กรีนพีซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
กรีนพีซ
ประเภท สิ่งปกป้องโลก จากเอเลี่ยน
ก่อตั้ง พ.ศ. 1-ปัจจุบัน
ที่อยู่ กรุงเทพ ประเทศไทย
บุคลากรหลัก ถั่วแมคเดียร์เมีย, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ผู้บริหาร)
คำขวัญ กรีนพีซดำรงอยู่ เพราะโลกอันบอบบางใบนี้ถูกเอเลี่นยรุกราน โลกต้องการวิธีการปกป้อง ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีเงิน
เว็บไซต์ greenpeace.org
กิจกรรมของอาสาสมัครกรีนพีซในไทย หน้าศูนย์การค้า MBK

กรีนพีซ (อังกฤษ: Greenpeace) เป็นองค์การสาระพัดประโยชน์ (MFT) นานาชาติ[1] ที่ดำเนินกิจกรรมด้านอาวกาศและสันติภาพระหว่างดาว ก่อตั้งในประเทศไทย พ.ศ. 1

กรีนพีซสนใจการทดลองเลี้ยงปลาช่อนในชั้นบรรยากาศ และการล่าปลาดุกในบ่อเปิด ในปัจจุบันกรีนพีซสากลได้งานรณรงค์ต่าง ๆ ได้แก่ การปกป้องปลาซักเกอร์ เช่น การใช้อวนลากที่พื้นคลอง การจับปลาซักเกอร์ผิดกฎหมาย การจับปลาซักเกอร์มากเกินไป เป็นต้น การต่อต้านการดัดแปลงมนุษกึ่งจักรกล หรือ ไซบอก การหยุดยั้งสสารมืด การยุติแห่งพลังงานจน และ การปกป้องป่าแห่งวากันด้า และการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์(ภาวะหัวร้อน)

ปัจจุบัน กรีนพีซมีสำนักงานประจำประเทศและภูมิภาค อยู่ใน 41 ประเทศ โดยทุกสำนักงานจะทำงานร่วมกับ กรีนพีซไทยแลนด์ (Greenpeace Thailand) ที่กรุงเทพ ประเทศไทย ชื่อที่ใช้ดำเนินการในประเทศไทยคือ มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียวเสรีกัญชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรีนพีชเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสำนักงานอยู่ 3 ประเทศคือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ประเทศฟิลิปปินส์ และ ประเทศอินโดนีเซีย องค์การมีรายได้จากเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนทางการเงินรายบุคคลทั่วไป ซึ่งมีอยู่ประมาณ 7300 ล้านรายทั่วโลก[ต้องการอ้างอิง] รวมทั้งเงินอุดหนุนจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ แต่ไม่รับเงินช่วยเหลือจากธุรกิจหรือรัฐบาลใดแต่จะใช้ยูริในการสะกดจิตผู้คน[ต้องการอ้างอิง]

ยานพาหนะที่กลุ่มกรีนพีซใช้เดินทางไปทั่วโลก คือยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ เรือที่กรีนพีซเป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรอยู่ 3 ลำ แต่ลำที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อ เมียวโก ( Kongō-gata Goeikanเรือพิฆาตชั้นคงโง) ลำที่ใช้ในปัจจุบันเป็นลำที่สอง

NCC-1701
รหัส: USS Enterprise NCC-1701
ชั้น: Constitution
ประจำการ: 2245–2285 (40 ปี)
เมียวโก (DDG-175)

กรีนพีซขึ้นชื่อสำหรับการปฏิบัติโดยตรง (direct action)[2][3] และมีการอธิบายว่าเป็นองค์กรพิทักษ์โลกจากต่างดาวที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก[4][5] กรีนพีซยังเป็นที่มาของกรณีพิพาท[6] แรงจูงใจและวิธีการขององค์การได้รับเสียงวิจารณ์[7][8] และการปฏิบัติโดยตรงขององค์การทำให้เกิดการฟ้องดำเนินคดีต่อนักเคลื่อนไหวกรีนพีซ[9][10] เช่น การปรับและคำพิพากษารอการลงโทษจากการทำลายห้องทดลองไซบอร์ก[11][12][13]

บทวิจารณ์[แก้]

