กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค
กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค | |
|---|---|
![]() พระฉายาลักษณ์ใน ค.ศ. 2012 | |
| เอกอัครราชทูตจอร์เจียประจำประเทศเยอรมนี | |
| ดำรงตำแหน่ง 6 พฤศจิกายน 2009 – 15 มกราคม 2013 | |
| ก่อนหน้า | Levan Duchidze |
| ถัดไป | Vladimer Chanturia |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 14 ตุลาคม ค.ศ. 1956 นครลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก |
| คู่สมรส | คริสเตียน ไมส์เตอร์ (สมรส 1978; หย่า 1997) |
| บุตร | 3 |
| บุพการี |
|
| เว็บไซต์ | www |
กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค (เยอรมัน: Gabriela von Habsburg;[1] ประสูติ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1956) เป็นประติมากรแนวเชิงนามธรรมที่ทำงานกับสแตนเลสเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงภาพพิมพ์หิน พระนางเป็นเอกอัครราชทูตจอร์เจียประจำประเทศเยอรมนีใน ค.ศ. 2009[2] ถึง 2013[3] และเป็นพระราชนัดดาในคาร์ล จักรพรรดิออสเตรียองค์สุดท้าย
พระชนม์ชีพช่วงต้น
[แก้]กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์คประสูติที่ประเทศลักเซมเบิร์ก โดยเป็นบุตรองค์ที่ 4 ของอ็อทโท ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค นักการเมืองชาวเยอรมันผู้เป็นประมุขราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน และในอดีตเป็นรัชทายาทในราชบัลลังก์ออสเตรีย-ฮังการี กับเรกีนา (สกุลเดิม เจ้าหญิงแห่งซัคเซิน-ไมนิงเงิน) พระนางได้รับบัพติศมาด้วยพระนาม กาบรีเอลา มารีอาา ชาร์ลอตต์ เฟลิซิตัส เอลีซาเบ็ท อันโตเนีย พระนามตามสูติบัตรคือ กาบรีเอลา ฟ็อน ออสเตรีย-ฮังการี (Gabriela von Österreich-Ungarn)[4]
กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์คเติบโตในวิลลาออสเตรีย ที่ประทับของพระบิดามารดาตอนลี้ภัยที่เพอกิง รัฐบาวาเรีย เนื่องด้วยผลของการเนรเทศฮาพส์บวร์คจากออสเตรีย ทำให้พระนางรู้สึกว่าตนเองเติบโตมาโดยปราศจากความภาคภูมิใจในชาติใด ๆ จึงระบุตนเองว่าเป็นชาวยุโรป[5] พระนางเชื่อว่าบทบาทราชวงศ์ในประวัติศาสตร์ได้หล่อหลอมการเลี้ยงดูของเธอ โดยสังเกตว่าครอบครัวของเธอ "ไม่เคยพูดคุยเรื่องอื่นใดในระหว่างมื้ออาหาร นอกจากเรื่องการเมือง"[5] ในฐานะพระราชนัดดาในจักรพรรดิคาร์ลที่ 1 จักรพรรดิออสเตรียองค์สุดท้าย พระนางไม่ได้ใช้ตำแหน่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรนแบบดั้งเดิม[5][6]
หลังสำเร็จการศึกษาใน ค.ศ. 1976 กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์คจึงศึกษาปรัชญาเป็นเวลาสองปีที่มหาวิทยาลัยลูทวิช-มัคซีมีลีอานแห่งมิวนิกตั้งแต่ ค.ศ. 1978 ถึง 1982 พระนางศึกษาศิลปะที่สถาบันศิลปะแห่งมิวนิกกับโรเบิร์ต เจคอบเซน และเอดูอาร์โด ปาโอโลซซี
อาชีพ
[แก้]ตั้งแต่ ค.ศ. 2001 พระนางทรงเป็นศาสตราจารย์ที่วิทยาลัยศิลป์ทบิลีซี ประเทศจอร์เจีย นอกจากนี้ พระนางยังเป็นอาจารย์สอนที่ Summer Academy of Arts ที่น็อยบวร์คอันแดร์โดเนา ประเทศเยอรมนีจนถึง ค.ศ. 2005[5]
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2009 ทางจอร์เจียได้แต่งตั้งกาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์คเป็นเอกอัครราชทูตประจำเยอรมนี และพระนางมีอพาร์ตเมนต์อยู่ในกรุงเบอร์ลินตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2011[5][7] ด้วยความเชื่อว่าประวัติศาสตร์จอร์เจียเป็นเสมือนเบ้าหลอมวัฒนธรรมยุโรป พระนางจึงยืนยันว่าการปฏิรูปเสรีนิยมของประธานาธิบดีมีเคอิล ซาคัชวีลีเป็นที่น่ายินดีและสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับประชาชนและเศรษฐกิจของจอร์เจีย ซึ่งกระตุ้นให้พระนางทรงงานเพื่อสนับสนุนการเป็นสมาชิกของจอร์เจียในตลาดยุโรป[5] พระนางถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 หลังมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในจอร์เจียเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 กาบรีเอลา ฟ็อน ฮาพส์บวร์คเป็นตัวแทนของจอร์เจียในสภาระหว่างประเทศ[8] ของ Austrian Service Abroad
นิทรรศการ
