ข้ามไปเนื้อหา

กร็องโครนิกเดอฟร็อง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟิลิปที่ 3 ดยุกแห่งบูร์กอญ และนีกอลา รอแล็ง สมุหราชมนตรี รวมถึงชาร์ลผู้อาจหาญ ขณะกำลังรับมอบ กร็องโครนิกเดอฟร็อง ฉบับสำเนาส่วนพระองค์จากกีโยม ฟียาสทร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1457 ซึ่งจุลจิตรกรรมพิธีทูลถวายนี้ปรากฏอยู่ในต้นฉบับพงศาวดารเล่มดังกล่าว ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ ณ เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก โดยมีพงศาวดารฉบับราชสำนักบูร์กอญที่บันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังรวมอยู่ด้วย
จิตรกรรมพระเจ้าโคลวิสที่ 1 แห่งชาวแฟรงก์ พระราชินีโกลตีลด์ และพระราชโอรส ซึ่งถูกวาดในคริสต์ศตวรรษที่ 14

กร็องโครนิกเดอฟร็อง (ฝรั่งเศส: Grandes Chroniques de France) คือประมวลพงศาวดารหลวงฉบับภาษาท้องถิ่นที่รวบรวมประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศสไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ต้นฉบับลายมือเขียนส่วนใหญ่จัดทำขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงและประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมสีจำนวนมาก ถูกผลิตเป็นฉบับสำเนาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 15 โดยเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะเพื่อให้ครอบคลุมเหตุการณ์ร่วมสมัยในแต่ละช่วงเวลา

พงศาวดารฉบับนี้เริ่มเรียบเรียงขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 (สวรรคต ค.ศ. 1270) ด้วยพระราชประสงค์ที่จะจดบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวแฟรงก์ไม่ให้สูญหาย นับตั้งแต่การอพยพของชาวทรอยมาจนถึงรัชสมัยของพระองค์ จัดทำเป็นพงศาวดารฉบับทางการที่จำกัดการเผยแพร่อย่างเข้มงวด โดยการรวบรวมเนื้อหาดำเนินไปโดยพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อ ๆ มาจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1461 ครอบคลุมเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่ราชวงศ์เมรอแว็งเฌียง การอแล็งเฌียง และกาเปเซียง พร้อมภาพจิตรกรรมประกอบที่ถ่ายทอดเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในเกือบทุกรัชกาล

ปัจจุบันมีเอกสารหลงเหลืออยู่ประมาณ 130 เล่ม[1] แตกต่างกันไปตามความวิจิตรบรรจง จำนวนภาพ และรูปแบบทางศิลปะ ถูกคัดลอกและปรับปรุงเพื่อถวายแด่พระมหากษัตริย์และขุนนางในราชสำนัก และถือเป็นงานชิ้นเอกของการบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับทางการในภาษาท้องถิ่น ทั้งนี้ มีสำเนามากกว่า 75 เล่มที่มีภาพจิตรกรรมประกอบ ตั้งแต่ฉากเดียวไปจนถึงกว่า 400 ฉาก และหากวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ จะพบประเด็นการเมืองในความสนใจของผู้อุปถัมภ์พงศาวดารแต่ละฉบับที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปตามแต่ละชนชั้นและช่วงเวลา[2]

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพจิตรกรรมที่ปรากฎในเอกสารจากช่วงสมัยเดียวกัน สำเนาในยุคแรกมักใช้ภาพขนาดเล็กและมีพื้นหลังเป็นลวดลายเรขาคณิตแทนที่จะเป็นทิวทัศน์หรือฉากภายในอาคาร เรียกว่าจุลจิตรกรรม (miniature) นำเสนอภาพบุคคลในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น การทำสงคราม การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การอภิเษกสมรส และการเข้าเฝ้าครั้งสำคัญ บางฉบับอาจมีจุลจิตรกรรมมากกว่า 200 ฉาก ซึ่งมักจัดวางรวมกันเป็นช่อง ๆ ภายในกรอบประดับเต็มหน้ากระดาษ จนกระทั่งถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 จำนวนจิตรกรรมประดับประดาลดน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 50 ฉากแม้ในฉบับที่หรูหราที่สุด ทว่าปรากฎภาพจุลจิตรกรรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเขียนฉากหลังเป็นทิวทัศน์หรือภายในอาคารด้วยรายละเอียดประณีต โดยฉากพระราชพิธีที่มีฝูงชนจำนวนมากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าฉากการสู้รบจะยังคงมีความสำคัญอยู่ตามเดิม[3]

เนื้อหา

[แก้]

