ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 เจ้าฟ้าชั้นโท
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์
บดินทรเชษฐภคินี ใน พ.ศ. 2487
ประสูติ6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
สิ้นพระชนม์2 มกราคม พ.ศ. 2551 (84 ปี)
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
พระราชทานเพลิง15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
พระเมรุ ท้องสนามหลวง
พระสวามี
พระบุตรทัศนาวลัย ศรสงคราม
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระมารดาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ศาสนาพุทธ (เถรวาท)
ลายพระอภิไธย

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 – 2 มกราคม พ.ศ. 2551) เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมายุจึงทรงเคยเป็นพระกุลเชษฐ์แห่งราชวงศ์จักรีลำดับที่ 26 โดยทรงดำรงตำแหน่งนี้นับตั้งแต่การสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

พระองค์ได้รับพระราชทานนามเมื่อแรกประสูติว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา ก่อนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการสถาปนาและเฉลิมพระนามทรงกรมที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 6 รอบ 6 พฤษภาคม 2538 โดยทรงเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกและพระองค์เดียวที่ทรงได้รับการสถาปนาในรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ กับทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และด้านการถ่ายภาพ

ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02:54 นาฬิกา สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์ที่ 2 ที่ทรงได้รับการสถาปนาในรัชกาลปัจจุบัน ต่อจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

พระประวัติ

พระประสูติกาล

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 7 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1285 ตรงกับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร[1] เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ เมย์ สงขลา (อังกฤษ: May Songkla)[2] ซึ่งเป็นเดือนที่พระองค์ประสูติ ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) หลังจากนั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา[3] ทั้งนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระธิดาเป็นการลำลองว่า บี๋[4]

ขณะทรงพระเยาว์

หลังจากประสูติได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงย้ายจากลอนดอนไปประทับที่เมืองเซาท์บอนซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นเสด็จไปยังเมืองบอสคัม อยู่ติดชายฝั่งด้านทิศใต้ของอังกฤษ[5] ต่อมาเมื่อพระชันษาได้ 6 เดือน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา จึงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี กลับประเทศไทย

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีไปประทับที่ประเทศเยอรมนี[5] ช่วงเวลานั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองไฮเดิลแบร์ค รัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค สาธารณรัฐไวมาร์ (ปัจจุบันคือประเทศเยอรมนี)

สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2469[5] เพื่อร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ร่วมในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงเวลานั้น ฟรานซิส บี. แซร์ ชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เล่าถวายสมเด็จพระบรมราชชนก ว่าที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กชื่อ ชองโซเลย (Champ Soleil) มีเจ้าของเป็นแพทย์ ดูแลเด็กอย่างถูกหลักอนามัย[5] สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงนำพระธิดาและพระโอรสไปฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศสได้

การศึกษา

ปลายปี พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมด้วยครอบครัวมหิดลไปยังนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาด้านจิตวิทยา การทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนส์[5] ด้านพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ก (Park School) หลังจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์แล้ว พ.ศ. 2471 ทรงนำครอบครัวกลับประเทศไทย และพระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนาก็ทรงเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี

ภายหลังสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2472 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน รัฐโว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้าศึกษาที่ชองโซเลยอีกครั้งเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม[5] ต่อมาพระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนาจึงทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont) จนจบระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีได้ย้ายไปประทับที่เมืองปุยยีซึ่งอยู่ติดกับโลซาน โดยพระราชทานนามสถานที่ประทับว่า “วิลล่าวัฒนา[5] พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนาทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย ต่อมาทรงย้ายมาเรียนที่ International School of Geneva ณ กรุงเจนีวา ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาเคมีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซาน ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ Diplôme de Sciences Sociales Pédagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมีซึ่งพระองค์ทรงได้รับ Diplôme de Chimiste A พระองค์ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย[6]

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (ปฏิทินสากลคือ พ.ศ. 2478) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงกราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดล เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ดังนั้น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงประกาศเฉลิมพระนามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ในฐานะที่เป็นพระโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478[7] [8]

เสกสมรส

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์[9] เพื่อสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เมื่อ พ.ศ. 2487[10][8] พระองค์มีพระธิดาคนเดียว คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สกุลเดิม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์; สมรสกับสินธู ศรสงคราม มีบุตรคนเดียว คือ ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นครองราชย์ ด้วยทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงว่า พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา เป็นพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทและทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์ ดังนั้น จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระพี่นางกัลยาณิวัฒนา กลับทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตามเดิมทุกประการ[11]

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสกสมรสอีกครั้งกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย กับหม่อมระวี ไกยานนท์) [12][13]

ทรงกรม

ในวโรกาสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ (72 พรรษา) ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นพระโสทรเชษฐภคินีของพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ รวมทั้งทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป[14] จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์[15] ซึ่งนับเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวในรัชกาล[16] โดยมีการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง[17]

พระนามกรม กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นั้น เป็นพระนามตามนามเมืองในภาคใต้ สืบเนื่องมาจากการที่พระราชโอรสและพระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ล้วนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ทั้งสิ้น[16] ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังทรงกล่าวเกี่ยวกับการทรงกรมนี้ไว้ ความตอนหนึ่งว่า "ชอบมาก เป็นกรมหลวงกำลังเหมาะดี ไม่สูงไปกว่าพ่อ แล้วนราธิวาสก็เหมาะดี เป็นจังหวัดที่ไม่อยู่สูงไปกว่าจังหวัดสงขลา แล้วนครินทร์ก็เหมาะอีก เพราะเป็นชื่อที่พ่อและแม่มีอยู่ในชื่อของฉัน"[18]

สิ้นพระชนม์

พระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวายตรวจติดตามพระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีพระมังสาสมองด้านซ้ายเป็นจุดดำลักษณะเป็นวงกว้าง จากเส้นพระโลหิตพระสมองเกิดสภาวะอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ[19] สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวังเกี่ยวกับพระอาการประชวรต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 สำนักพระราชวังได้ออกประกาศว่าพระอาการประชวรของพระองค์ได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. สิริพระชนมายุ 84 ปี 7 เดือน 27 วัน[20]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี[20] มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระหีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระโกศทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น)[21]พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง[22]

ต่อมาในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันถวายพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้น อาลัยระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศ พระราชทานเพื่อเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศสืบไป[23][24]

รัฐบาลไทยมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสา และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ ทั้งหมดมีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เพื่อถวายความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของพระองค์[25] หลังจากนั้นได้กำหนดวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

การเฉลิมพระนามหลังสิ้นพระชนม์

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามพระอัฐิ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง[26] และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาอย่างเป็นทางการในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง[27]

ที่ประทับ

พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประดับผ้าดำ-ขาว เพื่อเป็นการไว้ทุกข์

วังสระปทุม เป็นที่ประทับของสามพี่น้องแห่งราชกุลมหิดล (ประกอบด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9) ขณะทรงพระเยาว์[28] โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ โดยมีพระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล เป็นผู้ถวายการอภิบาล[29]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักเลอดิส ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 ถนนสุขุมวิท โดยมีพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 47 ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับพระตำหนักเลอดิส สร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 ใช้เป็นที่ทรงงานหรือเป็นที่รับแขกของพระองค์[30]

และเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สิ้นพระชนม์ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา พร้อมครอบครัว ได้ย้ายเข้ามาอาศัย ณ พระตำหนักเลอดิส และพระตำหนักวิลล่าวัฒนา

พระกรณียกิจ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ

ด้านการศึกษา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2520 ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นอเนกประการทั้งในด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ และสาธารณสุขจนเป็นที่ประจักษ์ชัดในวงการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 10 กว่าแห่งและองค์การระหว่างประเทศจึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณแด่พระองค์ และทรงได้รับการเทิดทูนพระเกียรติจากรัฐบาลและองค์กรต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ รัฐบาลฝรั่งเศส และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)[31]

ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในปี พ.ศ. 2529 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ “กองทุนหมอเจ้าฟ้า” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไว้ในพระอุปถัมภ์ และมีพระเมตตาพระราชทานเงินจากทุนการกุศลสมเด็จย่าและทุนการศึกษา กว. เพื่อสมทบเข้ากองทุนเป็นประจำทุกปีเสมอมามิได้ขาด สำหรับอาจารย์แพทย์ไปศึกษาฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ และส่วนหนึ่งเป็นทุนอุดหนุนการศึกษาจัดสรรให้นักศึกษาที่เรียนดีแต่ขัดสน สำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษา 5 คณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ คือ คณะทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยศาสตร์[32]

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[33] โดยเฉพาะที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระองค์เป็นพระอาจารย์ประจำนานถึง 8 ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศเอง และทรงเป็นผู้ดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม[34] โดยทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2521 [35]

ทั้งยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ถึงปัจจุบัน โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินกองทุนสมเด็จย่าเพื่อช่วยเหลือ ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุก ๆ ครั้ง[31] ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ทำให้เยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี[36] ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน[37]

ด้านการสังคมสงเคราะห์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงอุทิศพระวรกายในการพัฒนาท้องถิ่นชนบทและการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[38] ทรงตระหนักถึงปัญหาชุมชนแออัด จึงเสด็จเยี่ยมชุมชนแออัดหลายแห่งในกรุงเทพมหานครเป็นการส่วนพระองค์ ได้แก่ ชุมชนคลองเตย ชุมชนวัดพระยายัง ชุมชนย่านสวนลุมพินี ชุมชนกองขยะซอยอ่อนนุช ชุมชนเพชรเกษม 104 เป็นต้น ทรงห่วงใยเด็กและครอบครัวในชุมชนแออัด โดยทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมให้อยู่ในพระอุปถัมภ์[39] มีผลให้เกิดโครงการพัฒนาเด็กเพิ่มขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเด็กในชุมชนและโครงการสาธารณสุขมูลฐานสำหรับแม่และเด็ก กองทุนนมและอาหารเสริม และกองทุนงบฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากไร้ในชุมชนแออัดให้พ้นสภาวะขาดสารอาหาร นอกจากนั้นยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอัคคีภัย อุบัติภัย และภัยจากเคมี[40] ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรด้านสังคม ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือ มูลนิธิชีวิตพัฒนา มูลนิธิโลกสีเขียว สโมสรโรตารีกรุงเทพ-บางลำพู เป็นต้น

ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

พระองค์ทรงเป็นประธานของมูลนิธิต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) หรือ หมอกระเป๋าเขียว รวมทั้งมูลนิธิโรคไต และทรงเป็นประธานมูลนิธิหม่อมเจ้าบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้ทุนการศึกษาแพทย์ตามโครงการแพทย์ชนบท ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่จะสมัครเป็นอาจารย์วิชาการพยาบาล

ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีซึ่งทรงร่วมกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก่อตั้งขึ้นมา โดยทรงลงพระนามขอจดทะเบียนด้วยพระองค์เอง และพระราชทานพระราชทรัพย์ประเดิมร่วมกับที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระราชทานในการก่อตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ เพื่อจัดทำขาเทียมและพระราชทานแก่ผู้พิการขาขาดผู้ยากไร้ในชนบทโดยไม่คิดมูลค่า และค้นคว้า วิจัย พัฒนาชิ้นส่วนขาเทียมจากวัสดุภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อันเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศและลดมูลค่าการขาดดุลการค้าลงด้วย

ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิถันยรักษ์ในพระบรมราชูประถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอีกด้วย[41]

นอกจากนี้ ยังได้ทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน[42]

ท่านยังมีพระเมตตาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 คน ตามเสด็จไปออกหน่วยเคลื่อนที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี 2545 โดยทรงพระกรุณาให้กลุ่มสัตวแพทย์มีหน้าที่ในการดูแลการเลี้ยงสัตว์และปัญหาโรคสัตว์ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พะเยา และพิษณุโลก[43]

ด้านการต่างประเทศ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ได้เสด็จเยือนต่างประเทศทั้งตามคำกราบทูลเชิญเสด็จอย่างเป็นทางการและเสด็จเยือนเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ทรงแนะนำให้ชาวไทยรู้จักประเทศในแง่มุมต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ด้วย โดยทรงศึกษาข้อมูล ศิลปวัฒนธรรมของประเทศที่จะเสด็จเยือน รวมถึงเรื่องข่าวสารเสด็จเยือนต่างประเทศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทรงให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศนั้นกับผู้จัดทำ อีกทั้งทรงตรวจแก้บทโทรทัศน์ด้วยพระองค์เองก่อนการเสนอข่าวทุกครั้งเพื่อความถูกต้อง[44]

