ข้ามไปเนื้อหา

การต่อต้านการปฏิวัติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามในว็องเดคือการก่อการกำเริบของฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่ต่อต้านฝรั่งเศสยุคปฏิวัติใน ค.ศ. 1793 ถึง 1796

การต่อต้านการปฏิวัติ (อังกฤษ: counter-revolutionary หรือ anti-revolutionary) คือผู้ใดก็ตามที่คัดค้านหรือต่อต้านการปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคลื่อนไหวหลังเกิดการปฏิวัติขึ้นแล้ว เพื่อพยายามล้มล้างการปฏิวัติหรือพลิกผันแนวทางของการปฏิวัติ ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน[1][2] คำวิเศษณ์ "การต่อต้านการปฏิวัติ" เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่ต้องการฟื้นฟูสถานการณ์หรือหลักการที่เคยรุ่งเรืองในยุคก่อนการปฏิวัติ

นิยาม

[แก้]

การต่อต้านการปฏิวัติ คือการคัดค้านหรือการต่อต้านขบวนการปฏิวัติ[2] อาจหมายถึงความพยายามทำลายขบวนการปฏิวัติก่อนจะขึ้นสู่อำนาจ ตลอดจนความพยายามฟื้นระบอบเก่าหลังเกิดการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ[2]

ยุโรป

[แก้]

ฝรั่งเศส

[แก้]

คำว่า "การต่อต้านการปฏิวัติ" เดิมทีหมายถึงนักคิดผู้คัดค้านการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 เช่น โฌแซ็ฟ เดอ แม็สทร์ หลุยส์ เดอ บอนาล หรือในเวลาต่อมาคือชาร์ล มอรา ผู้ก่อตั้งขบวนการนิยมกษัตริย์ อักซียงฟร็องแซซ ส่วนในยุคหลัง คำนี้ถูกนำมาใช้ในฝรั่งเศสเพื่ออธิบายขบวนการการเมืองที่ปฏิเสธมรดกของการปฏิวัติ ค.ศ. 1789 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ เรอเน เรมง เรียกว่าเลฌีตีมิสต์[ต้องการอ้างอิง]

ดังนั้น ผู้นิยมกษัตริย์ที่สนับสนุนระบอบเก่าหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสจึงถือเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัติ เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนสงครามในว็องเด และผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์ที่ปราบปรามการปฏิวัติ ค.ศ. 1848 ในพื้นที่ต่าง ๆ[ต้องการอ้างอิง] ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติฝ่ายเลฌีตีมิสต์ของฝรั่งเศสยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวเคยมีบทบาทในช่วงการปฏิวัติแห่งชาติของฝรั่งเศสเขตวีชี ซึ่งเรอเน เรมง มองว่าไม่ใช่ระบอบฟาสซิสต์ แต่เป็นระบอบต่อต้านการปฏิวัติ โดยมีการใช้คำขวัญว่า "งาน ครอบครัว ปิตุภูมิ" (Travail, Famille, Patrie) แทนที่คำขวัญของสาธารณรัฐ "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" (Liberté, égalité, fraternité)[ต้องการอ้างอิง]

หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส นโยบายต่อต้านสถาบันศาสนาและการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นำไปสู่สงครามในว็องเด การปราบปรามการต่อต้านการปฏิวัติในครั้งนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์บางส่วนถือว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สมัยใหม่ครั้งแรก[3][ต้องการเลขหน้า] ฝ่ายนิยมกษัตริย์และชาวคาทอลิกจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับสาธารณรัฐฝรั่งเศสยุคปฏิวัติใน ค.ศ. 1793 หลังรัฐบาลประกาศเกณฑ์ชายฉกรรจ์ 300,000 คนเข้าสู่กองทัพสาธารณรัฐผ่านนโยบาย levée en masse นอกจากนี้ ชาวว็องเดยังรวมตัวลุกฮือต่อต้านความพยายามของนโปเลียนที่จะเกณฑ์ทหารพวกเขาใน ค.ศ. 1815 อีกด้วย[ต้องการอ้างอิง]

เยอรมนี

[แก้]