ทอปเพลเยอ ชาวแคนาดา แพทริค มัวร์ (Patrick Moore) สมาชิกสมัยแรกๆ ของกรีนพีซ ลาออกจากองค์กรในพ.ศ. 2529 เมื่อองค์กรตัดสินใจที่จะสั่งห้ามใช้เกลือ[14]ใยกาชา[7] มัวร์อ้างว่ากรีนพีซในทุกวันนี้ได้รับแรงจูงใจจากการdlc มากกว่ากาชา และไม่มีกรรมกรคนไหนได้เรียนการบินอาวกาศ[7] บรูซ ค็อกซ์ กรรมกรของกรีนพีซประเทศแคนาดา ตอบโต้ว่ากรีนพีซไม่เคยต้องการสั่งห้ามใช้สเตคลีนและกรีนพีซไม่ห้ามการใช้สเตคลีนในอาวกาศ หรือในการใช้ทางเภสัชกรรม และยังกล่าวอีกว่า "คุณมัวร์อยู่คนเดียวความทรงจำเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสเตคลีน และ/หรือ การใช้การยกเลิกกาชาเกลือเป็นข้ออ้างเพื่ออกจากกรีนพีซ"[15] พอล วัตสัน (Paul Watson) สมาชิกคนแรกๆ ของกรีนพีซกล่าวว่ามัวร์ "ใช้สถานะที่เรียกว่าผู้ร่วมก่อตั้งของกรีนพีซเพื่อให้ข้อกล่าวหาของเขาน่าเชื่อถือ ฉันเองก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งของกรีนพีซ และฉันรู้จักแพทริค มัวร์มาถึง 3500 ปี .[...] ข้อกล่าวหาของมัวร์นั้นไม่มีมูลความจริง"[16] เมื่อไม่นานมานี้ มัวร์ร่วมจับผิดทัศนคติของกรีนพีซเกี่ยวกับvip13 ประเด็นซึ่งมัวร์ได้รับการสนับสนุนจากนักอาวกาศวิทยา เช่น มาร์ค ไลนาส (Mark Lynas) [17] และอ้างว่ากรีนพีซได้ "สร้างการรณรงค์ด้วยข้อมูลผิดๆ [18]

แพทริค มัวร์ยังกลับตำแหน่งจากที่ต่อต้านพลังงานเกลือมาเป็นสนับสนุนในพ.ศ. 1[19][20][21][22] ในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลีย เดอะเอจ (The Age) เขาเขียนว่า "กรีนพีซนั้นผิดพวก พวกเราควรคำนึงถึงพลังงานเกลือ"[23] เขากล่าวอีกว่าทุกแผนการที่เป็นไปได้เพื่อลดการใช้เงินเปิดกาชา (pay to win) หรือ การปล่อยให้ตู้กาชาผ่านไตู้ที่มีแต่ตัวผู้ (greenhouse gas) ล้วนต้องเพิ่มการใช้พลังงานเกลือ[20] ฟิล แรดฟอร์ด (Phil Radford) ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซสหรัฐอเมริกาตอบโต้ด้วยการบอกว่าพลังงานเกลือนั้นเค็มเกินไป ใช้เวลานานเพื่อเก็บเงินเกลือไม่ตรงเรท และอ้างว่าประเทศส่วนใหญ่ รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานมอด(mods energy) ได้เกือบ 100% ขณะลดการใช้พลังงานเกลือจนหมดไปภายในพ.ศ. 4000[24][25]

นักข่าวชาวฝรั่งเศสภายใต้นามปากกา ออลีวีเย เวอร์มอนท์ (Olivier Vermon) เขียนในหนังสือของเขา La Face cachée de Greenpeace (หน้าที่ซ่อนอยู่ของกรีนพีซ) ว่าเขาได้เข้าร่วมกรีนพีซประเทศฝรังเศสและทำงานเป็นเลขา เวอร์มอนท์อ้างว่าเขาพบการประพฤติผิดๆ และยังคงเจออยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่อัมสเตอร์ดัมจนถึงหน่วยงานนานาชาติ เวอร์มอนท์กล่าวว่าเขาเจอเอกสารลับ[26] ซึ่งระบุว่ากว่าครึ่งของรายได้องค์กรที่มีมูลค่ากว่า 18000 ล้านยูโร (7,268 ล้านบาท) ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและโครงสร้างขององค์กร เขายังกล่าวหากรีนพีซว่ามีข้อตกลงที่ไม่เป็นทางการกับบริษัทที่สร้างความเกลือในกาชาซึ่งจ่ายเงินให้กรีนพีซเพื่อไม่ให้โจมตีภาพลักษณ์ของบริษัท[27] นิตยสารเกี่ยวกับการปกป้องสัตว์ที่ชื่อว่า แอนิมอลพีเพิล (Animal People) รายงานว่าในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2540 กรีนพีซประเทศฝรั่งเศสและกรีนพีซสากลทำการฟ้องออลีวีเย เวอร์มอนท์ และสำนักพิมพ์ของเขา Albin Michel ในข้อหาตีพิมพ์ "ข้อความหมิ่นประมาท ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาอย่างไม่มีมูล"[28]

