การขยายตัวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การขยายตัวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกระบวนการซึ่งขยายสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการรับรัฐสมาชิกใหม่เข้ามา กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสมาชิกก่อตั้งห้าประเทศ ที่ได้ลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ใน พ.ศ. 2510 นับตั้งแต่นั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เพิ่มเป็นสิบประเทศ โดยประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมกับอาเซียนคือ กัมพูชา ใน พ.ศ. 2542 ปัจจุบัน การเจรจารับเข้าเป็นสมาชิกกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนกับสองรัฐ ได้แก่ ปาปัวนิวกินี[1][2] กับติมอร์-เลสเต[3]

เกณฑ์[แก้]

เกณฑ์สมาชิกภาพ[แก้]

หนึ่งในเกณฑ์สมาชิกภาพ คือ สมาชิกตามที่มุ่งหวังนั้นจะต้องตกลงลงนามหรือเข้าร่วมกับสนธิสัญญา แถลงการณ์และความตกลงทั้งหมดในอาเซียน เริ่มตั้งแต่ที่ระบุไว้ในปฏิญญากรุงเทพเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 และที่เพิ่มเติมและพัฒนาขึ้นในสนธิสัญญา แถลงการณ์และความตกลงของอาเซียนในกาลต่อมา ความกังวลร่วมกันอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องหยิบยกขึ้นผ่านการเจรจา คือ ความสามารถของสมาชิกที่คาดหวังในการเข้าร่วมกับเขตการค้าเสรีอาเซียน และการจัดการความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นทั้งหมด อีกหนึ่งวิธีกำหนดเป้าหมายของสมาชิกที่มุ่งหวังที่สำคัญคือ การเข้าร่วมในการประชุมอาเซียนและการมีส่วนร่วมในโครงการความร่วมมือต่าง ๆ[4]

ปฏิญญากรุงเทพมิได้วางเงื่อนไขสมาชิกภาพใด นอกเหนือไปจากว่าประเทศนั้นจะต้องตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหลักความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั่วไป อาเซียนไม่มีเกณฑ์สมาชิกภาพที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของรัฐบาล ระบบและทิศทางของอุดมการณ์ นโยบายเศรษฐกิจหรือระดับการพัฒนา หากมีเกณฑ์ดังกล่าวมากำหนดสมาชิกภาพแล้ว องค์การความร่วมมือในภูมิภาคจะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้องค์การดังกล่าวมีความหลากหลาย[5] และเพื่อจะได้รับการยอมรับเป็นรัฐสมาชิกอาเซียน รัฐนั้นจะต้องมีสถานเอกอัครราชทูตอยู่ในทุกประเทศสมาชิกในปัจจุบันของกลุ่ม[6]

เกณฑ์การได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์[แก้]

เจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนได้ตกลงใน พ.ศ. 2526 ว่า สถานะผู้สังเกตการณ์ "ควรมอบให้เฉพาะกับรัฐที่มีศักยภาพเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนที่เป็นไปตามเกณฑ์สมาชิกภาพอาเซียน" โดยมีเกณฑ์ข้อหนึ่งระบุว่า "มีเพียงรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนได้"[5]

เกณฑ์การเข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก[แก้]

การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum, ARF) เวทีอภิปรายพหุภาคีในหมู่ประเทศเอเชีย-แปซิฟิก มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเจรจาและการปรึกษาระหว่างประเทศ ทั้งยังสนับสนุนการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและการทูตเชิงป้องกันทั่วภูมิภาค[7] เกณฑ์สมาชิกภาพสำหรับ ARF เช่นเดียวกับคู่เจรจาอื่น ๆ ระบุไว้ระหว่าง ARF ครั้งที่สองใน พ.ศ. 2539 ในกรุงจาการ์ตา รัฐมนตรี ARF รับเกณฑ์ที่ว่า ผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิก ARF ต้องเป็นรัฐอธิปไตย ซึ่งคำสั่งของจีน ชัดเจนว่าต้องไม่นับรวมไต้หวัน พวกเขาต้อง "ปฏิบัติตามและเคารพการตัดสินใจและแถลงการณ์ที่ ARF กระทำไว้แล้วอย่างเต็มที่" เกณฑ์ดังกล่าวเน้นว่า สมาชิกอาเซียนมีส่วนใน ARF "โดยอัตโนมัติ"[5]