ด้านการศาสนา

พระกรณียกิจสำคัญด้านพุทธศาสนา สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับสากล อักษรโรมัน ฉบับแรกของโลก ทั้งยังทรงเป็นองค์ประธานก่อตั้งและองค์ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในการแปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน เพื่อพระราชทานแด่นานาประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548[45]

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงรับวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ (วัดเขาโคกเผ่น) เป็นวัดในพระองค์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550 วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ตั้งอยู่ที่บ้านเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มีพระกรุณาคุณบริจาคทุนทรัพย์ร่วมทำบุญพื้นที่สร้างเจดีย์ศรีพุทธคยาที่วัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และทรงรับเป็นประธานงานสร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา เฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เพื่อเป็นเครื่องหมายของการตรัสรู้ การเกิดและดับ เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไปในประเทศไทยและในโลกครบ 5,000 ปี เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกทุกพระองค์ แด่ผู้มีคุณต่อแผ่นดินไทยทั้งสิ้นทั้งปวง และที่สำคัญเพื่อเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550[46]

นอกจากนี้ ยังทรงเจริญพระศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนา ทรงพระกรุณาเสด็จไปในการพระราชกุศลตามคำกราบทูลเชิญอยู่มิเคยขาด โดยมิได้ทรงเลือกว่าเป็นวัดที่ใหญ่โตหรือวัดเล็ก มีหรือไม่มีชื่อเสียงแต่ประการใด แม้แต่วัดที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารก็ตาม ดังที่ปรากฏเมื่อครั้งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะเยาวชนกลุ่มเยาวชนร่มฉัตรน้อมเกล้าฯ อัญเชิญเครื่องพระกฐินส่วนพระองค์ พร้อมตาลปัตรจารึกอักษรพระนามย่อไปทอดถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ อาวาสวิหารวัดเขาแก้ววิเชียร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เป็นต้น[47]

ด้านศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงส่งเสริมงานแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ดนตรีคลาสสิก ละครอุปรากร ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์งานแสดงประจำปีและวงดนตรี เช่น วงดุริยางค์เยาวชนไทย และเมื่อครั้งงานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา 6 กรกฎาคม 2550 แม้ว่าจะทรงมีอาการประชวร แต่ก็เสด็จไปชมการแสดง "คอนเสิร์ตพระกรุณาธิคุณทุนดนตรีคลาสสิก แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" โดย 19 นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดโดยคณะกรรมการทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โดยมี คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ เป็นประธานในการจัดงาน และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น การแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวมตัวครั้งแรกของนักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาที่ได้รับพระราชทานความเมตตาสนับสนุนทุนในการศึกษาดนตรี โดยทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่ทรงช่วยเหลือส่งเสริมนักดนตรีคลาสสิกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา[48]

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จทอดพระเนตรการแสดงในหลายโอกาส[49] ทั้งได้พระราชทานชื่อโรงละครโจหลุยส์ว่า นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธินาฏยศาลา หุ่นละครเล็กฯ[50] อันประกอบด้วยโรงละครและนักแสดงที่สืบทอดปณิธานการแสดงหุ่นละครเล็กจากศิลปินแห่งชาติครูสาคร ยังเขียวสด ซึ่งคณะละครโจหลุยส์ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานพิธีเปิดโรงละครที่สวนลุมไนท์บาซาร์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2545[51] ปัจจุบันโรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น

พระอัจฉริยภาพ

พระอัจฉริยภาพด้านพระนิพนธ์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี มีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ได้ทรงริเริ่มออกวารสาร "รื่นรมย์" โดยได้ชักชวนให้พระสหายในวังสระปทุมเขียนเรื่องตั้งแต่พระชันษาประมาณ 9 ปี ทรงทำหน้าที่บรรณาธิการและทรงเขียนบทความลงวารสารด้วย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนับสนุนให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงอ่านนิทานภาษาอังกฤษและเรียบเรียงเรื่อง "นิทานสำหรับเด็ก" ซึ่งต่อมาได้จัดพิมพ์แจกในงานวันประสูติของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2475[52]

พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์ และพระนิพนธ์สารคดีเชิงท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จประพาส ได้แก่ ยูนนาน ที่ไซบีเรียหนาวไหม จีนตะวันออก ขึ้นเขา ลงทะเลสาบ เข้าวัด จีนอีสานและเสฉวน จากแดนแมนจูสู่ภูง่อไบ๊ เป็นต้น

พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อทรงพระเยาว์ทรงสนพระทัยและทรงเล่นกีฬาหลายประเภท อาทิ เล่นสกี กรรเชียงเรือ ตกปลา ขี่จักรยาน เดินภูเขา และทรงม้าผาดโผน ส่วนแบดมินตันนั้น ได้ทรงเล่นตามอย่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นอกจากทรงร่วมเล่นแล้ว ยังทรงสนับสนุนนักแบดมินตันหลายคนให้เข้าแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังทรงสนพระทัยเรื่องการขับรถยนต์ เครื่องยนต์กลไก และรถสามล้อ[31]

มีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย โดยทรงเรียนการบินเป็นนักบินหญิงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย[53]

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้การใช้กล้องบันทึกภาพ ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อเก็บภาพไว้ดูเล่นเท่านั้น แต่ทรงบันทึกภาพโดยมีจุดประสงค์ทั้งในแง่ศิลปะและวิชาการ ไม่ว่าจะเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงบันทึกภาพที่สนพระทัยด้วยพระองค์เองเสมอ ภาพที่ทรงบันทึกไว้จะเป็นประโยชน์เมื่อทรงจัดทำพระนิพนธ์ในภายหลัง แม้แต่การบันทึกภาพด้วยวีดิทัศน์ของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ในการทำข่าวเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ก็จะพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้บันทึกภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และมีความหมายสอดคล้องกับคำบรรยาย[54]

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สร้างขึ้นตามวันพระประสูติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 เป็นพระพุทธรูปปางถวายเนตร ปางประจำวันอาทิตย์ ใต้ฉัตรปรุ 5 ชั้น ปัจจุบันเชิญออกในวานพระราชพิธีสงกรานต์ และ การพระราชกุศลทักษิณานุปทาน

พระเกียรติยศ

ธรรมเนียมพระยศของ
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์
ธงประจำพระอิสริยยศ
ตราประจำพระองค์
ธงประจำพระองค์
การทูลใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ

พระอิสริยยศ

  • 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 : หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา
  • 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 – 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 : พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา[3]
  • 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 – 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 : สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา[7]
  • 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 – 25 มีนาคม พ.ศ. 2493 : พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา[10]
  • 25 มีนาคม พ.ศ. 2493 – 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 : สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา[11]
  • 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 – 2 มกราคม พ.ศ. 2551 : สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์[15]

ภายหลังการสิ้นพระชนม์

  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี[27]

เครื่องอิสริยยศราชูปโภค

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีรายการดังต่อนี้[55]

  • พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา เครื่องพร้อม
  • พระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก) ทองคำลงยา
  • หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง
  • พระคนโททองคำลงยา พร้อมพานรอง
  • พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือนกับพระสางเสนียดสอดในซองเยียรบับ และพระกรัณฑ์ทองคำลงยาสำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง
  • ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค 2 ตน ขนดหางพันเกลียวเป็นเสาราว ผินเศียรไปทางซ้ายและขวาเป็นราวพาด 2 กิ่ง พร้อมซับพระพักตร์จีบริ้วพาดบนราว 2 องค์
  • พระฉายกรอบทองคำลงยาทำเป็นรูปพญานาคขนดพันกันโดยรอบบานพระฉาย ด้านบนเป็นรูปพระมหามงกุฎเปล่งรัศมี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดังต่อไปนี้

ต่างประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ยังได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจากประเทศต่าง ๆ อันได้แก่[63]

พระยศทางทหาร

พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์
บดินทรเชษฐภคินี
รับใช้กองทัพบกไทย, กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทย
ประจำการ
  • 22 มิถุนายน พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2551
  • 22 มิถุนายน พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2551
  • 22 มิถุนายน พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2551
ชั้นยศ
  • พลเอกหญิง
  • พลเรือเอกหญิง
  • พลอากาศเอกหญิง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งนายทหารชั้นพิเศษเป็นกรณีพิเศษแก่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นลำดับมาดังนี้

  • 27 มีนาคม พ.ศ. 2527: พันโทหญิง นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์[65]
  • 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2527: ราชองครักษ์พิเศษ[66]
  • 3 มิถุนายน พ.ศ. 2527: นาวาโทหญิง นาวาอากาศโทหญิง นายทหารพิเศษประจำกองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน และประจำกองนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ[67]
  • 19 มกราคม พ.ศ. 2532: พลตรีหญิง พลเรือตรีหญิง พลอากาศตรีหญิง[68]
  • 20 เมษายน พ.ศ. 2538: พลโทหญิง พลเรือโทหญิง พลอากาศโทหญิง[69]
  • 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538: นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์[70]
  • 22 มิถุนายน พ.ศ. 2540: พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์[71]

ตำแหน่งทางวิชาการ

  • พ.ศ. 2521 : ศาสตราจารย์ (พิเศษ)[35]

พระสมัญญานาม

  • พ.ศ. 2551 : พระกัลยาณมิตราจารย์[72]

การเฉลิมพระเกียรติ

ในพระนาม

ปูพระพี่นาง

ปูพระพี่นาง เป็นปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก มีสีสันที่สวยงาม โดยกระดองมีสีแดงเลือดนก ขอบของกระดอง ขอบเบ้าตา และริมฝีปากเป็นสีแดงส้ม ขาเดินทั้ง 4 คู่ เป็นสีแดงเลือดนก ยกเว้นตรงปลายประมาณ 1 ใน 3 ของก้ามหนีบทั้ง 2 ข้าง เป็นสีขาว กระดองขนาดกว้างประมาณ 4.6 เซนติเมตร ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยนายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ นักวาดรูปนก ณ ตำบลท่าแฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และได้รับการตรวจสอบสายพันธุ์โดยศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[73]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระอนุญาตอัญเชิญพระนามในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นชื่อไทยของปูชนิดใหม่นี้ว่า “ปูพระพี่นาง”[74] เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์มีพระกรุณาธิคุณแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอเนกอนันต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[75] ปูพระพี่นางมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Potamon galyaniae และมีชื่อสามัญว่า Crimson Crab โดยจะทำการพิมพ์เผยแพร่ปูที่พบใหม่นี้ในวารสารต่างประเทศชื่อ Crustaceana, International Journal of Crustacean Research[75]

ดอกแก้วกัลยา

ดอกแก้วกัลยาเป็นดอกไม้ในจินตนาการ มาจากดอกไม้ 2 ชนิดตระกูลดอกแก้ว คือ ดอกแก้วเจ้าจอม และดอกแก้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการในศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่า "ดอกแก้วกัลยา" พร้อมทั้งพระราชทานพระอนุญาตให้ใช้เป็นดอกไม้แห่งสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนพิการและองค์กรของคนพิการ มีพระดำรัสให้ฝึกอบรมอาชีพคนพิการเพื่อประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา รวมทั้งจัดจำหน่ายเพื่อนำรายได้ไปดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพคนพิการในองค์กรคนพิการทั่วประเทศ ดอกแก้วกัลยามีลักษณะผสมผสานของระหว่างดอกของแก้วเจ้าจอมที่เป็นดอกไม้สีม่วงคราม สวยสง่าแต่อ่อนหวาน กับดอกแก้วที่เป็นดอกไม้สีขาว มีกลิ่นหอม[76]

สถานที่ในพระนาม

วาระสำคัญ

พระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 6 รอบ 6 พฤษภาคม 2538

เวลา 15:00 น. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เทียนพระมหามงคล เทียนเท่าพระองค์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ และโหรหลวงบูชาเทพดานพเคราะห์ แล้วเสด็จไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญ ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมบูรพมหากษัตริยาธิราช พระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสักการะพระสยามเทวาธิราช แล้วเสด็จไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เทียนพระมหามงคล เทียนเท่าพระองค์ และธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปเทวรูปพระเคราะห์ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์[15] จบแล้ว พระราชทานน้ำพระมหาสังข์และพระสุพรรณบัฏ จากนั้นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระชนมายุ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ถวายพระธรรมเทศนา จบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมและเครื่องกัณฑ์เทศน์ถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[77]

