กลุ่มอาการหยุดยาแก้ซึมเศร้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ เซโรโทนินเป็นพิษ หรือ Serotonin syndrome
กลุ่มอาการหยุดยาแก้ซึมเศร้า
Antidepressant discontinuation syndrome
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก

กลุ่มอาการหยุดยาแก้ซึมเศร้า (อังกฤษ: Antidepressant discontinuation syndrome) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากการขัดจังหวะ การลดขนาด หรือการหยุดยาแก้ซึมเศร้า รวมทั้งกลุ่ม Selective serotonin re-uptake inhibitors (SSRIs) หรือ serotonin-norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs) โดยมีอาการต่าง ๆ รวมทั้งอาการคล้ายเป็นหวัด และปัญหาทางการนอน ทางประสาทสัมผัส ทางการเคลื่อนไหว ทางอารมณ์ และทางความคิด ในกรณีโดยมาก อาการจะอ่อน ไม่คงอยู่นาน และหายเองโดยไม่ต้องรักษา ส่วนกรณีที่รุนแรง บ่อยครั้งจะรักษาได้โดยให้กลับไปทานยาอีก ซึ่งปกติจะหายภายใน 1 วัน

อาการ[แก้]

ผู้ที่มีภาวะนี้คือคนที่ทานยาแก้ซึมเศร้าอย่างน้อย 4 อาทิตย์และพึ่งหยุดยาเร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบทันทีทันใด แบบลดขนาดอย่างรวดเร็ว หรือว่าทุกครั้งที่ลดขนาดยาเมื่อกำลังค่อย ๆ ลดยา[1] อาการที่สามัญทั่วไปรวมทั้งอาการคล้ายเป็นหวัด (อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ปวดหัว เหงื่อออก) ปัญหาในการนอน (นอนไม่หลับ ฝันร้าย ง่วงนอนตลอด) ปัญหาทางประสาทสัมผัสหรือการเคลื่อนไหวก็อาจมีได้รวมทั้งเซ สั่น หมุน เวียนหัว และการรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตในสมอง ปัญหาทางอารมณ์รวมทั้ง ละเหี่ยใจ วิตกกังวล อยู่ไม่สุข และปัญหาทางการรู้คิด เช่น สับสน ตื่นตัวผิดปกติ

ในกรณีที่หยุดยาประเภท Monoamine oxidase inhibitor กะทันหัน อาการโรคจิต (psychosis) ก็อาจมีด้วย[1][2][3] มีอาการกว่า 50 อย่างที่พบแล้ว[4]

กรณีโดยมากเกิดขึ้นเป็นระยะ 1-4 สัปดาห์ อาการอ่อน และหายเอง มีกรณีน้อยที่อาการรุนแรงหรือยาวนานกว่านั้น[1] paroxetine และ venlafaxine ดูยากเป็นพิเศษที่จะหยุด มีคนไข้ที่มีอาการหยุดยาถึง 18 เดือนสำหรับ paroxetine[5][6][7]

การป้องกันและรักษา[แก้]

อาการหยุดยาสามารถป้องกันได้โดยทานยาตามหมอสั่ง เมื่อจะหยุด ให้ค่อย ๆ หยุด และเมื่อหยุดยาที่มีระยะครึ่งชีวิตสั้น ให้เปลี่ยนไปทานยาที่มีระยะครึ่งชีวิตนานกว่า (เช่น ฟลูอ๊อกซิติน หรือ citalopram) แล้วค่อย ๆ หยุดยานั้น ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสการเกิดหรือมีอาการรุนแรง[2] การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และขึ้นอยู่ว่า ควรจะรักษาด้วยยาต่อหรือไม่ ในกรณีที่ต้องรักษาต่อ ก็เพียงแค่เริ่มทานยาอีก ซึ่งมักจะเป็นกรณีที่คนไข้ไม่ทำตามคำหมอ ถ้าไม่ต้องรักษาด้วยยาต่อ การรักษาจะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการ อาการที่เบาอาจไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่ให้กำลังใจ อาการปานกลางอาจจะต้องบริหาร ถ้าอาการรุนแรง หรือว่าคนไข้ไม่ตอบสนองต่อวิธีบริหาร อาจจะเริ่มยาอีกแล้วหยุดโดยให้เวลาเพิ่มขึ้นในการค่อย ๆ ลด[5] ในกรณีที่รุนแรงจริง ๆ ที่มีน้อย อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาล[1]

