในการยกย่องและเชิดชูตระกูลคิมในลักษณะเทพเจ้า แม้ว่ารัฐจะประกาศตนเป็นอเทวนิยมก็ตาม[24][25]

ดรูซ

[แก้]

ดรูซแยกตัวจากอิสมาอีลียะฮ์และอิสลามเมื่อพวกเขาพัฒนาระบบความเชื่อเป็นของตนเอง ชาวดรูซเชื่อว่าอิหม่ามอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์เป็นพระเป็นเจ้าลงมาจุติ[26][27] ฮัมซะฮ์ อิบน์ อะลี ศาสดาและผู้แต่งคัมภีร์ดรูซ[28] ประกาศว่าพระเจ้าเสด็จลงมาบนโลกและรับสภาพมนุษย์ในนามอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์[26]

เดวิด อาร์ ดับเบิลยู ไบรเยอร์นิยามดรูซว่าเป็น ฆุลาต ของอิสมาอีลียะฮ์เนื่องจากคติบูชาและยกอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์ให้เป็นเทพอย่างสุดโต่ง ไบรเยอร์อธิบายว่าดรูซเป็นศาสนาที่แยกตัวจากอิสลาม[29] และเสริมว่าผลจากการแยกตัวนี้ ทำให้ดรูซ "แตกต่างจากอิสลาม เหมือนที่อิสลามแตกต่างจากคริสต์หรือคริสต์แตกต่างจากยูดาห์"[27] ชาวดรูซนับถืออัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์อย่างพระเจ้าเหมือนเช่นที่คริสตศาสนิกชนนับถือพระเยซูในแบบเดียวกัน[30]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. OED, "Apotheosis": 3
  2. Hall, 332
  3. Kleiner, Fred (2005). Gardner's Art Through The Ages. Thomson-Wadsworth. p. 41. ISBN 0534640958.
  4. Van De Mieroop 2005, p. 127.
  5. Troche, Julia (2021). Death, Power and Apotheosis in Ancient Egypt: The Old and Middle Kingdoms. Ithaca: Cornell University Press.
  6. Albrecht, Felix; Feldmeier, Reinhard, บ.ก. (2014). The Divine Father: Religious and philosophical concepts of divine parenthood in antiquity (e-book ed.). Leiden, Netherlands; Boston, Massachusetts: Brill. p. 29. ISBN 978-90-04-26477-9.
  7. "Imhotep". Britannica. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
  8. "How Did the Greek Hero Hercules Die?". ThoughtCo. July 9, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
  9. "Asclepius". New World Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
  10. Ekroth, Gunnel (May 15, 2013). The Sacrificial Rituals of Greek Hero-Cults in the Archaic to the Early Hellenistic Period. Liège, Belgium: Presses universitaires de Liège. p. 314. doi:10.4000/books.pulg.490. ISBN 978-2-87456-003-3.
  11. Robin Lane Fox, Alexander the Great (1973:20)
  12. "Coma Berenices". The American Heritage Dictionary of the English Language (5th ed.). HarperCollins.
  13. Fishwich, Duncan (1993). The Imperial Cult in the Latin West (2nd ed.). Brill. ISBN 978-90-04-07179-7 โดยทาง Google Books.
  14. Evans, Jane de Rose (1992). The Art of Persuasion. University of Michigan Press. ISBN 0-472-10282-6 โดยทาง Google Books.
  15. Garnett & Mackintosh 1911.
  16. Hall, 47–48
  17. Hall, 47
  18. Liu, James T. C. "Yueh Fei (1103–41) and China's Heritage of Loyalty". The Journal of Asian Studies. Vol. 31, No. 2 (February 1972), pp. 291–297 [296]
  19. Wong, Eva. The Shambhala Guide to Taoism. Shambhala, 1996 ISBN 1570621691, p. 162
  20. "Far from being eternal, Bharat Mata is only a little more than 100 years old". 5 April 2016.
  21. Mohammed, Syed (March 22, 2016). "Islamic seminary issues fatwa on Bharat Mata slogan". Times of India. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
  22. Basu, Indrani (March 22, 2016). "A Sikh Politician Explains Why He Can't Chant 'Bharat Mata Ki Jai'". HuffPost. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
  23. Jessup, Helen Ibbetson (2004), Art and Architecture of Cambodia, pp. 162–163, Thames & Hudson (World of Art), ISBN 050020375X
  24. He, K.; Feng, H. (2013). Prospect Theory and Foreign Policy Analysis in the Asia Pacific: Rational Leaders and Risky Behavior. Taylor & Francis. p. 62. ISBN 978-1-135-13119-7. สืบค้นเมื่อ 2023-02-12.
  25. Floru, J. P. (2017). The Sun Tyrant: A Nightmare Called North Korea. Biteback. p. 7. ISBN 978-1-78590-288-8. สืบค้นเมื่อ 2023-02-13.
  26. 1 2 Poonawala, Ismail K. (July–September 1999). "Review: The Fatimids and Their Traditions of Learning by Heinz Halm". Journal of the American Oriental Society. American Oriental Society. 119 (3): 542. doi:10.2307/605981. ISSN 0003-0279. JSTOR 605981. LCCN 12032032. OCLC 47785421.
  27. 1 2 Bryer, David R. W. (1975). "The Origins of the Druze Religion (Fortsetzung)". Der Islam. 52 (2): 239–262. doi:10.1515/islm.1975.52.2.239. ISSN 1613-0928. S2CID 162363556.
  28. Hendrix, Scott; Okeja, Uchenna, บ.ก. (2018). The World's Greatest Religious Leaders: How Religious Figures Helped Shape World History [2 volumes]. ABC-CLIO. p. 11. ISBN 978-1440841385.
  29. Bryer, David R. W. (1975). "The Origins of the Druze Religion". Der Islam. 52 (1): 52–65. doi:10.1515/islm.1975.52.1.47. ISSN 1613-0928. S2CID 201807131.
  30. Mahmut, R. İbrahim (2023). "The Christian Influences in Ismaili Thought". The Journal of Iranian Studies. 7 (1): 83–99. doi:10.33201/iranian.1199758.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]