เจริญพระชนมายุ 7 รอบ

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 7 รอบ (84 พรรษา) ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้จัดทำนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า แสงหนึ่งคือรุ้งงาม[78] มีนายกวี พูลทวีเกียรติ์ เป็นผู้ควบคุมการผลิตของนิทรรศการ จุดประสงค์ของงานนี้นั้นสืบเนื่องจากต้องการให้เยาวชนได้เห็นถึงพระกรณียกิจของพระองค์แล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อส่วนรวม[79] โดยนำเสนอเรื่องราวพระประวัติ พระกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ และสะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

นอกจากนี้ ยังมีการประพันธ์บทเพลงขึ้นมาเนื่องในโอกาสการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติครั้งนี้ด้วย ชื่อบทเพลงว่า "แสงหนึ่ง" ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดยบอย โกสิยพงษ์ และขับร้องโดยนภ พรชำนิ[79]

งานฉลอง 100 ปี วันประสูติ

งานฉลอง 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ. 2566 (อังกฤษ: Centenary Celebration of Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana, 2023) เป็นชื่องานเฉลิมพระเกียรติที่ประกอบด้วยพระราชพิธี รัฐพิธี กิจกรรม และโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครบ 100 ปี ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศถวายพระเกียรติพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระดังกล่าว โดยร่วมกันจัดขึ้นโดยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประชาชนชาวไทย[80]

พระราชพิธีและประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ (วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566)

เวลา 16:58 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์ทูตสันถวไมตรียูเนสโกประจำประเทศไทย เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปสำคัญต่าง ๆ และเครื่องราชสักการะพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แล้วทรงประเคนพัดรองที่ระลึกแด่พระสงฆ์ จากนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ลี่ปิง วัง รักษาการผู้อำนวยการยูเนสโกประจำกรุงเทพมหานคร อ่านประกาศถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณตามลำดับ จบแล้ว กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย จากนั้นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และพระเทพโมลี (ธนู วรธนุ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ถวายพระธรรมเทศนา จบแล้ว ทรงทอดผ้าไตรและย่ามที่ระลึก พระสงฆ์สดับปกรณ์พระอัฐิ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา จากนั้นทรงทอดผ้าไตรและย่ามที่ระลึกแด่พระสงฆ์ที่เหลือ พระสงฆ์สดับปกรณ์ เมื่อครบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงคมพระพุทธรูปและพระอัฐิ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[81]

เพลงเฉลิมพระเกียรติ

มูลนิธินรารัตน์วันชัยขันติภาวนาบารมี ร่วมกับ โครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 ปี กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดทำซีดีเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชันษา 84 ปี ประกอบด้วยเพลงเฉลิมพระเกียรติ ทั้งบรรเลงและขับร้อง[82] ทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่

  1. เจ้าฟ้าสุดบูชา
  2. 84 ปีกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  3. มาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา
  4. ดนตรีบรรเลงเจ้าฟ้าสุดบูชา
  5. ดนตรีบรรเลงกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  6. ดนตรีบรรเลงมาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

และได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมเพลงต่อไปนี้เข้าในโครงการฯ ได้แก่

  1. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
  2. ดนตรีบรรเลงแสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
  3. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) - โดย นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์
  4. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) - ขับร้องโดย ศิโยน ดาวรัตนหงษ์
  5. แก้วกัลยา
  6. อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
  7. สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ สุดบูชา (ประสานเสียง)

ส่วนเพลง “แก้วกัลยา” นั้น ประภาส ชลศรานนท์ ได้แต่งขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 83 ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ โดยรายการคุณพระช่วย ได้จัดทำตอนพิเศษ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ออกอากาศซ้ำภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 โดยมีการขับร้องเพลงนี้ในรายการด้วย[83]

ต่อมา ในช่วงการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพของพระองค์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำเพลงที่ระลึก ในบทเพลงที่ชื่อว่า “ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์” ประพันธ์คำร้องโดย นิติพงษ์ ห่อนาค ประพันธ์ทำนองโดย อภิไชย เย็นพูนสุข ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ สำหรับไว้ใช้เผยแพร่ก่อนช่วงพระราชพิธีในราวปลายเดือนกันยายน – ตุลาคม พ.ศ. 2551 เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกับรัฐบาลถวายพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนถวายความอาลัย[84]

หนังสือ

หนังสือ "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม"

หนังสือ "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" เป็นหนังสือปกอ่อน 2 เล่ม จำนวน 224 หน้า และซีดีรอม 1 แผ่น บรรจุภายในกล่อง ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2550 จัดทำขึ้นเนื่องในการจัดนิทรรศการ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” ถือเป็นแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสทรงเจริญพระชันษา 84 ปี เมื่อ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เพื่อถ่ายทอดความหมายอันหลากหลายลึกซึ้ง ในฐานะเจ้านายชั้นสูงผู้มีพระกรุณาธิคุณต่อประเทศและประชาชนชาวไทยทั้งชาติมาอย่างต่อเนื่อง[85]

หนังสือ "ชื่นเกล้า"

หนังสือ "ชื่นเกล้า" เป็นหนังสือวันเด็กแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ. 2551 ได้มุ่งเน้นเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยอัญเชิญพระสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะยังทรงพระเยาว์เป็นภาพปก พร้อมเนื้อหาสารคดีเทิดพระเกียรติภายในเล่ม นำเสนอพระจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ และพระกรุณาธิคุณที่พระราชทานความช่วยเหลือปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด อาทิ ด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ การแพทย์และสาธารณสุข ด้านปรัชญาและศาสนา วรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์[86]

หนังสือ "เฉลิมพระเกียรติ 84 ปี 30660"

หนังสือ "เฉลิมพระเกียรติ 84 ปี 30660 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" จัดทำโดยข้าราชบริพารในพระองค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระองค์ทรงเจริญพระชันษา 84 ปี ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เป็นหนังสือรวมพระฉายาลักษณ์และพระประวัติ โดยชื่อหนังสือ "30660" มาจากจำนวน 365 วันในหนึ่งปี คูณกับพระชันษา 84 ปี ได้เท่ากับ 30660[87]

พระอนุสาวรีย์

อำเภอกัลยาณิวัฒนา

ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ที่ว่าการอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นพระอนุสรณ์ที่แสดงถึงความเคารพ ศรัทธา และรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุขของประเทศ[88]

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เชียงราย

ต่อมาในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) เสด็จเป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานตรงข้ามพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย[89]