หญิงมีครรภ์และทารกเกิดใหม่[แก้]

ยาแก้ซึมเศร้ารวมทั้งแบบ SSRIs สามารถดำเนินข้ามรกไปถึงทารกได้และมีโอกาสมีผลต่อเด็กในครรภ์และทารกเกิดใหม่ จึงเป็นปัญหาว่า หญิงมีครรภ์ควรจะทานยาแก้ซึมเศร้าหรือไม่ และถ้าทาน ควรจะค่อย ๆ หยุดยาในช่วงครรภ์แก่เพื่อให้ผลป้องต่อทารกที่จะเกิดหรือไม่[8]

กลุ่มอาการปรับตัวหลังคลอด (Postnatal adaptation syndrome) ซึ่งเดิมเรียกว่า “neonatal behavioral syndrome”, “poor neonatal adaptation syndrome”, หรือ "neonatal withdrawal syndrome" สังเกตเห็นเป็นครั้งแรกในปี 2516 ในทารกเกิดใหม่ที่มารดาทานยาแก้ซึมเศร้า อาการในทารกรวมทั้งหงุดหงิดง่าย หายใจเร็ว ตัวเย็นเกิน และปัญหาน้ำตาลในเลือด ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นตั้งแต่หลังคลอดจนกระทั่งเป็นวัน ๆ หลังคลอด และมักจะหายภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด[8]

งานวิจัย[แก้]

กลไกลของอาการหยุดยายังระบุไม่ได้อย่างชัดเจน[1][3] สมมติฐานหัวแถวก็คือ หลังจากที่หยุดยา จะมีความบกพร่องของสารสื่อประสาทอย่างหนึ่งหรือมากกว่านั้นชั่วคราวในสมอง ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการควบคุมอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน โดพามีน นอร์เอพิเนฟริน และกรดแกมมาอะมิโนบิวทีริก และเนื่องจากว่าระบบสื่อประสาทเป็นระบบที่พึ่งกันและกัน การทำงานบกพร่องในระบบหนึ่งก็จะมีผลต่อระบบอื่น ๆ ด้วย[1][9]

วัฒนธรรมและประวัติ[แก้]

รายงานแรกเกี่ยวกับอาการหยุดยาเกิดกับยา imipramine ซึ่งเป็นยาแก้ซึมเศร้าแบบ tricyclic ชนิดแรก เริ่มตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1950 และประเภทของยาแก้ซึมเศร้าใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นก็มีรายงานคล้าย ๆ กัน รวมทั้ง monoamine oxidase inhibitor, SSRIs, และ SNRIs โดยปี 2544 มียาอย่างน้อย 21 ชนิดซึ่งรวมยาแก้ซึมเศร้าจากกลุ่มสำคัญทุกกลุ่ม ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการ[5] แต่ว่าเป็นปัญหาที่มีการศึกษาน้อย และวรรณกรรมโดยมากเป็นรายงานผู้ป่วยหรืองานศึกษาทางคลินิกขนาดเล็ก ความชุกของอาการยากที่จะกำหนดและมักก่อความขัดแย้ง[5] พร้อมกับการระเบิดใช้และสนใจยาประเภท SSRIs ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะในยาโปรแซ็ก (ฟลูอ๊อกซิติน) ทั้งความสนใจในปัญหาและตัวปัญหาเองก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[10] อาการบางอย่างปรากฏจากกลุ่มอภิปรายทางอินเทอร์เน็ต ที่คนไข้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนเกี่ยวกับโรคและยาที่ใช้ การเหมือนถูกไฟช็อตในสมอง (ที่เรียกว่า "brain zaps" หรือ "brain shivers") เป็นอาการหนึ่งที่ปรากฏทางเว็บไซต์[11][12]

