การทำให้เป็นเทพ

การทำให้เป็นเทพ (อังกฤษ: apotheosis) การกลายเป็นเทพ (deification) หรือ การกลายเป็นพระเจ้า (divinization) เป็นการยกย่องสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สูงส่งจนเทียบเท่าพระเจ้า หรือมองมนุษย์ สิ่งมีชีวิตหรือแนวคิดต่าง ๆ ในลักษณะที่เหมือนกับเทพ การทำให้เป็นเทพในความหมายเดิมเกี่ยวข้องกับศาสนา แต่สามารถใช้ในเชิงเปรียบเปรยถึงการเชิดชูและสรรเสริญหลักการและแนวปฏิบัติในหลายบริบท ทำให้การทำให้เป็นเทพมักเชื่อมโยงกับภาวะนามธรรมอย่างหนึ่ง[1]
การทำให้เป็นเทพเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลายศาสนาในโลกยุคโบราณ มักเกี่ยวข้องกับความเชื่อแบบพหุเทวนิยมเพราะต้องอาศัยความเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะมีเทพองค์ใหม่ปรากฏขึ้น ศาสนาแบบเอกเทวนิยมอย่างศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามไม่ยอมรับความคิดนี้ แม้จะมีการ "ทำให้ศักดิ์สิทธิ์" ในแง่อื่น เช่น เซนต์ในศาสนาคริสต์ (ผ่านการประกาศเป็นนักบุญ) รวมถึงเทววิทยาศาสนาคริสต์ยังมีภาวะคล้ายพระเจ้า หรือกระบวนการชำระมนุษย์เพื่อเข้าถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้าที่เรียกว่า divinization หรือ theosis ในศาสนาคริสต์ตะวันออก ขณะที่ศาสนาฮินดูมีมุมมองว่ามนุษย์ที่เป็นเทพเป็นอวตารหนึ่งของเทพเจ้า
การทำให้เป็นเทพเป็นหัวข้อที่ปรากฏในงานศิลปะหลายชิ้น โดยมักแสดงภาพตัวแบบกำลังขึ้นสู่สวรรค์หรืออยู่บนสวรรค์ รายล้อมด้วยทูตสวรรค์ พุตโตหรือบุคลาธิษฐานของคุณค่าบางประการ ภาพการทำให้เป็นเทพตั้งแต่ยุคบารอกเป็นต้นมามักมีตัวแบบเป็นผู้ปกครอง นายทัพและศิลปินในกรอบคิดแบบกรีก-โรมัน ตัวอย่างเช่น The Apotheosis of Washington โดยคอนสแตนติโน บรูมีดี, The Apotheosis of Cornelis de Witt โดยยัน เดอ เบน และ The Apotheosis of Voltaire โดยอาแล็กซ็องดร์ ดูเปลซี นอกจากนี้ภาวะนามธรรมและสถานที่สามารถถูกทำให้เป็นเทพเช่นกัน งานจิตรกรรมเหล่านี้มักใช้ประดับเพดานหรือภายในโดม[2]
ตะวันออกใกล้โบราณ
[แก้]ก่อนสมัยเฮลเลนิสต์ ลัทธิจักรพรรดิ (imperial cult) เป็นที่แพร่หลายทั้งในอียิปต์โบราณ (โดยเฉพาะในกรณีของฟาโรห์) และเมโสโปเตเมีย (เช่น พระเจ้านารัมซินแห่งแอกแคด[3] และพระเจ้าฮัมมูราบี[4]) ฟาโรห์ทั้งหมดที่ครองราชย์อยู่จะได้รับการยกเป็นเทพฮอรัสและโอไซริสเมื่อสวรรคต บางพระองค์ยังถือเป็นโอรสของเทพต่าง ๆ อีกด้วย
อิมโฮเทป อัครเสนาบดีของฟาโรห์โจเซอร์ถูกยกให้เป็นเทพหลังเสียชีวิต เขาเป็นหนึ่งในชาวอียิปต์ที่ไม่ใช่พระราชวงศ์ประมาณ 12 คนที่ได้รับเกียรตินี้[5][6] การกลายเป็นเทพของอิมโฮเทปค่อย ๆ เกิดขึ้นกว่าพันปี ซึ่งต่อมาเขาได้รับการบูชาในฐานะเทพแห่งการแพทย์[7]
กรีกโบราณ
[แก้]