การขยายตัวในอดีต[แก้]

สมาชิกผู้ก่อตั้ง[แก้]

อาเซียนถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของห้าประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย ประชุมกันที่อาคารกระทรวงการต่างประเทศของไทยในกรุงเทพมหานคร และลงนามปฏิญญาอาเซียน ซึ่งรู้จักกันมากกว่าในชื่อ ปฏิญญากรุงเทพ รัฐมนตรีทั้งห้า อันประกอบด้วย อดัม มาลิก แห่ง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นาร์ซิโซ รามอส แห่ง สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ อับดุล ราซัค แห่ง สหพันธรัฐมาเลเซีย เอส. ราชารัตนัม แห่ง สาธารณรัฐสิงคโปร์ ถนัด คอมันตร์ แห่ง ราชอาณาจักรไทย ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งองค์กร[8]

บรูไนและเวียดนาม[แก้]

ใน พ.ศ. 2519 รัฐปาปัวนิวกินีในเมลานีเซีย ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์[9] กลุ่มอาเซียนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเมื่อบรูไนดารุสซาลามเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่หก เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2527 เพียงแค่สัปดาห์เดียวหลังประเทศได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปีนั้น[10] วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่เจ็ด[11]

ลาว พม่า และกัมพูชา[แก้]

สมาชิกสามประเทศล่าสุดของอาเซียนยื่นคำขอเข้าร่วมกลุ่มในคริสต์ทศวรรษ 1990 ลาวเป็นผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน (AMM) ครั้งที่ 25 ที่จัดขึ้นในกรุงมะนิลา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2535 ที่ AMM ครั้งที่ 28 ในบันดาร์เซอรีเบอกาวัน รัฐมนตรีต่างประเทศลาวกล่าวว่า เขาปรารถนาจะเห็นลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนใน พ.ศ. 2540 ความปรารถนาดังกล่าวแสดงในจดหมายขอเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของลาว ลงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2539[4]

กัมพูชาได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ที่ AMM ครั้งที่ 28 ที่จัดขึ้นในบันดาร์เซอรีเบอกาวัน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชายื่นคำขอเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในจดหมายลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2539 เช่นเดียวกับลาว กัมพูชาปรารถนาจะเข้าร่วมกับอาเซียนใน พ.ศ. 2540[4]

รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าเข้าร่วม AMM ครั้งที่ 28 จัดขึ้นในบันดาร์เซอรีเบอกาวัน ในฐานะแขกของรัฐเจ้าภาพ เขาเข้าร่วม AMM ครั้งที่ 27 จัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ในฐานะเดียวกัน ระหว่าง AMM ครั้งที่ 28 พม่าเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยื่นคำขอสถานะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ประมุขรัฐบาลพม่า พร้อมด้วยประมุขแห่งรัฐบาลลาวและกัมพูชา เข้าร่วมประชุมกับประมุขรัฐบาลอาเซียนระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ห้า จัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เขาแสดงความหวังว่า พม่าจะได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการประชุม AMM ครั้งถัดไป คือครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นในอินโดนีเซีย ใน พ.ศ. 2539[4]

คณะกรรมการความมั่นคงอาเซียน (ASC) ก่อตั้งคณะทำงานว่าด้วยสมาชิกภาพของกัมพูชาและลาวเพื่อพิจารณาประเด็นทั้งหมดภายใต้ขอบเขตของ ASC ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการสำหรับและของสมาชิกที่คาดหวังทั้งสองประเทศในการเข้าร่วมกับอาเซียน วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 คณะทำงานจุดการประชุมกับเลขาธิการของกรมอาเซียนลาวในกรุงจาการ์ตา[4]

ที่ AMM ครั้งที่ 29 พม่าได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ในอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าได้ปรึกษากับอาเซียนและเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกเป็นครั้งแรก วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2539 รัฐมนตรีต่างประเทศพม่ายื่นคำขอเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของพม่า เขายังได้แสดงความปรารถนาว่าประเทศพม่าจะเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนภายใน พ.ศ. 2540 พร้อมกับกัมพูชาและลาว[4]