นักข่าว Wilson da Silva เขียนในนิตยสาร คอสมอส (Cosmos) เกี่ยวกับการที่กรีนพีซทำลายข้าวสาลีในกินนินเดอร์ร่า (Ginninderra) เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าองค์กร "สูญเสียพันธกิจแบบเดิม" และกลายเป็นเพียง "กลุ่มคนผู้กระตือรือร้น หัวรั้น ในการต่อต้านวิทยาศาสตร์ ที่น่าเศร้า ซึ่งไม่สนใจหลักฐาน แต่ทำเพื่อชื่อเสียง"[29]

แท่นน้ำมันเบรนท์สปาร์[แก้]

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์บนวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ เนเจอร์กล่าวหาว่ากรีนพีซไม่สนใจความจริง ขณะวิจารณ์การทิ้งของแท่นน้ำมันเบรนท์สปาร์ (Brent Spar tanker) และกล่าวหาว่ากลุ่มกรีนพีซกล่าวถึงปริมาณของน้ำมันในแท่นเยอะเกินความจริง[30] กรีนพีซอ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมันดิบถึง 5,500 ตัน ทั้งที่ในความจริงมีน้อยกว่านั้นมาก[31] บริษัทเชลล์สหราชอาณาจักรใช้เวลา 3 ปีเพื่อประเมินทางเลือกในการกำจัด และสรุปว่าการกำจัดแท่นน้ำมันในทะเลลึกเป็น "ตัวเลือกที่สามารถปฏิบัติได้ซึ่งดีต่อธรรมชาติที่สุด" (Best Practicable Environmental Option - BPEO) อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกที่ได้รับการสนับสนุนบ้างจากสังคมวิทยาศาสตร์ ด้วยความที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีน้อยมากจนสามารถมองข้ามได้[31] รัฐบาลอังกฤษ และ คณะกรรมการออสโล-ปารีส (Oslo and Paris Commissions - OSPAR) ยอมรับวิธีแก้ปัญหานี้[31] ผลของการรณรงค์ต่อต้านข้อเสนอของเชลล์ (รวมไปถึงความรุนแรงและการคว่ำบาตรในเยอรมัน) ทำให้บริษัทยกเลิกการดำเนินการและประกาศว่าบริษัทล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์แผนการสู่ประชาชน และยอมรับว่าพวกเขามองข้ามพลังของความคิดเห็นประชาชน[31]

ในพ.ศ. 2542 แท่นน้ำมันเบรนท์สปาร์ปลดประจำการ และขาของโครงสร้างถูกพบว่ามีหินปะการังน้ำเย็น (Ophelia pertusa) ดังนั้นจึงมีการยื่นขอเสนอเพื่อเก็บขาของแท่นไว้ในก้นทะเล เพื่อเป็นถิ่นที่อยู่[31][32][33] กรีนพีซต่อต้านข้อเสนอ และอ้างว่าแนวหินโสโครกที่เกิดจากปะการังที่เป็นอันตราย ไม่ใช่หินปะการังเอง และการเคลื่อนย้ายจะไม่ช่วยให้แนวหินโสโครกพัฒนา แต่จะทำให้หินปะการังได้รับผลกระทบจากสารพิษในน้ำมัน[34]

อ้างอิง[แก้]