เหรียญกษาปณ์และตราไปรษณียากรที่ระลึก

เหรียญกษาปณ์

กรมธนารักษ์ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชันษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ด้านหลังเป็นตราราชสกุลมหิดล โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงินและเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา[90]
  • เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชันษา 80 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ "กว" ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) [91]
  • เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชันษา 84 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ "กว" ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน และเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา[92]
  • เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยคาดว่าจะมีรูปแบบเช่นเดียวกับเหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7[93]

ตราไปรษณียากร ไปรษณียบัตร

การสื่อสารแห่งประเทศไทย (ไปรษณีย์ไทย) ในปัจจุบัน ออกตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ตราไปรษณียากรที่ระลึก 80 ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชันษาครบ 80 ปี วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ ทรงประทับยืน ฉลองพระองค์เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์
  • ตราไปรษณียากรที่ระลึก 84 ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชันษาครบ 84 ปี วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์[94]
  • ตราไปรษณียากรที่ระลึก พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันแรกจำหน่าย 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ 4 ช่วงพระชันษา ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์ จนถึงปัจจุบัน
  • นอกจากนี้บริษัท ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย ชมรมแผ่นดินสยาม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยออลล์ จำกัด น้อมเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติ จัดทำแสตมป์ที่ระลึก และไปรษณียบัตรถวายอาลัย (ส่งโดยไม่ต้องติดแสตมป์) พร้อมสายรัดข้อมือ มี 2 แบบ แบบแรกเป็นสายรัดข้อมือสีขาว และสายรัดข้อมือสีฟ้า (พร้อมทั้งไปรษณียบัตรถวายอาลัย) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความอาลัยของประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯและเป็นการสมทบทุนเพื่อร่วมสนับสนุนการแพทย์เพื่อประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระปณิธาน อีกทั้งเพื่อสมทบทุนร่วมสนับสนุนการศึกษาแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในชนบท [95]

สุนัขและสัตว์ทรงเลี้ยง

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ที่วังเลอดิสมีสัตว์ทรงเลี้ยงต่าง ๆ เช่น สุนัข เต่า แมว โดยเฉพาะสุนัขทรงเลี้ยงนั้นทรงมีสุนัขหลายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 28 ตัว ได้แก่ เค็ดซัล, ตอลเต็ก, สามพี่น้องตูลูส, อัลบี้, ลียอง, คีรีบูน, หลง, ภาพัน, ต้นคูน, ตระกูลชิทสุ ได้แก่ เจน, ไดมอนด์, มังกร, เท็น/อีเลเว้น, ดาว, แพนด้า, คู่รัก ซิกแซ็ก-เกาลัด กับลูกทั้งสี่ ได้แก่ เฮเซลนัท, เซสท์นัท, พีนัท, วอลนัท นอกจากนั้นยังมี แซนดี้, มน, วันพุธ, บ่อเบี้ย, ไนท์ และหัวหิน

พระองค์มีพระเมตตาต่อสุนัขและแมวจรจัดมาก โดยพระราชทานตึกฉุกเฉินที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯ เปิดตึกด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเครื่องฟอกเลือด ฟอกไต เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สำหรับสัตว์ ที่สำคัญคือ ดอกผลที่ได้จาก กองทุน "สิบสาม" ได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจำนวนมาก

เมื่อสัตว์ที่พระองค์ทรงเลี้ยงเสียชีวิตลง จะมีสุสานสัตว์ เรียกว่า สุสานสุนัขทรงเลี้ยงของพระพี่นางฯ ในบริเวณตลาดบองมาเช่ ย่านประชานิเวศน์ 1 ซึ่งเป็นตลาดบนที่ดินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ[96] ยกเว้นสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ คุณสิบสาม สุนัขพันธุ์บอร์เดอเทอร์เรียที่พระองค์ทรงรักมาก ตอนคุณสิบสามตายก็ตายในอ้อมพระกรของพระองค์ ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สร้างอนุสาวรีย์คุณสิบสามถวายพระองค์ในพระตำหนักเลอดิส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อสัตว์เจ็บป่วยยากไร้ ชื่อ กองทุน "คุณสิบสาม" เพื่อช่วยเหลือสัตว์ยากไร้โดยเฉพาะสุนัขและแมว[97]

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง ไว้ในพระอุปถัมภ์ถึง 3 เชือก พร้อมทั้งประทานชื่อแก่ช้างทั้ง 3 เชือก ได้แก่ จุฑานันท์ วนาลี และอลีนา โดยเฉพาะพังอลีนานั้นเกิดวันเดียวกับพระองค์ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า น้องเมย์[98]