[แก้]พระองค์ทรงมีงานิทรรศการหลายงานทุกๆปี หลังจากที่พระองค์ทรงมีงานนิทรรศการในยุโรปตะวันตกรวมไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1990 พระองค์ก็ทรงมีงานนิทรรศการในแถบยุโรปตะวันออกรวมไปถึงเอเชียด้วย โดยผลงานแกะสลักของพระองค์ ซึ่งแต่ละอันสูงไม่ต่ำกว่า 40 ฟุต ได้นำมาแสดงที่งานนิทรรศการของพระองค์ รวมไปถึงสถานที่สาธารณะอีกด้วย
- ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ที่ ออโต้เร็น แกเลอรี่ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี
- ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ที่ ซูซาน คอนเวย์ แคร์รอล แกเลอรี่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
- ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ที่แกเลอรี่ ลูปี เมืองโซฟิงเจน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สถานที่สาธารณะ
[แก้]- ปี 2007 รูปปั้น การปฏิวัติดอกกุหลาบ ที่ ประเทศจอร์เจีย[9]
- ปี 2007 น้ำพุ "Horseshoe and Wheel", ณ เมืองทัสคาน่า ประเทศคาซัคสถาน
- ปี 2004 สวนสาธารณะมูลนิธิSkulpturschweiz, เมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์[10]
- ปี 2000 เมืองบิลิชี่ ประเทศจอร์เจีย
- ปี 1999 เมืองเบ็ธเลเฮ็ม ปาเลสไตน์
- ปี 1998 Sculpture-park Sárospatak, ประเทศฮังการี
- ปี 1998 Galeria Murska Sobota, ประเทศสโลวีเนีย
- ปี 1998 พิพิธภัณฑ์Skopje, ประเทศมาซีโดเนีย
- ปี 1997 Municipal Gallery of Budapest, Hungary
- ปี 1997 Municipality of Hesperingen, Luxemburg
- ปี 1997 Town of Letenye, Hungary
- ปี 1996 Museum Würth, Künzelsau, Germany
- ปี 1995 University of Salzburg, Austria
- ปี 1995 Museum for foreign Art, Riga, Latvia
- ปี 1994 Ernst Museum, Budapest, Hungary
- ปี 1994 Achmatowa Museum, St. Petersburg, Russia
- ปี 1994 Museion Bozen, Bolzano, Italy
- ปี 1994 Voest Alpine MCE, Linz, Austria
- ปี 1992 Town of Veszprém, Hungary
- ปี 1992 Lankó Dezsö Múzeum Veszprém, Hungary
- ปี 1990 National Academy of Science, Washington D.C.
- ปี 1985 Museum of the State of Tyrolya (Ferdinandeum) , Innsbruck, Austria
พระองค์ทรงได้รับรางวัลหลายรางวัลเรื่อยมา พระองค์จึงเป็นบุคคลที่ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศ
การสมรสและพระบุตร
[แก้]| ราชวงศ์ออสเตรีย – ตำแหน่งในนาม – |
|---|
พระราชวงศ์ส่วนขยาย
|
กาบรีเอลาทรงสมรสโดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1978 ที่เพอกิง รัฐบาวาเรีย และสมรสในเชิงศาสนาในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1978 ที่ Mont Sainte-Odile กับคริสเตียน ไมส์เตอร์ (เกิด 1 กันยายน ค.ศ. 1954 ที่ชตาร์นแบร์ค) ทนายความชาวเยอรมัน ทั้งคู่หย่าใน ค.ศ. 1997 และการสมรสถือเป็นโมฆะตามหลักเกณฑ์[6] กาบรีเอลาเป็นพระบุตรองค์เดียวจากพระบุตรทั้งเจ็ดของพระบิดามารดาที่Gมีพระสวามีที่ไม่ได้มีบรรดาศักดิ์หรือชื่อขุนนาง ทั้งคู่มีลูก 3 คน และหลาน 5 คน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Gelber, David. "The art of diplomacy" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2020-06-08.
- ↑ Parliament Approves New Ambassador to Germany. Civil Georgia. November 6, 2009
- ↑ Saakashvili Dismisses Ambassadors FM Wanted to be Replaced. Civil Georgia. January 15, 2013
- ↑ "Gabriela von Habsburg: "Riesenvorteil, heute zu leben"". DiePresse.com.
- 1 2 3 4 5 6 Gelber, David, Financial Times, The art of diplomacy, 29 April 2011, access date 21 May 2011
- 1 2 de Badts de Cugnac, Chantal and Coutant de Saisseval, Guy. Le Petit Gotha. Empire d'Autriche-Hongrie. Paris, 2002, p.201. ISBN 2-9507974-3-1
- ↑ "Georgia Nominates Habsburg Duchess as Envoy to Germany". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-11-26. สืบค้นเมื่อ 2009-10-27.
- ↑ "Österreichischer Auslandsdienst". auslandsdienst.at. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-30.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-10-19. สืบค้นเมื่อ 2007-12-26.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-09-27. สืบค้นเมื่อ 2007-12-26.