จักรวรรดิเยอรมัน รวมถึงรัฐก่อนหน้าอย่างจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และสมาพันธรัฐเยอรมัน ต่างดำเนินงานภายใต้หลักการต่อต้านการปฏิวัติ โดยสหพันธรัฐระบบกษัตริย์เหล่านี้ได้ปราบปรามความพยายามก่อจลาจล เช่น ใน ค.ศ. 1848[ต้องการอ้างอิง] หลังจากปรัสเซียสร้างดินแดนเยอรมันใหม่ขึ้นในช่วง ค.ศ. 1867 ถึง 1871 นายกรัฐมนตรีอ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค ได้นำนโยบายที่ฝ่ายสังคมนิยมชื่นชอบมาใช้ เช่น บริการสุขภาพที่รัฐสนับสนุน เพื่อลดอำนาจของฝ่ายตรงข้ามระบอบกษัตริย์และปกป้องระบอบจากการปฏิวัติ ไม่นานหลังการปฏิวัติเยอรมัน ค.ศ. 1918–1919 และการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ความพยายามรัฐประหารที่ล้มเหลวซึ่งเรียกว่ากัปปุตช์ได้ถูกปลุกปั่นโดยองค์กรที่ต่อต้านสาธารณรัฐไวมาร์ ภายใต้การนำหลักของว็อล์ฟกัง กัปป์ และวัลเทอร์ ฟ็อน ลึทวิทซ์[ต้องการอ้างอิง]

ในสมัยไวมาร์ ดินแดนเยอรมันกลายเป็นสมรภูมิทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่าย "แดง" และ "ขาว" รัฐเกิดการแบ่งแยกเป็นสองขั้วระหว่างขุนนาง (ยุงเคอร์) ฝ่ายอนุรักษนิยมที่ครอบงำกองทัพและตำแหน่งระดับสูงอื่น ๆ รวมถึงตำแหน่งประธานาธิบดีของจอมพล เพาล์ ฟ็อน ฮินเดินบวร์ค กับฝ่ายปฏิวัติปีกซ้ายที่พยายามก่อรัฐประหารหลายครั้งในทศวรรษ 1920 และต่อมาได้สร้างฐานที่มั่นในสภาผ่านพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมนี ซึ่งมีลักษณะเป็นสากลนิยมและคัดค้านชาตินิยมสุดโต่งของพรรคนาซีที่เกิดขึ้นใหม่[ต้องการอ้างอิง] นาซีประสบความสำเร็จในการยึดครองรัฐเยอรมันด้วยการสร้างผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ในระยะแรกพรรคนาซีได้นำภาพลักษณ์ของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ และต่อมาภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของฮินเดินบวร์ค จึงได้เปลี่ยนมาใช้ภาพลักษณ์ของนาซีอย่างบริสุทธิ์[ต้องการอ้างอิง]

นาซีไม่ได้อธิบายตนเองต่อสาธารณะว่าเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัติ ทั้งยังประณามกองกำลังอนุรักษนิยมดั้งเดิมของเยอรมนี (เช่น ฝ่ายนิยมกษัตริย์ปรัสเซีย ยุงเคอร์ และคณะสงฆ์โรมันคาทอลิก) ตัวอย่างเช่น เพลงประจำพรรคนาซี ธงอยู่สูงเด่น ได้ตราหน้ากลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นพวกปฏิกิริยา (Reaktion) และจัดให้เป็นศัตรูของนาซีเช่นเดียวกับสันนิบาตนักสู้แนวหน้าแดง[ต้องการอ้างอิง] ถึงกระนั้น ในทางปฏิบัติ นาซีกลับสนับสนุนหลายแนวคิดที่เหมือนกับฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติและคัดค้านลัทธิมากซ์เชิงปฏิวัติอย่างรุนแรง โดยใช้กองกำลังอิสระอนุรักษนิยม ไฟรคอร์ (Freikorps) ในการปราบปรามการก่อการกำเริบของคอมมิวนิสต์ ตลอดจนสร้างภาพอุดมคติให้แก่ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยา และวีรบุรุษของเยอรมนี เช่น พระเจ้าฟรีดริชมหาราช[ต้องการอ้างอิง]

การที่นาซีเรียกการก้าวขึ้นสู่อำนาจของตนใน ค.ศ. 1933 ว่าเป็นการปฏิวัติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจความต้องการของประชาชนที่โหยหาความเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ทว่าในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เข้าใจกระแสความต้องการความมั่นคงและความต่อเนื่องของประชาชนที่มีพลังไม่แพ้กัน จึงได้ปฏิเสธระบบรัฐสภาของรัฐธรรมนูญไวมาร์โดยมองว่าเป็นเพียงก้าวแรกไปสู่ลัทธิบอลเชวิก[ต้องการอ้างอิง] ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตอบสนองต่อแนวโน้มแนวคิดปฏิกิริยาของชาวเยอรมันผ่านการโฆษณาชวนเชื่อและการแสดงออกที่เชื่อมโยงรัฐนาซีเข้ากับไรช์ ("ราชอาณาจักร" หรือ "จักรวรรดิ") ดั้งเดิมโดยเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "ไรช์ที่สาม" เพื่อแสดงนัยถึงความต่อเนื่องระหว่างรัฐนาซีกับหน่วยการปกครองทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนีที่ดึงดูดพวกปฏิกิริยาชาวเยอรมัน อันได้แก่ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ("ไรช์ที่หนึ่ง") และจักรวรรดิเยอรมัน ("ไรช์ที่สอง") (ดูเพิ่มที่ นวยุคนิยมปฏิกิริยา)[ต้องการอ้างอิง]