ASC ได้ขยายอำนาจของคณะทำงานที่กำลังศึกษาสมาชิกภาพของกัมพูชาและลาวให้รวมสมาชิกภาพของพม่าด้วย[4] ลาวและพม่าได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 กัมพูชาเองก็มีกำหนดเข้าร่วมพร้อมกับลาวและพม่าเช่นกัน แต่ถูกเลื่อนออกไปเพราะการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังประเทศเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542 หลังรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคงแล้ว[12][13]

ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1990 กลุ่มมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับแรงขับเคลื่อนให้บูรณาการมากขึ้น ใน พ.ศ. 2533 มาเลเซียเสนอให้จัดตั้งความร่วมมือทางเขตเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก[14] ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอาเซียนขณะนั้น เช่นเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยมีเจตนาเพื่อถ่วงดุลอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นของสหรัฐอเมริกาในความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) เช่นเดียวกับในภูมิภาคเอเชียโดยรวม[15][16] อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวล้มเหลว เพราะได้รับเสียงคัดค้านอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น[15][17] แต่แม้จะล้มเหลว รัฐสมาชิกยังคงทำงานเพื่อบูรณาการต่อไปและอาเซียนบวกสามถูกจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2540

ใน พ.ศ. 2535 แผนอัตราศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน (Common Effective Preferential Tariff - CEPT) มีการลงนามเป็นกำหนดการภาษีศุลกากรและมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันของภูมิภาคเป็นฐานการผลิตที่ขับเคลื่อนตลาดโลก กฎหมายดังกล่าวอาจเป็นเสมือนกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 มาเลเซียก็รื้อฟื้นข้อเสนอขึ้นมาอีกครั้ง รู้จักกันในชื่อ การริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งเรียกร้องบูรณาการที่ดียิ่งขึ้นระหว่างเศรษฐกิจอาเซียนเช่นเดียวกับประเทศอาเซียนบวกสาม[18]

การขยายตัวในอนาคต[แก้]

ปาปัวนิวกินี[แก้]

ปาปัวนิวกินี หนึ่งในประเทศเครือจักรภพแห่งชาติ เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์กลุ่มภูมิภาคอาเซียนนับแต่ พ.ศ. 2519 ก่อนหน้าประเทศสมาชิกอาเซียนที่มิได้เป็นสมาชิกก่อตั้งเสียอีก ข้อเท็จจริงที่ว่าปาปัวนิวกินีเป็นประเทศนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ เพราะการรับรองปาปัวนิวกินีมีก่อนการใช้บังคับการตัดสินใจใน พ.ศ. 2526 ซึ่งจำกัดให้เฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูมิภาคได้

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงจาการ์ตา ใน พ.ศ. 2539 รัฐมนตรีต่างประเทศปาปัวนิวกินี Kilroy Genia แสดงความปรารถนาของปาปัวนิวกินีในการเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน โดยเสนอว่าปาปัวนิวกินีจะขอเป็นสมาชิกประเภทสมทบถาวรของอาเซียน[19] นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของปาปัวนิวกินี Michael Somare ชี้ระหว่างการเดินทางเยือนฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2552 ว่า ประเทศของเขาพร้อมและสามารถเติมเต็มข้อกำหนดสมาชิกภาพในการรวมกลุ่มภูมิภาค[20]

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ค่อนข้างขวางกั้นการสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของปาปัวนิวกินี แม้จะตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงจาการ์ตา อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อาเซียน มากไปกว่าตอนเหนือของพม่า แต่ในทางภูมิศาสตร์ ปาปัวนิวกินีมิใช่ส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือทวีปเอเชีย เมื่อปาปัวนิวกินีได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์เมื่อ พ.ศ. 2519 อาเซียนก็ได้รับรองว่าปาปัวนิวกินีมีภูมิภาคการเมืองและเศรษฐกิจเดียวกับสมาชิกอาเซียน และเชื่อมโยงกันทางภูมิศาสตร์ เพราะปาปัวนิวกินีกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเกาะนิวกินีขนาดใหญ่ ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งของเกาะเป็นที่ตั้งของจังหวัดปาปัวและปาปัวตะวันตกของอินโดนีเซีย นับแต่นั้น ปาปัวนิวกินีก็รอคอยนาน 35 ปีที่จะกลายเป็นสมาชิกเต็มตัว

ติมอร์-เลสเต[แก้]

เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 ติมอร์-เลสเตได้ยื่นคำร้องขอเป็นสมาชิกอาเซียน[21] ซึ่งเป็นท่าทีที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซีย[22]

ติมอร์-เลสเตซึ่งได้รับเอกราชเมื่อ พ.ศ. 2545 ได้ปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในการแข่งขันซีเกมส์ นับแต่ พ.ศ. 2546 ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2548 ทำให้เป็นประเทศที่ 25 ที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว อุปสรรคสำคัญของติมอร์-เลสเตคือ การรักษาสถานทูตในทุกประเทศสมาชิกอาเซียน จากสมาชิกในความร่วมมือภูมิภาคปัจจุบัน 10 ประเทศ แต่ติมอร์-เลสเตยังมีสถานทูตในสี่ประเทศเท่านั้น[23] ประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต ฌูแซ รามุช-ออร์ตา หวังว่าจะได้รับสมาชิกภาพก่อน พ.ศ. 2555[24]

บังกลาเทศ[แก้]

ลาวสนับสนุนให้บังกลาเทศเข้ามาเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ในอาเซียน[25]

อ้างอิง[แก้]

  1. Papua New Guinea asks RP support for Asean membership bid Retrieved 2009-07-08
  2. Somare seeks PGMA's support for PNG's ASEAN membership bid Retrieved 2009-07-08
  3. East Timor ASEAN Bid Retrieved 2006-07-28
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 Preparations for the Membership of ASEAN Retrieved 2011-05-14
  5. 5.0 5.1 5.2 Severino, Rodolfo (2006) Southeast Asia in search of an ASEAN community: insights from the former ASEAN secretary-general, Institute of Southeast Asian Studies.
  6. Aquino to back East Timor's bid for ASEAN membership Retrieved 2011-05-14
  7. About Us, ASEAN Regional Forum official website. Retrieved 12 June 2006.
  8. Bernard Eccleston, Michael Dawson, Deborah J. McNamara (1998). The Asia-Pacific Profile. Routledge (UK). ISBN 0-415-17279-9. 
  9. "ASEAN secretariat". ASEAN. 23RD JULY 1999. สืบค้นเมื่อ 12 January 2009. 
  10. "Background Note:Brunei Darussalam/Profile:/Foreign Relations". United States State Department. สืบค้นเมื่อ 6 March 2007. 
  11. "Vietnam in ASEAN : Toward Cooperation for Mutual Benefits". ASEAN Secretariat. 2007. สืบค้นเมื่อ 28 August 2009. 
  12. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ enlargement
  13. "Statement by the Secretary-General of ASEAN Welcoming the Kingdom of Cambodia as the Tenth Member State of ASEAN : 30 April 1999, ASEAN Secretariat". ASEAN Secretariat. 2008. สืบค้นเมื่อ 28 August 2009. 
  14. East Asia Economic Caucus. ASEAN Secretariat. Retrieved 14 March 2007.
  15. 15.0 15.1 Asiaviews.org, Whither East Asia? Retrieved 14 March 2007.
  16. UNT.edu, Asia's Reaction to NAFTA, Nancy J. Hamilton. CRS - Congressional Research Service. Retrieved 14 March 2007.
  17. IHT.com, Japan Straddles Fence on Issue of East Asia Caucus. International Herald Tribune. Retrieved 14 March 2007.
  18. "Regional Financial Cooperation among ASEAN+3". Japanese Ministry of Foreign Affairs. สืบค้นเมื่อ 29 September 2008. 
  19. OPENING STATEMENT BY H.E. AMBASSADOR LEONARD LOUMA SPECIAL ENVOY OF THE PAPUA NEW GUINEA GOVERNMENT
  20. Papua New Guinea asks RP support for Asean membership bid
  21. McGeown, Kate (2011-03-04). "East Timor applies to join Asean". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2012-03-27. 
  22. Dua, Nusa (2012-03-27). "I have my own view, SBY tells PM Lee Hsien Loong". Jakarta Post. สืบค้นเมื่อ 2012-03-27. 
  23. Aquino to back East Timor's bid for ASEAN membership
  24. Timor's key concern: preparing for ASEAN membership
  25. "Lao to back Bangladesh for getting observer status of ASEAN". The News Today. 2011-06-14. สืบค้นเมื่อ 2012-08-06.