พงศาวลี

ดูเพิ่ม

หมายเหตุ

    อ้างอิง

    1. ศาสตราจารย์ ดร.สิทธา พินิจภูวดล. พระอัจฉริยภาพด้านการนิพนธ์. นิตยสารสกุลไทย. ฉบับที่ 2691 ปีที่ 52 ประจำวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2549. ISSN 0125-068X.
    2. "Search birth records". findmypast.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 สิงหาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2012. SONGKLA May Kensington London 1923
    3. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า, เล่ม ๔๔, ตอน ๐ก, ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐, หน้า ๒๕๓
    4. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา. เจ้านายเล็กๆ - ยุวกษัตริย์. ซิลค์เวอร์ม บุคส์. พิมพ์ครั้งที่ 6. 450 หน้า. พ.ศ. 2549. ISBN 974-7047-55-1.
    5. 1 2 3 4 5 6 7 กระทรวงวัฒนธรรม. เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ ๗ รอบ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐. ISBN 978-974-09-8956-1.
    6. ทิพย์วัลย์ คงประพันธ์ (8 มกราคม 2008). ""หนึ่งแสง" แปลงเป็น "รุ้งงาม"". ผู้จัดการออนไลน์.
    7. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, "ประกาศเฉลิมพระเกียรติยศพระราชปิตุจฉา พระเชษฐภคินี และพระอนุชา" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2011., เล่ม ๕๒, ตอน ๐ง, ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘, หน้า ๑๑๗๘
    8. 1 2 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์. จุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ พระนามพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดา. สำนักพิมพ์บรรณกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 4. 136 หน้า. พ.ศ. 2548. ISBN 974-221-746-7.
    9. ราชกิจจานุเบกษา, กฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์, เล่ม ๓๕, ตอน ๐ก, ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑, หน้า ๑๔๖
    10. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องลาออกจากถานันดรสักดิ์, เล่ม 61, ตอน 42, 18 กรกดาคม พ.ศ. 2487, หน้า 1411-2
    11. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, เล่ม ๖๗, ตอน ๑๘ก, ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓, หน้า ๓๙๖
    12. "Genealogical Gleanings Thailand, database maintained by Henry Soszynski at ancentry.com". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 มกราคม 2008. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2008.
    13. "'เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ' พระเจ้าพี่นางเธอฯ กษัตริย์ 2 พระองค์ รัชกาลที่ 8-รัชกาลที่ 9". มติชน. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 มกราคม 2008.
    14. เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (PDF). คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล. 2007. ISBN 978-974-11-0829-9.
    15. 1 2 3 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, เล่ม ๑๑๒, ตอน พิเศษ ๑๔ ง, วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๑
    16. 1 2 "ร้อยปีเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา...ร้อยใจบูชาพระกรุณาธิคุณ". ผู้จัดการออนไลน์. 6 พฤษภาคม 2023.
    17. พระราชพิธีที่สำคัญ สำนักงานส่งเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
    18. "ย้อนชม ในหลวง ร.9 ทรงไหว้พระพี่นางฯ ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน". kapook.com. 19 ตุลาคม 2016.
    19. "๒ มกราคม ๒๕๖๖ เนื่องในวันคล้ายสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.
    20. 1 2 "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯสิ้นพระชนม์ เมื่อ 02.54 น.วันที่ 2 ม.ค." กรุงเทพธุรกิจ. 2 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 มกราคม 2008.
    21. ""เศวตฉัตร" เครื่องประกอบอิสริยยศ ตามลำดับ "เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน"". คมชัดลึก. 14 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มกราคม 2008.
    22. "ในหลวง-พระราชินีเสด็จ ถวายสรงน้ำพระศพ". ไทยรัฐออนไลน์. 2 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มกราคม 2008.
    23. พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา
    24. "โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ"". ผู้จัดการออนไลน์. 9 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2012.
    25. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๑ข, ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑
    26. "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี". ข่าวช่อง 7HD. 23 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2025.
    27. 1 2 "พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 142 (77 ข): 1–2. 5 ธันวาคม 2568.
    28. "พระตำหนักใหม่ วังสระปทุม ลักษณะบ้านเพื่ออาศัยมิใช่วังเจ้านาย ที่ประทับราชสกุลมหิดล". ศิลปวัฒนธรรม. 21 มกราคม 2020.
    29. "พระประวัติ"สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ"". สำนักข่าวอินโฟเควสท์. 2 มกราคม 2008.
    30. สุทธาสินี จิตรกรรมไทย. พระตำหนักเลอดิส "บ้าน" ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ. มติชน. วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10895.
    31. 1 2 3 "84 พระชันษาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 มกราคม 2008. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2008.
    32. เว็บไซต์กองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "กองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 มกราคม 2008.
    33. "รายงานพิเศษ : พระประวัติ-พระอัจฉริยภาพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". ผู้จัดการออนไลน์. 2 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2012.
    34. "พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ". nationchannel.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 กันยายน 2011.
    35. 1 2 "ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2011. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2010.
    36. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มกราคม 2551 'แชมป์' เหรียญทองฟิสิกส์โลก มีวันนี้ได้เพราะ 'พระเจ้าพี่นางเธอฯ'
    37. "จุดมุ่งหมาย – การจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ". สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 มกราคม 2008.
    38. "สื่อต่างชาติเสนอข่าว "พระพี่นางเธอฯ" สิ้นพระชนม์ ยกย่องพระกรณียกิจ". ผู้จัดการออนไลน์. 2 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2012.
    39. "ความเป็นมาของ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม". ThaiPR.net. 2 พฤศจิกายน 2005.
    40. "พระกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ สอวน". การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 19 มหาวิทยาลัยนเรศวร.
    41. "พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 มกราคม 2008.
    42. "พระเจ้าพี่นางเธอฯกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เจ้าฟ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาของปวงชนชาวไทย" (กฤตภาค). แนวหน้า. 2547. p. 13 โดยทาง MFA Archive.
    43. "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". ทรูปลูกปัญญา. 28 ธันวาคม 2012.
    44. "น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ – พระราชกิจ – การสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ". สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ.
    45. พระราชกรณียกิจเผยแผ่พระไตรปิฎกสากลสู่โลก โดย คม ชัด ลึก วัน พุธ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 00:00 น.
    46. เว็บไซต์ธรรมจักร โดย admin ลานธรรมจักร
    47. "น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯเนื่องในโอกาสวันสิ้นพระชนม์ครบ 13 ปี วันที่ 2 มค". Advanced Business Magazine. 4 มกราคม 2021.
    48. "คอนเสิร์ตพระกรุณาธิคุณทุนดนตรีคลาสสิก แสงหนึ่งคือรุ้งงาม". หนังสือพิมพ์แนวหน้า. 25 กรกฎาคม 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 มกราคม 2008.
    49. "เชิญชมการแสดงดนตรี ของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาฯ" (PDF). จดหมายข่าว จุฬาสัมพันธ์. 24 ตุลาคม 2005. p. 12. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 7 ตุลาคม 2006.
    50. "ประวัตินาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก". นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2008.
    51. "เสมือนจริง เหนือจินตนาการกับหุ่นละครเล็กโจหลุยส์". Thailanddives. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 ธันวาคม 2007.
    52. "นิทานสำหรับเด็ก". school.net.th. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2011.
    53. "พระราชประวัติสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". สยามรัฐ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มกราคม 2008.