โปรตุเกส

[แก้]

ใน ค.ศ. 1919 ฝ่ายนิยมกษัตริย์โปรตุเกสในโปร์ตูภายใต้การนำของไปวา กูเซรู พยายามก่อการต่อต้านการปฏิวัติเพื่อต่อต้านสาธารณรัฐโปรตุเกสที่หนึ่ง โดยสนับสนุนการฟื้นระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้ามานูแวลที่ 2 แห่งโปรตุเกสที่ทรงลี้ภัยอยู่[4] ฝ่ายนิยมกษัตริย์ได้ประกาศฟื้นระบอบกษัตริย์ที่ระเบียงของศาลากลางเมืองโปร์ตู[5] ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนสาธารณรัฐได้ใช้คำเชิงเหยียดหยามว่า "ตราอูลีตาเนีย" (Traulitânia) เพื่อเรียกฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติเหล่านี้[6]

สหราชอาณาจักร

[แก้]

นักประวัติศาสตร์จำนวนมากมีความเห็นว่าการเติบโตและการแพร่กระจายของลัทธิเมทอดิสต์ในสหราชอาณาจักรช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศ[7] นอกเหนือจากการเผยแผ่พระคริสตธรรมคุณเทศนาแล้ว จอห์น เวสลีย์ และศาสนิกชนเมทอดิสต์ของเขา ยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ต้องขัง รวมถึงคนยากจนและผู้สูงอายุ ตลอดจนสร้างโรงพยาบาลและร้านขายยาที่ให้บริการรักษาโรคฟรีแก่ประชาชนทั่วไป[8] นักสังคมวิทยา วิลเลียม เอช. สวาตอส ระบุว่า "ความกระตือรือร้นของชาวเมทอดิสต์ได้เปลี่ยนแปรผู้คน โดยเรียกร้องให้พวกเขาใช้เหตุผลในการควบคุมชีวิตของตนเอง พร้อมทั้งสร้างระบบวินัยร่วมกันซึ่งมอบความมั่นคงทางจิตวิทยาที่จำเป็นต่อการบ่มเพาะมโนสำนึกที่เป็นอิสระและอุดมคติเสรีนิยมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ 'มนุษย์คนใหม่' ... ผู้ได้รับการกำเนิดใหม่จากการเทศนาของเวสลีย์"[9]

การฝึกฝนไม่เสพของเมาในหมู่ชาวเมทอดิสต์ รวมถึงการปฏิเสธการพนัน ช่วยให้พวกเขาสามารถขจัดความยากจนทุติยภูมิและสะสมทุนได้[9] บุคคลที่เข้าร่วมในโบสถ์เมทอดิสต์และโรงเรียนวันอาทิตย์ได้ "นำคุณลักษณะและพรสวรรค์ที่พัฒนาขึ้นภายในลัทธิเมทอดิสต์เข้าสู่ชีวิตอุตสาหกรรมและการเมืองและใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของชนชั้นแรงงานในแนวทางที่ไม่ใช่การปฏิวัติ"[10]

ไมเคิล ฮิลล์ ผู้เขียนและศาสตราจารย์ ระบุว่าการแพร่กระจายของคริสตจักรเมทอดิสต์ในสหราชอาณาจักรได้ "เข้ามาเติมเต็มทั้งสุญญากาศทางสังคมและอุดมการณ์" ในสังคมอังกฤษ ส่งผลให้เกิด "การเปิดช่องทางสำหรับการขับเคลื่อนทางสังคมและอุดมการณ์ ... ซึ่งช่วยยับยั้งการแบ่งขั้วของสังคมอังกฤษออกเป็นชนชั้นทางสังคมที่ตายตัว"[9] ด้านนักประวัติศาสตร์ เบอร์นาร์ด เซมเมล แย้งว่า "ลัทธิเมทอดิสต์คือขบวนการต่อต้านการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ (เท่าที่สามารถทำได้) เนื่องจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการปฏิวัติในรูปแบบที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในวงกว้างได้[9]

