กร็องโครนิกเดอฟร็อง

กร็องโครนิกเดอฟร็อง (ฝรั่งเศส: Grandes Chroniques de France) คือประมวลพงศาวดารหลวงฉบับภาษาท้องถิ่นที่รวบรวมประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศสไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ต้นฉบับลายมือเขียนส่วนใหญ่จัดทำขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงและประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมสีจำนวนมาก ถูกผลิตเป็นฉบับสำเนาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 15 โดยเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะเพื่อให้ครอบคลุมเหตุการณ์ร่วมสมัยในแต่ละช่วงเวลา
พงศาวดารฉบับนี้เริ่มเรียบเรียงขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 (สวรรคต ค.ศ. 1270) ด้วยพระราชประสงค์ที่จะจดบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวแฟรงก์ไม่ให้สูญหาย นับตั้งแต่การอพยพของชาวทรอยมาจนถึงรัชสมัยของพระองค์ จัดทำเป็นพงศาวดารฉบับทางการที่จำกัดการเผยแพร่อย่างเข้มงวด โดยการรวบรวมเนื้อหาดำเนินไปโดยพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อ ๆ มาจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1461 ครอบคลุมเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่ราชวงศ์เมรอแว็งเฌียง การอแล็งเฌียง และกาเปเซียง พร้อมภาพจิตรกรรมประกอบที่ถ่ายทอดเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในเกือบทุกรัชกาล
ปัจจุบันมีเอกสารหลงเหลืออยู่ประมาณ 130 เล่ม[1] แตกต่างกันไปตามความวิจิตรบรรจง จำนวนภาพ และรูปแบบทางศิลปะ ถูกคัดลอกและปรับปรุงเพื่อถวายแด่พระมหากษัตริย์และขุนนางในราชสำนัก และถือเป็นงานชิ้นเอกของการบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับทางการในภาษาท้องถิ่น ทั้งนี้ มีสำเนามากกว่า 75 เล่มที่มีภาพจิตรกรรมประกอบ ตั้งแต่ฉากเดียวไปจนถึงกว่า 400 ฉาก และหากวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ จะพบประเด็นการเมืองในความสนใจของผู้อุปถัมภ์พงศาวดารแต่ละฉบับที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปตามแต่ละชนชั้นและช่วงเวลา[2]
เมื่อเปรียบเทียบกับภาพจิตรกรรมที่ปรากฎในเอกสารจากช่วงสมัยเดียวกัน สำเนาในยุคแรกมักใช้ภาพขนาดเล็กและมีพื้นหลังเป็นลวดลายเรขาคณิตแทนที่จะเป็นทิวทัศน์หรือฉากภายในอาคาร เรียกว่าจุลจิตรกรรม (miniature) นำเสนอภาพบุคคลในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น การทำสงคราม การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การอภิเษกสมรส และการเข้าเฝ้าครั้งสำคัญ บางฉบับอาจมีจุลจิตรกรรมมากกว่า 200 ฉาก ซึ่งมักจัดวางรวมกันเป็นช่อง ๆ ภายในกรอบประดับเต็มหน้ากระดาษ จนกระทั่งถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 จำนวนจิตรกรรมประดับประดาลดน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 50 ฉากแม้ในฉบับที่หรูหราที่สุด ทว่าปรากฎภาพจุลจิตรกรรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเขียนฉากหลังเป็นทิวทัศน์หรือภายในอาคารด้วยรายละเอียดประณีต โดยฉากพระราชพิธีที่มีฝูงชนจำนวนมากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าฉากการสู้รบจะยังคงมีความสำคัญอยู่ตามเดิม[3]
เนื้อหา
[แก้]กร็องโครนิกเดอฟร็อง ฉบับแรกเริ่มมีที่มาจากการเรียบเรียงและแปลประวัติศาสตร์ละตินเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยคณะนักบวชแห่งแซ็ง-เดอนี ในฐานะประวัติศาสตร์นิพนธ์หลวงประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยบันทึกประวัติศาสตร์กษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่ต้นกำเนิดในกรุงทรอยจนถึงการสวรรคตของพระเจ้าฟีลิปที่ 2 ในปี ค.ศ. 1223 สำหรับกระบวนการจัดทำ พงศาวดารถูกเรียบเรียงขึ้นที่แซ็ง-เดอนีก่อน จากนั้นจึงขนย้ายไปจัดทำต่อที่ราชสำนักในกรุงปารีส ซึ่งฉบับท้ายสุดได้รวบรวมประวัติศาสตร์จนถึงการสวรรคตของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 ในคริสต์ทศวรรษ 1380