ในศาสนากรีกโบราณและโรมันมีมนุษย์หลายคนที่กลายเป็นเทพ พวกเขามักถูกทำให้เป็นเทพโดยหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโอลิมปัส ตัวอย่างเช่น เฮราคลีส[8] แอสคลีเพียส[9] และไซคี (ที่กลายเป็นเทพหลังทานอาหารทิพย์ที่ซูสประทานให้) ลัทธิวีรบุรุษกรีก (Greek hero cult) เป็นความเชื่อที่ว่าวีรบุรุษมีอำนาจมากกว่ามนุษย์แต่น้อยกว่าเทพ มีพลังจำกัดและมีธรรมชาติแบบใต้พิภพ (chthonic) ชาวกรีกโบราณจะทำพิธีกรวดน้ำหรือบูชาโดยการเผาที่สักการสถานหรือเนินหลุมศพของวีรบุรุษเพื่อขอพรและการปกป้อง[10]
ผู้ปกครองโลกกรีกคนแรกที่ได้รับการยกเป็นเทพ คือ พระเจ้าพีลิปโปสที่ 2 แห่งมาเกโดนีอา ภาพพระองค์ประทับบนบัลลังก์ถูกใช้ร่วมกับเทพโอลิมปัสในขบวนอภิเษกของพระองค์กับมเหสีองค์ที่ 6: "สิ่งที่พระองค์ทำกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดสู่กษัตริย์มาเกโดนีอาที่ต่อมาได้รับการบูชาในเอเชียของกรีก ส่งต่อไปยังจูเลียส ซีซาร์และจักรพรรดิแห่งโรม"[11] ผู้ปกครองสมัยเฮลเลนิสต์เหล่านี้อาจได้รับการยกเป็นเทพหลังสวรรคต เช่น อเล็กซานเดอร์มหาราชและราชวงศ์ทอเลมี ราชินีเบเรนิซที่ 2 ในประวัติศาสตร์ได้รับการยกเป็นเทพเหมือนผู้ปกครองราชวงศ์ทอเลมีอื่น ๆ กลุ่มดาวผมเบเรนิซตั้งชื่อตามพระนาง[12]
โรมโบราณ
[แก้]ควีรีนุส เป็นเทพที่ผ่านการทำให้เป็นเทพจากการผสานกับโรมุลุส กษัตริย์ในตำนานองค์แรกของโรม[13][14] เพียงองค์เดียวที่ชาวโรมันยอมรับจนถึงช่วงปลายสมัยสาธารณรัฐ[15] หลังจากนั้นการทำให้เป็นเทพในโรมโบราณเป็นกระบวนการที่ผู้ปกครองผู้วายชนม์ถูกยกเป็นเทพโดยผู้ปกครองคนถัดมา โดยได้รับความเห็นชอบจากกฤษฎีกาของวุฒิสภาและประชาชน ตัวอย่างแรกคือการกลายเป็นเทพของจูเลียส ซีซาร์โดยอ็อกตาเวียน บุตรบุญธรรมและสมาชิกคณะสามผู้นำที่สองใน 42 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ปกครองคนปัจจุบันอาจใช้การทำให้เป็นเทพนี้ในการสร้างความชอบธรรมและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน นอกเหนือจากความเคารพต่อผู้ปกครองคนก่อน
กระบวนการปกติของการทำให้เป็นเทพในโรมโบราณกระทำผ่านการลงคะแนนเสียงของวุฒิสภาโรมันหรือพระราชกฤษฎีกาในสมัยจักรวรรดิ แต่บางครั้งภาพลักษณ์หรือภาษาที่สื่อถึงความเป็นเทพก็ถูกใช้ในหมู่พระราชวงศ์อย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะมีพิธีสาธารณะที่เรียกว่า consecratio ในพิธีมีการปล่อยนกอินทรีให้บินสูงเพื่อสื่อถึงการขึ้นสู่สวรรค์ของวิญญาณบุคคลนั้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงภาพบุคคลบนรถม้าที่กำลังขึ้นสู่สวรรค์ในงานศิลปะหรือบนเหรียญด้วย[16]
ในช่วงที่ลัทธิจักรพรรดิรุ่งเรืองที่สุดสมัยจักรวรรดิ บางครั้งบุคคลอันเป็นที่รักของจักรพรรดิ เช่น รัชทายาท จักรพรรดินีหรือคนรักก็ได้รับการยกเป็นเทพเช่นกัน ผู้ที่ได้รับการทำให้เป็นเทพจะได้รับตำแหน่ง Divus หรือ Diva (สำหรับผู้หญิง) ในชื่อหลังเสียชีวิต ศาสนาโรมันดั้งเดิมมีการแยกระหว่าง deus (เทพ) กับ divus (มนุษย์ผู้กลายเป็นเทพ)[17] ถึงแม้ว่าจะไม่ต่อเนื่องก็ตาม การเคารพบูชา divus จะกระทำที่เทวสถานโรมันหรือเสา
เอเชีย
[แก้]