อิตาลี

[แก้]

ในอิตาลี หลังจากถูกกองทัพฝรั่งเศสเข้ายึดครองในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้เกิดการต่อต้านการปฏิวัติขึ้นในสาธารณรัฐบริวารทั้งหมดของฝรั่งเศส ขบวนการที่มีชื่อเสียงที่สุดคือซันเฟดิสโม ขบวนการปฏิกิริยาที่นำโดยพระคาร์ดินัลฟาบรีซีโอ รุฟโฟ ซึ่งประสบความสำเร็จในการล้มล้าง สาธารณรัฐพาร์เทโนเปียนและช่วยให้ราชวงศ์บูร์บงสามารถกลับคืนสู่ราชบัลลังก์ของราชอาณาจักรนาโปลีได้[ต้องการอ้างอิง]

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในระหว่างการทำศึกที่อิตาลีครั้งที่สองของนโปเลียนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ตัวอย่างของการต่อต้านการปฏิวัติอีกประการหนึ่งคือการกบฏของชาวนาในอิตาลีตอนใต้หลังการรวมชาติ ซึ่งได้รับการยุยงจากรัฐบาลบูร์บงที่ลี้ภัยและรัฐสันตะปาปา การลุกฮือดังกล่าวถูกฝ่ายตรงข้ามตราหน้าเชิงเหยียดหยามว่าเป็นกองโจร (brigandage) และส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองอันนองเลือดที่ยาวนานเกือบสิบปี[ต้องการอ้างอิง]

ออสเตรีย

[แก้]

ในจักรวรรดิออสเตรีย ได้เกิดการลุกฮือต่อต้านนโปเลียนที่เรียกว่ากบฏไทโรลใน ค.ศ. 1809[ต้องการอ้างอิง] ภายใต้การนำของเจ้าของโรงเตี๊ยมชาวไทโรล อันเดรอัส โฮเฟอร์ ส่งผลให้กลุ่มกบฏชาวไทโรลจำนวน 20,000 คนสามารถต่อสู้กับกองกำลังของนโปเลียนได้อย่างประสบความสำเร็จ ทว่าในท้ายที่สุดโฮเฟอร์กลับถูกทรยศโดยสนธิสัญญาเชินบรุน นำไปสู่การยุบกองกำลังของเขาและตัวเขาถูกจับกุมก่อนจะถูกประหารชีวิตใน ค.ศ. 1810[ต้องการอ้างอิง]

สเปน

[แก้]

สงครามกลางเมืองสเปนถือเป็นการต่อต้านการปฏิวัติรูปแบบหนึ่ง ผู้สนับสนุนลัทธิคาร์ลิสต์ ระบอบกษัตริย์ และชาตินิยม (ดูเพิ่มที่ ฟร็องฌ์) ได้รวมกำลังกันต่อต้านสาธารณรัฐสเปนที่สองใน ค.ศ. 1936[ต้องการอ้างอิง] ฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติมองว่ารัฐธรรมนูญสเปน ค.ศ. 1931 เป็นเอกสารการปฏิวัติที่ท้าทายวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และศาสนาของสเปน ขณะที่ในฝั่งสาธารณรัฐ การกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์สเปนที่ต่อต้านสหกรณ์ในชนบทก็มักถูกมองว่าเป็นการต่อต้านการปฏิวัติในบางครั้งเช่นกัน อนึ่ง อุดมการณ์คาร์ลิสต์เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับสงครามคาร์ลิสต์ครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 1833 และยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน[ต้องการอ้างอิง]

รัสเซีย

[แก้]
ทหารกองทัพแดงโจมตีทหารเรือครอนสตัดท์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1921

กองทัพขาวและผู้สนับสนุนที่พยายามปราบปรามบอลเชวิคหลังการปฏิวัติเดือนตุลาคม รวมถึงนักการเมือง ตำรวจ ทหาร และไฟรคอร์ของเยอรมนีที่ร่วมกันปราบปรามการปฏิวัติเยอรมัน ค.ศ. 1918–1919 ต่างก็เป็นฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ รัฐบาลบอลเชวิคพยายามสร้างภาพลักษณ์ของการต่อต้านการปฏิวัติให้แก่กองทัพเขียว ซึ่งประกอบด้วยชาวนาที่ก่อกบฏ[11][ต้องการอ้างอิงเต็มรูปแบบ] กบฏชาวนาครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อต่อต้านการปกครองของพวกบอลเชวิคเกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1920 ถึง 1921 ในตัมบอฟ[ต้องการอ้างอิง]