กร็องโครนิกเดอฟร็อง ฉบับแรกเริ่มมีที่มาจากการเรียบเรียงและแปลประวัติศาสตร์ละตินเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยคณะนักบวชแห่งแซ็ง-เดอนี ในฐานะประวัติศาสตร์นิพนธ์หลวงประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยบันทึกประวัติศาสตร์กษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่ต้นกำเนิดในกรุงทรอยจนถึงการสวรรคตของพระเจ้าฟีลิปที่ 2 ในปี ค.ศ. 1223 สำหรับกระบวนการจัดทำ พงศาวดารถูกเรียบเรียงขึ้นที่แซ็ง-เดอนีก่อน จากนั้นจึงขนย้ายไปจัดทำต่อที่ราชสำนักในกรุงปารีส ซึ่งฉบับท้ายสุดได้รวบรวมประวัติศาสตร์จนถึงการสวรรคตของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 ในคริสต์ทศวรรษ 1380

นอกจากนี้ ยังมีพงศาวดารฉบับราชสำนักบูร์กอญซึ่งให้ข้อมูลเหตุการณ์ในยุคหลังที่แตกต่างออกไป อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองอาร์มาญัก-บูร์กอญ (ค.ศ. 1407 – 1435)[4] โดยฉบับของดยุกฟิลิปที่ 3 แห่งราชสำนักบูร์กอญ ยึดรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ตามต้นฉบับราชสำนักปารีสจนถึงปี ค.ศ. 1226 จากนั้นเปลี่ยนไปยึดรายละเอียดตามประวัติศาสตร์นิพนธ์ โครนีก็อง (Chronicon) ของกีโยม เดอ น็องฌี (Guillaume de Nangis) เรื่อยไปจนถึงปี ค.ศ. 1327 และพงศาวดารเฟลมิชจากอารามแซ็ง-แบร์แต็งและอาสนวิหารนอเทรอดามแห่งแซ็ง-โตแมร์ ซึ่งผู้เรียบเรียงคือเจ้าอธิการกีโยม ฟียาสทร์ (Guillaume Fillastre) แห่งแซ็ง-แบร์แต็ง ตั้งใจใช้พงศาวดารฉบับดังกล่าวสนับสนุนราชสิทธิ์โดยชอบของดยุกฟีลิปที่ 3 ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ซึ่งปรากฏจุลจิตรกรรมพิธีมอบถวายโดยซีมง มาร์มียง (Simon Marmion) แสดงฉากขณะที่ฟียาสทร์กำลังทูลเกล้าฯ นำถวายสำเนาผลงานของตนแก่ดยุกฟีลิป[5]

สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้เรียบเรียงเนื้อหาเกี่ยวกับรัชสมัยของพระเจ้าชาร์เลอมาญนั้น ประกอบด้วย ฮิสโตเรียกาโรลีมาญี (Historia Caroli Magni) หรือที่รู้จักในชื่อ พงศาวดารเทียมของตูร์แป็ง (Pseudo-Turpin Chronicle) และ วีตากาโรลีมาญี (Vita Karoli Magni) โดยไอน์ฮาร์ด (Einhard) นอกจากนี้ยังใช้ข้อมูลจาก พระราชประวัติพระเจ้าหลุยส์ที่ 6 (Life of Louis VI) ซึ่งเขียนโดยเจ้าอธิการซูเฌร์ (Suger)[6] เป็นต้น

เอกสารต้นฉบับ

[แก้]
พระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองตูร์ในปี ค.ศ. 1189 โดยฌ็อง ฟูแก

พงศาวดารฉบับเก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่คือฉบับของปรีมาต์แห่งแซ็ง-เดอนี (Primat de Saint-Denis) ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายสำเนาแก่พระเจ้าฟีลิปที่ 3 เมื่อราว ค.ศ. 1274 ประกอบด้วยจุลจิตรกรรมจำนวน 36 ภาพ (หลายภาพแสดงเหตุการณ์หลายฉาก) และอักษรประดิษฐ์ต้นแถว (historiated initials) โดยฝีมือศิลปินชาวปารีส แม้ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่จะคัดลอกดัดแปลงมาจากเอกสารฉบับอื่น แต่ถูกรวบรวมอย่างชาญฉลาดให้เป็นชุดภาพประกอบที่มีเนื้อหาสอดคล้อง เพื่อสะท้อนประเด็นที่ทางสังฆจักรต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงรับทราบ ทั้งในด้านความทะเยอทะยานของสังฆจักรเองและลักษณะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไป[7]

สำเนาที่มีความงดงามเป็นพิเศษ ได้แก่ ฉบับที่จัดทำขึ้นสำหรับพระเจ้าชาร์ลที่ 5 (ปัจจุบันเก็บรักษา ณ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส รหัส Ms. Fr. 2813) ฉบับของพระเจ้าชาร์ลที่ 7 โดยฌ็อง ฟูแก ระหว่าง ค.ศ. 1455 – 1460 (รหัส Ms. Fr. 6465) และฉบับของฟิลิปที่ 3 ดยุกแห่งบูร์กอญ (ค.ศ. 1457) ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษา ณ หอสมุดแห่งชาติรัสเซีย เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก

ในช่วง 150 ปีแรกนับแต่เริ่มมีการจัดทำพงศาวดารนี้ ผู้อ่านถูกจำกัดอยู่ในวงแคบเพียงภายในราชสำนักปารีส โดยมีเจ้าของเป็นพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และข้าราชการศาสนาชั้นสูงเพียงไม่กี่รายในภาคเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีสำเนาชุดใดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสมาชิกสภาตุลาการ (Parlement) หรือกลุ่มคณะมหาวิทยาลัยเลย[8]

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา เริ่มพบสำเนาที่ไม่มีภาพประกอบหลงเหลืออยู่หลายฉบับ ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยกระดาษหรือวัสดุผสมระหว่างกระดาษหนังกับกระดาษ โดยมีเจ้าของ (เท่าที่สืบทราบประวัติได้) เป็นเลขานุการ พนักงานสัญญาบัตร และสมาชิกสภาตุลาการ กลายเป็นหนังสือราคาประหยัดที่ตอบสนองความต้องการในเชิงปฏิบัติ ด้วยถูกนำไปใช้เป็นแหล่งอ้างอิงลำดับเหตุการณ์สำหรับเจ้าพนักงานจดหมายเหตุของรัฐ และช่วยสนับสนุนบทบาทนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่แพร่หลายมากขึ้น[9] ต่อมาในรัชสมัยของดยุกแห่งบูร์กอญจากราชวงศ์วาลัว พงศาวดารนี้ได้แพร่หลายไปยังพื้นที่ดังกล่าว ทั้งยังมีการมอบสำเนาบางฉบับแก่ราชวงศ์ต่างชาติอีกด้วย

ในบรรดาสำเนาพงศาวดารหลวงแห่งหอสมุดบริติช 3 ฉบับ (ซึ่งบางฉบับไม่สมบูรณ์และถือเป็นพงศาวดารหลวงอังกฤษจากยุคกลางที่ยังหลงเหลืออยู่) พบว่ามีหนึ่งฉบับอาจถูกนำเข้ามาภายหลังการจับกุมพระเจ้าฌ็องที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ณ ยุทธการที่ปัวตีเย ค.ศ. 1356[10] นอกจากนี้ ยังมีสำเนายุคหลังที่จัดทำขึ้นอย่างผิดปกติและยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเริ่มจัดทำที่เมืองกาแลเมื่อ ค.ศ. 1487 ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่พระคลังประจำเขตปกครองของอังกฤษเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษ ซึ่งจุลจิตรกรรมที่ทำเสร็จแล้วนั้นสันนิษฐานว่าอาจเป็นฝีมือของศิลปินชาวอังกฤษ[11]

สำหรับการผลิตในรูปแบบสิ่งพิมพ์ มีการใช้เทคนิคพิมพ์ลงบนหนังสัตว์ (vellum) แล้วจึงนำมาเขียนสีตกแต่งเพิ่มเติมในปารีสโดย อ็องตวน เวราร์ด (Antoine Vérard) ผู้มีความเชี่ยวชาญในงานลูกผสมลักษณะนี้ รวมถึงมีการจัดพิมพ์ฉบับทั่วไปโดยผู้จัดพิมพ์รายอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงราว ค.ศ. 1500 งานชิ้นนี้เริ่มถูกมองว่าล้าสมัยและถูกแทนที่ด้วยเนื้อหาอื่น โดยรวมแล้วปรากฏมีการจัดพิมพ์ในช่วงแรกทั้งสิ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น และทั้งหมดจัดพิมพ์ขึ้นในปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1477 ค.ศ. 1493 ค.ศ. 1514 และ ค.ศ. 1518[12]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Hedeman xx; she was able to locate 131 MS., and has "included at the end of the book a Catalogue of Manuscripts dating from 1274 to c. 1420".
  2. Hedeman, xx–xxii
  3. Hedeman, 180
  4. Hedeman, 154–155
  5. Voronova and Sterligov, p. 120
  6. Geneviève Hasenohr and Michel Zink, eds. Dictionnaire des lettres françaises: Le Moyen Age. Collection: La Pochothèque. Paris: Fayard, 1992. pp. 294–297. ISBN 2-253-05662-6
  7. Hedeman, 11; 11-29 describes this fully
  8. Bernard Guenée, "Les Grandes Chroniques de France : Le roman aux rois (1274–1518)", in La Nation, vol. 1, pt. 2, Les lieux de mémoire, ed. Pierre Nora (Paris, Gallimard, 1986), pp 189–214.
  9. Hedeman, 180; note 5: "Of the approximately 30 copies of the Grandes Chroniques that survive from the mid-fifteenth century, at least 20 were unillustrated; of these 20, 18 were written on paper or on paper gatherings with outer leaves of parchment."
  10. "Royal Vernacular Chronicles", British Library
  11. McKendrick et al., 350–351; Hedeman, 181
  12. Hedeman, note 12 to page 181