นอกจากนี้ ยังมีพงศาวดารฉบับราชสำนักบูร์กอญซึ่งให้ข้อมูลเหตุการณ์ในยุคหลังที่แตกต่างออกไป อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองอาร์มาญัก-บูร์กอญ (ค.ศ. 1407 – 1435)[4] โดยฉบับของดยุกฟิลิปที่ 3 แห่งราชสำนักบูร์กอญ ยึดรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ตามต้นฉบับราชสำนักปารีสจนถึงปี ค.ศ. 1226 จากนั้นเปลี่ยนไปยึดรายละเอียดตามประวัติศาสตร์นิพนธ์ โครนีก็อง (Chronicon) ของกีโยม เดอ น็องฌี (Guillaume de Nangis) เรื่อยไปจนถึงปี ค.ศ. 1327 และพงศาวดารเฟลมิชจากอารามแซ็ง-แบร์แต็งและอาสนวิหารนอเทรอดามแห่งแซ็ง-โตแมร์ ซึ่งผู้เรียบเรียงคือเจ้าอธิการกีโยม ฟียาสทร์ (Guillaume Fillastre) แห่งแซ็ง-แบร์แต็ง ตั้งใจใช้พงศาวดารฉบับดังกล่าวสนับสนุนราชสิทธิ์โดยชอบของดยุกฟีลิปที่ 3 ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ซึ่งปรากฏจุลจิตรกรรมพิธีมอบถวายโดยซีมง มาร์มียง (Simon Marmion) แสดงฉากขณะที่ฟียาสทร์กำลังทูลเกล้าฯ นำถวายสำเนาผลงานของตนแก่ดยุกฟีลิป[5]
สำหรับแหล่งข้อมูลที่ใช้เรียบเรียงเนื้อหาเกี่ยวกับรัชสมัยของพระเจ้าชาร์เลอมาญนั้น ประกอบด้วย ฮิสโตเรียกาโรลีมาญี (Historia Caroli Magni) หรือที่รู้จักในชื่อ พงศาวดารเทียมของตูร์แป็ง (Pseudo-Turpin Chronicle) และ วีตากาโรลีมาญี (Vita Karoli Magni) โดยไอน์ฮาร์ด (Einhard) นอกจากนี้ยังใช้ข้อมูลจาก พระราชประวัติพระเจ้าหลุยส์ที่ 6 (Life of Louis VI) ซึ่งเขียนโดยเจ้าอธิการซูเฌร์ (Suger)[6] เป็นต้น
เอกสารต้นฉบับ
[แก้]
พงศาวดารฉบับเก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่คือฉบับของปรีมาต์แห่งแซ็ง-เดอนี (Primat de Saint-Denis) ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายสำเนาแก่พระเจ้าฟีลิปที่ 3 เมื่อราว ค.ศ. 1274 ประกอบด้วยจุลจิตรกรรมจำนวน 36 ภาพ (หลายภาพแสดงเหตุการณ์หลายฉาก) และอักษรประดิษฐ์ต้นแถว (historiated initials) โดยฝีมือศิลปินชาวปารีส แม้ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่จะคัดลอกดัดแปลงมาจากเอกสารฉบับอื่น แต่ถูกรวบรวมอย่างชาญฉลาดให้เป็นชุดภาพประกอบที่มีเนื้อหาสอดคล้อง เพื่อสะท้อนประเด็นที่ทางสังฆจักรต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงรับทราบ ทั้งในด้านความทะเยอทะยานของสังฆจักรเองและลักษณะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไป[7]
สำเนาที่มีความงดงามเป็นพิเศษ ได้แก่ ฉบับที่จัดทำขึ้นสำหรับพระเจ้าชาร์ลที่ 5 (ปัจจุบันเก็บรักษา ณ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส รหัส Ms. Fr. 2813) ฉบับของพระเจ้าชาร์ลที่ 7 โดยฌ็อง ฟูแก ระหว่าง ค.ศ. 1455 – 1460 (รหัส Ms. Fr. 6465) และฉบับของฟิลิปที่ 3 ดยุกแห่งบูร์กอญ (ค.ศ. 1457) ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษา ณ หอสมุดแห่งชาติรัสเซีย เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก
ในช่วง 150 ปีแรกนับแต่เริ่มมีการจัดทำพงศาวดารนี้ ผู้อ่านถูกจำกัดอยู่ในวงแคบเพียงภายในราชสำนักปารีส โดยมีเจ้าของเป็นพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และข้าราชการศาสนาชั้นสูงเพียงไม่กี่รายในภาคเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีสำเนาชุดใดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสมาชิกสภาตุลาการ (Parlement) หรือกลุ่มคณะมหาวิทยาลัยเลย[8]