ฮิสแปนิกอเมริกา

[แก้]

พลเอก บิกโตเรียโน อูเอร์ตา และกลุ่มเฟลิซิสตาในเวลาต่อมา ได้พยายามขัดขวางการปฏิวัติเม็กซิโกในทศวรรษ 1910[ต้องการอ้างอิง] ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ชาวเม็กซิกันคาทอลิกจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลกลางเม็กซิโกในเหตุการณ์ที่ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อสงครามกริสเตโร ประธานาธิบดีเม็กซิโก ปลูตาร์โก เอลิอัส กาเยส ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1924 และเริ่มดำเนินนโยบายต่อต้านคาทอลิก ซึ่งส่งผลให้เกิดการต่อต้านอย่างสันติจากชาวคาทอลิกใน ค.ศ. 1926[ต้องการอ้างอิง]

การต่อต้านการปฏิวัติเริ่มต้นขึ้นด้วยขบวนการต่อต้านอย่างสันติต่อกฎหมายต่อต้านสถาบันศาสนา ทว่าในช่วงฤดูร้อนของ ค.ศ. 1926 การสู้รบได้ปะทุขึ้น[ต้องการอ้างอิง] นักรบที่รู้จักในชื่อกริสเตรอส ได้ต่อสู้กับรัฐบาลอันเนื่องมาจากการกดขี่ศาสนจักร การจำคุกและการประหารชีวิตพระสงฆ์ การตั้งศาสนจักรแยกนิกายที่เป็นชาตินิยม อเทวนิยมโดยรัฐ สังคมนิยม ลัทธิฟรีเมสัน รวมถึงนโยบายต่อต้านคาทอลิกที่รุนแรงอื่น ๆ[ต้องการอ้างอิง]

การบุกครองอ่าวหมูเข้าสู่คิวบาใน ค.ศ. 1961 ดำเนินการโดยกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติที่หวังจะล้มล้างรัฐบาลปฏิวัติของฟิเดล กัสโตร[ต้องการอ้างอิง] ในทศวรรษ 1980 กบฏกอนตรา (Contra-Revolución) ได้ต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลแซนดินิสตาที่เป็นฝ่ายปฏิวัติในนิการากัว ในความเป็นจริง กอนตราได้รับชื่อนี้อย่างเจาะจงเนื่องจากพวกเขาเป็นฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ[ต้องการอ้างอิง]

กลุ่มอินทรีดำ (Black Eagles) เออูเซ (AUC) และขบวนการกึ่งทหารอื่น ๆ ของโคลอมเบียก็สามารถมองได้ว่าเป็นฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติเช่นกัน โดยปีกขวาเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายคัดค้านฟาร์ก (FARC) และขบวนการกองโจรปีกซ้ายอื่น ๆ[ต้องการอ้างอิง]

ผู้ต่อต้านการปฏิวัติบางส่วนเป็นอดีตนักปฏิวัติที่เคยสนับสนุนการล้มล้างระบอบเก่าในระยะเริ่มแรก ทว่ากลับมีความเห็นต่างกับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจในท้ายที่สุดหลังการปฏิวัติ ตัวอย่างเช่น สมาชิกกอนตราบางส่วนเดิมทีเคยร่วมต่อสู้กับแซนดินิสตาเพื่อล้มล้างอานัสตาซิโอ โซโมซา และผู้ที่คัดค้านกัสโตรบางส่วนก็เคยคัดค้านบาติสตาเช่นกัน[ต้องการอ้างอิง]

เอเชีย

[แก้]

ญี่ปุ่น

[แก้]

ในช่วงบากูมัตสึช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างสงครามกลางเมืองญี่ปุ่น ค.ศ. 1868 ถึง 1869 กองกำลังฝ่ายสนับสนุนบาคุฟุและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มซามูไร ตลอดจนอดีตซามูไรหลังจากสิ้นสุดยุคดังกล่าว ต่างต้องตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนเงินทุนเนื่องจากทักษะของตนล้าสมัย[ต้องการอ้างอิง] พวกเขาได้รวมกลุ่มกับรัฐบาลโชกุนฝ่ายตะวันออกซึ่งนำโดยโชกุน โทกูงาวะ โยชิโนบุ ผู้มีความประสงค์จะขับไล่อิทธิพลของต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ เพื่อต่อต้านกลุ่มผู้ปฏิวัติของจักรพรรดิเมจิ ผู้ซึ่งแสวงหาการทำประเทศญี่ปุ่นให้ทันสมัยโดยใช้บรรดารัฐในยุโรปตะวันตกเป็นแบบอย่าง สงครามสิ้นสุดลงด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตเพียงเล็กน้อยซึ่งส่วนใหญ่เป็นซามูไร หลายปีต่อมา กลุ่มซามูไรทางตะวันตกและฝ่ายนิยมจักรพรรดิผู้นำความทันสมัยได้เข้าสู่กบฏซัตสึมะ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากกว่ามาก[ต้องการอ้างอิง]