มนุษย์หลายคนได้รับการยกเป็นเทพในลัทธิเต๋า เช่น กวนอู หลี่เถียไกว่และฝาน ไขว่ งักฮุย แม่ทัพสมัยราชวงศ์ซ่งได้รับการยกเป็นเทพในสมัยราชวงศ์หมิง ผู้นับถือบางคนถือว่างักฮุยเป็นหนึ่งในสามแม่ทัพสวรรค์สูงสุด[18][19] ห้องสิน นิยายจีนสมัยราชวงศ์หมิงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสถาปนาเทวดา
ศาสนาพุทธมีแนวคิดเกี่ยวกับเทวดาที่ซับซ้อนและหลากหลาย ตำแหน่งพระพุทธเจ้าเป็นเป้าหมายที่ศาสนิกชนปรารถนาและส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้มีชาติกำเนิดเป็นมนุษย์ นับตั้งแต่พระโคตมพุทธเจ้าเป็นต้นมา พระพุทธเจ้าองค์ถัดไปถูกมองว่าเป็นอวตารหรือบุคคลในอดีตที่กลับชาติมาเกิด
เทพฮินดูสำคัญบางองค์อย่างพระรามทรงเป็นมนุษย์ แต่ถูกมองว่าเป็นอวตารของพระวิษณุ สาวกของสวามีนารายัณ บุคคลในประวัติศาสตร์เชื่อว่าท่านเป็นอวตารของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุอีกทอดหนึ่ง ภารตมาตา บุคลาธิษฐานของชาติอินเดียที่ริเริ่มโดยปัญญาชนชาวเบงกาลีช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19[20] ได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพจากบางกลุ่ม แม้ชาวมุสลิมและชาวซิกข์ในอินเดียจะคัดค้านเนื่องจากขัดกับหลักความเชื่อของตน[21][22]
กษัตริย์ฮินดูและพุทธหลายพระองค์ในอดีตถูกแสดงภาพในลักษณะเทพหลังสวรรคต ตัวอย่างเช่น พระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมรที่มีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า/พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์[23]
ลัทธิบูชาบุคคลเกาหลีเหนือที่ริเริ่มโดยคิม อิล-ซ็องมีแนวคิดในการยกย่องและเชิดชูตระกูลคิมในลักษณะเทพเจ้า แม้ว่ารัฐจะประกาศตนเป็นอเทวนิยมก็ตาม[24][25]
ดรูซ
[แก้]ดรูซแยกตัวจากอิสมาอีลียะฮ์และอิสลามเมื่อพวกเขาพัฒนาระบบความเชื่อเป็นของตนเอง ชาวดรูซเชื่อว่าอิหม่ามอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์เป็นพระเป็นเจ้าลงมาจุติ[26][27] ฮัมซะฮ์ อิบน์ อะลี ศาสดาและผู้แต่งคัมภีร์ดรูซ[28] ประกาศว่าพระเจ้าเสด็จลงมาบนโลกและรับสภาพมนุษย์ในนามอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์[26]
เดวิด อาร์ ดับเบิลยู ไบรเยอร์นิยามดรูซว่าเป็น ฆุลาต ของอิสมาอีลียะฮ์เนื่องจากคติบูชาและยกอัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์ให้เป็นเทพอย่างสุดโต่ง ไบรเยอร์อธิบายว่าดรูซเป็นศาสนาที่แยกตัวจากอิสลาม[29] และเสริมว่าผลจากการแยกตัวนี้ ทำให้ดรูซ "แตกต่างจากอิสลาม เหมือนที่อิสลามแตกต่างจากคริสต์หรือคริสต์แตกต่างจากยูดาห์"[27] ชาวดรูซนับถืออัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์อย่างพระเจ้าเหมือนเช่นที่คริสตศาสนิกชนนับถือพระเยซูในแบบเดียวกัน[30]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ OED, "Apotheosis": 3
- ↑ Hall, 332
- ↑ Kleiner, Fred (2005). Gardner's Art Through The Ages. Thomson-Wadsworth. p. 41. ISBN 0534640958.