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากสื่อและความเป็นห่วงของสาธารณชนทำให้มีการตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความปลอดภัยของ SSRI ในประเทศอังกฤษ เพื่อประเมินงานวิจัยทั้งหมดที่มีก่อนปี 2547[13]:iv โดยคณะได้รายงานว่า ความชุกของกลุ่มอาการอยู่ระหว่าง 5-49% ขึ้นอยู่กับชนิดของยา SSRI ระยะเวลาที่ทานยา และการหยุดยาแบบกะทันหันหรือค่อย ๆ หยุด[13]:126-136

เพราะไม่มีเกณฑ์อาการที่มีมติร่วมกัน คณะผู้เชี่ยวชาญคณะหนึ่งประชุมกันในปี 2540 เพื่อร่างคำนิยาม[14] โดยมีกลุ่มอื่น ๆ ที่เกลาคำนิยามนั้นต่อมา[15][16]

ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 ผู้ตรวจสอบบางท่านคิดว่า เนื่องจากอาการเกิดหลังจากหยุดยา นี่หมายถึงว่ายาทำให้เกิดการติด และบางครั้งใช้คำว่า "อาการขาดยา (withdrawal syndrome)" เพื่อเรียก เนื่องจากว่าสารเสพติดบางอย่างก่อให้เกิดการติดทางสรีรภาพ และดังนั้นอาการขาดยาจึงทำให้เป็นทุกข์ ต่อมาทฤษฎีเหล่านี้ตกไป เพราะว่าการติดก่อให้เกิดพฤติกรรมหายา และคนที่ทานยาแก้ซึมเศร้าไม่มีพฤติกรรมนี้ ดังนั้น คำว่า withdrawal syndrome จึงไม่ได้ใช้ต่อไปสำหรับยาแก้ซึมเศร้า เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจาการติดยา[1]

คดีฟ้องเป็นกลุ่มปี 2556[แก้]