จีน

[แก้]

ใน ค.ศ. 1917 ระหว่างสมัยขุนศึก พลเอก จาง ซฺวิน พยายามพลิกผันการปฏิวัติซินไฮ่ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงถึงกาลอวสานด้วยการเข้ายึดครองปักกิ่งในเหตุการณ์การฟื้นระบอบแมนจู[ต้องการอ้างอิง]

ก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคต่อต้านคอมมิวนิสต์ (และมีลักษณะต่อต้านการปฏิวัติด้วยเช่นกัน) ในประเทศจีน ได้ใช้คำว่า "การต่อต้านการปฏิวัติ" เพื่อลดคุณค่าของคอมมิวนิสต์และฝ่ายตรงข้ามอื่น ๆ ของระบอบ เจียง ไคเชก ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง คือผู้ใช้คำนี้เป็นหลัก[ต้องการอ้างอิง]

สาเหตุที่ก๊กมินตั๋งซึ่งมีแนวคิดอนุรักษนิยมในนามนำศัพท์นี้มาใช้เนื่องจากพรรคได้รับอิทธิพลเชิงปฏิวัติปีกซ้ายหลายประการในอุดมการณ์ที่หลงเหลือมาจากช่วงก่อตั้งพรรค[ต้องการอ้างอิง] ก๊กมินตั๋งและเจียง ไคเชกใช้คำว่า "ศักดินา" และ "การต่อต้านการปฏิวัติ" ในความหมายเดียวกับความชั่วร้ายและความล้าหลัง พร้อมทั้งประกาศตนว่าเป็นฝ่ายปฏิวัติอย่างภาคภูมิใจ[12] เจียงเรียกบรรดาขุนศึกว่าเป็นพวกศักดินาสวามิภักดิ์ (feudalism) และเรียกร้องให้ก๊กมินตั๋งกวาดล้างพวกศักดินาและต่อต้านการปฏิวัติให้หมดสิ้นไป[13][14][15] เจียงแสดงความโกรธอย่างรุนแรงเมื่อถูกเรียกว่าเป็นขุนศึก เนื่องจากคำดังกล่าวมีความหมายเชิงลบและสื่อถึงศักดินา[16]

เจียงยังปราบปรามและควบคุมบรรดาพ่อค้าในเซี่ยงไฮ้ใน ค.ศ. 1927 โดยการบังคับริบเงินกู้จากพวกเขาผ่านการขู่ฆ่าหรือขู่เนรเทศ บรรดาพ่อค้าผู้มั่งคั่ง นักอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการถูกเจียงจับกุม โดยเขากล่าวหาบุคคลเหล่านั้นว่าเป็น "ผู้ต่อต้านการปฏิวัติ" และเจียงได้ขังพวกเขาไว้จนกว่าจะยอมมอบเงินให้แก่ก๊กมินตั๋ง การจับกุมของเจียงมุ่งเป้าไปที่เศรษฐีผู้ร่ำรวย โดยกล่าวหาว่าพวกเขามีพฤติกรรมฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และดำเนินกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติ เจียงยังบังคับคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่น โดยส่งสายลับของตนไปทำลายร้านค้าของผู้ที่ขายสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นและสั่งปรับเงิน พวกเขายังเพิกเฉยต่อนิคมนานาชาติเซี่ยงไฮ้ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีการนำกรงไปตั้งไว้ตามแนวชายแดนและข่มขู่ว่าจะนำบรรดาพ่อค้าไปขังไว้ การเป็นพันธมิตรระหว่างก๊กมินตั๋งกับแก๊งเขียวช่วยให้พรรคสามารถละเลยแนวเขตสัมปทานต่างชาติได้[17]

ศัพท์ในลักษณะคล้ายกันนี้ยังปรากฏอยู่ใน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งรวมถึงข้อหาต่าง ๆ เช่น การสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติและการยุยงให้เกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นพรรครัฐบาล มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนระบุว่ารัฐรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและปราบปรามการทรยศชาติ รวมถึงกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติอื่น ๆ รัฐลงโทษการกระทำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสาธารณะและทำลายเศรษฐกิจสังคมนิยม ตลอดจนอาชญากรรมอื่น ๆ รวมถึงลงโทษและปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด[18]

คำดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งนักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐบาลจำนวนหลายพันคนถูกยุวชนแดงประณามว่าเป็น "พวกต่อต้านการปฏิวัติ" ภายหลังการสิ้นสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรม คำนี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อต่อต้านหลิน เปียวและแก๊งสี่คน [ต้องการอ้างอิง]

แอฟริกา

[แก้]

อียิปต์

[แก้]

หลังการล้มล้างรัฐบาลอำนาจนิยมของฮุสนี มุบาร็อกในการปฏิวัติอียิปต์ ค.ศ. 2011 กองกำลังต่อต้านการปฏิวัติที่นำโดยอับดุลฟัตตาห์ อัสซีซีได้ก่อการรัฐประหารล้มล้างประธานาธิบดีมุฮัมมัด มุรซี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยในเวลาต่อมา พร้อมทั้งตั้งระบอบอำนาจนิยมภายใต้การนำของอัสซีซี[19][ต้องการเลขหน้า]

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอียิปต์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 คน[20] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมุบาร็อกกล่าวสุนทรพจน์ครบหนึ่งปีพอดีว่าจะเกิดความสับสนวุ่นวายหากเขาลงจากตำแหน่ง และเป็นวันเดียวกันกับที่อันธพาลติดอาวุธเข้าโจมตีผู้เข้าร่วมการปฏิวัติ ค.ศ. 2011 หลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอบางส่วนแสดงให้เห็นว่าตำรวจและกองกำลังรักษาปลอดภัยในสนามกีฬาไม่มีความเต็มใจที่จะเข้าควบคุมการวิวาท หลายฝ่ายจึงโต้แย้งว่า การวิวาทดังกล่าวถูกวางแผนขึ้นเพื่อแก้แค้น "อัลตราส์อะห์ลาวี" (Ultras Ahlawy) กลุ่มกองเชียร์ที่ดุดันของสโมสรอัลอะฮ์ลี ผู้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ค.ศ. 2011 และเป็นที่รู้จักจากการร้องเพลงขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่องในการแข่งขันฟุตบอล[21]

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อับดุลฟัตตาห์ อัลซีซี ได้ก่อการรัฐประหารล้มล้างประธานาธิบดีมุฮัมมัด มุรซี ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยโดยประชาชนอียิปต์ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐใน ค.ศ. 1953 การต่อต้านการปฏิวัตินี้สิ้นสุดลงเมื่ออัสซีซีเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอียิปต์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014[ต้องการอ้างอิง]

มุมมองทางปรัชญา

[แก้]

ในงานเขียน Laws เพลโตได้เล่าถึงบทสนทนาระหว่างเคลย์นีอัสแห่งครีตกับคู่สนทนาชาวเอเธนส์ที่ไม่ระบุชื่อ ส่วนหนึ่งของการสนทนากล่าวถึงการต่อต้านการปฏิวัติ โดยเคลย์นีอัสเสนอว่ารัฐจะถูกพิจารณาว่ามีความเหนือกว่าทางศีลธรรมเมื่อพลเมืองผู้มีคุณธรรมสามารถมีชัยเหนือมวลชนที่วุ่นวายและชนชั้นที่มีคุณธรรมน้อยกว่า เขายืนยันว่า "รัฐที่พลเมืองที่ดีกว่าสามารถชนะอันธพาลและชนชั้นที่ด้อยกว่าได้นั้นอาจกล่าวได้อย่างแท้จริงว่ามีความดีงามเหนือกว่าตัวมันเอง และสมควรได้รับคำชมเชยอย่างยุติธรรม"[22]