- ↑ Van De Mieroop 2005, p. 127.
- ↑ Troche, Julia (2021). Death, Power and Apotheosis in Ancient Egypt: The Old and Middle Kingdoms. Ithaca: Cornell University Press.
- ↑ Albrecht, Felix; Feldmeier, Reinhard, บ.ก. (2014). The Divine Father: Religious and philosophical concepts of divine parenthood in antiquity (e-book ed.). Leiden, Netherlands; Boston, Massachusetts: Brill. p. 29. ISBN 978-90-04-26477-9.
- ↑ "Imhotep". Britannica. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
- ↑ "How Did the Greek Hero Hercules Die?". ThoughtCo. July 9, 2019. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
- ↑ "Asclepius". New World Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
- ↑ Ekroth, Gunnel (May 15, 2013). The Sacrificial Rituals of Greek Hero-Cults in the Archaic to the Early Hellenistic Period. Liège, Belgium: Presses universitaires de Liège. p. 314. doi:10.4000/books.pulg.490. ISBN 978-2-87456-003-3.
- ↑ Robin Lane Fox, Alexander the Great (1973:20)
- ↑ "Coma Berenices". The American Heritage Dictionary of the English Language (5th ed.). HarperCollins.
- ↑ Fishwich, Duncan (1993). The Imperial Cult in the Latin West (2nd ed.). Brill. ISBN 978-90-04-07179-7 – โดยทาง Google Books.
- ↑ Evans, Jane de Rose (1992). The Art of Persuasion. University of Michigan Press. ISBN 0-472-10282-6 – โดยทาง Google Books.
- ↑ Garnett & Mackintosh 1911.
- ↑ Hall, 47–48
- ↑ Hall, 47
- ↑ Liu, James T. C. "Yueh Fei (1103–41) and China's Heritage of Loyalty". The Journal of Asian Studies. Vol. 31, No. 2 (February 1972), pp. 291–297 [296]
- ↑ Wong, Eva. The Shambhala Guide to Taoism. Shambhala, 1996 ISBN 1570621691, p. 162
- ↑ "Far from being eternal, Bharat Mata is only a little more than 100 years old". 5 April 2016.
- ↑ Mohammed, Syed (March 22, 2016). "Islamic seminary issues fatwa on Bharat Mata slogan". Times of India. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
- ↑ Basu, Indrani (March 22, 2016). "A Sikh Politician Explains Why He Can't Chant 'Bharat Mata Ki Jai'". HuffPost. สืบค้นเมื่อ January 1, 2025.
- ↑ Jessup, Helen Ibbetson (2004), Art and Architecture of Cambodia, pp. 162–163, Thames & Hudson (World of Art), ISBN 050020375X
- ↑ He, K.; Feng, H. (2013). Prospect Theory and Foreign Policy Analysis in the Asia Pacific: Rational Leaders and Risky Behavior. Taylor & Francis. p. 62. ISBN 978-1-135-13119-7. สืบค้นเมื่อ 2023-02-12.
- ↑ Floru, J. P. (2017). The Sun Tyrant: A Nightmare Called North Korea. Biteback. p. 7. ISBN 978-1-78590-288-8. สืบค้นเมื่อ 2023-02-13.
- 1 2 Poonawala, Ismail K. (July–September 1999). "Review: The Fatimids and Their Traditions of Learning by Heinz Halm". Journal of the American Oriental Society. American Oriental Society. 119 (3): 542. doi:10.2307/605981. ISSN 0003-0279. JSTOR 605981. LCCN 12032032. OCLC 47785421.
- 1 2 Bryer, David R. W. (1975). "The Origins of the Druze Religion (Fortsetzung)". Der Islam. 52 (2): 239–262. doi:10.1515/islm.1975.52.2.239. ISSN 1613-0928. S2CID 162363556.
- ↑ Hendrix, Scott; Okeja, Uchenna, บ.ก. (2018). The World's Greatest Religious Leaders: How Religious Figures Helped Shape World History [2 volumes]. ABC-CLIO. p. 11. ISBN 978-1440841385.
- ↑ Bryer, David R. W. (1975). "The Origins of the Druze Religion". Der Islam. 52 (1): 52–65. doi:10.1515/islm.1975.52.1.47. ISSN 1613-0928. S2CID 201807131.
- ↑ Mahmut, R. İbrahim (2023). "The Christian Influences in Ismaili Thought". The Journal of Iranian Studies. 7 (1): 83–99. doi:10.33201/iranian.1199758.