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา เริ่มพบสำเนาที่ไม่มีภาพประกอบหลงเหลืออยู่หลายฉบับ ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยกระดาษหรือวัสดุผสมระหว่างกระดาษหนังกับกระดาษ โดยมีเจ้าของ (เท่าที่สืบทราบประวัติได้) เป็นเลขานุการ พนักงานสัญญาบัตร และสมาชิกสภาตุลาการ กลายเป็นหนังสือราคาประหยัดที่ตอบสนองความต้องการในเชิงปฏิบัติ ด้วยถูกนำไปใช้เป็นแหล่งอ้างอิงลำดับเหตุการณ์สำหรับเจ้าพนักงานจดหมายเหตุของรัฐ และช่วยสนับสนุนบทบาทนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่แพร่หลายมากขึ้น[9] ต่อมาในรัชสมัยของดยุกแห่งบูร์กอญจากราชวงศ์วาลัว พงศาวดารนี้ได้แพร่หลายไปยังพื้นที่ดังกล่าว ทั้งยังมีการมอบสำเนาบางฉบับแก่ราชวงศ์ต่างชาติอีกด้วย
ในบรรดาสำเนาพงศาวดารหลวงแห่งหอสมุดบริติช 3 ฉบับ (ซึ่งบางฉบับไม่สมบูรณ์และถือเป็นพงศาวดารหลวงอังกฤษจากยุคกลางที่ยังหลงเหลืออยู่) พบว่ามีหนึ่งฉบับอาจถูกนำเข้ามาภายหลังการจับกุมพระเจ้าฌ็องที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ณ ยุทธการที่ปัวตีเย ค.ศ. 1356[10] นอกจากนี้ ยังมีสำเนายุคหลังที่จัดทำขึ้นอย่างผิดปกติและยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเริ่มจัดทำที่เมืองกาแลเมื่อ ค.ศ. 1487 ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่พระคลังประจำเขตปกครองของอังกฤษเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษ ซึ่งจุลจิตรกรรมที่ทำเสร็จแล้วนั้นสันนิษฐานว่าอาจเป็นฝีมือของศิลปินชาวอังกฤษ[11]
สำหรับการผลิตในรูปแบบสิ่งพิมพ์ มีการใช้เทคนิคพิมพ์ลงบนหนังสัตว์ (vellum) แล้วจึงนำมาเขียนสีตกแต่งเพิ่มเติมในปารีสโดย อ็องตวน เวราร์ด (Antoine Vérard) ผู้มีความเชี่ยวชาญในงานลูกผสมลักษณะนี้ รวมถึงมีการจัดพิมพ์ฉบับทั่วไปโดยผู้จัดพิมพ์รายอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงราว ค.ศ. 1500 งานชิ้นนี้เริ่มถูกมองว่าล้าสมัยและถูกแทนที่ด้วยเนื้อหาอื่น โดยรวมแล้วปรากฏมีการจัดพิมพ์ในช่วงแรกทั้งสิ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น และทั้งหมดจัดพิมพ์ขึ้นในปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1477 ค.ศ. 1493 ค.ศ. 1514 และ ค.ศ. 1518[12]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Hedeman xx; she was able to locate 131 MS., and has "included at the end of the book a Catalogue of Manuscripts dating from 1274 to c. 1420".
- ↑ Hedeman, xx–xxii
- ↑ Hedeman, 180
- ↑ Hedeman, 154–155
- ↑ Voronova and Sterligov, p. 120
- ↑ Geneviève Hasenohr and Michel Zink, eds. Dictionnaire des lettres françaises: Le Moyen Age. Collection: La Pochothèque. Paris: Fayard, 1992. pp. 294–297. ISBN 2-253-05662-6
- ↑ Hedeman, 11; 11-29 describes this fully
- ↑ Bernard Guenée, "Les Grandes Chroniques de France : Le roman aux rois (1274–1518)", in La Nation, vol. 1, pt. 2, Les lieux de mémoire, ed. Pierre Nora (Paris, Gallimard, 1986), pp 189–214.
- ↑ Hedeman, 180; note 5: "Of the approximately 30 copies of the Grandes Chroniques that survive from the mid-fifteenth century, at least 20 were unillustrated; of these 20, 18 were written on paper or on paper gatherings with outer leaves of parchment."
- ↑ "Royal Vernacular Chronicles", British Library
- ↑ McKendrick et al., 350–351; Hedeman, 181
- ↑ Hedeman, note 12 to page 181