อย่างไรก็ตาม ชาวเอเธนส์ได้นำเสนอสถานการณ์สมมติที่ใครบางคนต้องทำหน้าที่ตัดสินพี่น้องกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบางคนประพฤติตนอย่างยุติธรรมในขณะที่คนอื่น ๆ ประพฤติตนอย่างไม่ยุติธรรม เมื่อถูกตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด เคลย์นีอัสได้เสนอว่าผู้พิพากษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่บังคับให้ฝ่ายที่ยุติธรรมเข้ามาปกครองฝ่ายที่ไม่ยุติธรรม ไม่ว่าจะด้วยกำลังหรือด้วยความยินยอม ในทางกลับกัน เขาสนับสนุนผู้พิพากษาที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการประนีประนอมโดยการจัดทำชุดกฎหมายที่ตกลงร่วมกันซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาความสามัคคีในหมู่พวกเขาทั้งหมด สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเคลย์นีอัสที่ว่าชัยชนะในการต่อต้านการปฏิวัติโดย "พลเมืองที่ดีกว่า" เหนือ "อันธพาล" ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความรุนแรงแต่สามารถบรรลุผลได้ผ่านการตรากฎหมายที่ยุติธรรม[22]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Verhoeven, W. M.; Johnson, Claudia L.; Cox, Philip; Gilroy, Amanda; Miles, Robert (29 กันยายน 2017). Anti-Jacobin Novels, Part I. Taylor & Francis. น. 64. ISBN 978-1-35122333-1.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 3 Clarke, Killian (2023). "Revolutionary Violence and Counterrevolution". American Political Science Review. 117 (4): 1344–1360. doi:10.1017/S0003055422001174. ISSN 0003-0554. S2CID 254907991.
  3. ↑ Secher, Reynald (2003). A French Genocide: The Vendée. University of Notre Dame Press. ISBN 0-268-02865-6.
  4. ↑ "O fim da "Monarquia do Norte"". RTP Ensina (ภาษาโปรตุเกสแบบยุโรป). สืบค้นเมื่อ 2025-11-22.
  5. ↑ "A Monarquia do Norte: Os monárquicos contra-atacam". National Geographic Portugal (ภาษาโปรตุเกสแบบยุโรป). 2023-10-05. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2025-09-02. สืบค้นเมื่อ 2025-11-22.
  6. ↑ S.A, Priberam Informática. "traulitânia". Dicionário Priberam da Língua Portuguesa (ภาษาโปรตุเกสแบบยุโรป). สืบค้นเมื่อ 2025-11-22.
  7. ↑ Hobsbawm, Eric (1957). "Methodism and the Threat of Revolution in Britain". History Today. 7 (5). Historians have held that religious Revivalism in the late eighteenth century distracted the minds of the English from thoughts of Revolution.
  8. ↑ Maddox, Randy L.; Vickers, Jason E. (2010). The Cambridge Companion to John Wesley. Cambridge University Press. น. 179. ISBN 978-0-52188653-6.
  9. 1 2 3 4 Swatos, William H. (1998). Encyclopedia of Religion and Society. Rowman Altamira. น. 385. ISBN 978-0-76198956-1.
  10. ↑ Thomis, Malcolm I.; Holt, Peter (1 ธันวาคม 1977). Threats of Revolution in Britain 1789–1848. Macmillan International Higher Education. น. 132. ISBN 978-1-34915817-1.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. ↑ Radkey, Unknown Civil War, 78–80, 104–7, 407.
  12. ↑ Chen, Jieru; Eastman, Lloyd E. (1993). Chiang Kai-shek's secret past: the memoir of his second wife, Chʻen Chieh-ju. Westview Press. น. 19. ISBN 0-8133-1825-4. สืบค้นเมื่อ 2010-06-28.
  13. ↑ Kai-shek Chiang (1947). Philip Jacob Jaffe (บ.ก.). China's destiny & Chinese economic theory. Roy Publishers. น. 225.
  14. ↑ Kai Shew Chiang (2007). China's Destiny and Chinese Economic Theory. Read Books. น. 225. ISBN 978-1-4067-5838-2. สืบค้นเมื่อ 2010-06-28.
  15. ↑ Hongshan Li; Zhaohui Hong (1998). Image, perception, and the making of U.S.-China relations. University Press of America. น. 268. ISBN 0-7618-1158-3.
  16. ↑ Chen & Eastman 1993, p. 226.
  17. ↑ Pakula, Hannah (2009). The last empress: Madame Chiang Kai-Shek and the birth of modern China. Simon & Schuster. น. 160. ISBN 978-1-4391-4893-8.
  18. ↑ "Constitution of the People's Republic of China (Adopted on December 4, 1982)". CN: People. สืบค้นเมื่อ 2009-05-09.
  19. ↑ Clarke, Killian (2025). Return of Tyranny: Why Counterrevolutions Emerge and Succeed. Cambridge University Press. ISBN 978-1-009-64690-1.
  20. ↑ "Egypt football violence leaves many dead in Port Said". BBC News. 1 กุมภาพันธ์ 2012.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. ↑ Kirkpatrick, David (1 กุมภาพันธ์ 2012). "More than 70 killed in Egyptian soccer mayhem". The New York Times.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. 1 2 Plato. "Book I". Laws. Project Gutenberg. Translation by Benjamin Jowett.

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]