ในปี 2556 มีการฟ้องคดีแบบเป็นตัวแทนกลุ่ม (class action) ชื่อว่า "Jennifer L Saavedra v. Eli Lilly and Company"[17] ต่อบริษัท Eli Lilly and Company โดยอ้างว่าป้ายยา Cymbalta ขาดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอาการเหมือนถูกไฟช็อตในสมองและอาการอื่น ๆ เมื่อหยุดยา[18] ส่วนบริษัทร้องให้ศาลยกฟ้องเนื่องจาก "หลักคนกลางมีความรู้ (learned intermediary doctrine)" ที่แพทย์ผู้สั่งยาได้รับคำเตือนถึงปัญหาที่อาจมี และเป็นผู้สื่อความเห็นทางการแพทย์ต่อคนไข้ แต่ว่าในเดือนธันวาคม 2556 ศาลปฏิเสธคำร้องของบริษัท[19]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 Warner, CH; Bobo, W; Warner, C; Reid, S; Rachal, J (2006-08). "Antidepressant discontinuation syndrome". Am Fam Physician. 74 (3): 449–56. PMID 16913164. Check date values in: |date= (help)
  2. 2.0 2.1 Haddad, P.M.; Anderson, I.M. (2007). "Recognising and managing antidepressant discontinuation symptoms". Advances in Psychiatric Treatment. 13 (6): 447–457. doi:10.1192/apt.bp.105.001966.
  3. 3.0 3.1 Renoir, T (2013). "Selective serotonin reuptake inhibitor antidepressant treatment discontinuation syndrome: a review of the clinical evidence and the possible mechanisms involved". Front Pharmacol. 4: 45. doi:10.3389/fphar.2013.00045. PMC 3627130. PMID 23596418.
  4. Haddad, PM; Dursun, SM (2008). "Neurological complications of psychiatric drugs: clinical features and management". Hum Psychopharmacol. 23 (Suppl 1): 15–26. doi:10.1002/hup.918. PMID 18098217.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Haddad, P. (2001). "Antidepressant discontinuation syndromes". Drug Saf. 24 (3): 183–97. doi:10.2165/00002018-200124030-00003. PMID 11347722.
  6. Tamam, L.; Ozpoyraz, N. (January–February 2002). "Selective Serotonin Reuptake Inhibitor Discontinuation Syndrome: A Review". Advances in Therapy. 19 (1): 17–26. doi:10.1007/BF02850015. PMID 12008858. สืบค้นเมื่อ 2012-11-28.
  7. Gartlehner, G; Hansen, RA; Morgan, LC และคณะ (2011-12). Second-Generation Antidepressants in the Pharmacologic Treatment of Adult Depression: An Update of the 2007 Comparative Effectiveness Review. Comparative Effectiveness Reviews. Rockville, MD, US: Agency for Healthcare Research and Quality. Check date values in: |date= (help)
  8. 8.0 8.1 Byatt, N; Deligiannidis, KM; Freeman, MP (2013-02). "Antidepressant use in pregnancy: a critical review focused on risks and controversies". Acta Psychiatr Scand. 127 (2): 94–114. doi:10.1111/acps.12042. PMID 23240634. Check date values in: |date= (help)
  9. Damsa, C.; Bumb, A.; Bianchi-Demicheli, F.; และคณะ (2004-08). ""Dopamine-dependent" side effects of selective serotonin reuptake inhibitors: a clinical review". J Clin Psychiatry. 65 (8): 1064–8. doi:10.4088/JCP.v65n0806. PMID 15323590. Check date values in: |date= (help)
  10. Stutz, Bruce (2007-05-06). "Self-Nonmedication". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-05-24.
  11. Christmas, M.B. (2005). "'Brain shivers': from chat room to clinic". Psychiatric Bulletin. 29 (6): 219–21. doi:10.1192/pb.29.6.219.
  12. Aronson, J. (2005-10-08). "Bottled lightning". BMJ. 331 (7520): 824. doi:10.1136/bmj.331.7520.824. PMC 1246084.
  13. 13.0 13.1 Expert Group on the Safety of Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) (2004-12). Professor Ian V D Weller MD FRCP, ed. "Report of the CSM Expert Working Group on the Safety of Selective Serotonin Reuptake Inhibitor Antidepressants" (PDF). Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. Check date values in: |date= (help)
  14. Schatzberg, A.F.; Haddad, P.; Kaplan, E.M.; Lejoyeux, M.; Rosenbaum, J.F.; Young, A.H.; Zajecka, J. (1997). "Serotonin reuptake inhibitor discontinuation syndrome: a hypothetical definition. Discontinuation Consensus panel". J Clin Psychiatry. 5u (7): 5–10. PMID 9219487.
  15. Black, K.; Shea, C.; Dursun, S.; Kutcher, S. (2000). "Selective serotonin reuptake inhibitor discontinuation syndrome: proposed diagnostic criteria". J Psychiatry Neurosci. 25 (3): 255–61. PMC 1407715. PMID 10863885.
  16. World Health Organization (2003). WHO Expert Committee on Drug Dependence - Thirty-third Report / WHO Technical Report Series 915 (รายงาน). World Health Organization. http://apps.who.int/medicinedocs/en/d/Js4896e/9.html. 
  17. "Jennifer L Saavedra v. Eli Lilly and Company". Justia.
  18. Overley, Jeff (2013-01-29). "Lilly Fights Cymbalta 'Brain Zaps' Suit, Saying It Warned Docs". Law360. สืบค้นเมื่อ 2014-08-03.
  19. "Learned intermediary doctrine doesn't bar claim at pleading stage". Rebecca Tushnet for Rebecca Tushnet's 43(B) log. 2013-12-09.