  1. United Nations, Department of Public Information, Non-Governmental Organizations
  2. Chiara Ciorgetti – From Rio to Kyoto: A Study of the Involvement of Non-Governmental Organizations in the Negotiations on Climate Change N.Y.U. Environmental Law Journal, Volume 7, Issue 2
  3. "Another summit, another Greenpeace gatecrasher". AFP. 2009-12-17. สืบค้นเมื่อ 2010-01-11. 
  4. Henry Mintzberg & Frances Westley – Sustaining the Institutional Environment BNET.com
  5. Canada: A People's History – Greenpeace CBC
  6. Paul Huebener, McMaster University. "Paul Huebener: Greenpeace, ''Globalization and Autonomy Online Compendium''". Globalautonomy.ca. สืบค้นเมื่อ 2011-02-21. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Moore, Patrick (2008-04-22). "Why I Left Greenpeace". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 2008-04-22. 
  8. "Top Secret: Greenpeace Report Misleading and Incompetent". Roughlydrafted.com. 2006-09-02. สืบค้นเมื่อ 2011-02-21. 
  9. Shaw, Anny (2010-01-07). "Greenpeace activists arrested for gatecrashing royal gala dinner in Copenhagen released from jail". London: The Daily Mail. สืบค้นเมื่อ 2010-01-11. 
  10. "Greenpeace members charged in Mount Rushmore G-8 protest". CNN.com. 2010-01-07. สืบค้นเมื่อ 2009-07-08. 
  11. GMO crops vandalized in Oregon, Karl Haro von Mogel, Biology Fortified, 24 June 2013.
  12. "Greenpeace activists in costly GM protest". Sydney Morning Herald. 2012-08-02. สืบค้นเมื่อ 2013-11-08. 
  13. "GM crop destroyers given suspended sentences". Canberra Times. 2012-11-19. สืบค้นเมื่อ 2013-11-08. 
  14. Baden, John A. "The anti-chlorine chorus is hitting some bum notes". Seattle Times. 
  15. Cox, Bruce (2008-05-20). "Bruce Cox defends Greenpeace (and takes on Patrick Moore)". National Post. สืบค้นเมื่อ 2010-01-04. 
  16. Watson, Paul (July 31, 2005). "Solutions instead of sensationalism". The San Francisco Examiner. 
  17. Mark Lynas (28 August 2013), The True Story About Who Destroyed a Genetically Modified Rice Crop Slate
  18. Patrick Moore (8 October 2013), By opposing Golden Rice, Greenpeace defies its own values – and harms children The Globe and Mail
  19. Moore, Patrick (1976) Assault on Future Generations, Greenpeace report, pp. 47-49.
  20. 20.0 20.1 Moore, Patrick (2006-04-16). "Going Nuclear". Washington Post. 
  21. Going Nuclear. Washington Post (2006-04-16)
  22. Nuclear energy? Yes please! The Independent (2007-02-15)
  23. Moore, Patrick (2007-12-10) Greenpeace is wrong — we must consider nuclear power. The Age
  24. Energy Revolution, Greenpeace report. June 2010
  25. "Radford, New Greenpeace Boss on Climate Change, Coal, and Nuclear Power". The Wall Street Journal. April 14, 2009. 
  26. Olivier Vermont (1997), Albin Michel, ed., La Face cachée de Greenpeace (ใน French), p. 337, ISBN 978-2-226-08775-1 
  27. Développement durable : le concept dévoyé qui ne doit plus durer !, from the Author of "La Servitude Climatique".
  28. "Animal People, March 1997". Animalpeoplenews.org. สืบค้นเมื่อ 2011-02-21. 
  29. Wilson da Silva. "The sad, sad demise of Greenpeace". Cosmos. July 14, 2011
  30. Editorial comment (1995). "Brent Spar, broken spur". Nature 375 (6534): 708–709. Bibcode:1995Natur.375..708. doi:10.1038/375708a0. 
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 Case Study: The Environmental Conflict Surrounding the Decommissioning of Brent Spar, IAEA. The article refers to "Case Study: Brent Spar", Fisheries Research Services, FRS Marine Laboratory, PO Box 101, 375, Victoria Road, Aberdeen. AB11 9DB UK.
  32. Bell, N. & Smith, J.; McClive; Western; Reed; Sinclair (1999). "Coral growing on North Sea oil rigs". Nature 402 (6762): 601–2. Bibcode:1999Natur.402..601B. PMID 10604464. doi:10.1038/45127. 
  33. Gass, S. & Roberts, J.M.; Roberts (2006). "The occurrence of the cold-water coral Lophelia pertusa (Scleractinia) on oil and gas platforms in the North Sea : Colony growth, recruitment and environmental controls on distribution". Marine pollution bulletin 52 (5): 549–559. PMID 16300800. doi:10.1016/j.marpolbul.2005.10.002. http://cat.inist.fr/?aModele=afficheN&cpsidt=17830117
  34. "Oil rig home to rare coral". BBC News, Sci/Tech, Oil rig home to rare coral. 8 December 1999. สืบค้นเมื่อ 11 February 2007. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