    54. "รายงานพิเศษ : "สมเด็จพระพี่นางฯ"...ของปวงชนชาวไทย". ผู้จัดการออนไลน์. 6 พฤษภาคม 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 พฤษภาคม 2005.
    55. "การประดิษฐานพระโกศ". คมชัดลึก. 24 กุมภาพันธ์ 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 สิงหาคม 2017.
    56. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ , เล่ม ๖๗ ตอนที่ ๑๘ ง หน้า ๑๓๔๙, ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๓
    57. ราชกิจจานุเบกษา, "แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 31 ธันวาคม 2014., เล่ม ๑๐๐ ตอนที่ ๑๐๒ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑๑, ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๖
    58. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๙๗ ตอนที่ ๖๓ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๒, ๑๘ เมษายน ๒๕๒๓
    59. ราชกิจจานุเบกษา, "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2011., เล่ม ๑๑๒ ตอนที่ ๑๗ ข หน้า ๑, ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘
    60. ราชกิจจานุเบกษา, "แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2011., เล่ม ๕๕ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๙๕๘, ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๑
    61. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๗๐ ตอนที่ ๖ ง หน้า ๒๓๕, ๒๐ มกราคม ๒๔๙๖</re
    62. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน, เล่ม ๙๒ ตอนที่ ๘ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑, ๑๕ มกราคม ๒๕๑๘
    63. "การประดิษฐานพระโกศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ". คมชัดลึก. 3 มีนาคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 สิงหาคม 2017.
    64. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม 96 ตอนที่ 139 หน้า 2906, 14 สิงหาคม 2522
    65. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารและแต่งตั้งนายทหารพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 101 (ตอน 45 ฉบับพิเศษ): หน้า 1. 5 เมษายน 1984. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    66. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งราชองครักษ์พิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 101 (ตอน 82 ฉบับพิเศษ): หน้า 1. 24 มิถุนายน 1984. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    67. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารและแต่งตั้งนายทหารพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 100 (ตอน 79 ฉบับพิเศษ): หน้า 2. 22 มิถุนายน 1984. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    68. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 106 (ตอน 20 ง ฉบับพิเศษ): หน้า 1. 6 กุมภาพันธ์ 1989. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    69. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 112 (ตอน 6 ข): หน้า 1. 3 พฤษภาคม 1995. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    70. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งนายทหารพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 112 (ตอน 45 ง): หน้า 1. 1 ธันวาคม 1995. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    71. "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหารแต่งตั้งนายทหารพิเศษเป็นกรณีพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 114 (ตอน 17 ข): หน้า 6. 14 กรกฎาคม 1997. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 11 กรกฎาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
    72. พระสมัญญานาม พระกัลยาณมิตราจารย์
    73. "จุฬาฯ พบปูน้ำจืด จุดเด่นสีสวยงาม ชื่อ'พระพี่นาง'". ThaiPR.net. 16 มิถุนายน 2000.
    74. "มหัศจรรย์...ปูกางร่ม สัตว์ฉลาด...ใช้ใบไม้ปกป้อง กันภัย 26 มิ.ย. 50 - 00:24". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2007. สืบค้นเมื่อ 3 มกราคม 2008.
    75. 1 2 "ปูพระพี่นาง (Potamon galyaniae)". สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 9 กันยายน 2009.
    76. "เว็บไซต์มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-04-01. สืบค้นเมื่อ 2008-01-06.
    77. "หมายกำหนดการ ที่ ๗/๒๕๓๘ พระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๖ รอบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา พฤษภาคม ๒๕๓๘" (PDF). 112. August 10, 1965: 3. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help); line feed character ใน |title= ที่ตำแหน่ง 24 (help)
    78. "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-05-15. สืบค้นเมื่อ 2007-05-22.
    79. 1 2 "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โปรดดนตรีคลาสสิก". คมชัดลึก. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 มกราคม 2008.
    80. "นายกฯ เป็นประธานประชุม เตรียมจัดงาน 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ". มติชน. 18 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2026.
    81. "ข่าวในพระราชสำนัก วันเสาร์ ที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖" (PDF). หน่วยราชการในพระองค์. 6 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2026.
    82. Wasawat Deemarn (3 มกราคม 2008). "แนะนำเว็บไซต์โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ". GotoKnow.
    83. "เว็บไซต์มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-11-07. สืบค้นเมื่อ 2008-01-06.
    84. "โครงการจัดทำเพลงที่ระลึก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-12-03. สืบค้นเมื่อ 2008-11-13.
    85. "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม". ศูนย์หนังสือจุฬาฯ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 มกราคม 2008.
    86. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10891 ""ชื่นเกล้า" สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 มกราคม 2008.
    87. หนังสือเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ
    88. "ข่าวในพระราชสำนัก". สำนักพระราชวัง. 27 ตุลาคม 2020. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 สิงหาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2024.
    89. "สร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ประดิษฐานสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์เชียงราย". ไทยรัฐ. 27 กันยายน 2024. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2024.
    90. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ออกใช้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในวโรกาส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุครบ ๖ รอบ พ.ศ. ๒๕๓๘, เล่ม ๑๑๒, ตอน ๓๖ ง, ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๔
    91. ราชกิจจานุเบกษา, "ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ออกใช้เหรียญกระษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธฮเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๔๖" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2011., เล่ม ๑๒๐, ตอนพิเศษ ๕๑ ง, ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖, หน้า ๖
    92. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ออกใช้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ ๘๔ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐, เล่ม ๑๒๔, ตอนพิเศษ ๕๖ ง, ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐, หน้า ๑
    93. "กรมธนารักษ์เตรียมจัดทำเหรียญที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงพระศพพระพี่นางฯ". สำนักข่าวอินโฟเควสท์. 6 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 มิถุนายน 2013.
    94. ไปรษณีย์ไทย. "ตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์". สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
    95. "ไปรษณีย์เชิญชวนซื้อสายรัดข้อมือพระพี่นางฯ". ASTV ผู้จัดการออนไลน์. 11 พฤศจิกายน 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2012.
    96. "สุสานสุนัขทรงเลี้ยงสมเด็จพระพี่นางฯ 'สุสานที่ไม่เคยขาดรัก...'". มติชน. 3 มกราคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 มกราคม 2008.
    97. มติชน วันที่ 03 มกราคม 2551 เวลา 17:21:38 น."'รำลึกพระพี่นางฯ...เมื่อเจ้าของไม่อยู่สัตว์เลี้ยงของพระองค์จะอยู่อย่างไร'". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 มกราคม 2008.
    98. "ศูนย์ช้างลำปางจัดนิทรรศการพระกรณียกิจ "พระพี่นางฯ"". ผู้จัดการออนไลน์. 2 มกราคม 2008.

    แหล่งข้อมูลอื่น

    ก่อนหน้า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ถัดไป
    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กุลเชษฐ์ในราชวงศ์จักรี
    (18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 – 2 มกราคม พ.ศ. 2551)
    สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประธานมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
    (18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 – 2 มกราคม พ.ศ. 2551)
    สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี